เมษาหน้าร้อน ร้อนแบบทำถึงสุด ๆ และเป็นฤดูกาลเปิดการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ป้ะ!!! จองให้ได้ และไปกระโดดน้ำกั๊นนนนนนน เพื่อความสะดวกในการอ่าน และง่ายสำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการข้อมูลเพียงบางอย่าง เราขอแบ่งส่วนเนื้อหาเป็น 4 Part ดังนี้
1. การจอง
2. แผนการเดินทางคร่าว ๆ
3. บันทึกการเดินทาง
4. ค่าใช้จ่าย











Part 1 : การจอง
เดินยากพอทน แต่จองยากพอเลย ... ปีนี้เราเฝ้าจอรอกดจองแทบทุกวันจนรู้ทริคบางอย่าง วันนี้จะมาแชร์ให้ได้ทราบกัน

1. กดติดตาม ติดดาวแฟนเพจของอุทยานเอาไว้เพื่อรับข้อมูลข่าวสารของช่วงนั้น ๆ ลิงค์เพจ เพจ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู
2. ช่วงเวลาเปิดจอง คือ มกราคม ของทุกปี
3. จองผ่าน Google Form เตรียมข้อมูลที่จะต้องกรอกตามนี้ (จองได้ครั้งละ 2 คน)

4. ขั้นตอนสำคัญคือตรงนี้แหละ
1) แอดมินจะแจ้งข้อมูลรอบการจองล่วงหน้าพร้อมเวลาในการโพสต์ลิงค์
2) เราต้องเล็งรอบที่เราต้องการเอาไว้ให้ดี
3) เมื่อใกล้ถึงเวลาโพสต์ลิงค์แบบฟอร์มลงทะเบียน ให้เข้าไปที่หน้าเพจและไม่ต้องรีเฟรชบ่อย ๆ ให้รีเฟรชเมื่อถึงเวลาเป๊ะ ๆ แค่ครั้งเดียวพอ
4) แอดมินจะโพสต์ลิงค์พร้อมกับภาพถ่ายแจ้งรอบและเวลา เฟสบุ๊คมันจะดีเลย์นิดนึงที่หน้าแรก มันจะยังไม่ขึ้นที่หน้าฟีด เราต้องฉวยโอกาสนี้ เข้าไปที่คลิกที่รูปภาพของเพจ เราจะเห็นลิงค์ก่อน (ใช้ทริคนี้ได้กับทั้งคอมฯ และมือถือ)


5) ตั้งใจกรอกข้อมูลให้ถูกต้องที่สุดในชีวิต เพราะถ้าผิดไปนิดเดียว คือถือว่าการจองนั้นเป็นโมฆะ
6) ที่สำคัญอีกอย่างคือ ห้ามลงทะเบียนซ้ำในรอบเดียวกันโดยเด็ดขาด หากซ้ำจะถือว่าการจองนั้นเป็นโมฆะเช่นกัน (จองสำเร็จ 2 อัน = อดไป ต้องไปจองใหม่อีกฮึบนึงในรอบอื่น ห้ามลงซ้ำเด็ดขาด)
7) สุดท้ายนี้ ไม่รับ Walk In ใด ๆ เพราะคนสละสิทธิ์เป็นศูนย์ มีให้เปลี่ยนสิทธิ์ได้ 1 ครั้ง ทัวร์น่าจะใช้ทริคนี้ในการกดจองลงทะเบียนไปก่อน แล้วค่อยไปแจ้งเปลี่ยนชื่อล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันก่อนเดินทาง
8) หลังจากที่จองสำเร็จจะประกาศรายชื่อหน้าแฟนเพจ และเราต้องส่งเอกสารยืนยันพร้อมชำระค่าธรรมเนียม ภายใน 1 วัน (ขั้นตอนนี้มีคนหลุดจองพอสมควร หน้าเพจจะแจ้งลงทะเบียนเก็บตกอีกครั้ง ถ้าเราจองไม่สำเร็จในครั้งแรก ยังมีโอกาสจองรอบเก็บตก สู้ดิวะอิหญิง!!)

