ระนอง...ลองแล้ว....รักเลย รีวิวโดย Beauty Memory

สวัสดีค่ะทุกคน... เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาจุ๋มและเพื่อน ๆ ไปเที่ยวระนองมาค่ะ เราใช้เวลาอยู่ที่ระนอง 4 วัน 3 คืน โดยมีวันนึงที่ออกไปที่ยวเกาะของประเทศพม่าด้วย ว่ากันตามจริงระนองเป็นจังหวัดที่ไม่เคยอยู่ในความคิดที่จะมาเที่ยวเลย ที่มาเที่ยวในครั้งนี้ก็เพราะเราตาม Love Andaman มาค่ะ คือพวกเราไปเที่ยว

ระนอง...ลองแล้ว....รักเลย

ระนอง...ลองแล้ว....รักเลย


สวัสดีค่ะทุกคน... เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาจุ๋มและเพื่อน ๆ ไปเที่ยวระนองมาค่ะ เราใช้เวลาอยู่ที่ระนอง 4 วัน 3 คืน โดยมีวันนึงที่ออกไปที่ยวเกาะของประเทศพม่าด้วย ว่ากันตามจริงระนองเป็นจังหวัดที่ไม่เคยอยู่ในความคิดที่จะมาเที่ยวเลย ที่มาเที่ยวในครั้งนี้ก็เพราะเราตาม Love Andaman มาค่ะ คือพวกเราไปเที่ยวเกาะกับ Love Andaman 3 ปีติดกันแล้ว และนี่คือปีที่ 4 ที่เค้าเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่คือ เกาะมังกร เกาะหัวใจมรกต ประเทศพม่า


พวกเราตัดสินใจเกาะมังกรแค่วันเดียวค่ะ ถึงแม้จะอยากไปเกาะหัวใจมรกตด้วย แต่เราไม่มีปีก ไปถึงแล้วก็ไม่มีทางเห็นหัวใจตามที่ทัวร์ต่าง ๆ พยายามนำเสนอ แล้วดูตารางเวลาทัวร์แล้วนั่งเรือนาน ๆ ติดกัน 2 วันก็คงจะน่าเบื่อมิใช่น้อย ฉะนั้นทริปทะเลหรรษาอีกหนึ่งวันจุ๋มเลือกไปอุทยานแห่งชาติแหลมสนโดยจองเรือผ่านบริษัท The Royal Andaman และเลยเถิดไปถึงการจองรถเช่ากับบริษัทนี้ด้วยค่ะ


เราเลือกการเดินทางโดยเครื่องบินเพราะถ้าขับรถไปเองคงจะเสียเวลากันการเดินทางเยอะเกินไป ซึ่งที่ระนองมีสายการบินนกแอร์ให้บริการเพียงสายการบินเดียวเท่านั้น เหอะ ๆ ตัวเลือกเยอะขนาดนี้ ค่าเดินทางแบบมีโปรฯ เล็ก ๆ มาช่วยแล้ว เรายังโดนค่าเดินทางไป/กลับคนละ 6,000 บาท แผนการท่องเที่ยวของเราคร่าว ๆ คือ วันแรกเที่ยวในระนอง วันที่ 2 ไปเกาะมังกร ประเทศพม่า วันที่ 3 ไปอุทยานแห่งชาติแหลมสน และวันที่ 4 ชิลล์ ๆ ก่อนเดินทางกลับ เนื่องด้วยระนองยังเป็นจังหวัดท่องเที่ยวเล็ก ๆ บริษัทรถเช่าเลยยังไม่มีให้บริการนะคะ เราเข่ารถจากผู้ประกอบการในจังหวัดค่ะราคาวันละ 1,500 บาทกับฮอนด้าซีวิครุ่นปีที่ยังไม่มีสาย usb ในเสียบเพลงฟัง ด้วยความต้องการประหยัดเราเช่ารถแค่ 3 วัน วันที่ไปเกาะมังกร มีรถตู้มารถอยู่แล้วงดเข่ารถค่ะ ประหยัดไป 1,500 อิอิ

มาดูกันดีกว่าค่ะว่าจุ๋มและเพื่อน ๆ ไปเที่ยวไหนกันบ้างค่ะ ลุยยยยยยยยยยยยยยย


วันที่ 1 ขอรู้จักหน่อยนะ ระนอง

นกแอร์มีไฟล์ทกรุงเทพมาระนองแค่ 2 ไฟล์ทต่อวันคือ เช้าตรู่และเย็นย่ำ ฉะนั้นทางเลือกเพื่อความคุ้มค่าในการใช้ชีวิตที่ระนองอย่างคุ้มค่าที่สุดคือ แหกขี้ตามาให้ถึงสนามบินดอนเมืองไม่เกินตี 05.15 น เพื่อให้ทันเดินทางตอน 6.05 น. ค่อยไปนอนเอาแรงบนเครื่องละกันค่ะ

ทันทีที่ล้อแตะรันเวย์ เปิดโทรศัพท์ปุ๊บ น้องจากระนองรถเช่าก็โทรหาจุ๋มทันทีแบบมีสะดุ้ง พร้อมยริการมากแบบกราบรัว ๆ เลยทีเดียว หลังจากทำการเช็คเอกสารและรับรถเรียบร้อยท้องพวกเราก็ประท้วงทันที ก็ตื่นกันตั้งแต่ตี 4 กว่า ๆ จะไม่หิวได้ไง มื้อเช้าที่ระนองจุ๋มวางแผนมาแล้วค่ะ พวกเราจะไปรับพลังสำหรับวันนี้ที่โรงแรมฟาร์มเฮ้าส์ค่ะ เพราะอ่านข้อมูลมาว่าบุฟเฟต์อาหารเช้าที่นี่มีอาหารท้องถิ่มเพียบ มีอะไรบ้างไปดูกันเร้ววววววว

บุฟเฟต์อาหารเช้าที่โรงแรมฟาร์มเฮ้าส์หัวละ 150 บาทค่ะ สำหรับจุ๋มแล้วราคาไม่สูงเลยเพราะมีอาหารให้เลือกมากอยู่

มุมแรกเลย ชา กาแฟ ขนมปัง เนย แย้ม และน้ำดื่มมีพร้อมค่ะ


โจ๊ก ข้าวเครื่อง ข้าวต้มกุ๋ยและกับข้าวเพียบ เมนูไข่ดาว ไข่ดาวน้ำ ไข่ตุ๋นเคยเค็ม ไข่ขาวตุ๋น

