ไปใช้ชีวิต สโลว์ไลฟ์ ที่สังขละบุรีกันค่ะ รีวิวโดย SHEIS_22

ไปใช้ชีวิต สโลว์ไลฟ์ ที่สังขละบุรีกันค่ะ ทริปนี้ไปหลังมรสุมสอบค่ะ และเป็นการเดินทางคนเดียวครั้งแรกของเรา ไม่ได้อินดี้ ไม่ได้เปรี้ยว แล้วก็ไม่ได้มาหาผู้ค่ะ!!! แค่อยากเที่ยว อยากลองออกไปเป็นตัวของตัวเองดู การออกไปเที่ยวคนเดียวครั้งนี้ เราพยายามไม่วางแผนอะไรมาก ก็สังขละบุรีมันเป็นเมืองแห่งชีวิต สโล

ไปใช้ชีวิต สโลว์ไลฟ์ ที่สังขละบุรีกันค่ะ

ไปใช้ชีวิต สโลว์ไลฟ์ ที่สังขละบุรีกันค่ะ

 วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560 เวลา 23.36 น.

 วันที่เดินทาง 26 พ.ย. 2560

ไปใช้ชีวิต สโลว์ไลฟ์ ที่สังขละบุรีกันค่ะ

ทริปนี้ไปหลังมรสุมสอบค่ะ และเป็นการเดินทางคนเดียวครั้งแรกของเรา

ไม่ได้อินดี้ ไม่ได้เปรี้ยว แล้วก็ไม่ได้มาหาผู้ค่ะ!!!

แค่อยากเที่ยว อยากลองออกไปเป็นตัวของตัวเองดู

การออกไปเที่ยวคนเดียวครั้งนี้ เราพยายามไม่วางแผนอะไรมาก

ก็สังขละบุรีมันเป็นเมืองแห่งชีวิต สโลว์ไลฟ์ ไม่ใช่หร๋อ

เราก็จะไปแบบสโลว์ๆ ใช้ชีวิตช้าๆ เดินกินลมชมวิวสิคะ



เริ่มจากออกเดินทาง ตอนแรกทริปนี้จะเดินทางด้วยรถไฟทั้งไปและกลับเพื่อคงความ สโลว์ไลฟ์ แต่!!!!

เมื่อคืนค่ะ มีความออกไปปาร์ตี้ เมาท์มอย ดูนักดนตรีกว่าจะได้นอน เลยตัดสินใจไปโดยรถตู้แทน

กำแพงแสน ไป บขส กาญจนบุรี รถตู้จะผ่านเส้นบางเลนค่ะ

เราก็มารอตรงทางไปบางเลน ซื้อตั๋ว 80 บาท แล้วก็นั่งรอรถ

ขึ้นรถตู้เกือบๆ 10.00 น.


ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง เราก็มาถึง บขส กาญจนบุรี รถหวานเย็นจะออกตอน 11.45 อีกชั่วโมงนึง

หาที่เที่ยวก่อนค่ะ ถามคนแถวนั้นบอกใกล้ๆมีพิพิธภัณฑ์เชลยศึกอะไรสักอย่างเราก็เรียกพี่วินไปโลด

ข้างในก็มีรูปภาพเกี่ยวกับเหตุการณ์ตอนสร้างรถไฟสายมรณะ

ในช่วงสงครามโลก เค้าไม่ให้ถ่ายรูปค่ะ เลยแอบถ่ายบรรยากาศข้างในมาเล็กน้อย

ค่าเข้าชม 10 บาท เราออกมาล่ะก็รู้สึกหดหู่นิดๆ

มาเจอแม่น้ำฝั่งทางออกพิพิธภัณฑ์ อารมณ์หดหู่ก็หายไป ลมพัดเย็นดี ยืนมองแม่น้ำสักแป๊บ สโลว์ไลฟ์มากเวอร์ เดินไปอีกหน่อยเป็นวัดค่ะ ซึ่งจำชื่อไม่ได้ สมองปลาทองมาก 55555

วัดสวยมากกกกกกก เหมือนมีงานอะไรด้วย เห็นมีตลาด มีเด็กร้องเพลงอยู่หน้าวัด เดินไปเดินมา ลืมดูเวลาค่ะ ใกล้เวลารถออก รีบเดินหาพี่วินเลยค่ะ เจอพี่วินรีบโบกไป บขส เลยค่ะ

