รีวิวที่พักวิวหลักล้านที่เลห์ ลาดัก และประสบการณ์ซิ่ง Royal Enfield จากเลห์ไปถึง Moonland รีวิวโดย Suwisa Klaiklueng

สวัสดีอีกครั้งนะคะ ทีแรกกะว่าจะไม่มารีวิวอะไรเลย เพราะรีวิวเกี่ยวกับการเดินทางไปยังเมืองเลห์นั้น ค่อนข้างมาก ละเอียดมากๆ ซึ่งเราเองก็อาศัยรีวิวของเพื่อนๆนี่แหละค่ะ ช่วยเราในการวางโปรแกรมเที่ยวได้มากจริงๆ ขอบคุณค่ะ ที่เลห์ นอกจากความประทับใจ ความตื่นตาตื่นใจในสภาพภูมิประเทศแล้ว ลำดับต่อมาที่ทำใ

รีวิวที่พักวิวหลักล้านที่เลห์ ลาดัก และประสบการณ์ซิ่ง Royal Enfield จากเลห์ไปถึง Moonland

รีวิวที่พักวิวหลักล้านที่เลห์ ลาดัก และประสบการณ์ซิ่ง Royal Enfield จากเลห์ไปถึง Moonland

 วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561 เวลา 15.09 น.

 วันที่เดินทาง 11 เม.ย. 2560

สวัสดีอีกครั้งนะคะ



ทีแรกกะว่าจะไม่มารีวิวอะไรเลย เพราะรีวิวเกี่ยวกับการเดินทางไปยังเมืองเลห์นั้น ค่อนข้างมาก ละเอียดมากๆ ซึ่งเราเองก็อาศัยรีวิวของเพื่อนๆนี่แหละค่ะ ช่วยเราในการวางโปรแกรมเที่ยวได้มากจริงๆ ขอบคุณค่ะ

ที่เลห์ นอกจากความประทับใจ ความตื่นตาตื่นใจในสภาพภูมิประเทศแล้ว ลำดับต่อมาที่ทำให้เมืองนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยว และมันมีสเน่ห์มากจริงๆคือความมีน้ำใจของคนพื้นที่ค่ะ คนพื้นที่น่ารักมากๆจริงๆ เรามองเห็นถึงความมีน้ำใจ อัธยาศัยไมตรีที่ดีและจริงใจมากๆจากคนพื้นที่แบบชนิดที่ว่าคาดไม่ถึงเลยค่ะ ยกตัวอย่างวันที่พวกเราไป Pangong lake หิมะหนามากๆรถติดหิมะไปไม่ได้ตลอดทาง ทุกครั้งที่ติด คนขับรถเกือบทุกคันจะรีบวิ่งไปคันที่ติด ขุดหาดินใต้หิมะมาช่วยกันโปรยลงใกล้ล้อเพื่อให้รถที่ติดไปได้ หลายครั้งที่กรูกันลงไปเข็นรถทั้งๆที่หนาวสุดๆ และยังมีอีกหลายๆเหตุการณ์ที่พวกเราประทับใจมากจริงๆ

ผู้คนที่ดูแลพวกเรา เช่น พนักงานที่บ้านพัก หรือไกด์ แม้แต่คนขับรถ ทุกๆคนก็ดีกับเรามากๆ เหมือนกับว่าพวกเราเป็นเพื่อน เป็นญาติยังไงอย่างนั้นเลยค่ะ เราเข้าใจคำว่าทำเพื่อให้ได้เงินนะคะ แต่คนที่นี่แตกต่าง เค๊าเหมือนกับว่า ตั้งใจทำด้วยความจริงใจเกินเงินไปมากๆ รู้สึกประทับใจกับผู้คนที่เราได้เจอ และดีใจที่ได้ไปเที่ยวเลห์ค่ะ



อินเตอร์เนต = 0 ค่ะ ไม่มีเลยแม้แต่วินาทีเดียว5555 แต่มันกลับดีค่ะ การไม่มีเน็ตมันทำให้พวกเราสนใจต่อสิ่งรอบๆตัวมากขึ้นจริงๆ ก็อยู่กันได้นะคะ ไม่เห็นอยากเล่นมากเท่าไหร่