9) เจ้าหน้าที่จะตอบกลับคอนเฟิร์ม พร้อมส่งรายละเอียดการเดินทางมายังอีเมล์ที่เราส่งหลักฐานไป
10) ก่อนวันเดินทาง 1 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่จะโทรมาคอนเฟิร์มอีกรอบ สามารถสอบถามรายละเอียดที่ต้องการทราบเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่โดยตรงได้
*** อุทยานสวย ๆ ดัง ๆ เดินยากแค่ไหนคนก็ไม่หวั่น ผู้คนต้องการเข้าหาธรรมชาติมากขึ้น เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น จองได้ก็ไป จองไม่ได้ก็พับไว้ก่อน ปีหน้าฟ้าใหม่ค่อยวนกลับมาจองใหม่ ระหว่างนี้ก็ไปที่อื่นก่อน สถานที่ธรรมชาติในไทยสวย ๆ เยอะ ระหว่างที่จองไม่สำเร็จเราก็ไปดูที่อื่น ๆ ก่อน ขอให้มองเห็นความสวยงาม

Part 2 : แผนการเดินทาง หลังจากได้รับการยืนยันการจอง เราก็ได้ทำการวางแผนล่วงหน้าเล็กน้อย หาที่กินที่แวะไว้บ้างนิด ๆ หน่อย ๆ ถึงหน้างานเปลี่ยนแผนได้ไม่ใช่ปัญหา เอาที่สะดวก เราเริ่มเดินทางจากราชบุรี เพื่อน ๆ สามารถเอาไปปรับใช้ได้ตามสะดวก






Part 3 : บันทึกการเดินทาง

ทริปนี้เราเดินทางกัน 5 คน พี่รมย์ น้องดรีม หลานแซมบัค พี่ใหม่ และเราเอง พี่รมย์ น้องดรีม และแซมบัค เดินทางจากกรุงเทพฯ มาพักผ่อนหยุดยาวช่วงสงกรานต์ที่ราชบุรี ทำให้เราได้สตาร์ทจุดเริ่มที่ราชบุรีพร้อมกันและเอารถไปคันเดียว นอกจากจะประหยัดน้ำมันแล้วยังสามารถสลับกันขับได้เนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกล (แต่ความจริงคือพี่รมย์แกก็ขับคนเดียวนั่นแหละ อิอิ)
Day 1 : 11 เมษายน 2026
ออกเดินทางประมาณ 10.30 น. และแวะทานมื้อกลางวันร้านส้มตำร้านเด็ด มีเมนูหลากหลายทั้งอาหารและเครื่องดื่ม รสชาติอร่อยมากกกก ที่จอดรถปัจจุบันสะดวกสบาย นั่งทานกันแบบไม่ร้อนเพราะทางร้านติดแอร์ให้ฉ่ำ ใครผ่านไปผ่านมาแวะมาลองกันได้ ชื่อร้าน "ตำกะแฟ ราชบุรี"


ระหว่างทางพวกเราแวะไหว้พระที่ "วัดถ้ำพุหว้า" เป็นวัดที่อยู่ภายในถ้ำที่มีลักษณะเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ หน้าถ้ำจะมีปราสาทหินทราย เป็นรูปแบบของศิลปะขอมโบราณประยุกต์ขนาดใหญ่สีน้ำตาลแดง มีลวดลายประณีตที่สวยงาม บรรยากาศรอบโดยวัด จะมีภูเขาและป่าไม้ล้อมรอบ มีความร่มรื่น และจัดระเบียบได้สวยงามลงตัว


จากนั้นมุ่งหน้าตรงยาว ๆ โดยปักหมุดตามที่เจ้าหน้าที่แจ้ง เนื่องจากเส้นทางหลักใน Google map กำลังก่อสร้างถนนใหม่อยู่ ระหว่างนี้ให้ใช้เส้นทางโดยปักหมุดให้ไปผ่านที่ "ที่พักสายตรวจเกริงกระเวีย" ก่อน แล้วจึงปักต่อไปที่ "อุทยานแห่งชาติลำคลองงู" แต่ก่อนจะไปถึงอย่าลืมแวะเติมเสบียงและน้ำมันรถกันด้วย เพราะปั้มน้ำมันค่อนข้างห่างไกลกันมาก (และสถานการณ์น้ำมันยังไม่แน่นอน เติมเต็มถังไว้ก่อน)