ขึ้นรถปุ๊บ สักพักรถก็ออกกกกกก นั่งรถประมาณ 3 ชั่วโมง รถก็จอดแวะกินข้าวที่ทองผาภูมิค่ะ

จขกทนั่งกินข้าวเซเว่นบนรถหวานเย็นเรียบร้อย เด็กบนรถบอกว่าอีกครึ่งทาง นี่ก็ 15.30 แล้ว ดีที่ จขกท จองที่พักไว้ค่ะ อย่างน้อยก็มีที่นอนแน่ๆ เลยไปนั่งชิลอีกแล้ว 555555 มีแก๊งค์คนเสื้อดำเดินผ่านด้วยค่ะ

ไปถ่ายเค้าทำไม 55555


พักประมาณ 45 นาทีรถก็ออก

Let go to sangklaburi

ทางไปสังขละบุรีขึ้นเขาลงเขาตลอดทาง เลี้ยวไปเลี้ยวมา ปกติเราเมารถอยู่แล้ว เลยเตรียมยาแก้เมารถไปด้วย

ถึงสังขละบุรีตอนประมาณ 18.00 น. ลงจากรถก็เจอวินมาชุมนุนกันเต็มเลย เราก็ไม่รอช้า ไปเซเว่นก่อนค่ะ 5555555

พี่วินเดี๋ยวมา หนูขอตุนแป๊บ กลับมาหาพี่วิน ไปที่พักเลย ที่พักเราชื่อ Kru.guesthouse ครูเกสท์เฮ้าส์ คืนละ 200 บาท


ที่พักตั้งอยู่หน้าวัดศรี ตอนรู้ว่าอยู่หน้าวัดแอบกลัวหมีนิดๆ แต่เราต้องใจสู้

มาถึงก็เข้าห้องและเห็นว่าในเกสท์เฮ้าส์นี้ ไม่มีแขกเลยค่ะ มีเราคนเดียว กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด

ไม่นะหมี อย่าโผล่มานะ (มโนมาก) แต่ ไม่น่ากลัวเลยค่ะ คนที่นี่อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ เรารู้สึกอบอุ่น เหมือนไปบ้านญาติเลยอ่ะ สบายใจไป เป็นห้องพัดลม ห้องน้ำรวม แต่ก็เหมือนของเราคนเดียวอ่ะค่ะ

ออกไปเช่ามอเตอร์ไซต์และไปตลาดดีกว่า ด้วยความหิวซื้อมาเยอะมากกินไม่หมดอีกต่างหาก


ค่าเช่า 300 เพราะเราบอกลุงว่า ใช้วันครึ่ง แต่เติมน้ำมันคืนนะคะ

เราก็ไปตลาดซื้อของกินเสร็จ จะกลับที่พัก แต่ใจเราอยากเห็นสะพานมอญแล้วไง

เลยลองขับไปทางสะพาน มืดมาก แถบไม่มีคนเดินข้างทางเลย ขับมาสักพักก็ไม่ถึงสักที

เลยถามพี่วิน เค้าบอกไปอีกหน่อยก็ถึงแล้ว เราก็ไปเจอทางลงสะพาน มืดมาก

ไม่รู้ว่าทางเป็นยังไง จะขับลงไปก็กลัวๆ กลับดีกว่า 55555 สรุปกลับที่พักนอนค่ะ พรุ่งนี้ค่อยเที่ยว