เราไป Pangong lake , วัดต่างๆ , Khardungla Pass (อันนี้เราขึ้นไม่ถึง ทางปิดค่ะ) ทุกที่ที่ได้ไปประทับใจในความสวยงามมากๆ แต่ทุกที่มีคนรีวิวมากแล้ว วันนี้จึงขอเล่าเป็นประสบการณ์ และความประทับใจเกี่ยวกับการไปเที่ยวครั้งนี้นะคะ มีสองเรื่องที่เราคิดว่าน่าสนใจ และอาจเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมได้



1. ที่พัก ไม่แน่ใจว่ามีท่านใดเคยไปพักที่นี่หรือไม่แต่เท่าที่หาข้อมูลยังไม่เคยเห็นค่ะ เลยจะมาแชร์ที่พักสวยๆ วิวนี่เรียกว่าหลักพันล้าน และเหนือสิ่งอื่นใด การบริการที่ดีเยี่ยม กุ๊กกิ๊ก มุ้งมิ้ง ฟรุ๊งฟริ๊งจากพนักงานที่ที่พักนี้ค่ะ

2. การขี่มอร์เตอร์ไซด์ไปเที่ยวไกลถึงวัด Lamayuru อยู่ที่ Moonland ไปกันท่ามกลางอุณหภูมิที่หนาวมากกกกก



เริ่มที่บ้านพักค่ะ ชื่อ Woodyvu Stok House, Leh นะคะ

website: http://www.woodyvu.com/d/leh/woodyvu-stok-house

facebook page: https://www.facebook.com/WoodyVustays/

เจ้าของบ้านชื่อคุณ Sandeep เมล์ [email protected]

เซลเมเนเจอร์ชื่อคุณ Hitesh เมล์ [email protected]



ลักษณะบ้าน : เป็นบ้านปูนสองชั้นมีห้องพักทั้งหมด 5 ห้อง โดยใช้บ้านคนพื้นที่มาตกแต่งภายในใหม่เป็นแบบ Contemporary ห้องพักเป็นห้อง suite ทั้งหมด กรุ๊ป จขกท จองไปสี่ห้อง เหลือห้องเดียวไม่มีคนจองค่ะ กลายเป็นอยู่กันแบบไพรเวทเลยทีเดียว ที่เรียกว่าบ้าน เพราะเป็นบ้านจริงๆค่ะ มีรั้วรอบขอบชิด อยู่ในหมู่บ้าน Stok ห่างจากตัวตลาดประมาณ 15-20 นาที ทางเข้าเดียวกับ Stok Palace เลยค่ะ วิวดีจริงๆมีภูเขาดำทะมึนด้านหลัง และรอบๆเป็นทิวเขาสลับซับซ้อนสวยงามมากค่ะ เรียกว่าดีโดยรอบทั้ง 360อาศาเลยทีเดียว^^

ส่วนรูปล่างนี้เอามาจาก TripAdvisor นะคะ อยากให้เห้นภาพบ้านหน้าตรง จขกท ไม่ได้ถ่ายมุมด้านหน้าตรงมาค่ะ

ราคา: เทียบกับโรงแรมในตัวตลาด ถือว่าแพงอยู่ค่ะ แต่ถ้าเทียบกับวิวและการบริการถือว่าคุ้มมากค่ะ **เวลาจองที่พัก อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจนะคะ ว่าจองผ่านพวกเว็บทั้งหลายจะได้ถูกกว่า** ตัวอย่างเช่น บ้านหลังนี้ถ้าเช็คใน agoda ราคาไปถึงห้องละ 4-6 พันบาท (ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เข้าพัก) แต่ตอนนั้นบังเอิญว่า จขกท จองใน agoda เท่าไหร่ๆบ้านก็เต็มตลอด เลยตัดสินใจส่งเมล์สอบถามโดยตรง ทางที่พักแจ้งมาว่าช่วงเวลาที่ จขกท จองเป็นฤดูหนาว และยังไม่ทราบแน่นอนว่าอากาศจะเป็นอย่างไร สามารถเปิดให้จองได้ไหม



