บันทึกเที่ยว : Bromo - Kawah Ijen ดินแดนลมหายใจของเทพเจ้า ด้วยงบ 15,000 บาท รีวิวโดย เที่ยวชิลชิล

สวัสดี BROMO ดินแดนลมหายใจของเทพเจ้า" ภูเขาไฟ Bromo อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติโบรโม่เทงเกอร์เซเมรู เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาเทงเกอร์มาสซีฟ บนเกาะชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย ยอดภูเขาไฟ Bromo มีความสูง 2,329 เมตร ซึ่งไม่ได้เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด แต่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศอินโด

บันทึกเที่ยว : Bromo - Kawah Ijen ดินแดนลมหายใจของเทพเจ้า ด้วยงบ 15,000 บาท

บันทึกเที่ยว : Bromo - Kawah Ijen ดินแดนลมหายใจของเทพเจ้า ด้วยงบ 15,000 บาท

 วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 เวลา 23.55 น.

 วันที่เดินทาง 12 พ.ย. 2560

สวัสดี BROMO ดินแดนลมหายใจของเทพเจ้า"

ภูเขาไฟ Bromo อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติโบรโม่เทงเกอร์เซเมรู เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาเทงเกอร์มาสซีฟ บนเกาะชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย ยอดภูเขาไฟ Bromo มีความสูง 2,329 เมตร ซึ่งไม่ได้เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด แต่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศอินโดนีเซีย

Bromo มาจากตัวสะกดในภาษาชวาของคำว่า "พรหม" ซึ่งเป็นพระนามของเทพเจ้าในศาสนาฮินดู และภูเขาไฟ Bromo เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ ยังมีควันพุ่งออกมาอยู่ ซึ่งก็น่าจะเป็นที่มาของนามเรียกขานว่าเป็น "ดินแดนลมหายใจของเทพเจ้า"

เราเริ่มต้นเดินทางจากกรุงเทพ -> ไปรอต่อเครื่องที่สิงคโปร์ -> และมุ่งหน้าสู่สนามบิน จูอันดา สุราบายา และเรื่องราวต่างๆจึงเริ่มขึ้น

วิวระหว่างทาง ที่รถขับผ่าน


บ้านหลังเล็กๆที่อยู่บนเนินเขา ^^

เห็นม้าแล้วอย่าเพิ่งดีใจไปยังไม่ถึงจ้าาาา ฮ่าๆๆๆ

รถที่เราจะนั่งต่อไป Bromo มันก็จะเท่ห์ๆหน่อย

แอบเก็บภาพระหว่างทางที่รถจี๊บพาไปขึ้น Bromo

เราชอบดูวิวระหว่างทางนะเราว่ามันสวยดี ^^


รถจี๊บพาเรามาส่ง ตรงนี้ก็เลือกเอาว่าจะเดินหรือขี่ม้า

พื้นที่บริเวณนี้จะเป็นทรายๆ ควรเตรียมหน้ากากอนามัยมาใส่ด้วย เพราะฝุ่นเยอะ

นางแบบส่วนตัว ต้องใช้งานให้หนัก โพสท่ากลางแดด 555

เส้นทางเดินเองก็ไม่ยาก แต่ถ้าขี่ม้าก็จะชิลๆ

ระหว่างทาง......น่าจะมีคนมาแกะไว้ ถ้าเป็นกลางคืนนี่ขอเผ่นนะจ๊ะ

ที่เราจะต้องเดินไปให้ถึงอยู่โน่นจ้า

พอเดินมาได้ซักครึ่งทางลองหันหลังกลับไปดู คือวิวมันดี เป็นเทือกเขาซ้อนๆกันอยู่ และวันที่เราไปท้องฟ้าโปร่งใสมาก (แดดเปรี้ยง)

เดินต่อ...ทุกคนสู้ๆนะ ^^

สำหรับคนที่ขี่ม้า มันจะมาหยุดตรงจุดนี้ให้เราเดินต่อไปบนปากปล่องภูเขาไฟ

ถ่ายภาพหมู่กันหน่อยก่อนเดินต่อ ปล.ใช้รีโมทกับขาตั้งกล้องของจำเป็นหากเราไม่มีตากล้องไป ^^

ตรงนี้ก็จะมีช่อดอกไม้สำหรับคนที่อยากเอาไปสักการะภูเขาไฟ Bromo ...โดยใช้โยนลงไปในปากปล่องภูเขาไฟ

บันไดสูงชันเดินขึ้นมาถึงมีหอบกันบ้าง ;P

นี่แหละปากปล่องภูเขาไฟ ควันพุ่งดังฟู่ๆๆๆ มาพร้อมกลิ่นกำมะถันฉุนๆ หอมนะต้องไปลองดมกันดู 555

