ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้ไปใกล้ชิดแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนา (ทริป อินเดีย-เนปาล) รีวิวโดย RinSa YoyoLive

ไปเที่ยวอินเดียกันอีกมั้ย พี่ๆในกรุ๊ปไลน์มาชวนเราไปเยือนอินเดียอีกครั้ง หลังจากที่พวกเราเพิ่งกลับจากอินเดียเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คราวก่อนไปเที่ยวเมืองชัยปุระ แต่ครั้งนี้ชวนไปเมืองลัคเนาว์ โดยสายการบินไทยสมายล์เช่นดิมค่ะ ไปสิ วีซ่าอินเดียเรายังเหลือๆ เราจึงตอบรับทันที! จุดห

ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้ไปใกล้ชิดแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนา (ทริป อินเดีย-เนปาล)

ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้ไปใกล้ชิดแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนา (ทริป อินเดีย-เนปาล)



ไปเที่ยวอินเดียกันอีกมั้ย พี่ๆในกรุ๊ปไลน์มาชวนเราไปเยือนอินเดียอีกครั้ง

หลังจากที่พวกเราเพิ่งกลับจากอินเดียเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คราวก่อนไปเที่ยวเมืองชัยปุระ

แต่ครั้งนี้ชวนไปเมืองลัคเนาว์ โดยสายการบินไทยสมายล์เช่นดิมค่ะ

ไปสิ วีซ่าอินเดียเรายังเหลือๆ เราจึงตอบรับทันที!

จุดหมายปลายทางครั้งนี้คือ ไปเยือนสังเวชนียสถานกันนะ

ซึ่งตอนแรกเราก็ไม่รู้หรอกว่าคืออะไร แต่รู้คร่าวๆ ภาษาบ้านๆ ว่าไปดูซากอิฐนั่นแหละค่ะ

ห้าาาา ในใจตอนนั้นน่ะคิดว่าเราจะไปดูซากอิฐทำไมกัน มีอะไรให้เราดูเหรอไง

นั่นคือความคิดของเราต่อต้านหรือเปล่าไม่รู้ เพราะยังไม่เคยได้มาไงคะ 555

แต่พอได้ไปเยือน ได้เห็นกับตาตัวเอง ได้รู้ประวัติ เรื่องราวที่มากขึ้นกับสังเวชนียสถานเหล่านั้นจากพระอาจารย์

กลับทำให้ความคิดเราเปลียนไป!!

ความคิดที่เปลียนคือไม่ใช่เปลี่ยนมาชอบซากอิฐนะ แต่เปลี่ยนไปยังไง

ขอให้ติดตามชมไปด้วยกันเลยจ้าาา

ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้ไปใกล้ชิดแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนา (ทริป อินเดีย-เนปาล)



รีวิวการเดินทางไปอินเดีย-เนปาล ในครั้งนี้เราจะแบ่งเป็น 2 ตอนค่ะ

ซึ่งตอนแรกจะเป็นเรื่องราวของการไปเยือน 2 สังเวช + 1 สาวัตถี

และตอนที่สองจะพาชมความอลังการงานสร้างของเมืองลัคเนาว์กัน

การเดินทางในครั้งนี้ 18-23 เมษายน 2560 ที่ผ่านมาค่ะ

โดยสายการบินไทยสมายล์ ที่เพิ่งเปิดเส้นทางบินตรงมุ่งสู่ลัคเนาว์ เมื่อ 1 ธันวาคม 2559

ปัจจุบันมีเที่ยวบินตรงจากสุวรรณภูมิ อาทิตย์ละ 4 เที่ยวบิน


เมื่อเงินรูปีในกระเป๋าเราพร้อม พร้อมคือเหลือจากการเที่ยวอินเดียคราวก่อนแล้วแลกคืนไม่ได้ค่ะที่สนามบินไม่รับแลก

ต้องไปซุปเปอร์ริชสาขาในเมืองโน่น ดีนะ เก็บไว้ก่อนได้มาใช้รอบนี้สมใจ และก็เหลือกลับมาไทยเหมือนเดิมอีก 555

เมื่อผ่านด่านพิธีการต่างๆในสนามบินสุวรรณภูมิแล้วก็พากันบินลัดฟ้าสู่ลัคเนาว์ ในเวลา 22.00 น.

ใช้เวลาบินทั้งสิ้น 3.30 ชั่วโมงค่ะ อิ่มท้องก่อนแลัวหลับเอาแรงบนเครื่องนี่ล่ะ

มารู้สึกตัวอีกทีถึงลัคเนาว์แล้ว สนามบินเขามีแอร์บ้างไม่มีบ้าง แสงไฟไม่ค่อยสว่างเท่าไหร่ค่ะ

คล้ายๆ สนามบินต่างจังหวัดบ้านเราเลย (โฟกัสไปที่ตรัง และนครศรีธรรมราช)ประมาณนัั้นเลย ฮี่ๆ

เวลานั้นที่ถึงลัคเนาว์คือตี 1 กว่าๆ ก็เท่ากับเกือบตี 4 บ้านเรานะ เวลาห่างจากไทยเรา 1.30 ชั่วโมง

งัวเงียกันได้ที่ รถมินิบัสพาไปส่งยังโรงแรมที่พักคืนแรก 5 ดาว ที่ "RENAISSANCE HOTEL"

เอ้านอนเอาแรงกันก่อนไปต่อพรุ่งนี้!!

