โฮจิมินห์กับความจริงของเวียดนามที่ต้องค้นหา รีวิวโดย Been There Alone

โฮจิมินห์กับความจริงของเวียดนามที่ต้องค้นหา ประเทศเวียดนาม ประเทศเล็กๆ ที่มีการเปลี่ยนถ่ายทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็ได้รับเอกราชเป็นของตัวเองในที่สุด ที่ๆ เต็มไปด้วยเรื่องราวความเจ็บปวด การต่อสู้ และความทรงจำที่เลือนหาย … เมื่อไม่นานนี้เพิ่งจะได้เห็นความบูมของการเลือกมาที่เวียดนาม

โฮจิมินห์กับความจริงของเวียดนามที่ต้องค้นหา

โฮจิมินห์กับความจริงของเวียดนามที่ต้องค้นหา

 วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561 เวลา 17.59 น.

 วันที่เดินทาง 12 เม.ย. 2561

โฮจิมินห์กับความจริงของเวียดนามที่ต้องค้นหา

ประเทศเวียดนาม

ประเทศเล็กๆ ที่มีการเปลี่ยนถ่ายทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็ได้รับเอกราชเป็นของตัวเองในที่สุด ที่ๆ เต็มไปด้วยเรื่องราวความเจ็บปวด การต่อสู้ และความทรงจำที่เลือนหาย …

เมื่อไม่นานนี้เพิ่งจะได้เห็นความบูมของการเลือกมาที่เวียดนามกันเยอะ เห็นภาพ เห็นรีวิวกันนักต่อนักในเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ เราก็เลยมีความคิดว่า คงต้องไปซักหน่อยแล้ว แต่แน่นอนว่า เราคงไม่ได้ตั้งใจมาประเทศนี้เพื่อการมานั่งดูธรรมชาติ หาความสงบสุขในป่าเหมือนคนอื่นแน่ๆ สิ่งที่เราต้องการมาสัมผัสคือ

“สงครามเวียดนาม”

และสงครามอีกมากมายที่เกิดขึ้นในผืนแผ่นดินนี้ เพราะฉะนั้นที่ๆ เราจะเดินทางไปเรียนรู้ก็คงไม่พ้น “โฮจิมินห์” เมืองแห่งเวียดนามใต้นี่เอง

อดีตกับความเจ็บปวด

เวียดนามเป็นหนึ่งประเทศที่มีการรับวัฒนธรรมและเปลี่ยนถ่ายวัฒนธรรมเยอะมากๆ ชนิดที่ว่าเราสามารถเห็นได้จากสถาปัตยกรรมจนเราต้องหันกลับมาสงสัยว่า

“จริงๆ แล้ว รากวัฒธรรมที่บ่งชี้ความเป็นเวียดนามที่มันคือการผสมผสานนี้ใช่ไหม หรือจริงๆ แล้วมันคืออะไรกันแน่”

จะเล่าให้เห็นภาพเพียงแค่สั้นๆ ในตอนนี้ว่า แต่ก่อนนั้นก่อนที่เวียดนามจะตกเป็นเมืองขึ้นของตะวันตก เวียดนามก็มีการรับวัฒนธรรมและอารยธรรมจากมาจากจีน เนื่องจากเคบโดนราชวงศ์ฮั่นบุกมาจนถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจีน แต่หลังจากนั้นก็ได้รับเอกราชกลับคืนมา (ถ้าดูภาพสถาปัตยกรรมยุคก่อนของเวียดนาม จะเห็นได้ชัดถึงการนำเข้ามาซึ่งวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมจากจีนอย่างเต็มที่ ซึ่งแน่นอนว่าเราจะเห็นทั้งหมดนั้นใน พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เวียดนามข้างล่างแน่ๆ) หลังจากเป็นเอกราชอยู่ได้นานพอสมควรก็เกิดการแบ่งแยก เวียดนามเหนือ – ใต้ (โฮจิมินห์ของเราก็อยู่ทางภาคใต้นี่แหล่ะ แต่หลังจากนั้นชาติตะวันตกก็เริ่มเข้ามาในเวียดนาม เพื่อการค้า และแน่นอนว่าหลักๆ ในสมัยนั้น ก็เข้ามาเพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสต์(อย่างที่เห็นกันในละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ชาติตะวันตกมักมีเรื่องนี้เข้ามาในการเดินทางมาเอเชียทั้งนั้น) เอาเป็นว่าถ้าจำไม่ผิดคือ เวียดนามมีการฆ่าบาทหลวงไปเยอะมากจนทำให้ฝรั่งเศสไม่พอใจ จนไปเกิดเหตุการทะเลาะครั้งใหญ่ของพ่อค้าชาวฝรั่งเศสกับเจ้าหน้าที่เวียดนามที่ฮานอยเข้า จนทำให้ฝรั่งเศสทนไม่ไหว บุกยึดเวียดนามมาเป็นของตัวเองได้ แต่จนแล้วจนรอด จีนก็พยายามโจมตีฝรั่งเศสจนเกิดการสู้รบกันอีกจนได้ จนสุดท้ายแล้ว เวียดนามต้องยอมทำสนธิสัญญาเป็นเมืองขึ้นอย่างสมบูรณ์ไปในที่สุด แต่ก็เหมือนอนาคตอันสดใสของเวียดนามจะส่องให้เห็นรางๆ ด้วยการรวมตัวของโฮจิมินห์ ต่อต้านฝรั่งเศสจนในที่สุดก็ได้ประกาศอิสรภาพต่อหน้าชาวเวียดนามกว่า 5 แสนคนจนได้และนี่แหล่ะ (เป็นสงครามที่ยืดเยื้อมากว่า 9 ปีและสร้างความเสียหายตั้งแต่เล็กๆ ไปจนถึงใหญ่โต) การตั้งชื่อเมืองว่าโฮจิมินห์ก็เพื่อเป็นเกียรติแก่ลุงโฮด้วย (สิ้นสุดสงครามในเวียดนามและเปลี่ยนระบบเป็นคอมมิวนิสต์โดยสมบูรณ์)