แต่ทางคุณ Hitesh ก็ให้ราคามาค่ะ ราคาอยู่ที่ 6,500 อินเดียรูปีต่อห้องต่อคืน (ราคาไทยราวๆ 3,250 บาท) ราคานี้รวมรถรับส่งไป,กลับสนามบินเลห์ และยังรวมอาหารเช้า,เย็นด้วยนะคะ ถูกกว่าใน agoda และเว็บอื่นๆ เฉยเลย



ห้องพัก มีทั้งหมดแค่ 5 ห้อง มีชื่อเรียกค่ะ

1. Orchard Suite

2. Apricot Suite

3. Willow Suite

4. Stok Suite

5. Khardungla Suite เป็น type สูงสุดของที่นี่ มีห้องเดียวค่ะ จ่ายเพิ่ม 2,000 รูปี (ราวๆ 1,000 บาทไทย) ห้องสวยมีระเบียงส่วนตัวแต่เรากลับคิดว่าไม่ใช่ห้องที่สวยสุดนะคะ น่าจะเป็นแค่ห้องที่ใหญ่สุด เราจ่ายเพิ่มไป เพื่อจะได้ห้องใหญ่ที่วางสองเตียงเป็นห้อง tripple ได้ค่ะ



โดยรวมทุกห้อง สวยหมดค่ะ สภาพห้อง โทรมกว่ารูปในเว็บนิดนึงค่ะ แต่ยังคงความสะอาด (สะอาดนี่สะอาดมากๆเลยค่ะ) ความโทรมที่ จขกทกล่าวถึง เป็นความโทรมของตัวบ้านภายนอก ระเบียงที่ผ่านหิมะปกคลุมมาหมาดๆ แต่เฟอร์นิเจอร์ก็ไม่ได้ดูโทรมนะคะ จะมีตัวบ้านเพิ่งผ่านฤดูหนาวมาเท่านั้น ตอนนั้นพนักงานกำลังช่วยกันทาสี ฯลฯ แต่ก็สวยงามค่ะ ไม่ได้รู้สึกว่าคุณหลอกดาวแต่อย่างใด



รูปในห้องพักขออนุญาตเอามาจากเว็บไซด์ TripAdvisor นะคะ รูปภาพที่จขกทถ่ายมันไม่ค่อยชัด และไม่ครบค่ะ ตอนอยู่ที่เลห์มันหนาวมากๆ จะขยับตัวก็เหมือนตัวสล็อต ช้า และหมดพลัง 5555 ความเร็วในการเดินเทียบได้กับเดินจงกลม 5555 และจขกทก็ไม่สบายด้วยค่ะ แต่ไม่ได้เป็น High Altitude Sicknessแต่อย่างใด เกิดจากการเมารถล้วนๆ นอกเรื่องทำไม แฮ่!



Orchard Suite อันนี้ส่วนตัวคิดว่าสวยกว่าห้องอื่นๆค่ะ มีประตูออกข้างนอกมีที่นั่งชมวิวส่วนตัว

Apricot Suite

Willow Suite

Stok Suite

Khardungla Suite


ภาพเพิ่มเติม ดูได้ที่ website ของทางที่พัก และ TripAdvisor นะคะ



หลังจากได้ราคามาก็ลังเลนิดหน่อยค่ะ ชั่งน้ำหนักระหว่างสะดวกสบายอยู่ในตลาดและราคาประหยัดกว่า หรือจะยอมจ่ายแพงขึ้นแถมอยู่ไกลเพื่อแลกกับวิว และความเงียบสงบ สรุปเลือกที่นี่ เพราะคิดไปเองว่าอย่างน้อย ถ้าใครสักคนป่วยจาก High Altitude Sickness แล้วต้องอยู่แต่ในที่พัก ก็จะได้มีวิวดีๆสวยๆดู และยังสามารถเดินเล่นชมวิวละแวกที่พักได้ ที่สำคัญคงได้พักผ่อนเต็มที่ยามเหนื่อยล้าจากการเดินทาง เพราะที่นั่นเงียบสงบมากๆค่ะ