แต่กว่าจะได้นอนคืนแรกก็ทำเอาปั่นป่วนกันใหญ่เมื่อเข้ามาในห้องพัก เจอกระจกผนังห้องน้ำบานใสกริ๊บมากกกกก

แล้วเราหาม่านปิดกระจกนั้นไม่เจอนะสิ ในเมื่อเราจะต้องได้นอนกับพี่ในกรุ๊ปอีกคนด้วย ในเวลานั้น ง่วงก็ง่วง ม่านก็ไม่มี

เลยบอกว่าคงได้ขอเปิดห้องอีกห้องล่ะกันน่ะ แต่พอพี่เขาโทรติดต่อไปในกลุ่มก็เดินเข้าห้องน้ำไปกดสวิตซ์หนึ่ง กระจกจากที่เป็นสีใส

ขาวขุ่นในพริบตา 555 เป็นเทคโนโลยีที่เรายังไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งที่เราไปพักโรงแรมหลายต่อหลายแห่งมาเยอะมาก

แต่กลับได้มาเห็นที่อินเดียในคืนแรกที่นี่ นับว่าไม่ธรรมดากันเลยนะคะ


"RENAISSANCE HOTEL" เด็ดสุดตรงนี้ภายในห้องพักเปิดม่านกระจกบานใหญ่จะมองเห็น Ambedkar memorial park, lucknow

ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานของ Ambedkar, หนึ่งในผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของอินเดีย สร้างได้อลังการยิ่งใหญ่สุดๆ

เดี๋ยวเราจะพาไปเยือนสถานที่แห่งนี้ในตอนสองนะคะ

แต่ ณ เวลานี้คือ เก็บกระเป๋าจ้าาาา คืนแรกมานอนหรูเฉยๆ เท่านั้น ตื่นมาก็กินข้าวและเช็คเอาท์กันแล้ว

ดีหน่อย รอบนี้มีอาหารกินได้ง่ายๆ แนวอินเตอร์เยอะด้วย ค่อนข้างถูกปาก ไมต้องเอียนอาหารอินเดียแล้ว เย้ !

โปรแกรมวันแรก ยาวไปค่ะ ยาวไปคือนั่งรถออกจากโรงแรมยาวไปจ้าา 180 กิโลเมตร

แต่ใช้เวลานานถึง 4 ชั่วโมง!!


ก็ดูสิคะ ถนนหนทางไม่ได้สวย ไม่ได้ดี แต่มีวิวให้ดูบ้าง มีวิถีชีวิตให้ดูบ้าง

แนวทางการขับรถของชาวอินเดีย คือ ยึดถึอกฏกู กฏมึงนี่แหละค่ะ การจราจรค่อนข้างแย่หน่อย

เสียงแตรดั่งสนั่นทั่วทิศทาง เลนวิ่งไม่เป็นเลนบ้างก็วิ่งสลับกันมั่วไปหมด

ระหว่างทางที่นั่งๆ สับปหงกบนรถไปด้วยก็ต้องลุ้นกับสมาธิคนขับตามไปด้วยเช่นกันนะ 555

แล้วคณะเราก็ไปเช็คอินที่โรงแรมในสาวัตถี ทานอาหารเที่ยงและพักผ่อนกันแป๊ปนึงค่ะ

จากนั้นก็เดินทางไปรับก็ไปรับท่านพระอาจารย์คมสรณ์ เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร

เพื่อมายัง วัดเชตวันมหาวิหาร หรือสาเหต (Sahet)

พระอารามหลวงแห่งองค์พระศาสดา


ตลอดทริปนี้ คณะเราจึงมี ท่านพระอาจารย์คมสรณ์ (อยู่อินเดียมาประมาณ 20 ปีแล้ว) เดินทางไปพร้อมกับเราเพื่อบรรยายให้ความรู้พุทธประวัติ

ในทุกๆ สังเวชนียสถาน ที่เราไปค่ะ และเรื่องราวเรื่องเล่าหลายอย่าง ที่เราเคยอ่านจากตำราเรียนพระพุทธศาสนานั้น

ก็มาถูกขยายความ ได้ฟังเรื่องราว เรื่องเล่า สอดแทรกความรู้ พร้อมทั้งได้ไปเยือนใน สังเวชนียสถานเหล่านี้

แต่ๆ ถ้าจะให้ดีเรื่องใหม่ๆที่เรารู้น่าจะอัดคลิปไว้ก็ดีนะคะ (บอกตัวเอง) เพราะที่เราได้ฟังเนี่ยแปปเดียวก็ลืมค่ะ ผ่างงง


วัดเชตวันมหาวิหาร หรือ สาเหต (Sahet) พระอารามหลวงแห่งองค์พระศาสดา แห่งเมืองสาวัตถี เป็นอีกวัดที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนา

เป็นวัดที่พระพุทธองค์จำพรรษาถึง 19 พรรษา บริเวณหน้าวัดแห่งนี้ เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ๆ พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ

ภายในซากอิฐเหล่านี้ จะเห็นร่องรอยมีการแบ่งเป็นห้องต่างๆ แต่ละช่วงลดหลั่นกันไปค่ะ

ถ้าหลับตาก็จะนึกถึงความรุ่งเรืองใหญ่โตในสมัยนั้นถึงขีดสุด

ปัจจุบันวัดเชตวันมหาวิหารเหลือเพียงซากโบราณสถาน ได้รับการบูรณะจากทางการอินเดียเป็นอย่างดี

ที่เห็นในภาพเหล่านี้ล้วนได้รับการบูรณะมาแล้วทั้งสิ้นะคะ ให้หลงเหลือให้เห็นแค่ร่องรอยเท่านั้น

แต่เราจำได้เลาๆ นะว่า มีช่วงหนึ่งพระอาจารย์เล่าว่ามีเศรษฐีมาบริจาคทรัพย์สินมหาศาลให้สร้างวัดแห่งนี้

เอาทองคำบรรทุกใส่เกวียนมาถวายกันเลยทีเดียว และเศรษฐีคนนั้นคือ อนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถีนั่นเอง


แท่นสีทองที่เห็นใกล้กับพระอาจารย์คมสรณ์คือ พระมูลคันธกุฎี ภายในวัดเชตวันมหาวิหาร เป็นกุฏิของพระพุทธเจ้า

ที่ได้รับการขุดค้นและปรับแต่งภูมิทัศน์เป็นอย่างดี

ตลอดเวลาเราจะเห็นพระสงฆ์หลายๆ รูปแวะเวียนมานั่งสวดหรือทำพิธีไม่ขาดสาย

แม้แต่แดดร้อนระอุมากกว่า 36 องศาในวันนั้นก็ตาม

และวัดเชตวันมหาวิหาร มีต้นโพธิ์ชื่อ "อานันทโพธิ์" เป็นต้นโพธิ์ที่ปลูกโดยพระอานนท์ ในสมัยพุทธกาล

เป็นต้นโพธิ์ ที่เหล่านักแสวงบุญต่างพูดถึง เป็นต้นโพธิ์ที่คนไทยรีเควสมาว่า มาแล้วควรได้ใบโพธิ์กลับไป!!


เมื่อเข้าเขตภายในต้นโพธิ์จะมีแนวรั้วกั้นไว้ค่ะ มีเสาค้ำยันต้นโพธิ์ไว้ด้วยเพราะมีอายุมากถึง 2500 ปี!!

โดยพระอานนท์ในสมัยพุทธกาล นำเมล็ดพันธุ์มาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้

เราเห็นนักแสวงบุญมานั่งสมาธิใต้ต้นโพธิ์ต้นนี้ เราจึงนั่งบ้าง เผื่อได้ความสงบ

แต่สักพัก รอบๆ ต้นโพธิ์จะมีนักแสวงบุญเข้ามาเรื่อยๆ ลุกดีกว่างั้น 555


ภายใต้ต้นโพธิ์เรารอปาฏิหารย์ให้ใบโพธิ์ร่วงไม่ได้ เวลานั้นมีชาวอินเดียกำใบโพธิ์มาให้เรา 1 กำมือ

พร้อมบอกว่า 1 ดอลล่า!! ห้าาาา ขายเหรอเนี่ย เราโบกมือส่ายหัวยิกๆ

บ้างก็เอาเงินรูปี 1 กำมือมาให้ สอบถามได้ความว่าให้เอาเงินดอลล่ามาแลก 555

แต่เราก็ปฏิเสธทุกเงื่อนไข ก็มีใบโพธิ์จำนวนหนึ่งมาอยู่ในมือเราจนได้

เราไม่ได้จ่ายเงินนะ เราไม่ได้ตามเก็บจากใบโพธิ์ที่ร่วงด้วยนะ

แต่มีชาวอินเดียนุ่งขาวหุ่มขาว เอามายื่นให้แล้วเดินจากไป

"ขอบคุณค่ะ" เราจึงได้โบโพธิ์กลับไทยด้วยความเปรมปรีด์ มา 5 ใบ พร้อมส่งต่อให้กับเพื่อน พี่น้อง

คนละใบเพื่อบูชาเป็นสิริมงคลกัน

พระอาจารย์คมสรณ์ ได้ "จาร" ใบโพธิ์ให้ชาวคณะเราเพียง 1 ใบเท่านั้น

ทุกอย่าง อยู่ที่แรงศรัทธา แรงความเชื่อ ว่า เป็นสิ่งที่เป็นมงคลสูงสุด ก็เพราะใต้ต้นโพธิ์นี้

เป็นที่ๆพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้ ถือเป็นหนึ่งในสังเวชนียสถาน

หนึ่ง ประสูติ ที่ลุมพินี ปัจจุบันอยู่ในเนปาล สอง ตรัสรู้ ที่เมืองกยา สามปฐมเทศนา ที่ สารนาถ และสี่ปรินิพพาน ที่กุสินารา