นี่ไงดอกไม้ที่ซื้อมาจากด้านล่าง อธิษฐานแล้วโยนลงไป

พอถ่ายรูปนี้เสร็จเราก็ต้องรีบลงเพราะจะไปจุดชมวิวไม่ทัน อ๊ากกกกกกก

ถ่ายรูปหมู่กะน้องๆผู้ร่วมทริปกันหน่อย น่ารักทุกคน เสร็จจากถ่ายภาพหมู่พวกเราก็ต้องรีบกลับไปจุดชมวิว

แต่ๆๆๆๆ....และแล้วเรื่องราวไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น 555 เราไปจุดชมวิว Viewpoint ไม่ทัน... พระอาทิตย์ก็ตกแล้ว วิวตรงนี้ก็สวยไม่เบาเห็น Bromo เหมือนกันนะ ^^ ถ่ายจากตรงจุดที่เราเปลี่ยนรถเป็นพื้นที่ของรีสอร์ท(จำชื่อไม่ได้)


หลังจากเสพความงามช่วง Twilight พระอาทิตย์ตกแล้ว ไกด์ก็จะพาพวกเราเดินทาง(อันแสนยาวนานอีกประมาณ 6 ชั่วโมง) ต่อไปชมบลูเฟรม หรือไฟสีฟ้าที่ Kawah Ijen

พอมาถึงเราไม่มีเวลาเตรียมตัวอะไรกันมาก (น้ำก็ไม่ได้อาบ แฮ่ๆๆๆ) ไกด์ที่เรามาด้วยเค้าจะเตรียมหน้ากากกันก๊าซไว้ให้ (เราควรเตรียมหน้ากากอนามัยมาเองด้วยนะคะใส่ก่อนที่จะสวมหน้ากากกันก๊าซเพราะว่าไม่รู้ว่ามันผ่านใครมาบ้าง ฮ่าๆๆๆ)

จากนั้น...เดินค่ะ เดินๆๆๆ ถ้าใครคิดว่าเดินไม่ไหว ที่นี่เค้ามีบริการรถ Taxi (เป็นรถเข็นแล้วมีคนลากขึ้นไปค่ะ สบายๆ) ค่าใช้จ่าย Taxi ถ้าขึ้นจากจุดเริ่มต้นเลย ราคารวมไป-กลับจะอยู่ที่ 1,000,000 รูเปีย (ประมาณ 2,500 บาท) หรือ อยากจะลองเดินเองดูก่อนก็ได้ค่ะ ระหว่างทางจะมีรถ Taxi จอดอยู่ เรียกสอบถามราคาได้ ราคาก็จะถูกลงเรื่อยๆตามระยะทาง

....ระหว่างทางขาขึ้นทางเดินจะชันตลอดทางมีจุดแวะพักเป็นร้านค้า 1 จุด เราแทบไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลยเพราะมืดมากจนเดินลงไปถึงจุดชม Blue Flame ตอนเดินลงต้องเดินด้วยความระมัดระวัง เพราะทางเดินเป็นหิน และทางลงค่อนข้างชันในบางจุด

พอถึงจุดที่ชม Blue Flame แสงสีฟ้าก็จะตามภาพ แต่ของจริงมันสวยกว่านี้นะ ฮ่าๆๆๆ แต่เราไม่ได้เดินลงไปใกล้มาก ใช้เลนส์ซูมเอาแค่พอเก็บภาพมาเป็นที่ระลึก ยิ่งเข้าใกล้กลิ่นกำมะถันจะแรงมาก และอันตราย จำเป็นต้องใส่หน้ากากกันแก๊สไว้



เริ่มสว่างเราก็จะเห็นกำมะถันก้อนโต

ถ่ายรูปเสร็จก็กลับขึ้นด้านบนมีจุดแวะถ่ายรูปสวยๆ มองลงไปจะเห็น ทะเลสาบสีมรกต

จากนั้นเราก็กลับลงด้านล่างค่ะ เรานั่ง Taxi เลยได้ถ่ายรูปมาระหว่างทางบ้าง

หลังจากเที่ยวในส่วน Kawah Ijen เสร็จในช่วงสายๆ เราก็กลับไปยังที่พักแค่แวะอาบน้ำ(เป็นการอาบน้ำครั้งแรกตั้งแต่บินมา 555) พักผ่อน กินข้าวที่ Catimor Homestay เพื่อพักเอาแรงก่อนถึงช่วงบ่ายที่เราจะไปแวะน้ำตก

Homestay ที่เราเข้าไปพัก(อาบน้ำ กินข้าว )

ช่วงบ่ายเราออกเดินทางไปน้ำตก Belawan แต่พอไปถึง...น้ำน้อยซะงั้น 555

จากนั้นเราก็เดินทางกลับหลังจากตะลุยโหดมันฮา นั่งรถยาวๆ ประมาณ 7 ชั่วโมง พักกินข้าว 1 ครั้ง เพื่อกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม Sunshine Homestay Surabaya ซึ่งอยู่ใกล้กับสนามบิน Juanda Airport ก่อนเดินทางกลับ