ขนมจีน ขาวยำ สลัดก็มา

มุมขนมก็มีนะเออ

และนี่เลย "ยาวเย" ที่ไลน์อาหารพื้นเมืองระนองเลย จุ๋มลองแล้วเลิฟมาก ส่วนผสมตามรูปภาพเลยมีน้ำราดคล้ายน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะหรือน้ำราดพระรามลงสรงก็ไม่รุ้แต่รู้สึกประมาณนี้หละ คลุกเคล้าให้เข้ากัน อร่อยถูกปากมากพูดเลย

สำหรับยำไข่ออนเซนก็ชอบกินไป 2 ถ้วยเลย สำหรับเมนูอื่น ๆ ก็ลองชิมซะเกือบทุกอย่าง ๆ ละนิดอย่างละหน่อยก็จุกถึงกระเดือกแล้ว มีถูกปากไม่ถูกปากบางตามเรื่อง แต่โดยรวมแล้วก็ประทับใจค่ะ

หลังจากอิ่มมื้อเช้า วนออกจากโรงแรมนิดนึงพวกเราก็ตรงไปที่ หอพระ 9 เกจิอาจารย์ ตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) จากข้อมูลที่หาจากในกูเกิลบอกว่า หอพระฯ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2525 ซึ่งเป็นปีเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี โดยเป็นหอที่ประดิษฐานรูปเหมือนของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคใต้ ได้แก่ หลวงพ่อจันทร์ หลวงพ่อนุ้ย หลวงพ่อรื่น หลวงปู่ทวด หลวงพ่อเบี้ยว หลวงพ่อติ๋ว หลวงพ่อลอย หลวงพ่อน้อย และหลวงพ่อบรรณ ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งที่ชาวระนองรวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชายไทยและชาวต่างประเทศให้ความนิยมมาสักการะ ซึ่งพวกเราก็ไม่พลาดที่จะไปกราบเป็นมงคลแก่ชีวิต

สำหรับพระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) พวกเราวางแผนไว้เข้าชมวันกลับค่ะ วันนี้ขอไปที่บ่อน้ำร้อนรักษะวาริณให้สมกับที่มาเมืองแร่นองก่อน

บ่อน้ำร้อนรักษะวาริน อยู่ห่างจากหอพระ 9 เกจิอาจารย์ไปประมาณ 10 นาที ข้อมูลในกูเกิลบอกว่า ในปี พ.ศ.2433 พระบาทสมเด็จพระเจ้าจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองระนอง ได้พระราชทานชื่อถนนที่จะไปยังบ่อน้ำร้อนว่า "ถนนชลระอุ" และรักษะวาริน เป็นชื่อที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้พระราชทานไว้ เมื่อคราวเสด็จเยือนระนอง พ.ศ.2510 ซึ่งหมายความว่า น้ำที่ใช้รักษาโรคได้ บ่อน้ำร้อนมีอยู่ 3 บ่อ คือ บ่อพ่อ บ่อแม่ และบ่อลูกสาว ซึ่งจากคำบอกเล่าน้ำสามารถใช้ดื่มและอาบได้ มีประโยชน์ต่อร่างกายในแง่การบำบัดรักษาสุขภาพ แต่พวกเราไม่ได้ลองดื่มนะคะ

พวกเราเดินดูรอบ ๆ ไม่ได้ลองแช่น้ำแต่อย่างใด แค่ลองเอานิ้วจิ้มน้ำดูซึ่งก็ร้อนใช้ได้เลยค่ะ ด้วยอากาศช่วงที่พวกเราไปคือร้อนตับแลบถ้านั่งแช่น้ำอุ่น ๆ คงไม่ค่อยหรรษาเท่าไร มาดูบริเวณรอบ ๆ กันค่ะ

ขับรถมาก็เจอบ่อลูกสาวก่อนเลยค่ะ

บ่อแม่

บ่อพ่อ ควันฉุยเชียวค่ะ

จุดนี้เป็นจุดยอดนิยมค่ะ หลายคนต้องวนมาถ่ายรูปค่ะ

ในศาลานี้ตรงพื้นจะอุ่น ๆ หน่อย ทราบว่าเป็นจุดที่ผู้ที่ปวดเมื่อยสามารถมานอนและใช้ความร้อนบำบัดอาการปวดเมื่อยค่ะ

หลังนั่งเล่นอยู่ที่สะพานสักพักเราก็เคลื่อนตัวไปเยี่ยมชมความยิ่งใหญ่ของ ระนองแคนย่อน ซึ่งเพื่อน ๆ จุ๋มดูจะตื่นเต้นอยากเห็นระนองแคนย่อนอยู่ไม่น้อย จากสวนรักษะวารินใกล้ไม่กี่นาทีก็ถึงแล้วค่ะ

ทันทีที่เห็นป้ายระนองแคนย่อน จุ๋มก็บอกให้เพื่อนเหยียบเบรคทันที เพื่อน ๆ ก็ถามว่าไหนวะ หันซ้ายหันขาวเลิ่กลั่กอยู่พักนึงเพื่อน ๆ ก็เห็นป้าย และร้องออกว่า “เนี้ยนะ!!!" มันไม่ได้น่าเกลียดน่ากลัวนะคะ แค่พวกนางคาดหวังกับคำว่าแคนย่อนมากไปหน่อย 5555

พอพวกเราลงจากรถก็มีเด็กน้อยกลุ่มนึงประมาณ 4 – 5 คนวิ่งมาล้อมหน้าล้อมหลังพร้อมขนมปังถุงละ 20 บาทคนละถุง พร้อมส่งเสียงแนะนำพันธ์ปลาที่อยู่ในสระน้ำมากมายหลายสายพันธ์เกินกว่าสมองวัยคุณป้าของจุ๋มจะจำมาบรรยายได้หมด เพื่อเป็นการกระจายรายได้และเพื่อการท่องเที่ยวอย่างสนุกสนานพวกเราหยุดการล้อมหน้าล้อมหลังด้วยการอุดหนุนกันไปคนละถุงให้ถ้วนทั่วโดยมีข้อแม้เล็ก ๆ ว่าต้องมาช่วยกันโปรยให้ปลานะ