เวลานั้น เย็นลงแล้ว อากาศไม่ร้อนมาก คณะเรายังเดินชม วัดเชตวันมหาวิหาร กันอยู่

ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีลิงคอยมาป้วนเปี้ยนเป็นระยะๆ สายตามองมาอย่าไปสบตาเค้าล่ะ

ไม่หยั่งงั้นจะแยกเขี้ยวใส่ได้ 555 พระอาจารย์ยังบอกว่า ลิงเคยจับนักท่องเที่ยวทุ่มและลากไปกะพื้นก็มีมาแล้วด้วยนะ


ได้มาปิดทองกุฎิพระสารีบุตร โดยเขียนชื่อบุคคลที่กระดาษรองทองคำเปลวและไปติดไว้

แน่นอน ชื่อที่เราเขียนในครั้งนี้จะเป็นชื่อครอบครัวและบุคคลอันเป็นที่รักในชีวิตของเรา

ส่วนด้านล่างนี้รู้สึกจะเป็น กุฏิของ พระโมคคัลลานะ และ องคุลีมาล ตอนที่บวชเป็นภิกษุ ณ วัดเชตวัน แห่งนี้ด้วยนะคะ

ตอนได้ฟังพระอาจารย์เล่าเรื่ององคุลีมาล ก็สนุกไปด้วย

เพราะมีความทุกข์ฆ่าคนและกลัวจำไม่ได้ว่าฆ่าใครไปแล้วบ้าง

ต้องตัดนิ้วเอามาร้อยเป็นพวงมาลัยห้อยคอ จนถึงขั้นบรรลุได้



อัฏกะสถูป สถูปพระอรหันต์ 8 ทิศ คณะเรามานั่งพนมมือกราบไหว้สถูปทั้ง 8 และมีพระอาจาย์

ตลอดจนลูกศิษย์เดินทางมาสมทบท่องบทสวดร่วมด้วยค่ะ

ภายใต้อากาศที่ยังอบอ้าว ถามวาร้อนไม๊ ในเวลานั้น เรายังไหวนะ 555

ซึ่งตลอดทั้งทริปอินเดียในครั้งนี้ เราไม่เคยมีโอกาสได้เห็นท้องฟ้าสีฟ้าๆ ในสักวันด้วยซ้ำ

ได้เห็นแต่ฟ้าหม่นๆ อากาศอ้าวๆ แต่อย่างน้อย ยังได้เห็นพระอาทิตย์ตกในแสงเย็นบ้าง


ก่อนกลับออกมาจากวัดเชตวันมหาวิหาร เราได้เดินผ่านพระมูลคันธกุฎีอีกครั้งหนึ่ง

คราวนี้ได้เห็นบรรดาพระสงฆ์มากขึ้นเรื่อยๆ เข้ามาแสวงบุญ ณ จุดนี้

ถือได้ว่า พระมูลคันธกุฎี เป็นหนึ่งในจุดที่นิยมมาแสวงบุญกันอย่างมาก

จึงขอสรุปว่า จุดที่นิยมไปนมัสการคือ พระมูลคันธกุฎี ที่ได้ทำการขุดค้นปรับแต่งเป็นอย่างดี, อานันทโพธิ์ ต้นโพธิ์ที่ปลูกโดยพระอานนท์ในสมัยพุทธกาล ต้นโพธิ์ต้นนี้ปรากฏหลักฐานในคัมภีร์และยังคงเป็นยืนต้นมาจนปัจจุบัน, หมู่กุฏิพระมหาเถระ, บ่อน้ำสรงสนานของพระพุทธองค์

สาธุค่ะ


ระหว่างทางเตรียมตัวนั่งรถกลับ แวะเก็บภาพข้างทางกันหน่อย

เจอแผงผลไม้รถเข็นขายเยอะมาก เรานะทึ่งกับผลไม้อินเดียมากค่ะ ขายกลางแดดโต้งๆ แบบนี้เลยเยอะเข่นกัน

และส่วนใหญ่จะลูกโต สดสวยๆ ทั้งนั้นด้วย ตอนมาอินเดียคราวก่อนได้แต่เก็บความสงสัยไว้

พอมารอบนี้เราถามทันทีเลยว่า ทำไมพ่อค้าเขาขายผลไม้ตากแดดไม่กลัวเสียเหรอ

และผลไม้เขาหวาน ลูกโตด้วย

ได้คำตอบกลับมาว่า ผลไม้ที่อินเดีย จะปลูกวิธีธรรมชาติ ใช้ปุ่ยคอกล้วนๆ เขาไม่มีเงินจะไปซื้อปุ๋ยเคมีแบบบ้านเราหรอก

พอโดนแดดก็ไม่เหี่ยวง่ายเหมือนบ้านเรานี่วางกลางแดดไม่ได้เลยนะ เออ จริงมันใช่จริงๆด้วย

ได้ลิ้มลองผลไม้อินเดียมาหลายอย่างแล้ว หวานอร่อยถูกปากมาก โดยเฉพาะทับทิมและแตงกวา


ยังมีรอยยิ้มรอบรถข้างทางเหมือนเดิมค่ะ คราวนี้มองดูเป็นเรื่องปกติไปแล้วนะ

สักรูปีมั้ยล่ะ อิอิ

เย็นวันนั้นแสงยังมี พระอาจารย์พาไปกันต่อที่นี่ ! บ้านของ"อนาถบิณฑิกเศรษฐี"

มหาเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี ผู้ที่ใช้เงินส่วนตัวซื้อที่สร้างวัด "เชตวันมหาวิหาร" เพื่อถวายแด่องค์พระบรมศาสดา

แว๊ปแรกที่เห็นคือ เห็นแต่เป็นกองซากอิฐเหมือนกันค่ะ

แต่ฐานก็อลัง ใหญ่โตมากกกกก ห่างจากวัตเชตวันไม่ถึง 5 โล


ดูแค่ภายนอกยังไม่ยิ่งใหญ่พอต้องก้าวเข้าไปชมข้างในกันค่ะ

ภาพที่เห็นทำให้เราจินตนาการไปต่อไม่ได้อีกว่า มีหลุมลึกๆ มองลงไปจากฐานด้านบนทำไมกัน

เอาไว้เก็บทรัพย์สมบัติหรือเปล่า ก็ไม่รู้ได้ แต่ก็ดูได้ว่าได้ทำการบูรณะมาแล้ว

พอๆ กับวัดเชตวัน ซึ่งอาณาเขตบริเวณจะกว้างขวางมาก


เมื่อมาถึงบ้านของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี พระอาจารย์ได้สวดคาถาอีกแล้วค่ะ

โดยบอกชาวคณะว่าให้เอากระเป๋าเงินหรือกระเป๋าต่างๆ มาเปิดกางไว้ขณะท่านสวด แต่เราไม่ได้เอากระเป๋าไรมาเลยนะสิ

ทิ้งไว้ในรถหมด เหลือแต่ซองใส่เลนส์อีกตัวที่ถือว่าเป็นถุง เป็นกระเป๋าได้ ก็เอาว่ะ กางค่ะ รับทรัพย์รวยๆ กันนะ 555


Day. 2 แสวงบุญที่สังเวชนียสถาน ณ ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล กันต่อค่ะ พร้อมเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมในสาวัตถี

นัดกันแต่เช้า 7 โมงเช้าล้อหมุนเพื่อไม่ให้เสียเวลามากไปกันเล้ยยยย

ใชเวลาในการข้บข้ามแดนไปราวๆ 5 ชั่วโมง มันนานมาก เมื่อยมากเช่นกัน ก็ยังไดีนะ ได้หลับยาวอีกครั้ง

แต่อดแปลกใจไม่ได้ระหว่างข้ามด่านไปเนปาลนั้นจะมีรถบรรทุกจอดอยู่ข้างทางเป็นจำนวนมาก

พระอาจารย์เล่าว่าบางคันมาจอดเป็นอาทิตย์ๆ กันเลยน่ะ จากถนน 2 เลนก็เหลือแค่เลนเดียว

ฉะนั้น ว่าใครจะไปแสวงบุญมาด้วยใจล้วนๆ ต้องอดทนด้วยค่ะต่อการนั่งรถไปแต่แห่งนานมาก


Amazing!!! ระหว่างเดินทางไปเมืองลุมพินี ประเทศเนปาล...จู่ๆ นิลกาย (นิล-ละ-กาย)

สัตว์ชนิดหนึ่ง..หุ่นเหมือนวัว ตัวเหมือนม้า หน้าเหมือนกวาง คางเหมือนแพะ...ก็วิ่งออกมาจากข้างทางและข้ามถนนให้เราเห็น

พระอาจารย์คมสรณตาไวมาก ขณะที่พวกเรากำลังง่วงสลึมสลือบนรถ รีบบอกให้ตื่นและจอดรถทันที!

พระอาจารย์บอกว่า ใครพบเห็นจะโชคดี

เพราะนิลกาย เป็นสัตว์ที่วิ่งอยู่ตลอดเวลาและกลัวคนไม่ค่อยออกมาให้ใครเห็นง่ายนะคะ

กว่าเราจะได้มาสักภาพหนึ่งนี่ต้องครอบแล้วครอบอีก ไม่ได้เอาเลนส์ซูมไป ได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้ววันนี้จ้าา

แวะพักเบรคกันระหว่างทางที่วัดไทยในช่วงรอยต่ออินเดีย-เนปาล

วัดสิทธารถราชมณเทียร 960 ด้านหน้าทางเข้าวัดเห็นธงชาติไทยติดไว้ด้วยช่างชุ่มชื่นหัวใจเป็นดีแท้

ที่นี่มีขนม มีน้ำอัดลมให้กินเล่น เป็นวัดที่ศรัทธาคนไทยมาสร้างไว้ วัดยังใหม่อยู่เลยนะคะ ดูจากวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง

และต้นไม้ที่ปลูกใหม่




มีห้องน้ำแยกชาย-หญิง ระบบชักโครกมีสายชำระ สะอาดไว้ให้ด้วยและทึ่งกับศรัทธาชาวไทยได้ถวายเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่

มาไว้ที่วัดแห่งนี้อีกด้วยค่ะ พลังศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวไทยไม่ธรรมดาจริงๆ