เสียงแตรที่ขับเคลื่อนความมีชีวิตชีวาให้เวียดนาม

เวียดนาม ที่ๆ ไม่ว่าเราจะมองไปทางซ้าย หรือขวาก็เป็นเมืองที่มีสีสันและความน่ารักเป็นของตัวเอง

โดยเฉพาะเสียงบีบแตรรถที่ทำให้เรารู้ว่า “วันใหม่ของเวียดนาม ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว”

แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเสียงที่ขับเคลื่อนชีวิตคนในประเทศนี้เลยก็ว่าได้...

“โฮจิมินห์” เมืองที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นความแออัดยัดเยียดทางการจราจรของ “มอเตอร์ไซค์”

เป็นประเทศที่การเดินทางหลักคือการนั่งมอเตอร์ไซค์ชนิดที่ว่า เราแทบจะลืมไปเลยว่าเมืองนี้ก็มีรถเมล์อยู่เหมือนกัน

และแน่นอนว่าเมื่อไม่นานมานี้ Grab ก็เข้ามามีบทบาทกับประเทศนี้ค่อนข้างมากจนแทบจะเป็นการเดินทางหลักของคนหลายๆ คนเลยก็ว่าได้

...และแน่นอนว่าการมาที่นี่คนเดียว การเดินทางในประเทศก็เป็นเรื่องที่เรากังวลมากกว่าอะไร..

ใช้แล้ว เรามาคนเดียวอีกแล้วในทริปนี้!! เอาล่ะ ถ้าพร้อมก็ไปสนุกกับ Grab Bike ไปด้วยกันเลยนะ!!

… วิธีการข้ามถนนในโฮจิมินห์ : ข้ามยังไงก็ได้ไม่ให้ตาย!!

… Grab Bike สะดวก ถึงใจ สไตล์คนเวียดนาม

ถ้าที่ไทยมีวินมอเตอร์ไซค์ ที่เวียดนามคงจะมี Grab Bike (ที่ถูกแสนถูก) อย่ากลัวว่าจะหาเขาไม่พบ เพราะเขามียูนิฟอร์มที่เด่นหราเห็นตั้งแต่สามร้อยเมตรอยู่ทั่วเมือง หลักการนั่งแกรบที่นี่ไม่ยาก นั่นก็คือ ถ้าคุณเป็นชาวต่างชาติ ให้นั่งเงียบเข้าไว้ ถ้าเขาพูดออกมาอย่าสงสัย เขาไม่ได้คุยกับคุณ เขาอาจจะคุยกับคนในหัวเขาเองบ้าง หรือแม่กระทั่งคุยกับคนในโทรศัพท์(ที่เราไม่รู้ว่าเขาเอาบลูธูทหรือหูฟังไปไว้ตรงไหน)บ้าง อย่ากังวลใจไป นั่งนิ่งๆ เข้าไว้ เขาจะถามคุณครั้งเดียวคือตอนคุณจะขึ้นรถ (ว่าคุณคือคนที่เรียกเขาหรือเปล่า และย้ำที่ๆ คุณจะไป)และถ้าเกิดระหว่างทางเขาเกิดนึกจะจอด เขาก็จะจอด เขานึกจะแวะเขาก็จะแวะ จงมองซ้าย มองขวา ว่านั่นใช่ที่ๆ คุณจะไปหรือเปล่าไว้ให้ดีละกัน หรือแม้กระทั่งเขาเจอคนรู้จักระหว่างทาง เขาอยากจะขับไปเทียบมอเตอร์ไซค์คันนั้นเพื่อคุยเรื่องสัพเพเหระ เขาก็จะทำ สิ่งเดียวที่คุณควรทำคือนั่งอธิษฐานให้คุณรอดปลอดภัยจากการจราจรและอย่าลืมเก็บขาของคุณดีๆ ไม่งั้นมันจะไปโดนท่อคันข้างๆ ได้ง่ายๆ แค่นี้ก็หายห่วง



…วิธีการนั่งมอเตอร์ไซค์ในเวียดนาม :

1. เก็บขาระวังมันไปโดนท่อคันข้างๆ

2. Pray

.