ระนองแคนย่อน คือสระน้ำที่โอบล้อมด้วยหุบ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะที่นี่คือเหมืองแร่เก่านั่นเองค่ะ ข้อมูลที่เห็นในเน็ตบอกว่าเหมืองเก่าเป็นลักษณะเหมืองแบบฉีด โดยฉีดน้ำให้กัดเซาะดินปนแร่จากตัวภูเขาให้ลงมาสะสมในแอ่งน้ำด้านล่าง หลังจากนั้นก็จะสูบน้ำในแอ่งขึ้นตามท่อเพื่อนำมาผ่านกระบวนการเพื่อทำการแยกแร่ออกจากทรายที่ไม่มีค่า ทำให้สภาพภูเขาเกิดลักษณะเว้าๆ แหว่งๆ

บรรยากาศโดยรอบไม่ได้ทำให้เราดื่มด่ำอะไรมากมายค่ะ แต่ถ้าจะประทับใจก็คงเป็นเด็กน้อยขายขนมปัง ทุกคนชวนพูดคุยโน่นนี่น่ารักน่าเอ็นดู รับอาสาถ่ายรูปให้พวกเราด้วย ไม่ใช่แค่ขายของได้แล้วเผ่น พวกเราโบกมืออำลากันด้วยรอยยิ้ม

หลังอำลาระนองแคนย่อน พวกเราฝากชีวิตมื้อกลางวันไว้กับ KFC สาขา Big C ระนอง ไปเที่ยวไกลมาก แต่กินได้สร้างสรรค์เหลือเกิน 555555 จริง ๆ แล้วเราติดฝนอยู่ที่นั่นค่ะฝนตกแบบหนักมากรัศมีการมองเห็นไม่ถึง 50 เมตร ก็แคะไก่ กินไอติมวนไปใน Big C เกือบ 3 ชั่วโมง ทันที่ที่ฝนหยุดเราก็เคลื่อนตัวเข้าที่พักเลยค่ะ 3 คืนที่ระนองพวกพักที่ The Hidden Resort ค่ะ

ที่ The Hidden Resort ถือเป็นรีสอร์ทที่คนรักต้นไม้ต้องชอบค่ะ การตั้งชื่อรีสอร์ทก็เหมาะมากกับทำเลที่แอบเข้าไปอยู่ในซอยเล็ก ๆ และเมื่อเข้าไปภายในรีสอร์ทก็เหมือนเราได้ซ่อนตัวอยู่ในแมกไม้ค่ะ

ห้องพักของที่นี่แล้วน่ารักนะคะ แต่เหมาะสำหรับเข้าพักแค่ 2 คน ซึ่งพวกเราดันไปกัน 3 คนซะนี่ จริง ๆ ตอนนี้เราจองที่พักผ่าน Love Andaman ในงานไทยเที่ยวไทยเราก็ถามแล้วนะว่าห้องจะไหวมั้ยถามต้องเสริมเตียง ซึ่งได้รับคำตอบว่า "สบายคร่า" ตะ ตะ ตะ แต่ 10 ปากว่าไม่เท่าตาเห็น.....สัดส่วนหัองพักคือครึ่งนึงเป็นส่วนห้องนอน ครึ่งเป็นส่วนห้องน้ำ และเตียงเสริมของเรานอนหงอยอยู่ที่พื้นค่ะ และอนาถด้วยสภาพผ้าห่มที่ เอิ่มมมมม และไร้หมอนหนุนจร้า เฮ้อออออ ไม่เล่ามาละกันเพราะ Memory ไม beauty เท่าไร ยังไงสรุปแล้วก็โวยวายจนได้ผ้านวมและหมอนในที่สุด

มาดูห้องกันเล็กน้อยนะคะ อย่างที่บอกสัดส่วนของห้องพักคือครึ่งต่อครึ่ง.... ส่วนห้องนอนครึ่งนึง

ส่วนห้องน้ำครึ่งนึง ตู้เย็นอยู่ในส่วนห้องน้ำนี้เช่นกัน และไม่มีตู้เสื้อผ้าค่ะ

พวกเรามา 3 คน ฉะนั้นต้องมีความอลหม่านในการใช้ห้องน้ำอย่างแน่นอน อาบน้ำเสร็จคงไม่เสียเวลาแต่งตัวในนั้น บทสรุปจึงเป็นโรงลิเกในส่วนห้องนอน

หลังจากพักผ่อนในห้องได้สักพัก KFC ของพวกเราก็ย่อยหมดพอดี มื้อนี้ไม่ได้ทำการบ้านมาเลยจบด้วยการไลน์ไปถามเพื่อนที่เคยมาเที่ยวระนองดีกว่า ได้คำแนะนำว่าต้องร้านนี้เลย อร่อยมาก ห้ามพลาดเด็ดขาด นั่นคือ ร้านคุ้นลิ้น เหมือน ๆ จะผ่านตามาแล้ว ซึ่งก็คือร้านที่เราเหลือบไปเห็นที่บ่อน้ำร้อนรักษาวาริน นั้นเอง

ริ้วธงหน้าร้านให้ความรู้สึกเหมือนงานวัดเลย มีไอ้แมงมุม ไอ้ตัวเขียวฮัก ปิกาจู และอื่น ๆ อีกมากมาย ต้อนรับอยู่หน้าร้าน

หลังจากเข้าไปนั่ง หันซ้ายหันขวา มันอะไรกันนี้ แวบแรกนึกถึงผ้า 3 สี 555555

แต่เพื่อนเลื่อนถาดนี้มาให้ค่ะ

มันคือตุ๊กตาไล่ฝนนั่นเอง ทางร้านเอามาให้ลูกค้าเขียนไล่ทุกข์ ไล่โศก ไล่อะไรที่อยากจะไล่ออกจากชีวิต ระหว่างอาหารนั่นเอง พวกเราก็ของไล่ไอ้ที่อยากจะไล่บ้าเลย ชิ้ว ชิ้ววว ชิ้ววววววว
เขียนเสร็จน้อง ๆ ที่ร้านก็มารับไปแขวนให้ค่ะ อาหารก็ทยอยมาเสริฟตั้งแต่ยังเขียนกันไม่เสร็จ

จากแรก เป็นเมนูแนะนำ หมูฮ่องระนอง ชิ้นบนสุดเห็นแล้วปากมันแผลบเลย หมูทุกชิ้นมีมันติดมาอย่างหนักหน่วงมาก รสชาติคล้ายพะโล้แต่ข้นกว่า อร่อยได้อยู่