รูปวิวจากที่พัก และบริเวณหมู่บ้านที่สามารถเดินเล่นได้ค่ะ

วิวมองจากหน้าต่างห้องนอนค่ะ

ตอนเช้าๆจะมีนกมาปลุกร้องจุ๊บจิ๊บๆ อิอิ

ราคาอาหารเพิ่ม

อาหารกลางวัน ถ้าทานที่บ้านมื้อละ 650 รูปีต่อคน ประมาณ 325 บาทไทยค่ะ หรือถ้าเป็น pack lunch คิด 200 รูปีต่อคน ประมาณ 100 บาท ในแพคประกอบด้วยแซนวิซ,ส้ม,กล้วย,ไข่ต้ม, ช๊อกกาเลต ค่ะ (ที่พักไม่ได้อยู่ในเมือง เพื่อความสะดวกเราก็เลยให้เค๊าจัดให้เลยค่ะ)



น้ำเปล่า มีให้ห้องละ 1 ขวดต่อวัน ถ้าขอเพิ่มขวดละ 50 รูปี (ประมาณ 25 บาทไทย) พวกเราซัดไปเต็มที่เอาออกไปข้างนอกด้วย หมดไป 24 ขวด (extra)



ชา,กาแฟ ไม่มีบิลเรียกเก็บเพิ่มค่ะ น่าจะรวมในราคาห้องแล้ว



เบียร์ ขวดละ 250 รูปี (แพงจุง) ราวๆ 125 บาทไทยค่ะ



ขอต่อเรื่องการบริการในคหนะคะ >>>

ต่อค่ะ



เรื่องการบริการ โอ่ยยยยยยยยยยยยยยยยย อันนี้พีคมาก อยากจะให้ซักห้าสิบดาวค่ะ 555 คือ บริการดีมากกกกกกก ไม่รู้จะบรรยายออกมาให้ทุกคนได้สัมผัสยังไง

พวกเราเข้าใจนะคะ ว่าคนอยากได้สตางค์ ย่อมทำทุกอย่าง แต่อันนี้คือมาเหนือมากค่ะ เราโครตจะเซอร์ไพร์ทุกสิ่งที่พวกพนักงานได้บริการเรา



คุณ Sandeep เจ้าของที่พัก เป็นคนอินเดียอยู่เดลี วันที่พวกเราเข้าพักวันแรก คุณ Sandeep บินมาจากเดลีเอง เพื่อนำอาหารมาให้พ่อครัว สาเหตุที่ต้องนำอาหารมาจากเดลีนั้น เนื่องจากว่าในฤดูหนาวของเลห์ จะไม่สามารถปลูกพืชผักใดๆ ทุกอย่างที่นั่น ต้นไม้ เมือง มองไปทางไหนจะเป็นสีน้ำตาล,ดำ,ขาว หมด อาหารหายากและราคาแพงทุกสิ่ง มีแอ๊ปเปิ้ลอย่างเดียวในตลาด ^^ แม้แต่ถนนที่เข้ามาในเลห์ ก็ถูกพายุหิมะถล่มปิดเส้นทางหมด เลยต้องเอามาจากเดลีทางเครื่องบิน (ก็คือการนำมาขายนั่นแหละ เข้าใจนะ เจ้าของอ่ะโน๊ะ ขอไม่ชมแล้วกัน แฮ่! ) คุณ Sandeep เป็นคนใจดีค่ะ อยู่ดูแลพวกเราต่อสองสามวัน คอยเอาที่ตรวจระดับออกซิเจนในเลือดมาวัด สั่งให้ทำอาหารที่เหมาะสมให้คนป่วยค่ะ



แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราทึ่งกันมากๆๆๆที่สุด คือพนักงานทุกคนในบ้านค่ะ (มีทั้งหมด 5 คน)