.

100. Pray

ไร้ซึ่งกฏเกณฑ์ใดๆ และถ้าเธออ่อนแอ เธอก็แพ้ไป นี่ว่านี่โปรมอเตอร์ไซค์กรุงเทพระดับนึงเลยนะ แต่มาโฮจิมินห์นี่พี่เป็นเบบี๋ไปเลยจ้า นี่เอาแค่เดินไปแยกไฟแดงนึงนี่เหนื่อยกว่าเดินรอบโซลอีกอ่ะ หัวใจจะวายย

ทำไมการจราจรที่เวียดนามถึงน่าเวียนหัว? เป็นคำถามที่ทำให้เริ่มที่จะมองเพื่อค้นหาคำตอบของคำถามนี้

และนี่ก็คือคำตอบที่เราพบจากการยืนเฝ้าสังเกตอยู่นานเหลือเกิน!!

เพราะเวียดนามมีแต่ไฟเขียว เหลืองแดง โดยที่ไม่ได้บอกว่า คนที่จะเลี้ยวซ้ายเขียวนะ คนจะไปทางตรงต้องหยุดแต่เขามีแค่ไฟ ซึ่งไม่ว่าจะไปซ้าย ขวา หรือตรง มันก็เขียวเดียว ทุกคนเลยไปพร้อมๆ กัน ไม่มีแบ่งแยกใดๆ ทั้งนั้น เอาเป็นว่าไปซุยกันข้างหน้าสี่แยกนั่นล่ะ!

สงครามที่หลงเหลือไว้เพียงบาดแผลที่หยั่งลึกลงไปในจิตใจ

เช้าวันแรก ตื่นมาด้วยเสียงบีบแตรอันดังลั่นของชาวเมือง “เวียดนามใต้” พาเราเตรียมตัวให้พร้อม เรียก Grab Bike เจ้าเก่าแต่หน้าเปลี่ยน มุ่งหน้าสู่ War Remnants Museum ที่ๆ เราจะเริ่ม “ทัวร์หดหู่” ของเราในวันนี้!

สงครามเวียดนาม หรือ สงครามอเมริกา ที่หลายๆ คนรู้จักกันว่าเป็นหนึ่งในสงครามที่สร้างความเสียหายมากที่สุดสงครามนึงในโลกนี้เลยก็ว่าได้ เป็นสงครามที่ทิ้งอะไรไว้มากมาย และเมื่อไม่นานมานี้ หลายๆ คนคงเคยได้มีโอกาสดูหนัง “The Post เอกสารลับเพนตากอน” กันมาแล้ว ทำให้เราได้กลับมาหาคำตอบว่าความเสียหายมากมายที่อเมริกาได้ทำ มันหลงเหลือและทิ้งร่อยรอยอะไรเอาไว้บ้าง

เอาเป็นว่าจะเล่าเรื่องสงครามเวียดนามให้ฟังคร่าวๆ แล้วกันนะ...

จากที่ได้เห็นว่าเวียดนามก็มีการสู้จนตัวตายเพื่อกอบกู้การเป็นอิสรภาพมาจากฝรั่งเศสตลอดมาจนกู้คืนพื้นที่ทางเหนือมาได้แล้ว(ด้วยการสนับสนุนจากพี่จีนที่อยากจะมีอำนาจกว่าฝรั่งเศสอยู่แล้ว) ซึ่งฝรั่งเศสก็ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกันเหมือนกัน จนในที่สุดก็ต้องยอมโฮจิมินห์ที่ยึดคืนมาได้กว่า 3 ใน 4 ของประเทศไปแล้ว จนเกิดข้อตกลง เจนิวาขึ้นมา โดยแยกเวียดนามเหนือและใต้ออกจากกันชั่วคราว จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง แต่จนแล้วจนรอด โงดินเดียมห์ ที่เป็นคนปกครองเวียดนามใต้ตอนนั้นที่ได้รับการสนับสนุนจากอเมริการจนออกหน้าออกตา ก็ปฏิเสธการเจรจาเรื่องการจะเลือกตั้งแล้วก็ตั้งตนเป็นประธานาธิบดีเวียดนามใต้ซะเลย และนั่นแหล่ะ จุดเริ่มต้นแห่งสงคราม คนไม่พอใจ ต่อต้านจนเกิด “เวียดกง” กลุ่มต่อต้านสู้รบกันไปมา ทั้งเวียดนามเหนือ เวียดกง และอเมริกา ยาวนานกว่า 9 ปี ที่แพร่กระจายความเจ็บปวดไปถึงเด็กตาดำๆ ผู้หญิง คนแก่ ที่ไม่รู้อิโหน่ อิเหน่อะไรกับเขาเลย...