กุ้งทอดซอสมะขามในตะกร้าเผือกทอด กุ้งตัวใหญ่ จุ๋มอดกินตามระเบียบเพราะแพ้กุ้ง เพื่อนบอกรสชาติดีค่ะ

ปลากะพงทอดราดน้ำปลา เดาว่าน้ำมันคงทอดวนไปหลายรอบแล้วเพราะปลาดำมาเลย และเย็นชืดมากกกกก เหมือนทอดทิ้งไว้นาน เลยทำให้ไม่อร่อยค่ะ

ใบเหลียงผัดไข่ เมนูในดวงใจค่ะ อร่อยเริด

หอยหลอดผัดฉ่า หอยตัวใหญ่มากกกกกก กรี๊ดรัว ๆ แต่ตอนเคี้ยวหอยมันเหมือนมีทราย ๆ เต็มเลย รสชาติผัดฉ่าอร่อยนะคะ แต่กินหอยไป 3 ตัวเจอทรายทุกคำเลย สรุปยอมคำไม่ก็กินต่อละกัน.....ค่าอาหารมื้อนี้ 1,200 กว่า ๆ ค่ะ


วันที่ 2 ไปเที่ยวหมู่เกาะมังกรคร่าาาาาา

วันนี้รถของตู้ของ Love Andaman มารับเราที่รีสอร์ทเวลา 07.30 น. ตรงตามเวลานัดเป๊ะ และพาเราไปท่าเรือประภาคาร ซึ่งรถใช้เวลาเดินทางไม่นานก็มาถึงท่าเรือประภาคารของจังหวัดระนองค่ะ พอมาถึงท่าเรือประภาคาร ก็เจอโต๊ะลงทะเบียนของ Love Andaman หลังลงทะเบียนเรียบร้อยก็รับอาหารว่าง และรอเวลาผ่านแดน ซึ่งจุดนี้เราใช้เพียงบัตรประชาชนก็สามารถเดินทางแบบไปเช้าเย็นกลับได้แล้วค่ะ

ระหว่างนี้จึงเป็นช่วงเติมพลังค่ะ ซึ่งรีสอร์ทได้เตรียมอาหารเช้าแพ็คไว้ให้พวกเราเรียบร้อย รายการอาหารเข้าทางรีสอร์ทให้พวกเราเลือกตั้งแต่ตอนเช็คอินเลยค่ะ จะเป็นแซนวิชเลือกเอาว่าอยากเอาไส้อะไร มีสลัดด้วย น้ำเปล่า ส่วนเครื่องดื่มจุ๋มเลือกกาแฟร้อนค่ะ เพื่อนเลือกน้ำผลไม้ พวกเราได้มาคนละ 1 เซ็ทหน้าตามแบบนี้ ขอบอกว่าแซนวิชอร่อยมากกกกกกก

มองเกาะสอง ประเทศพม่า จากท่าเรือประภาคาร

หลังจากรออยู่พักใหญ่ก็ถึงเวลาออกเดินทางสู่หมู่เกาะมังกร ประเทศพม่ากันซะที มีแวะทำอะไรนิดหน่อยไม่รู้ที่เกาะสอง จากนั้นไกด์ประจำเรือเราชื่อคุณตั๊กกี้ ก็มาแนะนำวิธีปฏิบัติตนบนเรือ การเข้าห้องน้ำ และประเภทของปลาไปตามเรื่องตามราว

เล็งเกาะระหว่างทางไปเรื่อยเปื่อย

ชั่วโมงครึ่งผ่านไปในที่สุดเราก็ถึงจุดหมายแล้ว เย้ๆๆๆ คุณไกด์ตั๊กกี้ประกาศเรื่องห้องน้ำอีกครั้งคือบนเรือและในน้ำเท่านั้นนะคะ บนเกาะไม่มีห้องน้ำ จุดที่พวกเป็นจุดแรกคือ เกาะเฮฟเว่น ซึ่งคือตรงส่วนไหนของมังกรก็จำไม่ได้แล้ว คุณไกด์บอกว่าที่ก็นี้มี 2 หาด คือหาดที่เราจะลงเรือและเดินผ่าไปด้านหลังจะเจออีก 1 หาด แล้วพูดต่อว่า "ทุกคนค่ะ พวกเรามีเวลาที่นี่ 15 นาทีนะคร๊า" "เชรี่ยยยยยยยยยย!!!!." คือคำอุทานของจุ๋มเลยค่ะ นี่มันทัวร์จิ้มดูดชัด ๆ จะให้เวลาน้อยไม่ไหนฟ๊ะ แต่จะมัวบ่นอยู่ได้ไง รีบลงเรือสิคะ แค่ลงจากเรือก็ใช้เวลาไม่น้อยแล้วเพราะลูกค้าเต็มลำ

หันซ้ายกด หันขวากด เวลาดื่มด่ำกับหาดทรายไม่ต้องพูดถึง กดชัตเตอร์รัว ๆ

แต่งานโดดก็ต้องมา เอ้า ฮึ๊บ!!!


หลังจากรัวหาดด้านหน้าเสร็จก็รีบวิ่งไปหาดด้านหลัง จุดนี้มีเสียงคุณไกด์เร่งเร้ามาแล้วมาใกล้หมดเวลาแล้ว ทันทีที่เห็นหาดเราก็นึกถึงภาพที่เห็นตามโซเชียลแล้ว มันคือจุดนี้นี่เอง สวยค่ะ หายใจลึก ๆ ได้ 2 ที เอ้า ถ่ายรูป ๆ แชะ ๆๆๆ วิ่งกลับขึ้นเรือ....เฮ้อ เหนื่อยซะป้าจะเป็นลม

นั่งเรืออีกแป๊บนึงก็ถึงจุดดำน้ำจุดแรก ชื่ออะไรไม่ต้องถามถึง จำอะไรไม่ได้แล้ว น้ำค่อนข้างขุ่น อาจจะเพราะเมื่อวันที่พวกเจอฝนหนักในตัวเมืองระนอง ที่ก็ตกหนักทั้งวันตามคำบอกเล่าของคนเรือ (คนมาเมื่อวานก็น่าสงสารสินะ)