ตอนเช้าเราก็ไปตักบาตรตามรีวิว ชุดตักบาตรชุดละ 99 บาท

เห็นเค้าบอกแต่งตัวให้ด้วย จัดมาเต็มยศ กลายเป็นสาวมอญแล้วตอนนี้

แล้วก็เดินดุ๊กดิ๊กๆ ข้ามสะพานไป เนื่องจากกระโปรงเดินยากมาก

และพึ่งสังเกตว่าไม่มีคนแต่งเต็มขนาดเรา และถือตะกร้าแบบเรา

เริ่มอายนิดๆ สะพานนี่ก็ยาวจังเลย เมื่อไหร่จะถึง แต่นี่ไงถือโอกาส

สโลวไลฟ์ไงแก เดินมองวิว มองผู้คน มองเด็กขายดอกไม้

โดยที่เราเงียบ และฟังแต่เสียงรอบข้าง สูดอากาศเข้าไปช้าๆ

ถึงฝั่งมอญก็หาที่นั่งเลยค่ะ


แล้วก็จะเจอกับภาพนี้ตามรีวิว

นั่งรอพระก็ไม่ได้คุยกับใครเลย คนข้างๆเป็นคู่รักคนมอญ พระมาเกือบ 7 โมงเลยค่ะ

พอใส่บาตรเสร็จ ก็เดินกลับฝั่งไทยไปสะพานผ่านร้านโจ๊ก ก็เข้าไปนั่งกิน

บรรยากาศร้านดีมาก โจ๊กก็อร่อย ชามนี้ 15 บาทค่ะ

อิ่มแล้วก็ข้ามสะพานกลับขากลับหมอกเริ่มจางเริ่มเห็นหมู่บ้านบ้างแล้วค่ะ

มีน้องกระโดดสะพานให้ถ่ายรูปด้วย จำนวนเงินก็แล้วแต่เราจะให้เลยค่ะ


ระหว่างทางก็จะเจอเด็กน้อยมาถาม

“พี่เอาดอกไม้ไหม”

“พี่นั่งเรือไหม”

“พี่ปะแป้งไหม”

“พี่มาคนเดียวหร๋อครับ”

เด็กๆพูดเก่ง ขายของเก่งมาก เราก็นั่งคุยกับน้องเพลินเลย


ถึงฝั่งไทยแล้วก็ขับรถไปรอบๆหมู่บ้าน ไปดูที่ทาง ร้านอะไรน่าเข้า ร้านในรีวิวอยู่ตรงไหน เสร็จก็กลับไปที่สะพานอีกครั้งค่ะ

ได้นั่งเรือจอยไปกับเค้าจนได้ 5555 ความหน้าด้านนี้

มีผู้ร่วมเดินทาง 5 คน คนล่ะ 100 บาท ไม่เหงาแล้ว เป็นทริปทัวร์ 3 วัดค่ะ

วัดแรกเป็นวัดจมน้ำ

อยู่ใต้น้ำเลยค่ะ มองไม่เห็นเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา

ในภาพเป็นวัดที่สองค่ะ ถ้าอยากเห็นเต็มๆต้องมาช่วงเมษายน

คุณลุงจะหยุดเรือและก็เล่าว่าวัดนี้มีตลาดด้วย แต่ก็เฉพาะช่วงน้ำลง

พอน้ำขึ้นพระในวัดก็จะไปอยู่ที่วัดใหม่กัน ซึ่งก็คือวัดวังก์วิเวการามค่ะ

วัดสุดท้ายเป็นวัดบนเขาต้องเดินขึ้นบันไดประมาณ 60 ขั้น

ไหว้พระเสร็จเราก็ลงมาข้างล่างจะมีปล่อยปลาด้วยนะ ทำบุญทำทาน

ปล่อยไปแล้วแกก็จะโดนจับมาใหม่มั๊ย??

ขากลับก็บอกคุณลุงให้ไปส่งฝั่งมอญ ไปซื้อของฝาก


เดินๆดูของ เราว่าใต้สะพานฝั่งมอญของจะถูกกว่าข้างบน แนะนำให้ซื้อใต้สะพาน จะเป็นชาวบ้านแถวนี้มาขาย จากที่สังเกตคนมอญพูดจาน่ารักดีค่ะ พูดด้วยยิ้มด้วยตลอดเลย