หลังจากผ่านจุดตรวจเกริงกระเวียมาแล้ว ทางค่อนข้างชัน บางเนินชันยาวมาก มีจุดหนึ่งที่รถแรงส่งไม่พอ เนื่องจากเราขนของค่อนข้างเยอะ รถค่อนข้างหนัก พวกเราลงเดิน 3 คน ชิล ๆ (ฮ่า ๆ ๆ จริง ๆ ก็ไม่ค่อยชิลเท่าไร เล่นเอาหอบอยู่)

ช่วงสุดท้ายก่อนเข้า "หน่วยพิทักษ์ป่าเขาพระอินทร์" ถนนคอนกรีตยังเข้าไม่ถึง ยังเป็นลูกรังอยู่ (แต่ถนนที่กำลังทำจะมาจรดที่ตรงนี้แหละ) ก่อนเข้ามากางเต็นท์ที่หน่วยฯ สามารถแวะ "น้ำตกนางครวญ" เป็นน้ำตกที่สวยมาก ๆ อีกที่หนึ่งของกาญจนบุรี มีช่วงที่เปิด - ปิด สามารถติดตามได้ที่เพจอุทยานฯ เนื่องจากบางช่วงมีช้างป่าเข้ามาหากิน

เราแวะสั่งข้าวกล่องร้านอาหารตามสั่งหน้าหน่วยฯ ไว้สำหรับเป็นมื้อเย็นแล้วจึงไปต่อยังหน่วยฯ เพื่อกางเต็นท์ จุดนี้เราต้องชำระค่าธรรมเนียมอุทยานฯ ค่าประกันอุบัติเหตุ และสามารถติดต่อเช่าอุปกรณ์ได้ เช่น เต็นท์ ถุงนอน แผ่นรองนอน เป็นต้น และสามารถนำปลั๊กมาต่อพ่วงไฟได้ ค่าบริการ 100.- บาท

แดดเกือบจะร่ม ลมกำลังจะตก เวลาดีสำหรับการกางเต็นท์ นักท่องเที่ยวสามารถนำรถเข้ามายังจุดกางเต็นท์ได้ แต่เมื่อขนของเรียบร้อยแล้ว ต้องย้ายไปจอดยังที่จอดที่จัดไว้ให้บริเวณทางเข้า เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

แม้ว่าจะเป็นฤดูร้อน แต่อุณหภูมิต่ำสุดของที่นี่ ล่าสุดคืนก่อน 17 ํC อากาศค่อนข้างดีเลยทีเดียว แต่ช่วงนี้อาจจะยังมีไฟป่าหลง ๆ อยู่บ้าง

Day 2 : 12 เมษายน 2026
อรุณสวัสดิ์ เช้านี้สดใสมาก ๆ เลย หลับสบายเนื่องจากอากาศเย็นกำลังพอดี ตื่นแต่เช้าล้างหน้าแปรงฟัน จากนั้น 07.30 น. ลงทะเบียน โดยเจ้าหน้าที่จะทำการรวมกลุ่มให้ ขั้นตอนนี้ต้องยื่นบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้เดินทางทุกคน (หรือเอกสารราชการอื่นที่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ เช่น ใบขับขี่ พาสปอร์ต เป็นต้น)


ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ระหว่างนี้เจ้าหน้าที่จะทำการจัดกลุ่มให้ครบตามจำนวนคน พวกเราก็เดินไปกินข้าวร้านเดิมด้านหน้าหน่วยฯ (ซึ่งเราสั่งไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อวานแล้ว)

เช้านี้มีร้านกาแฟสดมาเปิดให้บริการด้วยน้า อาโหร่ยยยยยย หิ้วกันคนละแก้ว


ทานมื้อเช้าเรียบร้อยแล้ว เราก็กลับไปยังที่ทำการ ต่อไปเจ้าหน้าที่จะทำการพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติต่าง ๆ พร้อมทั้งแจกจ่ายเสื้อชูชีพ และรอเรียกคิวขึ้นรถพร้อมกับกลุ่มที่เจ้าหน้าที่จัดให้ ตื่นเต้น ๆ ๆ