ปะการังแบบนี้เยอะมากกก

มีกะปารังอ่อนเล็กน้อย


เบื่อปะการังก็เล่นน้ำแทนละกัน

จุดต่อไปหลังจากดำน้ำคือ จุดที่เราจะรับประทานอาหารกลางวันกัน คุณไกด์ให้เวลาใช้ชีวิตที่นี่ 1 ชั่วโมง.... เอาวะ!! ตั้งชั่วโมงนานกว่าเกาะเมื่อกี้ตั้งเยอะ พอขึ้นหาดเราก็หาชัยภูมิเหมาะ ๆ นั่งเติมพลัง

รอทีมงานจัดอาหารแป๊บนึงพวกเราก็ไปเข้าแถวรับอาหารกลางวัน

ซึ่งเป็นอาหารกล่องคนละ 2 กล่อง ประกอบด้วย กุ้ง ปลาหมึก แมงกะพรุน และลูกชิ้นปลานึ่งจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ด และข้าวสวย กระเพราะกุ้งปลาหมึก และไก่ผัด คนแพ้กุ้งอย่างจุ๋มเลยหงอยเล็กน้อย แต่ความเป็น Love Andaman ก็ยังคงอยู่ ซุ้มของหวานและเครื่องดื่มไม่เคยทำให้เราผิดหวัง ขนมอร่อยทุกอย่างโดยเฉพาะข้าวต้มมัด อร่อยแบบกราบรัว ๆ

หลังจากพวกเราเอากล่องข้าวเอาแก้วไปแยกเก็บเรียบร้อย เตรียมลุกไปถ่ายรูปเก็บบรรยากาศ เราก็ได้ยินเสียงคุณไกด์ตั๊กกี้ตะโกนว่า "สายรัดข้อมือสีส้มขึ้นเรือคร่า" เหอ ๆ นี่กรูกินตั้งชั่วโมงหรือเค้าเรียกเร็วฟ๊ะ ภาพได้มาแค่นี้หละ



จุดที่เราไปต่อเป็นจุดดำน้ำใกล้ ๆ ฟาร์มเลี้ยงไข่มุก ไกด์บอกว่าปะการังสวยมาก ๆ จะอยู่ตรงโน่นนนนนนนนนนนนนน ซึ่งจุ๋มไม่สามารถแหวกว่ายไปถึงจุดนั้นได้ ก็เล่นน้ำวน ๆ อยู่รอบ ๆ เรือค่ะ

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าสู่จุดสุดท้ายของทริปนี้ นั่นคือจุดที่เรียกว่า Sleeping Dragon พูดเลยว่าไม่ได้จำชื่อได้ แต่ตอนเขียนรีวิวเปิดกู้เกิลหาชื่อดูนี่แหละ 555555 จุดสุดท้ายหรือเจ้ามังกรนอนหวดของจุ๋มนี่คือมีจุดชมวิวด้วย และแน่นอนตูไม่ขึ้นแน่ ๆ ตูอยากวิ่งเล่นเป็นสาวน้อยบนหาดทรายบ้าง ตะ ตะ ตะ แต่!!! สิ่งแดง ๆ บนหาดนั้นคืออะไร

คุณไกด์บอกว่ามันคือ แมงกะพรุนที่สิ้นชีพแล้ว แต่ก็ไม่สมควรไปถูกเนื้อต้องตัวมันอยู่ดี

การเผชิญหน้ากันของแมงกะพรุนและพยูน

เราอำลาหมู่เกาะมังกรและใช้เวลานั่งเรือกลับอีกชั่วโมงกว่า ๆ รู้สึกดีใจเหลือเกินที่แผนวันพรุ่งนี้ของพวกเราไม่ใช่หมู่เกาะของทะเลพม่าอีก

เนื่องจากวันนี้เราไม่ได้เช่ารถ ประหยัดไป 1,500 อิอิ....มื้อเย็นของพวกเราจึงเป็นอื่นไม่ได้นอกจากห้องอาหารของรีสอร์ท และนี่เลยที่นั่งพนักสูง ๆ ที่มุมสงบอันแสนอิ่มเอมของพวกเรามีเครื่องดื่มบริการหลายอย่างนะคะจากแรกเลย สลัดไก่ย่าง คลุกเคล้าแล้วเข้ากัน น้ำสลัดดีงาม อร่อยมากมายไก่ทอดตะไคร้ เป็นปีกไก่กลางและตะไคร้ชุดแป้งทอดกรอบค่ะ ตะไคร้นี่กรอบจนเคี้ยวได้เลยค่ะ หอมอร่อย แต่เพื่อน ๆ ไม่มีใครกินตะไคร้เลยจุ๋มฟาดอยู่คนเดียวมันฝรั่งทอด ดูสิ้นคิด แต่เรียบค่ะสเต็กแซลมอนซอสทับทิม ตัวซอสที่ราดหวานไปนิดนึงค่ะปลาหมึกชุบแป้งทอด รสชาติทั่วไปเห็ดออรินจิผัดเนย หอมเนยดีค่ะสเต็กสันคอหมูซอสไวท์ไวน์ อร่อยมากกกกกกกกกก ซอสอร่อย หมูนุ่มมากมีมันแทรกในเนื้อหมูเล็กน้อย เมนูนี้ถึงขั้นสั่งจานที่ 2 เลยค่ะ

สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า รสชาติดีอีกแล้ว

และเครื่องดื่มเปรี้ยว ๆ เพิ่มความสดชื่น โดยรวมแล้วอาหารของ The Hidden ดีงามมากกกกกกกก อร่อยแบบประทับใจมากมายและราคาก็ไม่โหดร้ายด้วย..... มื้อนี้ 1,600 กว่า ๆ ค่ะ


วันที่ 3 เกาะค้างคาว เกาะญี่ปุ่น เกาะกำ

เช้านี้เรานัดรถจากระนองรถเช่ามาส่งที่รีสอร์ทตอน 8.00 น. รถมาส่งช้าเล็กน้อยเพราะติดส่งรถให้ลูกค้ารายอื่นที่สนามบินด้วย เราจะทำอะไรได้นอกจากกินและรอ เช้านี้เมนูของจุ๋มคือ egg benedict คนชอบกินผักแบบจุ๋มพูดเลยแฮปปี้มาก ฟาดเรียบ

