อาลีซาน ป่าสนสามพันปี รีวิวโดย Mudan Peony

เมื่อมีความตั้งใจว่าจะไปไต้หวัน อาลีซานเป็นสถานที่ที่เราแพลนไว้ตั้งแต่ต้นเลยว่าต้องไปให้ได้ ที่จำชื่ออาลีซานได้ก็เพราะเคยดูซีรีย์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไต้หวัน "Wish to see you again" เมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นสิ่งที่ประทับใจคือความน่ารักของร้านข้าวกล่องรถไฟที่ Fenchihu แต่เสียดายว่าเ

อาลีซาน ป่าสนสามพันปี

อาลีซาน ป่าสนสามพันปี

 วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2561 เวลา 22.34 น.

 วันที่เดินทาง 16 พ.ค. 2560

เมื่อมีความตั้งใจว่าจะไปไต้หวัน อาลีซานเป็นสถานที่ที่เราแพลนไว้ตั้งแต่ต้นเลยว่าต้องไปให้ได้ ที่จำชื่ออาลีซานได้ก็เพราะเคยดูซีรีย์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวไต้หวัน "Wish to see you again" เมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นสิ่งที่ประทับใจคือความน่ารักของร้านข้าวกล่องรถไฟที่ Fenchihu แต่เสียดายว่าเวลาไม่ลงตัวจึงไม่ได้ไป เพราะความตั้งใจแรกเลยคือ เราจะนั่งรถไฟไต่ภูเขาจากสถานีเจียอี้ขึ้นไปที่ Fenchihu(เดิมรถไฟเคยขึ้นไปถึงอาลีซานแต่เนื่องจากเคยเกิดพายุทำให้ทางรถไฟชำรุดและเส้นทางนั้นอันตรายจึงปิดไป โดยรถไฟไปสุดแค่สถานี Fenchihu) ซึ่งรถไฟไต่ภูเขาเส้นทางนี้จะมีแค่วันละ 1 รอบ คือเวลา 9.00 น. ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดพิเศษจะมีรอบ 10.00 น. เพิ่มมาอีกรอบด้วย ถ้าใครสนใจจะลองนั่งรถไฟไต่ภูเขาก็ลองเส้นทางนี้ดูนะ เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าสวยงามมากทีเดียว เพราะวิ่งไต่เขาผ่านป่าสนและป่าต่างๆขึ้นไปเป็นชั้นๆ เท่าที่ทราบน่าจะเหลือรถไฟไต่ภูเขาแบบนี้ประมาณ 3 แห่งในโลก แต่บอกไว้ก่อนนะว่าเส้นทางนี้นอกจากขึ้นชื่อว่าสวยงามแล้ว เรื่องอันตรายก็มีความเสี่ยงไม่น้อยเลยล่ะ ถ้าใครจะมาเส้นทางนี้จาก Fenchihu จะต้องต่อรถบัสไปอีกต่อหนึ่งเพื่อไปยังอุทยานแห่งชาติอาลีซาน