เราก็เลือกซื้อของฝาก ได้มาเยอะเลยค่ะ และมีแป้งทานาคาด้วย

กระปุกล่ะ 50 บาท ที่เจ็บใจคือตอนหลังไปเจอที่เซเว่น 45 บาท เจ็บปวดมาก


เสร็จแล้วก็เดินข้ามสะพานกลับมาฝั่งไทย ร้อนมาก หมอกก็จางจนแทบ

ไม่มีแล้วค่ะ ทำให้เห็นวิวชัดเจน สวยมาก อยากหาที่นั่งดูวิวแบบชิลๆ

แต่แดดมันแรงมาก ถ้านั่งตอนนี้เดี๋ยวคนจะหาว่าบ้าค่ะ

ถึงแม้ว่าจะบ้าจริงๆก็ตาม

แล้วเราก็เข้าไปที่พักเตรียมหมวกกันน็อค ไปแว๊นซ์ฝั่งมอญค่ะ

เราต้องเซฟตัวเองดีๆ เพราะเรามาคนเดียว จะทำอะไรต้องคิดดีๆว่าปลอดภัยไหม

ขับรถไปทางสะพานปูนซึ่งขนานกับสะพานไม้เลยค่ะ

ขับไปตามทางจะเจอป้ายบอกทางตลอด

และก็มาเจอกับป้ายนี้ค่ะ

เราไปวัดวังก์วิเวการามก่อนแล้วต่อด้วยเจดีย์พุทธคยา

ถ่ายด้วยกล้องโทรศัพท์ค่ะ ฝีมือบ้านๆมาก

จนถึงตอนบ่ายเราก็หิวค่ะ จะหาอะไรกินฝั่งมอญ

มาเจอร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น นี่ฝั่งมอญจริงๆใช่มั๊ย

แต่หิวค่ะไม่เรื่องมากสั่งเส้นเล็กใส่ทุกอย่าง


หน้าตาดีรสชาติก็โอเคอยู่นะคะ แม่ค้าก็พูดไปยิ้มไปตลอดเลย

ชามนี้ 25 บาทค่ะ ถือว่าคุ้ม อิ่ม แฮปปี้ล่ะค่ะ


ตอนมาเราเห็นมีจุดชมวิวเลยไปแวะสักหน่อย

เข้ามาถึงเป็นทางไม้ค่ะ มีทางเดินและแยกให้นั่ง

ซึ่งเป็นสถานที่ที่กว้างขวางใหญ่โต และเงียบสงบ

เพราะมีเราคนเดียวอีกแล้ว

เดินมาจนสุดก็จะเห็นสะพานไม้

และแม่น้ำทั้งสามสายได้จากตรงนี้เลยค่ะ


เห็นลุงขับเรือผ่านด้วย เลยโบกมือให้ลุง

แต่ลุงไม่เห็น นั่งขำตัวเองอยู่คนเดียวค่ะ

ตรงนี้ลมเย็น อากาศดี เหมาะกับการมานั่งชิล

เรานั่งอยู่ตรงนี้เกือบชั่วโมง


แล้วก็คิดว่าจะไปพม่า แต่!!! นึกขึ้นได้ว่าต้องใช้บัตรประชาชนค่ะ

ซึ่งตอนเช่ารถเค้ายึดบัตรไป


เราแวะเข้าที่พักก่อน

ลุงที่อยู่ที่พักก็ถามไปไหนมาบ้าง

เราก็เล่าๆและบอกลุงว่า "จะไปด่านเจดีย์สามองค์"

ลุงก็ถาม "ทำไมไม่ไปพรุ่งนี้" เราจะกลับพรุ่งนี้เช้าแล้วค่ะ

ลุงก็บอกให้รีบไปเลย ออกตอนนี้เลยนะ!!!!

นั่งสองแถวไปก็น่าจะแป๊บเดียวเห็นในรีวิว

ตอนนี้บ่ายสองครึ่ง ก็ไม่น่าถึงเย็นนะ เราก็งงๆ

เสร็จเราก็ออกไปที่ร้านเช่ารถ

สรุปได้สำเนามาแทน


เราก็ถามลุงเรื่องรถสองแถวไปพม่าเห็นรีวิวบอกไว้

ลุงก็บอกว่า

“อ๋อ รถเขียวตอนนี้ไม่น่าทันแล้ว หนูขับไปเนี่ย วิ่งออกทางแยกไปทางซ้ายนะ ประมาณ 30 กิโล”