อีก 2 สาวเป็น American breakfast

อิ่มปุ๊บ รถก็มาถึงพอดี จากรีสอร์ทมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติแหลมสน ใช้เวลาประมาณ 50 นาที การท่องเที่ยวของเราในวันนี้คือ เที่ยวเกาะ 3 เกาะในอุทยานแห่งชาติแหลม มีเกาะค้างคาว เกาะญี่ปุ่น และอ่าวเขาควายเกาะกำ เราจองเรือเที่ยวแบบเหมาลำ ผ่านบริษัท Royal Andaman ในราคา 3,500 บาท และจ้างไกด์ 1 คนราคา 1,000 บาทค่ะ ตอนเราไปถึงท่าเรือเกินเหตุขลุกขลักเล็กน้อยเพราะหาเรือไม่เจอ แต่คุณอิทจาก Royal Andaman ก็ประสานให้เราจะทุกอย่างเรียบร้อย และพวกเราก็เรือลำสุดท้ายที่ออกจากท่าเรือค่ะ เรือที่เราเหมาออกไปไม่ใช้เรือของบริษัททัวร์แต่เป็นเรือและไกด์ของชุมชนนะคะ ทั้งหมดแค่บริษัททัวร์ประสานงานให้เราเท่านั้นเอง และเรือที่เราใช้ในการเดินทางวันนี้เรียกว่า เรือหัวโทง

และนี่คือโฉมหน้าของ คุณบังอ้อ ไกด์ประจำเรือของพวกเราค่ะ จากการพูดคุยถึงรู้ว่าทำไมคุณบังอ้อและคุณบังไลคนขับเรือไม่สนใจพวกเราเลยตอนเดินมาที่เรือ นั่นก็เพราะบังอ้อบอกว่า แถวนี้ไม่เคยมีผู้หญิงมาเที่ยวกันเองล้วน ๆ เลย เห็นแต่มีผู้ชายมาด้วยทั้งนั้น พอเห็นพวกเราผู้หญิงสูงวัย 3 คน เค้าก็เลยไม่สนใจ

หลังจากทำความรู้จักกันแล้ว เรือออกจากท่า บังอ้อก็แนะนำโน่น ชี้บอกนั่น ไปตลอดเส้นทาง จุดแรกที่พวกเราจะไปคือ เกาะค้างคาว บนเกาะค้างคาวมีหาดทรายขาวทอดตัวยาว มีคนเดินเล่นอยู่บ้าง แต่บังอ้อไม่พาเราขึ้นหาดนะคะ ไม่รู้ทำไม และเราก็ไม่ถามซะด้วย ให้ดำน้ำเลยให้ดำก็ดำไม่ดื้อไม่รั้นอะไรทั้งนั้น เอาเป็นว่าจุดแรกก็เปียกกันเลยหละ


จากบนเรือน้ำดูสวยเชียวค่ะ แต่ในส่วนของใต้น้ำนั้น มัน ขุ่น มากกกกกกกกก จบข่าวเลยทีเดียว

ไม่เป็นไรยังมีเกาะอื่น ระหว่างนั่งเรือไปยังเกาะต่อไปเราก็มีการพูดคุยและเล่าประสบการณ์เกาะมังกรให้บังอ้อฟังด้วย เกี่ยวกับการใช้ชีวิตบนหาดทรายอันแสนจะน้อยนิดและการนั่งเรืออันแสนจะยาวนาน และคุยเรื่องโน่นนี่กันไปตามเรื่อง

อันนี้ถ้าจำไม่ผิดบังอ้อบางว่าชื่อเกาะกลม ไม่มีชายหาดอะไรใด ๆ แค่กลม ๆ บังอ้อพามาวน ๆ ดูเฉย ๆ พวกเราจะได้มีรูปถ่ายกันว่างั้น

จากเกาะกลม ๆ เกาะนั้นเราก็มุ่งหน้าสู่เกาะญี่ปุ่น ซึ่งเผลอแป๊บเดียวจริง ๆ เมฆมาจากไหนแล้วเยอะแยะไปหมด คล้าย ๆ ว่าเราจะไม่รอด 55555

ตอนเรามาถึงเกาะญี่ปุ่นก็ยังมีนักท่องเที่ยวอื่น ๆ อยู่ พอเราลงหาดไปไม่กี่นาที เรือทุกลำก็กลับหมดเลยเหลือแค่เรือของพวกเรา

หลังจากภาพรูปสนุกสนานกันได้สักพัก บังอ้อก็พาพวกเราเข้าไปดูเศษซากที่เหลืออยู่เล็กน้อยที่แสดงให้เห็นว่าที่นี่เคยเป็นที่พักของพวกญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

เดินกลับมาหน้าหาดก็เจอบังไลยืนโพสท่าเท่ ๆ อยู่ข้างเรือและเมฆครึมทะมึนโดยรอบ บังอ้อบอกว่า เราควรรีบไปหลบฝนที่อ่าวเขาควาย เกาะกำ ออกเรืออย่าดื้อกะคนเรือคือคติของพวกเราค่ะ ไปค่ะ ไป


ประมงชาวบ้าน กำลังหาปลาอยู่ค่ะ

ด้านบนเป็นจุดชมวิวจุดนึงของอ่าวเขาควาย

มองเขาไปในอ่าวเขาควาย หาดทรายขาวทอดตัวยาวแบบที่พวกเราชอบเลยค่ะ แต่ฟ้าทะมึนด้านหลังก็ทำร้ายจิตใจเราเหลือเกิน

บนเกาะมีต้นไม้เยอะมาก เหมาะกับการหลบฝน และเป็นที่เติมพลังของพวกเรา อาหารที่เตรียมมาให้เราในวันนี้ได้สั่งผ่านคุณอิท แห่ง Royal Andaman คนเดิม ตอนติดต่อมีให้เราเลือก 2 แบบค่ะ คือ ชุดละ 100 สำหรับอาหาร 1 กล่องและเครื่องดื่ม หรือราคาแบบบุฟเฟ่ต์หัวละ 250 บาท เฉพาะอาหาร ซึ่งสายกินแบบพวกเราเลือกบุฟเฟต์แบบไม่ต้องคิด 5555 อาหารเราเลือกตั้งแต่ก่อนเดินทางแล้วค่ะมีอะไรบ้างมาดูกัน สำหรับน้ำเปล่า น้ำอัดลม พวกเราซื้อจาก Big C ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงแล้ว น้ำแข็งให้คุณอิทประสานกับบังอ้อซื้อไว้ให้เราก่อนค่ะ มาดูดีกว่า 750 บาทของพวกเราได้กินอะไรบ้าง เอาจริงแค่บังอ้อกับบังไลหยิบกล่องอาหารขึ้นมาจุ๋มก็ร้องวี๊ดว้ายเลยหละค่ะ กล่องใหญ่มากกกก ขนาดกล่องนี่ราว ๆ 8 * 12 นิ้วเลยหละค่ะ