พวกเรารวมกลุ่มได้กลุ่มที่ 3 เจ้าหน้าที่นำทางและทีมมัคคุเทศน์ของพวกเราที่ดูแลพวกเรา 3 คน ต่อพวกเรา 10 คน ทั้งสามคนอัธยาศัยดี และทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเต็มที่และน่าชื่นชมมาก ๆ
เริ่มจากการนั่งรถจากที่ทำการไปยังจุดเริ่มเดิน ระหว่างที่นั่งรถนั้นก็มีน้ำมนต์จากฉี่จั๊กจั่นพรมให้ตลอดทาง

และเดินเท้า กระโดดน้ำ ลอยคอในเส้นทางธรรมชาติ เดินวนในลักษณะเลข 8 ดังนี้

1. จุดเริ่มเดิน -> 2. ป่าไผ่ -> 3. จุดชมวิวผานกนางแอ่น ทางเดินมีขึ้นมีลง ระยะไม่ไกลแต่ก็ทำเอาหอบได้เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นฤดูร้านแต่อากาศที่นี่ค่อนข้างโฟล์วดีและไม่ได้ร้อนเลยจริง ๆ แต่มนุษย์แฟนก็น่ารัก ได้ยินเสียงหอบแฮ่ก ๆ ก็ช่วยเอาพัดลมมาพัดให้สดชื่นขึ้นไปอีก ขอบคุณค้าบบบ









3. จุดชมวิวผานกนางแอ่น -> 4. ประตูทะลุมิติ -> 5. ถ้ำนกนางแอ่น การเดินป่าที่นี่ เจ้าหน้าที่แนะนำให้สวมเสื้อผ้ามิดชิด เพราะนอกจากจะป้องกันแสงแดดที่แผดเผา หรือป้องกันกิ่งไม้ใบหญ้าขูดข่วนแล้ว ที่นี่ยังมี "น้องผึ้งป่าตัวน้อย ๆ " ที่พร้อมจะต่อยใครก็ได้จำนวนมากอีกด้วย การใส่เสื้อแขนยาวช่วยลดโอกาสโดนผึ้งต่อย เพราะมันทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันระหว่างผิวหนังกับเหล็กในของผึ้ง ทำให้ผึ้งไม่สามารถเจาะถึงผิวได้ง่าย และยังช่วยลดการดึงดูดความสนใจของผึ้งหากเลือกสีเสื้อผ้าอ่อน ๆ ไม่ฉูดฉาด




6. จุดกระโดดน้ำที่ 1 จุดนี้สูงประมาณ 3 เมตร มีจังหวะใจหวิว ๆ อยู่เหมือนกัน ตัดใจกระโดด ตู้มมมมม!!!! รู้สึกปลดล็อค รู้สึกมีพลัง จังหวะที่โดดเหมือนใจได้ปล่อยพลังไปสุด ๆ และหลังจากที่หัวโผล่พ้นน้ำพลังที่ถูกใช้ไปก็เหมือนกลับถูกชาร์จกลับมาเต็มเปี่ยม บอกไม่ถูก รู้แต่ว่ามันโคตรจะดี


เมื่อกระโดดจากจุดที่ 1 เรียบร้อยแล้ว มัคคุเทศน์กำชับให้นักท่องเที่ยวทุกคนลอยคอและหาที่ปักหลักกันในน้ำก่อน เพื่อรอรวมกลุ่มกันจนครบ 10 คน แล้วจึงไปกันต่อ น้ำใสไหลเย็นชุ่มฉ่ำไปถึงหัวใจเลย
จุดต่อไปคือการลอยคอในน้ำใส ๆ เย็น ๆ จุดนี้เป็นจุดที่เราชอบมาก ๆ น้ำค่อนข้างสูง ไหลลอยตามน้ำไปโดยเจ้าหน้าที่แนะนำเป็นอย่างดี วิธีการลอยตัวที่ถูกต้องคือ ปล่อยตัวตามสบายโดยยื่นเท้าไปด้านหน้า และใช้เท้าดันสิ่งกีดขวางเพื่อบังคับทิศทาง นอกจากพวกเราทุกคนต้องดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว เจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ท่านจะคอยสอดส่องดูแลพวกเราอยู่ตลอด หูตาไวมาก ทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ น้อง ๆ จะสังเกตว่าใครกำลังเผชิญสถานการณ์ยากลำบากอยู่ และจะคอยช่วยเหลือตลอด มีการช่วยลากให้ล่องไปในเส้นทางที่ถูกต้อง ช่วยพยุง ช่วยหิ้ว ช่วยดูแลสัมภาระ ช่วยให้กำลังใจ ช่วยให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ สารพัด ฯลฯ ต้องขอบคุณน้อง ๆ มาก ๆ จริง ๆ
7. ทางเข้าถ้ำ ระหว่างลอยคลออยู่ เราต้องใช้ความระมัดระวัง จึงไม่ได้เอาอะไรออกมาถ่ายรูปไว้เลย แต่ตอนที่ลอยมาจนสุดทาง ช่วงน้ำตื่นที่สามารถยืนได้ เราก็ควักออกมาถ่ายเก็บไว้