...อำนาจและความเย่อหยิ่ง มันกลับนำพามาซึ่งความหวาดระแวงแม้กระทั่งต่อคนที่เขาไม่มีทางสู้เลยก็ตาม…




เริ่มจากการทำลายล้างตั้งแต่ระเบิดลูกเล็กๆ ไปจนถึงสารเคมีชีวภาพที่ไม่ทำลายล้างแค่เพียงร่างกาย แต่ยังส่งมายังรุ่นสู่รุ่นในแบบที่ว่า “ความเจ็บปวดนั้นมันแสนสาหัสชนิดที่ว่าคำว่าแสนสาหัสยังไม่มากพอที่จะอธิบายความเสียหายนี้ได้เลย”

...จริงๆ แล้วพวกเขาทำอะไรกับโลกใบนี้? เกิดเป็นคำถามที่ยากเกินกว่าจะหาคำตอบได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกและได้เข้าใจอย่างถ่องแท้คือ

“ความรักจะปกป้องแต่ความเย่อหยิ่งจะทำลาย” เป็นสิ่งแรกที่เข้ามาในความคิดเมื่อได้เห็นภาพที่เด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งโดยทหารยิงและในลมหายใจสุดท้ายนั้น เขาพยายามจะล้มทับน้องชายตัวเองเอาไว้เพื่อปกป้องน้องชายจากทหารเหล่านั้น แต่จนแล้วจนรอด ทหารก็เข้ามาฆ่าน้องชายของเขาอยู่ดี...

พิพิธภัณฑ์สงครามในโฮจิมิห์ เป็นที่ๆ อยากแนะนำให้หลายๆ คนมากัน... เพราะเป็นที่ๆ เราจะได้เห็นว่าจริงๆ สงครามไม่ได้ทิ้งไว้เฉพาะความเจ็บปวดและความเสียหายหรอก มันยังทิ้งคำถามไว้ในใจคนรุ่นต่อๆ ไปด้วยว่า “ทำไม”

“เอาเป็นว่าอยากมาย้ำเตือนไว้ ว่าอย่าปล่อยให้ความรักมันหายไปจากใจของพวกเธอนะ”

โฮจิมินห์เมืองเล็กๆ น่ารัก

ออกจากพิพิธภัณฑ์ด้วยความหดหู่เล็กๆ ในหัวใจ จับ Google Map ในมือเดินตามทางไปเรื่อยๆ ทำให้เราได้เห็นว่า Sai Gon เป็นเมืองคูลๆ ที่อากาศไม่คูลเอาซะเลย


โบสถ์นอร์ทเธอดาม ความงามดั่งเดิมของเมืองไซง่อน

หลังจากอาบเหงื่อจากการเดินทางตาม google map ในที่สุดอากู๋ของเราก็พาเรามาถึงโบสถ์นี้จนได้ ที่ๆ เราจะได้เห็นอิฐแดงๆ ดั่งเดิมในแบบที่เราจะต้องมองแล้วมองอีก ว่านี่น่ะหรอ ที่ๆ ทำให้เรานึกถึงการทนทุกข์ของบาทหลวงคนแล้วคนเล่าที่โดนฆ่าโดยชาวเวียดนาม เพราะไม่ต้องการให้ฝรั่งเศสเข้ามาเพื่อยึดอำนาจไป ที่ๆ ถูกเผาแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ ที่ๆ เก็บรักษาความเชื่อเอาไว้อย่างงดงาม

ถ้าถามถึงคำแนะนำในการเดินทางมาที่นี่น่ะหรอ มันก็ถนนล้อมรอบอ่ะนะ เอาเป็นว่า วิ่งข้ามถนนพร้อมชาวเวียดนามให้ทันแล้วกัน #ไม่งั้นก็ยืนรอไปจนแก่อ่ะ

มองเยื้องมาทางขวามือ อีกแลนด์มาร์คนึงที่เราจะเห็นคนมาถ่ายรูปกันเยอะนั่นคือ “ไปรษณีย์กลาง” ที่สร้างด้วยสถาปัตกรรมจากฝรั่งเศสเช่นกัน


อันไหนโอเปร่าเฮ้าส์?