ข้าวผัดไก่ ถึงจะเย็นชืดแล้วแต่ยังอร่อยอยู่เลย

ใบเหลียงผัดไข่ อันนี้ไม่แนะนำนะคะ พอกินแบบเย็น ๆ แล้วไม่ไหวคะ

กุ้งนึ่ง จริง ๆ เมนูนี้ตอนคุณอิทเสนอมา เธอเสนอเป็นปูนึ่ง แต่จุ๋มของเปลี่ยนเป็นกุ้งเพราะกลัวเพื่อน ๆ จะแกะยาก

ปลาทรายหรือปลากระบอกจำไม่ได้ทอดขมิ้น อร่อยสุด ๆ เค็มหน่อย ๆ อันนี้แย่งกันเลยหละ 55555

ไก่ผัดเม็ดมะม่วง

ปลาเผา ปลาอะไรไม่รู้ตัวใหญ่และเนื้อแน่นมาก

แตงโม อันนี้ตอนส่งรายการมาให้ไม่มีนะคะ แต่จัดมาให้เฉยเลย ดีจัง

อาหารทุกอย่างเราแบ่งให้บังอ้อและบังไลช่วยเรากินเลยค่ะ ปลาเผานี่แบ่งไปให้ตัวนึงเลย ใหญ่เกิ๊น ส่วนปลาทอดขมิ้นไม่ให้ค่ะ หวง 55555

หลังจากกินอิ่มจนจุกแต่ทุกอย่างยังเหลืออีกเพียงยกปลาทอดขมิ้น ฝนก็เหลือเพียงละอองบางเบา ได้เวลาพวกเราออกไปเริงร่าแล้วค่ะ

กิ่งไม้เป็นพร็อพที่ดีมากเลยค่ะ พวกเราใช้เวลาที่นี่นานมาก




จนกระทั่งเดินเฉียดไปทางบังอ้อเลยบอกบังอ้อไปว่า ถ้าถึงเวลาที่ควรเดินทางกลับ บังอ้อบอกพวกเราได้เลยนะ ซึ่งบังอ้อก็บอกกับเราว่าเวลาที่เราควรกลับก็คือเวลาที่พวกเริ่มออกไปวิ่งเล่นถ่ายรูปนั่นแหละ แต่บังอ้อบอกว่าอยากชดเชยให้พวกเราที่เมื่อวานเราอยู่แต่บนเรือ แสดงว่าสมควรแก่เวลาแล้ว เราต้องกลับกันแล้ว บนหาดโล่งโจ่งไม่เหลือใครเลย 555555

ขอบคุณบังอ้อมาก ๆ ถึงแม้ฟ้าฝนจะไม่เป็นใจกับเราเท่าไร แต่เวลาที่บังอ้อปล่อยให้พวกเราสนุกสนานกันที่ชายหาดเป็นอิสระทำให้รับประทับใจอย่างที่สุด ขอบคุณอีกครั้ง และพวกเราจะกลับมาอีก บังอ้อบอกว่าเดือนมกราคม – มีนาคมนี่แหละคือช่วงเวลาที่สวยที่สุด แล้วเจอกันใหม่นะคะบังอ้อและหมู่เกาะกำ


ระหว่างทางกลับรีสอร์ทเราเปิดกูเกิลหาร้านอาหารสำหรับมื้อเย็น ซึ่งเราเลือกโรงแรมฟาร์มเฮ้าส์ที่เราเคยไปกินอาหารเช้ากันในแหละ ตามข้อมูลของที่นิตยสาร Barefoot บอกว่าที่นั่นอร่อย เอาค่ะ...เราเชื่อ

ทันทีที่นั่งโต๊ะปุ๊บ ถั่วลิสงทอดก็มาเสริฟปั๊บการกินอาหารของพวกเราคือ ใครอยากกินอะไรกิน เดี๋ยวที่เหลือแย่งกินเองถ้าอยากกิน 5555

ยำสาหร่าย ปูอัด 2 เมนูนี้ก็อร่อยตามแบบของมันอยู่แล้วค่ะ

ปูนิ่มทอดกระเทียม จานนี้จุ๋มแพ้ค่ะกินไม่ได้ แต่เพื่อนบอกว่าอร่อย

ปลาหมึกทอดราดน้ำปลา มียำมะม่วงเคียงมาให้ด้วย น้ำปลาหอมค่ะ อร่อยดี

สลัดไก่ย่าง จานนี้ไม่ปลื้ม น้ำสลัดไม่อรอยและเนื้อไก่แห้งมาก ไม่ผ่าน ๆ

ผักโขมอบชีส ชีสเยิ้มจัดเต็มมาให้เลย เลิฟค่ะ

ปีกไก่ทอดน้ำปลา อร่อยอีกแล้ว

หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์อบชีส อันนี้เลิฟสุด หอยตัวใหญ่เต็มคำกับชีสและผักขม ว้ายยยย พูดแล้วอยากกินอีกเลย

กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่ เอ้า!!! กลัวเป็นไพร่จัดมาอีก 2 เมนู

อาหารที่ฟาร์มเฮ้าส์ไม่ทำให้เราผิดหวังค่ะ อร่อยถูกใจเหลือเกิน มื้อนี้หมดไป 1,900 นิด ๆ



วันที่ 4 อ้าววว วันนี้ต้องกลับบ้านแล้วหรอ

เช้าวันกลับคือวันที่เรามีเวลาชิลล์ที่สุดแล้ว พวกเรามีเวลาละเลียดอาหารเช้า

วันนี้ตะกละ อยากกินทั้งออมเลตและไข่ดาว เลยขอทั้ง 2 อย่างเลย ตอนจะจ่ายเงินค่าไข่เพิ่ม ทางรีสอร์ทไม่คิดค่ะ รู้สึกเกรงใจมาก

หลังจากอิ่มมื้อเช้า เราก็ค่อย ๆ เดินชมล็อบบี้ ชมสวนถ่ายรูปเล่นกันไป สวนที่นี่สวยงามถูกใจจุ๋มจริง ๆ ค่ะ