สำหรับการเดินทางของเรานั้นเรานั่งรถไฟ TRA จากไทเปไปยังสถานีรถไฟเจียอี้ ซึ่งผิดแผนนิดหน่อยตอนแรกจะไปรถไฟด่วน PUYUMA ที่จะใช้เวลาเดินทางน้อยที่สุด(สำหรับรถไฟธรรมดา) ส่วนขากลับเรากลับรถไฟความเร็วสูง HSR โดยเราได้จองรถไฟ HSR ผ่านเว็ปไซต์โดยตรงของ HSR ซึ่งจะเปิดให้จองล่วงหน้าได้ 1 เดือน พอจองเสร็จแล้วจะจอง TRA เท่าไหร่ก็จองไม่ได้ (จองได้ที่ https://www.railway.gov.tw/en/index.aspx) นึกขึ้นมาทีหลังว่า TRA เค้าให้จองล่วงหน้าประมาณ 14 วัน แล้วหลังจากนั้นเราก็ยุ่งๆแล้วก็ไม่รีบ(ลืมไปด้วยว่าไม่ใช่รถไฟบ้านเรา)ทำให้จองตั๋วรถไฟด่วน PUYUMA ไม่ทัน แพลนที่วางไว้ก็ช้าไปอีก 1 ชม. เพราะรถไฟด่วนที่เราจองได้คือรถไฟด่วน Tze-chiang limited express ซึ่งเป็นรถไฟด่วนรองลงมาจาก PUYUMA (ถ้าเปรียบเทียบกับบ้านเรา PUYUMA ก็ประมาณว่าเป็นรถไฟด่วนพิเศษ)ใช้เวลาเดินทางมากกว่า 1 ชม. ถามว่าทำไมขาไปเราไม่ไป HSR นะเหรอ หลายเหตุผลเลยล่ะ อย่างแรกคือรอบรถบัสที่จะไปอาลีซานที่สถานีรถไฟความเร็วสูงนั้นมีน้อยกว่ามาก ถ้าจะมาขึ้นรสบัสที่สถานี TRA เจียอี้ก็ต้องต่อ BRT มาอีก คือรู้สึกว่ามาอาลีซานมันเดินทางหลายต่อแล้วไม่อยากต่อรถอีก อย่างที่สองคือ เราอยากสัมผัสประสบการณ์เดินทางรูปแบบต่างๆในไต้หวัน ซึ่งการเดินทางมาไต้หวันครั้งนี้ถือว่าเราได้ลองใช้บริการรถสาธารณะของไต้หวันแทบจะทุกรูปแบบเลยก็ว่าได้ อย่างที่สามคือเรารู้สึกว่าถ้าไปถึงอาลีซานเร็วไปพอเดินทั่วแล้วหลังจากนั้นก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อเหมือนต้องรอเวลา แล้วจะได้ไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้ามืดออกจากโรงแรมที่ไทเปด้วยเลยไม่รีบ ไป TRA ช้ากว่าก็ไม่เป็นไรประหยัดเงินด้วย ซึ่งข้อสุดท้ายนี้เราว่าเราคิดผิด เล่ามายาวแล้วเอาไว้ลองตามอ่านดูแล้วกันนะ