อื้งเลยค่ะ 30 กิโล ตอนนั้นเจดีย์สามองค์ลอยออกไปแล้วค่ะ

ไม่น่าได้ไป เซงนิดๆตอนนั้น หน้าหงอยขับรถมาที่เซเว่น

แล้วหาน้ำเย็นๆกิน นั่งคิดว่าวันนี้จะทำอะไรต่อดี

แล้วตอนนั้นก็คิดได้ว่าลองขับออกไปแค่ถึงแยกไหม

อาจจะมีน้ำตกอะไรอย่างนี้ เราก็ขับออกไปเลยค่ะ ใส่หมวกกันน็อคด้วยนะคะ


ขับออกไปจนถึงแยกที่ลุงบอก มองไปทางก็ไม่ค่อยน่ากลัวมีรถเรื่อยๆแต่ไม่เยอะ

เลยขับไปอีกหน่อย เจอแม่น้ำซองกาเรีย ที่เป็นจุดเล่นน้ำว่าจะแวะเล่นนี่แหละ

แต่ก็ยังไม่หยุดขับไปอีก แล้วก็เห็นป้าย ด่านเจดีย์สามองค์ 9 กิโลค่ะ เฮ้ย อีกนิดเดียว

ขับไปจนสุดท้ายถึงด่านเจดีย์สามองค์แล้ว เย้!!!

ใช้เวลาเดินทาง เกือบ 1 ชั่วโมง

ทางที่ขับรถเข้าด่านสวยมากค่ะ

ถึงแล้ว ในภาพคือน้ำเย็นๆที่เรากินในเซเว่นค่ะ 555555555 รู้เลยว่าเป็นนุช

พอแลกบัตรเข้าด่านเสร็จก็เดินสบายใจเข้ามาเลยค่ะแต่ชะงักตอนได้ยินเสียง

“จะปะหน่าย” นั้นไง ตามรีวิวเป๊ะ โดนไป 40 บาทค่ะ

ค่าผ่านด่าน แล้วเราก็เดินหาวินค่ะ บอกว่าไปตลาดตามที่อ่านรีวิวมา

ก็เดินเล่นไปจนถึงของสดเลยค่ะ

ของที่ขายก็มีรู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง

แต่เนื่องจากเป็นคนสมุทรสาครแต่กำเนิด

เราเลยมีความคุ้นเคยกับพม่าบ้าง

และก็มาเจอของดีพม่าค่ะ เห็นเค้ายืนกินกันอยู่เลยเดินไปกินด้วยเลย

เป็นเครื่องในเสียบไม้ขาย มีน้ำซุป หอมกลิ่นคล้ายๆพะโล้

จิ้มกับน้ำจิ้มมีสองแบบซีฟู้ดกับซอสพริก ทีแรกเราก็จิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดค่ะ

แล้วพี่ที่ยืนข้างๆก็บอกให้ลองซอสพริก เราก็จิ้มเลยค่ะ อร่อยกว่าซีฟู้ดอีกค่ะติดใจเลยทีนี้ไม่เอาซีฟู้ดแล้ว กำลังจะจ่ายเงินเค้าก็ให้ลองกินน้ำซุปค่ะ

เราก็กิน อร่อยอีกแล้ว 555 กินจนหมดชาม กินไป 20 ไม้ค่ะ ต้องรีบไป พี่วินรออยู่

ค่าวินอีก 60 เดี๋ยวมาสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดตอนท้ายนะคะ

กลับสังขละแล้วค่าาาาา ระหว่างทางก็แวะแม่น้ำซองกาเรียถ่ายรูปอย่างเดียว

เค้าว่าทุกทริปจะต้องมีจุดพีค เราว่าจุดพีคของเราคือ

การขับมอเตอร์ไซค์ไปด่านคนเดียว โดยที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำและไม่กล้าทำด้วย

แต่พอเริ่มที่จะออกเดินทาง พยายามไปทีล่ะนิด และมีความสุขกับทุกระยะทางที่ผ่านไป

รู้อีกทีมันก็ใกล้ถึงจุดหมายแล้ว

พอถึงที่พักก็ 5 โมงครึ่งแล้วก็เลยอาบน้ำไปตลาดซื้อของกินและเครื่องดื่มแล้วมา

นั่งดูละครค่ะ 5555555 ภารกิจพรุ่งนี้คือเติมน้ำมันและไปขึ้นรถหวานเย็นตอน 7 โมงเพื่อไปขึ้นรถไฟให้ทันรอบเที่ยงค่ะ