จบทริป Bromo - Kawah Ijen ขากลับเรามาต่อเครื่องที่สิงคโปร์(รอต่อเครื่อง 8 ชั่วโมง) เลยได้แวะเที่ยวที่สิงคโปร์ก่อนกลับอีกนิดหน่อย ถือเป็นทริปที่คุ้มค่า โหดมันฮา และได้มิตรภาพกลับมามากมาย ใครอ่านเรามาถึงตรงนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขียนรีวิวยังไงครั้งต่อไปจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะ ^^


***********************************************************************

สรุปทริป Bromo - Kawah Ijen

- งบ 15,000 บาท รวมค่าไกด์ , รถยนต์ที่พาเราไปทุกที่ รวมรับส่งสนามบิน ไปทั้ง Bromo , Kawah Ijen , น้ำตก Belawan , ค่ารถจี๊บ , ค่า Homestay พร้อมอาหารเช้า ,ค่าตั๋วเครื่องบิน(ตอนเราจองรวมไปกลับ ราคา 7,xxx บาท) ทุกอย่างอยู่ในงบ 15,000 ค่ะ ^^ (ปล.ไม่รวมค่าอาหารและค่ารถม้า ค่า Taxi นะ)

- เงินอินโดนีเซียใช้สกุล"รูเปีย" เราแลกไปเผื่อ 5,000 บาท(ประมาณ 1,980,000 รูเปีย) เหลือๆนี่รวมค่า Taxi ที่ขึ้น Kawah Ijen แล้ว เพราะค่าใช้จ่ายที่อินโดที่ใช้จริงๆก็จะมีแค่ซื้อน้ำ อาหาร ซึ่งไม่แพงเลย

- ค่าอาหารต่อ 1 มื้อ ไม่เกิน 100 บาท หรือถ้ากินในร้านอาหารกันแบบจัดเต็มหารเฉลี่ยประมาณ 100 - 150 บาท (เรากินเยอะมาก)

- ค่าขี่ม้า+คนจูง จะเป็นตอนที่จะขึ้นไปปากปล่องภูเขาไฟ Bromo ค่าขี่ม้าเค้าตั้งราคาไว้ประมาณ 100,000 รูเปีย(ประมาณ 250 บาท) แต่ถ้าเดินไปเรื่อยๆเค้าก็จะมาถามเรา เราก็สามารถต่อรองราคาลงมาได้อีกค่ะ อาจจะเหลือ 70,000 รูเปีย

- ค่ารถ Taxi ตอนขึ้นไปดู Blue Flame(เป็นรถเข็นแล้วมีคนลาก 3 คน ลากขึ้นไป) ค่ารถจากข้างล่างสุด-ไปถึงข้างบนก่อนจะต้องเดินลงไปจุดชม Blue Flame รวมทั้งไป-กลับ อยู่ที่ประมาณ 1,000,000 รูเปีย(ประมาณ 2,500 บาท) หรือจะลองเดินไปเรื่อยๆก่อน ถ้าไม่ไหวค่อยเรียกใช้บริการ Taxi มีเกือบตลอดทาง ราคาก็จะถูกลงด้วยค่ะ เส้นทางเดินลาดชัน ถ้าฟิตมาดีเดินไปเรื่อยๆก็สบายเลยค่ะ

- อาหารที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อ , ปลา ,ไก่ , ผัดหมี่อินโด และเกือบทุกๆมื้อเราจะเจอข้าวเกรียบอันเล็กๆเหมือนเอาไว้กินเป็นเครื่องเคียง

***สิ่งที่ต้องเตรียมไป คือ ยาประจำตัวต่างๆเผื่อฉุกเฉิน , เสื้อกันฝน(เตรียมไปเผื่อ) . เสื้อกันหนาวกันลม และไฟฉาย(ใช้ตอนขึ้นไป Kawah Ijen) , ส่วนไม้เท้าเดินป่า(Trekking Pole) ไม่ต้องเอาไปจะดีกว่าค่ะ เพราะเราโดนยึดที่สนามบินตอนขากลับออกจากอินโดนีเซีย

ส่งท้ายด้วยภาพอาหารละกันนะคะ 555 รวมๆจากร้านอาหาร และของ Homestay

ผัดหมี่อินโด โปะด้วยไข่ และข้าวเกรียบ แต่ข้าวเกรียบหยิบกินไปก่อนแล้ว 555

อันนี้คล้ายๆน้ำพริกกะปิบ้านเราแต่ไม่อร่อยเท่า

มื้อนี้เราชอบสุด ยกเว้นผัดถั่วอะไรก็ไม่รู้เค็มๆมันๆ ทำมาจากถั่วเขียวหั่นเป็นแท่งๆ555

เห็นข้าวผัดกับข้าวเกรียบแล้วน้ำตาจะไหลเป็นเมนูที่น่ากลัวมากสำหรับเรา 555

ข้าวเกรียบอีกแล้วๆๆๆ ><

สุดท้ายเราฝากเพจน้อยๆ https://www.facebook.com/TravelChillChill จะพยายามมาลงเยอะๆ ฮ่าๆๆๆ





ความคิดเห็น