กลับออกจากวัดมา คณะเรายังมาชมต่อวัดไทยอีกแห่งหนึ่ง ชื่อวัดไทยนวราชรัตนาราม 960




มาแวะกินโรตีใส่นมค่ะ ค่ออร่อยเหมือนนมตราหมีพี่ไทยเราหน่อย 555

วัดนี้มีห้องพัก ห้องน้ำสะอาดให้กับผู้แสวงบุญชาวไทยมาพักกันเยอะมาก มีห้องอาหารทานฟรีด้วยนะคะ

แต่ละปีจะมีนักแสวงบุญนิยมมากันเยอะส่วนใหญ่จะมาช่วงอากาศเย็นๆ และช่วงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

กลับออกมาแล้วข้ามต่อไปยังประเทศเนปาลกันล่ะคราวนี้

สองข้างทางชายแดนอินเดีย-เนปาล คล้ายด่านแม่สายของบ้านเรานะคะ

เห็นแตงโมลูกใหญ่แล้วนากินเหมือนกันนะ ว่าไหม 555



ตลอดสองข้างทางเจอรถติดด้วย ที่ติดไม่ใช่อะไรค่ะ กฏการขับรถมึง กฏกูนี่แหละค่ะ 555

ไม่มีรถคันไหนที่ไม่มร่องรอยแม้แต่นิดเดียว แต่ทว่า เราเห็นรถที่เฉี่ยวชนกัน เจ้าของรถก็ออกมาดูร่องรอยแล้วก็ปิดประตูรถขับออกไปต่อได้

เราสงสัยว่าา เห้ยทำไมไม่มาเคลียร์กันหน่อยเหรอ จึงถามพระอาจารย์ ได้คำตอบมาว่า

เพราะคนที่นี่ นึกถึงจุดหมายที่สำคัญมากกว่าเรื่องระหว่างทาง อะไรที่ยอมๆ กันได้เขาก็ไม่สนใจหรอกค่ะ

คือใช่นะ ถ้าบ้านเราเป็นงี้บ้างก็คงดี นี่รอยขนแมวหน่อยหรือบุบนิด ก็เรียกให้กราบรถกูกันแล้ว

มื้อเที่ยงวันนี้เช็คอินกันที่โรงแรมในลุมพินี ประเทศเนปาลกันค่ะ

เราจะได้นอนพักที่นี่ 1 คืน พอเากระเป๋าเข้าไปเก็บกลิ่นใบกระเพราจากห้องอาหารจะยั่วยวนทำให้หิวข้าวหนักมาก

เกือบบ่าย 3 เพิ่งได้กินข้าวเที่ยง อาหารมื้อแรกที่เนปาล จึงอร่อยมากเป็นพิเศษ



ทานได้กันนะ อร่อยด้วย ทริปนี้เราไม่ผอมกลับไปหรอกน่ะ

ไปกันต่อค่ะ มีการเปลียนนรถคันใหม่มารับ รถมินิบัสวิ่งไกล พักก่อนเดี๋ยวพังเอาได้เพราะเปิดแอร์ตลอดเวลา

พอมาเปลียนรถคันใหม่ ต้องพึ่งพาระบบ Open Air อย่างคันนี้!


"สถานที่ประสูติของพระบรมศาสดา"

ลุมพินี่สถาน เมืองไภรวา ประเทศเนปาล

ปัจจุบันลุมพินีวันอยู่ในเขตประเทศเนปาล ติดชายแดนประเทศอินเดีย อยู่ทางเหนือเมืองโคราฆปุระ

ตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะ ลุมพินีวัน มีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ เป็นที่ตั้งของ "วิหารมายเทวี" สถานที่ประสูติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งภายในวิหารจะมี "รูปปั้นของพระนางมายาเทวี" ขณะกำลังให้กำเนิดเจ้าชายสิทธัตถะ และรูปรอยพระบาทของเจ้าชายสิทธัตถะส่วนภายนอกเป็นที่ตั้งของ "เสาหินพระเจ้าอโศก" ที่จารึกว่า สถานที่แห่งนี้ เป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ

และมี "สระโบกขรณี" อยู่ที่ด้านหลังของวิหารมายเทวี

เสาที่เห็นภาพล่างคือ เสาหินพระเจ้าอโศกนะคะ



ภายในวิหารมายเทวี ได้เป็นหนึ่งในมรดกโลก ที่ทางการเนปาลได้สร้างหลังคาคลุมเพื่อรักษาร่องรอยและพื้นที่เอาไว้

ห้ามไม่ให้ถ่ายภาพแต่อย่างใด โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสอดส่องอย่างใกล้ชิด

เราได้เข้าไปมาแล้วเห็นรอยพระบาทภายใต้แสงไฟ ซึ่งภายในจะเป็นเหมือนในภาพป้ายนะคะ

และมีการสรางทางเดินไม้เพื่อให้ได้เห็นรอยพระบาทอย่างชัดเจน แต่ทว่า บริเวณที่กั้นพื้นระหว่างรอยพระบาทนั้น

เต็มไปด้วยเศษเหรียญ และธนบัตรจำนวนมหาศาล ที่ถูกนักแสวงบุญโยนไว้ นับวันยิ่งมากขึ้น