หลังจากพักแวะหาอะไรกินบนถนนข้างๆ ไปรษณีย์กลางเรียบร้อย เราก็จะไปต่อกันที่ Opera House ที่ๆ เขาว่ากันว่าถ้ามาต้องแวะไปถ่ายภาพซะหน่อย เอาล่ะ ในเมื่องมันไม่ไกลกันนัก เราก็จะเดินไปตามทางเรื่อยๆ แต่การเป็นคนชอบหลงทาง และใช้ใจล้วนๆ ในการเดินไปเดินมา ใช้ไม่ได้กับเมืองนี้ เพราะโฮจิมินห์ก็คือไซง่อน และไซง่อนก็คือโฮจิมินห์ (ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่จะบอก แค่จะบอกว่า ไซง่อนกับโฮจิมินห์คือที่เดียวกันเฉยๆ เพราะนี่เพิ่งรู้ 5555555 ) ด้วยความที่นางรับวัฒนธรรมมาเยอะ นางผสมหลากหลาย แต่ใหญ่ๆ นางมาจากฝรั่งเศส ตึก อาคารต่างๆ มันก็เลยได้รากมาจากแถวนั้นเยอะ เพราะงั้น เดินไปไหน ตึกมันก็ออกมาทรงนี้ไปหมด ชนิดที่ว่า ถ้าเธอไปถ่ายรูปตึกข้างๆ แล้วมาบอกว่านี่คือโอเปร่าเฮาส์ ก็ยังไม่มีคนสงสัยเลย(ถ้าเธอไม่ได้ถ่ายข้างหน้ามันแบบนี้มา) เอาเป็นว่า ถามคนแถวนั้นเช็คให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้ไปเซล์ฟี่ผิดที่ผิดทางมาละกันนะ


ชีวิตที่ดำเนินไปบนจตุรัสลุงโฮจิมินห์

เป้าหมายก่อนกลับที่พักในวันนี้คือการแวะไปเดินเล่นที่จตุรัสโฮจิมินห์และเดินเล่นลัดเลาะไปดูพระอาทิตย์ตกกันที่ริมแม่น้ำไซง่อนกัน ด้วยการเดินลัดเลาะ ตาม google map จาก opera house มาที่จตุรัสได้ไม่ไกลนัก!

จตุรัสโฮจิมินห์ตั้งอยู่ข้างหน้า City Hall ที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ยิ่งฟ้ามืด ยิ่งเห็นความงดงามของแสงตกกระทบต่อตัวตึกได้ดีเหลือเกิน ที่ๆ เราจะได้เห็นคนมากมาย หลากหลายไลฟ์สไตล์มารวมกันอยู่ที่นี่ ที่ๆ เต็มไปด้วยชีวิตการรอยยิ้มของคนหลายๆ เพศ หลายๆ วัย

และก่อให้เกิดอาชีพหนึ่งที่ทำให้เราสงสัยจนต้องไปยืนและเดินตามไปดูว่าเขาทำงานกันยังไง เจ้า “มาสคอต” เหล่านั้น เริ่มด้วยการมองไปรอบๆ ว่ามีใครที่กำลังถ่ายภาพอยู่มั้ย ถ้าเห็นแล้วพวกเขาจะไม่รั้งรอ จะเข้าไปเกาะแกะ เข้าไปร่วมเฟรมของคนเหล่านั้นทันที ถ้าคุณแต้มบุญถึงและบอกปฏิเสธได้ทัน เขาก็จะออกไปได้ทันท่วงที แต่ถ้าไม่ทันล่ะก็ เขาจะมอบอมยิ้มเล็กๆ ให้คุณหนึ่งอันพร้อมแบมือเรียกเงินจากคุณทันที แต่ถ้าคุณอยากจะมีพวกเขาที่แต่งตัวน่ารักๆ เข้าเฟรมไปด้วย ก็ไม่เสียหายนี่เนอะ


ฉันมาทำอะไรที่ Fine Art Museum?

เช้าวันใหม่ สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยเสียงแตรมอเตอร์ไซค์ข้างนอกอีกเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเริ่มปรับตัวกับเสียงเหล่านี้และยอมรับว่ามันคือวิถีชีวิตของชาวเวียดนามได้บ้างแล้ว เอาล่ะ สูดหายใจลึกๆ เตรียมของให้พร้อมแล้ววันนี้เราจะไปเสพอาร์ตกันให้เต็มที่! เป้าหมายแรกของวันนี้จะอยู่ที่ Fine Art Museum เมื่อได้ที่หมายก็กดเรียกพี่ Grab ที่คราวนี้มารวดเร็วจนต้องตกใจมุ่งหน้าสู่พิพิธภัณฑ์ของชาวติสอย่างเราๆ กัน!!