8. จุดลอยตัวน้ำเชี่ยว จุดนี้เราเห็นก็ต้องร้อง โอ้ว!!! มันไปได้จริง ๆ ใช่ไหม? แต่ประเมินสถานการณ์แล้ว น้ำค่อนข้างลึก และมีเชือกให้จับ เราแค่ต้องไม่ปล่อยมือจากเชือกเด็ดขาด สู้!!


สำหรับใครที่พ้นน้ำเชี่ยวไปก่อน ให้หาที่ปลอดภัยปักหลักรอเพื่อนสักครู่ จากตรงนี้มองออกไปเห็นปากถ้ำคือสวยมากกกก และเมื่อสมาชิกครบถ้วน 10 คน พวกเราก็ไปกันต่อ โดยลอยคลอหวิว ๆ ในถ้ำไปอีกเล็กน้อย

ก่อนถึงปากถ้ำ จุดนี้สวยมาก ๆ ต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นอีกเล็กน้อย เพราะภายในถ้ำมีหินขนาดใหญ่มาก ใหญ่ กลาง เล็ก ไปจนถึงเล็กมาก ขนาดไม่เท่ากัน พื้นไม่สม่ำเสมอ บางจุดลื่นปรื้ดดดด บางมุมมีเหลี่ยมมีคม ท่องไว้ ไม่ประมาทกันน้าาาา





9. ม่านน้ำตก น่าจะด้วยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหินปูน น้ำจากลำห้วยกัดเซาะหินปูนจนเกิดโพรงถ้ำและหน้าผา ทำให้เกิดน้ำตกและถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยสวยงาม เราเดินเท้าไต่ความชันไปเรื่อย ๆ จนพบกับม่านน้ำตก แม้ตอนยังไม่ต้องเห็นแค่ได้ยินเสียงก็สดชื่นมาก ๆ แล้ว พอเห็นต้องร้องว่าสวยมากอีกรอบที่สองร้อย น้ำตกนี้ทำให้เข้าใจถึงความสำคัญของป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำและลำห้วยที่ไหลลงสู่เขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ ซึ่งถูกนำไปใช้ผลิตน้ำประปาให้กับชุมชนเมือง ช่วยหล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกใกล้เมือง ทำให้มีผลผลิตทางการเกษตร อีกทั้งช่วยรักษาความชุ่มชื้นของป่าและพื้นที่รอบ ๆ ทำให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ซึ่งเราคนเมืองล้วนได้รับประโยชน์ สิ่งที่เราสามารถทำเพื่อธรรมชาติได้ง่าย ๆ เลยก็คือ คือ เราต้องเป็นนักเดินทางท่องเที่ยวที่ดี ปฏิบัติตามกฎระเบียบของอุทยานฯ หรือคอยเป็นหน่วยเสบียง คอยสนับสนุนและให้ความร่วมมือต่าง ๆ เมื่อมีโอกาสตามกำลัง คนทางนี้เป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่อุทยานทุกคนเสมอน้า


10. จุดพักใจ จากปากถ้ำ เราต้องเดินชันไปเรื่อย ๆ จนเจอกับน้ำตก และจะมาหยุดตรงที่จุดสูงสุด ซึ่งมันจะมีอาการหอบอีกแฮ่กหนึ่ง ก่อนจะเป็นทางลงไปเจอกับหินเอเลี่ยน และกระโดดน้ำจุดที่ 2 ต่อไป