โดยไม่มีการห้าม แม้แต่รอยพระบาทก็ไม่ได้เห็นชัดนักเนื่องจากมีการครอบกระจกปิดไว้กันเงินและเหรียญที่โยนลงมาจะทำลายหลักฐานทางประวัตศาสตร์ได้ เราก็โยนเหรียญไปนะ แต่เลือกโยนไปช่องอื่นไง ฮี่ๆ

สระโบกขรณี อยู่ที่ด้านหลังของวิหารมายเทวี มีเต่าด้วยจะผลุบๆ โผล่ๆ หัวมาทักทายเป็นช่วงๆ

เดินเท้าเปล่ามากันนะคะ ณ จุดนี้



ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกกันหน่อยค่ากับชาวคณะที่ไปร่วมทริปด้วยกันในครั้งนี้

สนับสนุนโดยสายการบินไทยสมายล์

มาเนปาลไม่พลาดที่จะเก็บภาพธงแห่งศรัทธา และความหวัง ของชาวเนปาล

ธงหลากสี มีอักขระ หรือภาพ คล้ายๆกับผ้ายันต์ เป็นสิ่งที่คุ้นตาในประเทศเนปาล เราเคยเห้นภาพตามเน็ตมา ณ วันนี้เราได้มาเห็นของจริงแล้วที่นี่

ธงหลากสีสันที่มีความหมายลึกซึ้งมากไปกว่า ความงดงามทีโบกสะบัดในสายลม


สาธุค่ะ

ก่อนกลับเข้าที่พักยังโรงแรมในเมืองลุมพินี พระอาจารย์ได้พามาแวะชมวัดไทยสวยงามอีกแห่งหนึ่ง

ชื่อวัดไทยลุมพินี-เนปาล


พลังศรัทธาจากชาวไทยอีกแล้วค่ะที่มาสร้างวัดสวยๆ ไว้ที่ต่างแดนแห่งนี้

แม้แต่ไปยังเมืองลุมพินีก็จะเห็นตัวหนังสือไทยสลักไว้ตามสิ่งก่อสร้างสำคัญของทางพระพุทธศาสนากันเยอะมาก

ภาพล่างเราได้สอบถามกับพระลูกวัดที่ได้ดูแลวัดที่นี่แจ้งว่า

วิหารหลังคาสีฟ้าๆ นั่นไว้ต้อนรับคณะเจ้าหรือราชวงค์จากไทยที่จะมาทำพิธีในช่วงเทศกาลสำคัญๆ ค่ะ



เช่น วันที่ 20 ตุลาคม 2560 จะมีพิธีผูกพันธสีมา โดยพระเทพฯ เสด็จมาจากไทยมาร่วมพิธีด้วย

ที่ ชื่อวัดไทยลุมพินี-เนปาล แห่งนี้


Day. 3 แสวงบุญที่สังเวชนียสถาน ณ กุสินารา ประเทศเนปาล

โดยกุสินาราจัดเป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญแห่งที่ 4 ใน 4 สังเวชนียสถานของชาวพุทธ

เช้าวันนี้เราเช็คเอาท์จากโรงแรมอย่างเร็วและรับข้าวกล่องจากโรงแรมมาเพื่อทานในรถแต่ไม่ได้ทานกันค่ะ

เพราะพระอาจารย์พามาทานข้าวต้ม ที่วัดไทยนวราชรัตนาราม 960 อีกครั้งหนึ่ง

ก่อนจะมายัง "พระพุทธรูปปางปรินิพพาน" ณ วิหารปรินิพพาน



"เมืองกุสินารา" เป็นที่ตั้งของ "สาลวโนทยาน" หรือป่าไม้สาละที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ปัจจุบัน "กุสินารา" มีอนุสรณ์สถานที่สำคัญคือ "สถูปใหญ่" ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชสร้างไว้ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ส่วนวิหารปรินิพพาน เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางปรินิพพาน โดยรอบๆ จะมีซากศาสนสถานโบราณอยู่มากมาย

ว่าแล้วก็แหงนหน้าขึ้นมองต้นสาละ ที่ปลูกรายรอบในพื้นที่ สาลวโนทยาน โดยชาวอินเดียที่เฝ้ารองเท้าชี้ให้เราเห็น



ก่อนจะถอดรองเท้าเข้าไปชม สาลวโนทยาน สถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน

เรามานั่งทำสมาธิตรงนี้ พร้อมกับพระอาจารย์และชาวคณะ



พระพุทธรูปปางปรินิพพาน เป็นพระพุทธรูปศิลปะสมัย คุปตะ(พุทธศักราช 823-1093) โดยช่างฝีมือชาวมธุรา

มีขนาดยาวประมาณ 7 เมตร สูงประมาณ 1 เมตร ประดิษฐานบนแท่นจุณศิลา ทำจากทรายแดงของเมืองจุนนะ

ใบหน้าของพระพุทธรูปยังคงสดใส ในท่าดับขันธปรินิพพาน

ระหว่างนั้นเรากำลังเดินออกมา มีคนชาวอินเดียบอกว่า ให้ไปเดินพนมมือรอบๆ เจดีย์สิ 3 สิ เราก็ไปค่ะ