ใจก็อยากจะแนะนำว่าที่นี่ถ้าไม่ได้ชอบศิบปะ หรือการดูภาพศิลปะอะไรขนาดนั้นก็ไม่ต้องมาหรอก แต่ว่าจริงๆ แล้วเราเห็นอะไรจากภาพพวกนี้กันนะ? ภาพจากศิลปินยุคก่อน ภาพที่เต็มไปด้วย ชาวบ้าน เกษตกรที่ถือปืนไม่ว่าจะเด็ก ผู้หญิง หรือคนแก่… บางทีภาพต่างๆ ก็สะท้อนอะไรมากกว่าที่เราคิดนะ


มรดกแห่งวัฒนธรรมและรากเหง้าแห่งเวียดนาม

หลังจากเสพอาร์ตแบบคนอาร์ตๆ กันไปจนอิ่มเราก็จะไปเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติเวียดนาม ที่ๆ คนมีหน้าตาละม้ายคล้ายชาวไทย ชาวเอเชียที่ถูกจัดอยู่ในชาติพันธุ์มองโกลอยด์

ก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าไป... ได้เห็นวิวัฒนาการของมนุษย์ตั้งแต่การใช้เศษหินเล็กๆ พัฒนามาจนมีการเหลาให้คม ตีให้แหลม ปั้นให้อูม ไปจนถึงการพัฒนาขึ้นมาเป็นลวดลายศิลปะ

ก็สัมผัสได้ถึงความอัศจรรย์ของการเป็นมนุษย์

ธรรมชาติที่ถูกสร้างมาเพื่อเกื้อกูลกับมนุษย์

เหมือนที่มนุษย์ถูกสร้างมาเพื่อเกื้อกูลกับธรรมชาติ

เพื่อที่จะอยู่คู่กันและกัน ดูแลซึ่งกันและกัน...

จนแอบสงสัยเล็กๆ ว่าแล้วทุกวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น?

มนุษย์ที่ถูกสร้างมาดูแลธรรมชาติ ผู้อาศัยธรรมชาติเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตกลับเลือกที่จะเอารัดเอาเปรียบพวกเขามากเกินไปหรือเปล่า จนลืมไปว่า พวกเขาต่างหากที่เกิดมาก่อนเรา พวกเขาต่างหากที่เป็นเจ้าของผืนแผ่นดินนี้...

และจะเห็นได้เลยว่าการต่อสู้เพื่อเป็นใหญ่ในดินแดนของประเทศต่างๆ มีมาแล้วนานแสนนาน รวมถึงการส่งผ่านและนำเข้าวัฒนธรรมด้วย ไม่ใช่แค่เดี๋ยวนี้ที่เราเห็นเกาหลี ญี่ปุ่น มีอิทธิพลและการส่งออกวัฒนธรรมไปทั่วโลก แต่ในสมัยก่อน การส่งออกวัฒนธรรมก็มาในรู้แบบการต่อสู้ การสู้รบ และการถูกรวมเข้าเป็นพื้นที่แห่งอณานิคมนี่เองล่ะ และแน่นอน ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์อันน่าหวาดกลัวในสงครามอันยาวนาน ประเทศจีนนี่แหล่ะ ที่พยายามจะเคลมเวียดนามให้ได้ จนในที่สุดก็เอาเวียดนามมาเป็นของตัวเองได้สำเร็จ

และแน่นอนว่าขาดไม่ได้คือ มัมมี่…! ที่ไม่ได้มีแค่ที่อียิปต์ แต่ที่เวียดนามก็มีเหมือนกันนะ!

มัมมี่แบบมัมมี่จริงๆ ที่เอาออกมาแล้วอ่ะ เห็นอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่ายาสีฟันใกล้ชิด Vietnam History Museum นี่คุ้มสุดในทริปการมาเวียดนามแล้ว!


ให้หัวใจกลายเป็นสีมพูที่โบสถ์ทันดินห์

โฮจิมินห์ถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมแบบโรมันอยู่โดยรอบ ครอบคลุมไปด้วยตึกอาคารที่มีลักษณะเดียวกันเต็มไปหมด แต่ที่เห็นว่าจะต้องไปให้ได้อีกหนึ่งที่ก็คือ Tan Dinh Churchโบถส์ทันดินห์จัดว่าเป็นโบสถ์ในโฮจิมินห์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากโบสถ์นอร์ทเธอดาม (Notre Dame Cathedral) เลยนะ

เออ ดูในแมปมันก็ไม่ไกลหรอก แต่ถ้ามั่นใจว่าไม่ใช่แชมป์หัวหน้าหมู่เดินทางไกลสมัยเรียนแล้วล่ะก็ อย่าเดินมา จริงๆ มันไกล อีไกลไม่เท่าไหร่หรอก มันข้ามถนนแปดเลนประมาณห้าหกอัน!!! ในแมปบอกเดินครึ่งชั่วโมง แต่จริงๆ เหมือนเดินมาครึ่งชีวิต


พาตัวเองไปเช็คอินที่ Apartment Cafe

ปล่อยให้ตัวเองเป็นสายเสพอาร์ตมาทั้งวัน ก็จะขอไปเก็บที่สุดท้ายของวันกับการกลับไปที่จตุรัสโฮจิมินห์เพื่อไปเก็บภาพ Apartment Cafe ในสองช่วงเวลา ทั้งก่อนฟ้ามืดและหลังฟ้ามืดกันซักหน่อย!

แลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่ชาววัยรุ่นเวียดนามต้องไปนั่งเช็คอินกันอีกที่ก็คือ Apartment Cafe แต่เชื่อเถอะว่าที่นี่เหมาะกับการเป็นที่เช็คอินและถ่ายรูปฮิปๆ เท่านั้นแหล่ะ แต่ถ้าคุณเป็นคอกาแฟแล้ว ก็อยากจะแนะนำกาแฟทุเรียนชั้น 3 (ที่แนะนำโดยชาวท้องถิ่นที่เจอกันในลิฟต์มาอีกที) เลยล่ะ

คำแนะนำเล็กๆ ของการมาเดินถ่ายรูปที่นี่คือจ่าย 3,000 vnd (ประมาณ 5 บาทเห็นจะได้)แล้วขึ้นไปชั้น 9 เลยค่ะ ค่อยๆ เดินไล่ลงมาถ่ายในมุมที่ใช่ เวลาที่ชอบได้เลย

อาหารเวียดนาม จากการทดลองร้าน 3 แบบ 1. ร้านเรคคอมเมนท์ 2. ร้านข้างทาง 3. ร้านแผงลอย พบว่า อาหารเวียดนามจะมีความ งง ว่าเอ๊ะ มันอร่อยมั้ยนะ เดี๋ยวนะ มันยังไง? แบบที่ว่ากินหมดแล้วยังต้องกลับมานั่งสงสัยว่า ตกลงมันรสชาดยังไง มันมักจะมีส่วนผสมบางอย่างใส่มาให้ งง เสมอ อย่างในอีแป้งพับๆ นั่นก็มีความงงจากกุ้งแห้ง อีผัดๆ ก็มีความงง จากซอสบางอย่าง ข้าวเหลืองๆ ก็มีความ งง จากข้าวว่าเอ๊ะ ใส่อะไรมาอ่ะ ส่วนเฝอก็ งงๆ กับถั่ว แบบถั่วเม็ดๆ แบบเม็ดใหญ่ๆ กันไปเล้ยย


Domino Homestay - Room 5

ใช้ airbnb มาสองสามครั้งแล้ว และทุกครั้งจะเป็น Homestay หรือ Hostel เสมอ (ถ้าเป็นโรงแรมเราใช้ Booking.com) สิ่งนึงที่เลือกใช้ airbnb เพราะมันแน่นอนว่าเราได้เจอคนพื้นที่จริงๆ วันนี้ไปเจออะไรมา สงสัยอะไร เราได้กลับมาทบทวน ตั้งคำถาม แล้วคุยกับคนท้องถิ่นที่เราเจอเขาแน่ๆ จริงๆ และมากไปกว่านั้น เรายังได้ลองมองแนวคิด มุมมอง และแลกเปลี่ยนความรู้สึกกับคนจากหลากหลายชาติที่มาอยู่รวมกัน มีจุดประสงค์การมาที่ต่างกัน มีพื้นเพต่างกัน แถมยังมักจะได้สถานที่เที่ยวใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้ ทั้งในที่ๆ เราไป และในประเทศของเพื่อนใหม่ที่เราเจอ ~ รักนะ airbnb ~

ที่พักอยู่ District 7 ซึ่งไกลจาก District 1 ที่เป็นศูนย์กลางระดับนึง(ไม่สามารถเดินไปได้) แต่ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะมี Grab bike ทั่วเมือง เรียกหน้าที่พักได้ตลอดเวลา ราคาไม่แพง เรียกไปถึงตัวเมืองแค่ 30-35 บาทเท่านั้น(ที่พักหาง่ายในแมปของแกรบ) แต่ที่สำคัญที่นี่ที่พักดีมากกก ห้องสะอาด ที่พักน่ารัก ห้องน้ำรวม ที่สำคัญคือห้องน้ำมีที่ฉีดก้นค่ะ 55555 เสียอย่างเดียวคือห้องไม่เก็บเสียง ถ้าห้องข้างๆ เสียงดังก็จะได้ยินหมดเลย แต่โดยรวมแล้วแนะนำค่ะ (คนดูแลคือน่ารัก พร้อมช่วยเหลือทุกอย่างเลย)

ก่อนมาก็รู้จักประเทศนี้ในระดับหนึ่ง แต่พอได้มา ได้มีโอกาสคุยกับคนท้องถิ่น ทั้งคนแก่และคนหนุ่มสาว มันก็มีหลายอย่างที่เราเข้าใจผิด และอีกหลายอย่างที่ยังต้องหาคำตอบว่า อะไรกันแน่คือความจริง