11. หินเอเลี่ยน จุดนี้จะเป็นถ้ำขนาดใหญ่มาก มีหินงอก หินย้อย รูปร่างแปลกตามากมาย ต่างกันไปตามจินตนาการของผู้มอง และที่เรียกว่าหินเอเลี่ยน ก็เพราะว่ามันแลดูคล้ายกับเอเลี่ยนในภาพยนต์ชื่อดัง "Aliens VS Predator | สงครามชิงเจ้ามฤตยู" แต่ก็เห็นด้วยนะมีความคล้ายมากจริง ๆ ด้วย นอกจากหินเอเลี่ยนแล้ว ยังมีหินขนาดใหญ่รูปทรงอื่น ๆ อีกด้วย เช่น หินมือแม่นาค และ หินงูยักษ์อนาคอนด้า



12. จุดกระโดดน้ำที่ 2 จุดนี้มีความน่ากลัวกว่าจุดแรก เนื่องจากจุดตั้งหลักในการกระโดดเป็นหน้าผา ชันตั้งฉาก 90 องศา และที่ยืนก็น้อยนิดเหลือเกิน ความสูงช่วง มี.ค. จะอยู่ราว ๆ 6 เมตร แต่เนื่องด้วย เม.ย. น้ำจะลดลง ทำให้ความสูง ณ วันนี้คือ 7 เมตร (ถึงกับป้องปากและโอ้มายก้อด โอ้มายก้อด) ช่วงที่กระโดดทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก ไม่ทันได้ถ่ายรูป และจุดให้ยืนมั่นคงก็มีจำกัด แคปจากในวีดีโอมาให้ดูบรรยากาศพอเนาะ


-> 13. ป่าดึกดำบรรพ์ - > กลับมายังจุดเริ่มเดิน จากจุดกระโดดน้ำจุดที่ 2 เราจะต้องลอยคอออกไปยังปากถ้ำ ก่อนออกจากปากถ้ำมีน้ำตกเล็ก ๆ อยู่เยื้อง ๆ ไปด้านหน้า ทำให้น้ำค่อนข้างไหลแรง และต้องพยายามจับเชือกให้มั่น ถ้ายังไม่ถึงจุดที่ยืนได้ อย่าเพิ่งปล่อยมือจากเชือก ก่อนที่จะเดินชัน (อีกแล้ว) ผ่านป่าดึกดำบรรพ์กลับไปยังจุดเริ่มเดิน



ถึงจุดเริ่มเดิน ก่อนจะแยกย้ายพวก เราถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึก ได้มิตรภาพดี ๆ เพิ่มอีกเพียบเลย สนุกมาก ยินดีที่ได้พบค่าาาาาา

จากนั้นพวกเราก็นั่งรถกลับไปยังที่ทำการ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บเต็นท์ และเดินทางกลับ ขากลับไปสำรวจเส้นทางจากเพื่อน ๆ นักเดินทางท่านอื่น ๆ ว่ามาทางไหน กลับทางไหนดีน้าาา และเราเลือกกลับคนละทาง ทางค่อนข้างยากลำบาก แต่รถเก๋งคันน้อย ๆ ของเราก็พอไปได้จนสุดทาง

แวะกินมื้อกลางวันระหว่างทางก่อนออกจากทองผาภูมิ และแวะดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ ให้ชื่นใจ พร้อมกับดูพระอาทิตย์ตกขอบเขา สวยจูงงงงงงงง


จากนั้นก็เดินทางต่อยาว ๆ กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ พร้อมกับร่องรอยความบอบช้ำเล็กน้อยตามร่างกาย 555+ เพื่อน ๆ ที่เคยไปได้รับประสบการณ์อะไรบ้าง เล่าสู่กันฟังได้นะ ...

Part 4 : สรุปค่าใช้จ่าย รวมทุกอย่างเบ็ดเสร็จ ค่ากิน ค่าเที่ยว ค่าแวะ ค่าอะไรต่อมิอะไร ตกคนละ 1,500.- รายละเอียดตามนี้เลยจ้า


ช่องทางการติดต่อที่เป็นสาธารณะของเราคือ IG : cha.char.charri หากอยากถามอะไรเพิ่มเติมยินดีให้ข้อมูลน้าาาาา ทักมาได้เล้ยยยยย สำหรับทริปนี้ ลาไปก่อน สวัสดีค่าาาาา
Charri
วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569 เวลา 21.53 น.