เริ่มเลยเมื่อไปถึงที่พักพ่อครัว (หล่อมากกก) อยู่ไทยเป็นดาราได้เลยค่ะ อ้าวนอกเรื่อง พ่อครัวจะมาคุยเรื่องอาหารว่าเราทานอาหารแบบไหน ไม่กินอะไร แล้วเค๊าจะจัดให้ตามที่เราต้องการ (เท่าที่ทำได้) แต่พวกเราก็ไม่ได้ขออะไร บอกไปว่าจัดมาเลยจ้าาาา เค๊าเลยแสดงอภินิหารจัดเต็มมาก พวกเราทึ่งในความสามารถมากๆ คือคุณพ่อครัวสามารถทำได้หลากหลาย แต่ละวันจัดไม่ซ้ำทั้งอาหารอินเดีย จีน เม็กซิกัน อิตาลี่ ฯลฯ และเมื่อเวลาผ่านไป เห็นว่าพวกเราเริ่มเบื่ออาหารนานาชาติ คุณเธอจัดส้มตำ ไก่ย่าง กะหล่ำผัดน้ำปลา ผัดมาม่า ที่รสชาติเกือบออริจินอลมาให้ โอวมายยยยยบุดด้า คือวันอาหารไทยพวกเรากรี๊ดหนักมาก ถึงขั้นให้ผู้จัดการเรียกพ่อครัวเข้ามาในห้องอาหารแล้วปรบมือให้รัวๆ

นอกจากนี้ ยังมีการทำขนมท้องถิ่นมาเซอร์ไพร้ คือพวกเรางง ขำ และบอกไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง มันมีความสุขค่ะ และดีใจมากค่ะ มันได้รับความอะไรบางอย่างจากพวกเค๊า มันเหมือนพวกเค๊าไปกุ๊กกิ๊กๆ ทำกันแล้วถือมาเซอร์ไพร้พวกเราได้ตลอดๆ แล้วดูพวกเค้ามีความสุขเวลาพวกเราทำท่า ว๊าวววว โว๊ววว อรูยยย ฮี้ววว 555 จัดมาให้ชมบางส่วนบางตอน ดูเอานะคะ ว่าน่ารักแค่ไหน 5555 พีคสุดคือวันสุดท้ายมีการอบเค้กแล้วบีบครีมตกแต่งลวดลายดอกไม้สวยงาม เขียนคำว่า Welcome มาให้พวกเรา Welcome อะไรจะกลับแล้ว 5555



ขนม snow man ตั้งใจปั้นมาก จนพวกเราไม่กล้าทาน 555 ล้อเล่นค่ะ ขนมทำจากมะพร้าว หอมมะพร้าวค่ะ ^^"

อันนี้พยายามจะทำส้มตำไทย แต่ใช้มะละกอสุกค่ะ แถมจัดมาเป็นรูปหัวใจ ฮาาาาาาาาาาา

ไก่ย่าง

เวลาเสิร์ฟอะไรก็บรรจงจัดกันมาก

นอกเหนือจากนี้ พวกเรายังได้รับการบริการอื่นๆที่ดีมากๆๆๆๆ จากพนักงานทุกคนในบ้าน บริการที่ดี อทิเช่น เช้าขึ้นมาพวกเค๊าจะรู้เวลาว่าเราจะออกไปไหนกี่โมง จะมาปลุกก่อนเวลา พร้อมชากาแฟเสิร์ฟถึงห้องทุกวันไม่เคยขาด



ถึงเวลาอาหารถ้าอากาศหนาวมาก ไม่สามารถทานอาหารในห้องอาหารได้ พวกเขาจะจุดเตาผิงในล๊อบบี้ ยกโต๊ะทานข้าวมาวาง เนรมิตล๊อบบี้เป็นห้องอาหาร รอพวกเราลงมาทานอาหารทุกมื้อที่ทานที่บ้าน เสิร์ฟอาหารทีละอย่าง ทีละคน ทานอะไร ไม่ทานอะไร หรือต้องการอาหารพิเศษแบบไหน บอกได้หมด ยืนรอคอยเสิร์ฟน้ำ ชา กาแฟ น้ำผลไม้ ด้วยความเต็มใจ ยืนเรียงแถวรอจนพวกเราทานเสร็จ ดูพวกเค๊ามีความสุขมากๆ ที่เห็นพวกเรามีความสุข มันเป็นบริการที่ไม่เคยพบเห็นค่ะ บอกไม่ถูกถึงความจริงใจที่ได้รับ ต้องสัมผัสเองจริงๆค่ะ