1. “คนเวียดนามมีแต่คนสุขภาพไม่ดี” ประโยคนี้ได้มาจากคุณยายที่เจอที่จตุรัสโฮจิมินห์ ทำให้เราคิดว่าจริงๆ หรอ? ไหนมีแต่คนบอกว่าเวียดนามคนหุ่นดี สุขภาพดีเพราะกินแต่ผัก กินแต่ผลไม้? แต่กลับกลายเป็นเราได้คำตอบว่า “อาหารเวียดนามใส่น้ำตาลเยอะมากๆ แต่เหตุผลที่มันไม่หวานเพราะเขากลับใส่ซอสกว่า 7-8 อย่างกลบมัน รวมถึงผักที่ใช้ก็อาจจะไม่สะอาดและ มลพิษที่นี่มีมาก” ผู้หญิงชาวไตหวันห้องข้างๆ ที่มาลงเรียนคลาสทำอาหารในเวียดนามเล่าให้ฟัง กลายเป็นว่า จริงๆ แล้ว เราคนนอก เข้าใจเรื่องนี้ผิดถนัด

2. “จริงๆ แล้วคนกว่าครึ่งก็ไม่ได้รักโฮจิมินห์หรอก” คุณป้าที่จตุรัสโฮจิมินห์เล่าให้ฟังจากการที่เราหว่านคำถาม (ที่เราคิดว่ามัน Sensitive แต่ป้าแกกลับตอบกลับมาอย่างเต็มปากเต็มคำ) ป้าแกยังเล่าต่ออีกว่า “50% ของชาวเวียดนามรักโฮจิมินห์ เพราะเขาทำให้เรามีประเทศที่เป็นของเราจริงๆ ทุกวันนี้ แต่อีก 50% ไม่รักหรอก เพราะเขาทำให้เราทำงานหนักโดยที่ไม่มีอะไรกลับมาเลย เรายังคงเป็นประเทศที่จนอยู่จนตอนนี้” แกยังย้ำต่อว่า “ส่วนป้าน่ะ ไม่รักหรอก” ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามว่า “แล้วคนยุคใหม่เขาคิดยังไงกัน?) น่าแปลกที่เราได้พบคำตอบจากน้องนักเรียนที่มาช่วยงานในโฮมสเตย์ที่พักของเราในวันนี้ว่า “คนยุคใหม่ที่เกิดไม่ทันสงคราม ก็มีสองพวก อย่าว่าแต่คนรุ่นใหม่เลย แค่ภายในครอบครัว ก็ยังกลายเป็นเรื่องถกเถียง มีความเห็นไม่เหมือนกันทั้งนั้น คนยุคใหม่บางส่วนไม่ได้สนใจหรอก เขาเกิดไม่ทันนี่ มันไม่ได้สำคัญอะไรต่อพวกเขาขนาดนั้น ขณะที่ตัวน้องเอง กลับรักลุงโฮของเขามาก เพราะเขาทำให้ที่นี่กลายเป็นเวียดนามของคนเวียดนามอย่างแท้จริง” เราเลยถามต่อไปว่า คนที่รัก นี่เขารักขนาดไหน ได้คำตอบจากน้องมาว่า “ประเทศไทยมักมีรูปพระราชาติดอยู่ที่กำแพงบ้านใช่มั้ย ของเราก็มีรูปโฮจิมินห์ติดไว้ใยบางบ้างแบบนั้นแหล่ะ” อืมม ทำให้เรากลับมาคิดว่า แล้วจริงๆ คนอื่นๆ เขาคิดยังไงกันนะ (เอาไว้คราวหน้าถ้ามาอีก ก็จะมาลองถามอีกทีละกัน)

3. “จริงๆ แล้วรัฐบาลเวียดนาม มีเป้าหมายอะไรต่อการสร้างพิพิธภัณฑ์ต่างๆ” ก็น่าสนใจที่ได้คุยกับนักท่องเที่ยวหลายๆ คน รวมถึงคุณสจ๊วท ที่มาจากอังกฤษห้องข้างๆ (ที่นางมักจะมีอารมณ์สุนทรีเปิดเพลงดังๆ ร้องเพลงดังๆ ทั้งวันทั้งคืน) ว่าสิ่งที่รัฐบาลเวียดนามกำลังทำกับพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ จริงๆ แล้วทำเพื่อให้ความรู้ หรือปลุกเร้าความรู้สึก และโยนความผิดต่างๆ ไปให้อเมริกากันแน่

แต่ถึงยังไงก็ตาม ทุกการเดินทางที่เราได้ออกไปมองโลกคนเดียว ก็มักจะมีเสน่ห์ในตัวมันเสมอ มันทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะมองความคิดตัวเอง มองความคิดคนรอบข้าง ได้ยินเสียงตัวเองได้ชัดเจนมากขึ้น ได้เรียนรู้ที่จะระมัดระวัง เริ่มคุยกับคนรอบข้างมากขึ้น เริ่มต้นที่จะตั้งคำถามกับโลกใบนี้และให้รอบๆ ข้างตอบเราในความเป็นจริง


-----

ฝากเพจด้วยนะคะ

ด้วยรัก

ฉัน ไป ไหน มา

https://www.facebook.com/Chanpainaimaa/

ความคิดเห็น