แต่พอรอบที่ 3 ครบพอดีพระอาจารย์ทำสมาธิเสร็จแล้วเดินออกมาบอกว่าให้เดินรอบพระพุทธเจ้านะ นั่น!! เอาจนได้ 555


จริงๆ ระหว่างเดิน 3 รอบเจดีย์นี้ก็มีนนักท่องเที่ยวแอบไปสลักชื่อเขียนชื่อไว้ตามผ้าที่คลุมเจดีย์ไว้ด้วย ทั้งที่ถูกห้าม

จากเจ้าหน้าที่แถวนั้น จนต้องล้อมเสากั้นไว้ ก็ยังพังข้ามเขตไปสลักชื่อไว้จนได้ รวมทั้งชื่อตัวโตๆ ใหญ่ๆ เป็นตัวหนังสือภาษาไทยด้วยนะคะ

ลงชื่อภาษาไทยพร้อมกับ กรุงเทพมหานคร กลัวคนไม่รู้หรือไงกัน 555

เดินออกมาจาก สาลวโนทยานแล้วค่ะ บรรยากาศข้างนอก

มีร้านขายของจากชาวอินเดียบ้างประปราย เลยส่องภาพมาให้เห็นกันดูบรรยากาศ



อย่างที่บอกว่าชอบแตงกวาในแถบนี้มาก ลูกโต สดด้วยอร่อยด้วย น่าซื้อไปกินต่อยิ่งนัก

แต่ก็ได้แค่มองและชื่นชมผลไม้อินเดียจริงๆค่ะ

ใกล้ๆ กับ สาลวโนทยาน เพียงแค่กิโลเดียว พระอาจารย์พามายัง

"มกุฏพันธนเจดีย์" สถานที่ทำพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ

"มกุฏพันธนเจดีย์" เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า เดิมทีเป็นเชิงตะกอนไม้จันทร์หอม

หลังจากที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว ก็ได้สร้างพระสถูปครอบลง

ภายหลังได้ถูกขุดค้นพบเป็นซากกองอิฐพระสถูปขนาดใหญ่ ดังที่เห็นในปัจจุบันค่ะ




ดอกอะไรไม่รู้ได้มาจากหนุ่มขายดอกไม้ชาวอินเดียมาดอกหนึ่ง

หลังจากคะยั้นคะยอให้เราซื้อทั้งช่อ 100 รูปี เราก็ไม่เอา แต่ก็ได้มาที่ระลึก 1 ดอกเล็กๆ พอเอามาถือวางไว้บนรถแป๊ปเดียวเหี่ยวทันที !

ช่วงเวลานั้นอากาศร้อนๆ ด้วยนะ พระอาจารย์เล่าว่า อินดียนี้ยังมีแปลกๆ เรื่องหนึ่งคือ เมื่ออากศร้อนๆ น้ำกลับจะเย็นลง

เช่นน้ำก็อกในบริเวณนี้ ว่าแล้วก็เปิดน้ำล้างมือให้เราเห็น เราก็ลองไปสัมผัสตามด้วยว่าเย็นจริงมั้ย ปรากฏกว่า คือใช่ค่ะ

ปกติอากาศข้างนอกร้อน น้ำตามสายยางรดน้ำต้นไม้ก็จะอุ่นๆ ร้อนตามอากาศด้วยไม่ใช่เหรอ แต่ทว่ากลับเย็นอย่างน่าปะหลาดใจ !


กับอีกหนึ่งสถานที่สวยๆ ที่พระอาจารย์พาไปเยือนนอกเหนือจากโปรแกรมก่อนั่งรถยาวๆ หลายชั่วโมงไปยังเมืองลัคเนาว์

นั่นคือวัดไทยอีกแห่งใน กุสินาราค่ะ ชื่อวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

เรามากินน้ำแข็งไสที่นี่มีแม่ชีทำให้กินอร่อยๆ เย็นชื่นใจ

ซึ่งภายในวัดสวยๆ แห่งนี้มีที่พัก โรงทาน อู่ข้าวอู่น้ำเหมือนวัดไทยอื่นๆในอินเดีย

ที่รองรับบรรดานักแสวงบุญจากชาวไทย

ด้านล่างจะเป็นที่บรรจุพระบรมสาริกธาตุ ประดับไว้อย่างสวยงาม ณ วัดแห่งนี้

เพื่อให้กราบไหว้เพื่อเป็นสิริมงคลกับชีวิต



รีวิวนี้เป็นสังเวชนียสถาน อินเดีย-เนปาลที่เราได้ไปเยือนมาค่ะ

การที่ได้รู้ได้เห็น ได้ประจักษ์ด้วยสายตาตัวเองทำให้เราได้ทึ่งกับความยิ่งใหญ่ของการกำเนิดพระพุทธเจ้า

พลังและแรงศรัทธาของชาวไทยที่มีต่อพระพุทธศาสนา

กับครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้ไปใกล้ชิดแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนาในครั้งนี้

ขอบคุณที่ติดตามชมค่ะ

RinSa YoyoLive


ความคิดเห็น