รูปการจัดโต๊ะอาหาร ที่ขนมาจากห้องทานข้าว แล้วจุดเตาผิงให้ เพราะกลัวพวกเราหนาว

ทุกครั้งที่ออกไปข้างนอก เมื่อกลับเข้ามาที่บ้านพัก พวกเค๊าจะรอเราที่หน้าบ้าน และรีบกุลีกุจอมาช่วยถือของเข้าบ้าน พร้อมเตรียมชากาแฟเสิร์ฟถึงห้องทุกครั้ง ไม่เคยต้องถาม



ก่อนนอนยังจะเอาชาสมุนไพรมาเสิร์ฟ พร้อมถุงน้ำร้อนให้นอนกอดอุ่นๆทุกคนทุกวัน ทั้งๆที่ในห้องก็มีฮีทเตอร์นะคะ



คืนสุดท้ายระหว่างที่เรานั่งรถเข้าบ้าน พวกเราเราสวนกับพ่อครัวและผู้จัดการที่ขับมอร์เตอร์ไซด์ออกไปข้างนอก วันนั้นพวกเราไม่ได้ทานอาหารที่บ้าน เพราะไปทานพิซซ่าในตลาดและชอปปิ้งมา ในรถพวกเราแอบเม้าท์ อุ้ยพ่อครัวไปเที่ยวแล้วจ้า วันนี้ไม่ต้องทำกับข้าว 55555 เปล่าเลย หลังจากนั้น พวกเขากลับเข้ามาพร้อมผ้าคล้องคอท้องถิ่นมาคล้องให้พวกเรา อารมณ์ประมาณ พวงมาลัยคล้องคอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ โอยยยยปลื้มมากค่ะ น้ำตาจะไหล



ขอยืมรูปบางส่วนจากเพื่อนๆที่ไปด้วยกันมานะคะ ขอบคุณเพื่อนๆมากค่า^^



จบรีวิวเรื่องที่พัก ต่อเรื่องซิ่ง Royal Enfield คห ถัดไปนะคะ

ต่อด้วยรูปวิวระหว่างทางที่ได้ขับขี่ Royal Enfield จากเลห์ไปถึง Moonland ค่ะ ระยะทาง 120 กม. (ไป-กลับ 240 กม.) OMG!!! พวกเราไม่ได้ขี่รถมอเตอร์ไซค์นานมากๆแล้ว หลังจบทริปยังมาคิดกัน โอยยย ทำไปได้น้อ 555



ปล. รูปถ่ายมาขี้เหร่กว่าของจริงเป็นสิบเท่าเลยค่ะ ถ่ายยังไงก็ไม่สวยเหมือนที่เห็น ต้องไปเองนะคะ ^^



ราคานะคะ เราจองผ่านคุณ Sandeep แหละค่ะ (จัดโปรแกรมเองแล้วให้เค้าจัดไกด์ รถมาให้และจ่ายค่าทัวร์แบบเหมารวมทั้งทริป แต่ถามราคาเช่ารถมอเตอร์ไซค์ แยกมาให้ค่ะ)

ค่าเช่ารถมอเตอร์ไซค์ Royal Enfield คันละ 1,600 รูปี (ราวๆ 800 บาทไทย)

ค่าน้ำมัน บังคับเติม คันละ 1,000 รูปี (ราวๆ 500 บาทไทย)

ไม่ได้ไปรับรถเองที่ร้าน คิดค่ามาส่งรถ 500 รูปี (250 บาท) ราคาเหมาค่ะ 3 คัน

ไกด์ตลอดทั้งทริปชื่อคุณ Paksang ดีมากๆข้อมูลแน่น สุภาพ ยิ้มแย้ม ตรงเวลา ดูแลดีมาก ห่วงใย รอนานไม่เคยบ่นเลยค่ะ

contact ไกด์: [email protected] แต่! ที่นั่นไม่มีสัญญานเน็ตเลยซักวินาทีค่ะ ไม่รู้เหมือนกันนะคะ ว่าเค๊าจะตอบไหม แห่ะๆ ^^”