ตื่นมาก็เกือบ 7 โมงล่ะค่ะ เราเลยรีบไปเติมน้ำมันและให้ลุงไปส่ง

ลุงบอกว่ารถหวานเย็นมันช้า ไปรถตู้ดีกว่า ลุงก็ไปส่งขึ้นรถตู้

เราก็มาขึ้นรถตู้แบบงงๆ รถตู้ก็ดีเหมือนกัน

จะได้ทันรถไฟขึ้นรถตู้มาก็กินยาแก้เมารถค่ะ

แต่เค้าให้กินก่อนเดินทาง 30 นาทีไง แล้วทางก็ขดเขี้ยว เลี้ยวไปเลี้ยวมา

ยาแก้เมาไม่ได้ช่วยเลยค่ะ ทรมานอยู่สัก 40 นาที รถก็มาถึงทองผาภูมิค่ะ

มารับคนที่ท่ารถ แล้วก็ไปต่อค่ะ เราลงไทรโยคน้อยเพื่อจะไปขึ้นรถไฟ


น้ำเยอะแต่คนน้อยมาก เราก็ไปแตะๆน้ำแล้วก็หาทางไปสถานีรถไฟ ถามทางเจ้าหน้าที่ดู เค้าก็อาสาไปส่งเลยค่ะ เค้าบอกรอรถนาน เห็นหน้าพี่เค้าโหดๆแต่ พี่เค้าใจดีมากเลย


ถึงสถานีรถไฟตอน 9.45 น. รถไฟมา 12.55 น อีก 3 ชั่วโมง!!!!

อยากกลับไปที่น้ำตกเหลือเกินตอนนี้ ไม่มีอะไรทำเลยค่ะ เห็นมีร้านอาหารอยู่ฝั่งตรงข้ามเลยข้ามไปกินข้าวก่อน


ข้าวผัดปลาหมึก กับกาแฟลาเต้ จะได้ไม่หลับค่ะ

จะได้ไม่พลาดวิวของเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุดในประเทศ


จากนั้นก็นั่ง เดิน นอน ถ่ายรูป ทำทุกอย่างที่ทำได้ รอรถไฟมา

มาแล้วค่า รถไฟค่อนข้างตรงเวลาค่ะ จอดอยู่ที่สถานีประมาณ 10 นาที

แล้วก็ออกเดินทาง

จะไปดูเส้นทางสายมรณะค่ะอยากเห็นวิวที่เค้าว่าเป็นวิวเส้นทางรถไฟที่สวยที่สุด

ในประเทศไทย แต่ นี่คือสิ่งที่ เราได้เห็นค่ะ

จขกทนั่งผิดฝั่ง 55555 โอ๊ยยยยยยยย อยากด่าตัวเอง แต่เกรงใจฝรั่งที่นั่งตรงข้าม

เลยตัดสินใจนั่งหลับเลยค่ะไม่ดูวิวแล้ว รถไฟถึงสถานีนครปฐมเวลา 17.30 น.

ขี้นรถตู้กลับมอ ถึงมหาวิทยาลัยโดยสวัสดิภาพค่ะ


ขอขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบนะคะ

สรุปค่าใช้จ่าย

วินไปท่ารถตู้ 20 บาท ค่าที่พัก 2 คืน 400 บาท

รถตู้ไป บขส กาญ 80 บาท ค่าเช่ามอเตอร์ไซต์ 300 บาท

วินไป-กลับพิพิธพัฒน์ 40 บาท ซื้อของที่ตลาด 105 บาท

ค่าเข้าชม 10 บาท ใส่บาตร 99 บาท

ข้าวเซเว่น 70 บาท นั่งเรือ 100 บาท

ค่ารถไปสังขละบุรี 130 บาท ดอกไม้ ปะแป้ง 50 บาท

ค่าวินเข้าที่พัก 20 บาท โจ๊ก 15 บาท


ของฝาก 200 บาท

ก๋วยเตี๋ยว 25 บาท

หมูจุ่มพม่า 20 บาท

ค่าผ่านด่านพม่า 40 บาท

เข้าเซเว่น 125 บาท

รถตู้กลับ 175 บาท

รถไฟกลับ 31 บาท

รถตู้กลับมอ 30 บาท

รวม 2085 บาท




ความคิดเห็น