ระหว่างที่เราเตรียมตัว check out คุณอิทแห่ง Royal Andaman ก็โทรมาสอบถามเรื่องทริป 3 เกาะของพวกเรา แถมยังแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายทีเลย ซึ่งเวลาเราคงไม่พอแน่ ๆ เลยขอให้แนะนำรายอาหารทะเลและร้านของฝากละกัน ซึ่งร้านของฝากนี่คุณอิทเน้นมาเลยมาต้องลองน้ำกาหยู เดี๋ยวมาดูกันว่าเป็นไง และที่คุณอิทบอกว่าห้ามพลาดเลยคือต้องไปสักการะหลวงพ่อดีบุก วัดบ้านหงาว ซึ่งถือเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองวัดนึงของระนอง

เรามุ่งหน้าไปพระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเข้าเดินชมด้านในอาคารด้วย จากข้อมูลที่หามาเบื้องต้นบอกว่าที่นี่ปิดวันจันทร์ แต่ฝันของเราสลายทั้งที่เป็นวันอังคาร มีป้ายปิดซะงั้น คือปิดเฉพาะอังคารนี้ หรือทุกอังคารด้วยหลังจากนี้ก็สุดจะรู้ ก็ได้แต่เยี่ยมชมด้านหน้าค่ะ


เมื่อผิดหวังจากพระราชวังฯ ก็ต้องกินปลอบใจตัวเองแล้วหละ และเราไม่ดื้อเหมือนเดิมเรามุ่งหน้าไปสมยศปากน้ำซีฟู้ดส์ทันที่ ร้านตั้งอยู่ตำบลปากน้ำ ห่างจากตัวไปจังหวัดประมาณ 8 กิโลเมตร ผ่านทางเข้าท่าเรือประภาคารแต่เราวิ่งตรงยาวไปจนถึงบ้านปากน้ำ ลงไปสุดถนนจะเห็นร้านอยู่ข้างหน้าพอดิบพอดี

ดูบรรยากาศร้านกันสักหน่อย

ประเดิมจานแรกด้วยหอยนางรมสด หวานอร่อย น้ำจิ้มเปรี้ยวเผ็ดจัดจ้านดีแท้

ปลาเก๋าผัดฉ่า เผ็ดน้ำหูน้ำตาเล็ดแต่อร่อยมากกกกกกกก

หอยชักตีนลวกหรือนึ่ง จำไม่ได้แล้ว

ปลากะพงทอดราดน้ำปลา อร่อยอีกแล้วค่ะ

กั้งทอดกระเทียมพริกไทย จุ๋มแพ้ กินไม่ได้เหมือนเดิม แต่เพื่อนบอกว่าสด เนื้อหวานค่ะ

ใบเหลียงผัดไข่ใส่วุ้นเส้น อร่อยดีและวุ้นเส้นเข้ากันกับใบเหลียงอย่างไม่น่าเชื่อ

กุ้งทอดซอสมะขาม เพื่อนบอกว่าอร่อยอีกเช่นกัน

อาหารที่นี่อร่อยถูกปาก รสชาติถูกใจ แต่ราคาไม่ธรรมดาเท่าไร มื้อนี้เราหมดไป 3,000 กว่าบาท เล็งใบเสร็จแล้วพบกว่าตัวเต็งของโต๊ะนี้คือ กั้งทอดกระเทียม ราคา 1,500 เลยทีเดียว..... น้ำตาจะไหล

อิ่มแล้วเราก็ย่อยอาหารที่อัดแน่นเต็มกระเพาะที่ ภูเขาหญ้า แหล่งท่องเที่ยวของระนองที่ถ้าไม่แวะไปคงถือว่ามาไม่ถึงระนอง โชคดีที่ภูเขาหญ้าอยู่ในเส้นทางที่เราจะไปสนามบินอยู่แล้วค่ะ

ภูเขาหญ้า คือภูเขาที่ไม่สูงมากและไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเลย นึกถึงหนังจีนกำลังภายในเลย จอมยุทธชอบเดินบนเขาโล้น ๆ โกร๋น ๆ แบบนี้แหละ


จากภูเขาหญ้ามองไปเห็นน้ำตกหงาวด้วยนะคะ น้ำแห้งเชียว


จากภูเขาหญ้าเราไปซื้อของฝากที่ร้านวัชรีค่ะ มีปลาเค็ม มีขนม ให้เลือกมากมายค่ะ

ส่วนจุ๋มซื้อเม็ดมะม่วงหิมพานต์กลับกรุงเทพอย่างเดียว ไม่เดินดูอะไรมากขอลองน้ำกาหยูก่อนเลย รสชาติคล้ายบ๊วยมั้งบรรยายไม่ถูกแต่ก็อร่อยดี ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น แต่ที่ชอบมาก ๆ คือไอศกรีมกาหยูค่ะ หวานมันอร่อยเชียว คล้าย ๆ กินไอศกรีมแมคคาเดเมียเลย

และสุดท้ายก่อนกลับจริง ๆ เราเข้าไปสักการะพ่อหลวงดีบุก วัดบ้านหงาวค่ะ .....หลวงพ่อดีบุก" เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีชื่อเป็นทางการว่า "พระติปุกะพุทธมหาศากยมุนีศรีรณังค์" อันมีความหมายว่า "พระพุทธรูปดีบุกองค์ใหญ่เป็นสิริมงคลและศักดิ์ศรีของเมืองระนอง" หล่อด้วยแร่ดีบุกองค์แรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้แร่ดีบุกถึง 3 ตัน รวมถึงพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 4 ล้านบาท (ขอบคุณข้อมูลจาก www.tumsrivichai.com)


ทริป 4 วันของพวกเราจบลงแล้ว แต่แผนเที่ยวระนองของเรายังไม่จบเพราะยังมีอีกหลายสถานที่เลยที่เรายังไม่ได้ไป และร้านอร่อยอีกหลายร้านที่เรายังไม่ได้กิน ไหนจะแดดงาม ๆ ที่อุทยานแห่งชาติแหลมสนอีกล่ะที่เราอยากจะเจอ แล้วพวกเราจะกลับมาใหม่นะจ๊ะ ระนองเมืองน่ารัก


ขอบคุณ Readme.me ที่มีพื้นที่ให้แบ่งปันประสบการณ์

ขอบคุณทุกท่านที่คลิ้กเข้ามาอ่านรีวิวนี้ค่ะ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารีวิวนี้คงมีประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อยนะคะ

ความคิดเห็น