ถ้าจะโทร เบอร์ +91-94195 38008 ค่ะ



สำคัญมากๆจะต้องมีใบขับขี่รถจักรยานยนต์ (ใบขับขี่รถยนต์ใช้ไม่ได้นะคะ) และพาสปอร์ตต้องพกไปทุกที่ที่ออกไปเที่ยวนะคะ ^^

*เรื่องใบขับขี่ไกด์บอกว่า ถ้าไม่มีขับได้ แต่ถ้าโดนตำรวจจับก็ตัวใครตัวมันนะครั่บทั่น ถ้าคุณไม่ใช่ไมเคิล สกอล์ฟิลด์ไม่สามารถ prison break ได้แนะนำว่าควรเตรียมไปนะคะ ฮ่าๆๆ*



พวกเราให้รถ innova ที่เราเช่าเหมาเอาไว้สองคัน พร้อมไกด์ ขับนำ และขับตามห่างๆ เผื่อต้องการความช่วยเหลือ เผื่อมีคนไม่ไหว หรือเกิดอุบัติเหตุค่ะ มีเรื่องเกิดขึ้นจริงๆ คือรถมอเตอร์ไซค์ คันนึงท่อไอเสียหลุด รถที่ปิดท้ายตามมาก็เลยสามารถให้ความช่วยเหลือได้ค่ะ (รถที่ขับปิดหน้าปิดหลังทิ้งระยะห่างมากพอสมควรนะคะ ไม่ได้ทำการกีดขวางการจราจรผู้อื่นแต่อย่างใด ^^ )



ถนนเป็นถนนดีค่ะไฮเวย์สองเลนส์สวน เป็นลาดยางเรียบ 80% อีก 20% มีทางพัง หินหล่น มีลูกรังบ้าง การขับไม่ได้กระเด้งกระเด็นกระดอนอะไรมากค่ะ แต่ว่าเส้นทางโค้งหักศอกไปมาบนหุบเขา ขึ้นๆลงๆ และมีเหวลึก คนที่เป็นคนขับควรต้องมีความชำนาญในการขับมากพอสมควรนะคะ เพราะเส้นทางถือว่าอันตรายเหมือนกันค่ะ



และอยากบอกว่า ถึงจะเป็นหน้าหนาว แต่แดดนี่ก็แรงเว่อแข่งกับความหนาวเลยค่ะ ข้อดีคือทำให้ไม่รู้สึกหนาวมากเท่าไหร่ ข้อเสียคือปังค่ะปังปิ๊นาศมาก หน้าเนี่ยไหม้หมดค่ะ แต่เราแก่แล้วเราโอเค สนุกมากค่ะ เป็นวันเดียวที่ไม่เมารถจริงๆ ส่วนวิว ไม่ต้องพูดถึงค่ะ ทุกเส้นทาง ทุกโค้ง วิวเปลี่ยนตลอด สวยงามเกินบรรยาย รูปที่ถ่ายมาไม่สามารถเทียบเท่าของจริงได้เลยค่ะ



ถ้าเพื่อนๆต้องการขับรถมอเตอร์ไซค์ ในเลห์แบบไกลๆในหน้าหนาว ต้องเตรียมถุงมือสำหรับขับรถ เสื้อผ้าที่มิดชิด กันลมได้ นะคะ

เราขอปิดท้ายเป็นรูปวิวระหว่างที่ขับกันไปนะคะ



รถยี่ห้อ Royal Enfield สัญชาติอังกฤษค่ะ แต่ผลิตในอินเดีย ที่นั่นฮิตมากค่ะ

รูปถ่ายระหว่างทริปที่ขับมอเตอร์ไซค์ค่ะ

จบแล้วค่ะ จะรีบเข้ามาแก้ไขคำผิดนะคะ ขอบคุณมากค่า^^


ความคิดเห็น