บรรยากาศภายในรถไฟด่วน Tze-chiang limited express

เรานั่งรถไฟด่วน Tze-chiang limited express ออกจากไทเป 8.28 น. มาถึงเจี้ยอี้เวลา 11.55 น. ซึ่งเวลานี้หวาดเสียวและจวนเจียนมากกับเวลารถบัสไปอาลีซาน ซึ่งโชคดีที่รถไฟที่นี่ตรงเวลา เมื่อออกจากสถานีมาแล้วเวลาที่น้อยอยู่แล้วก็บีบหัวใจเราและน้องร่วมทริปเข้าไปใหญ่ เพราะอ่านรีวิวมาให้เดินไปขึ้นตรงท่ารถหน้าสถานีรถไฟ แต่ตอนนั้นด้านหน้าสถานีกำลังปิดซ่อมมีสังกะสีกั้นต้องเดินเลี่ยงไปตรงลานกว้างที่เป็นอิฐตัวหนอนก่อนจะเจอถนน เจอถนนก็ไม่มั่นใจว่าจะไปทางไหนโชคดีที่เดาถูกทางคือเลี้ยวขวา คือพยายามเทียบรูปพื้นที่จริงกับในรีวิวก็ไม่เหมือนกันเลย เฮ้อ..ออ. เวลาก็เหลือน้อยเต็มที เดินลากกระเป๋าอย่างทุลักทุเล เพราะบริเวณนั้นกำลังก่อสร้างทางเท้าก็ไม่มีมีแต่กรวยกั้น แต่กั้นไว้แคบ บางช่วงกระเป๋าก็ลากผ่านไม่ได้ต้องลากออกมานอกกรวยเสี่ยงกับรถที่สวนมา(ที่ต้องลากกระเป๋าใบใหญ่มาด้วยเพราะวันรุ่งขึ้นจะกลับสนามบินเลย จึงไม่เอากระเป๋าไว้ไทเปไม่อยากย้อนไปมา และขากลับจะกลับทาง HSR จึงไม่ฝากกระเป๋าไว้ที่ TRA Chiayi ตอนแรกจำคร่าวๆว่าบัสมีทุกชม. แต่ลืมดูไปว่าช่วงบ่ายโมงไม่มี ถ้าไม่ทันรอบ 12.05 น. ต้องรออีกที 14.05 น.กว่าจะถึงอาลีซานก็เย็นคงไม่ได้เดินเที่ยว จากนั้นพอเลี้ยวมาก็เจอกับป้ายรถเมล์ที่อยู่ด้านหน้าโซนที่เขาก่อสร้างใกล้กับวินรถแท็กซี่ ตอนแรกก็คิดว่าน่าจะเป็นแถวป้ายนี้ดูจะเป็นไปได้มากที่สุดแต่ก็ไม่เห็นว่ามีจุดไหนที่ขายตั๋วรถบัส เรากับน้องเลยเดินต่อไปอีกหน่อยแล้วก็งงๆอยู่แถวนั้นว่าจะเดินต่อดีไหม จุดขายตั๋วตามรีวิวอยู่ตรงไหนนะ โชคดีมีพี่แท็กซี่คนนึงแกมาถามเป็นภาษาจีนว่าจะไปไหน อาลีซานรึเปล่า เราก็บอกว่าอาลีซาน แกก็เลยพาเดินย้อนกลับมาที่ป้ายรถเมล์เดิมหน้าสถานีรถไฟแล้วก็ชี้ป้ายรถเมล์ที่เป็นป้ายรถเมล์นำเที่ยวแบบไต้หวัน แล้วเหมือนกับรถบัสก็มาพอดีแกเลยชี้ๆให้เราดู ซึ่งรถบัสที่วิ่งจาก TRA Chiayi ไป Alishan คือรถสายอะไรจำไม่ได้แต่เป็นเลข 4 ตัว ตัวรถบัสสีเขียวๆ สรุปก็คือรถบัสที่จะไปอาลีซานไม่ต้องซื้อตั๋ว สามารถใช้ easy card ได้ แต่ตอนนั้นเราไม่รู้เลยเหลือเงินไว้ในบัตรไม่มากเพราะวันรุ่งขึ้นเราก็จะกลับสนามบินเลย เราก็เลยจ่ายเงินสดไป 234 NT(ราคา พ.ค.2561) ซึ่งเพื่อนๆที่จะจ่ายเงินสดจะต้องเตรียมให้พอดีนะ ถ้าจ่ายเงินสดคนขับเขาก็จะมีสลิปใบเสร็จหรือ invoice ให้เราเก็บไว้เป็นหลักฐานว่าจ่ายเงินแล้ว ไว้แสดงตอนลงจากรถ ส่วนใครใช้ easy card เขาก็จะดูแค่ว่าเราแตะบัตรตอนขึ้น-ลง(อย่างที่เคยบอกไปในตอนจิ่วเฟิ่นว่าถ้าเป็นรถที่วิ่งระยะไกลจะต้องแตะบัตรทั้งตอนขึ้นและลงรถ และรถพวกนี้จะมีตัวเลข 4 หลัก) และใครอยากเช็คเวลารอบรถเข้าไปดูได้ที่ https://www.travelking.com.tw/eng/tourguide/alisha...

วิวข้างทางช่วงเริ่มขึ้นเขาแรกๆ จะเห็นหมากและกล้วยปลูกเต็มไปหมด


พอรถบัสวิ่งขึ้นมาสูงขึ้น ก็จะพบกับไร่ชาข้างทาง ใครมากับบางทัวร์ก็จะมีแวะหมู่บ้านที่ปลูกชาด้วย

ไม่แน่ใจว่าดอกอะไร ตอนแรกๆนึกถึงดอกนาโนะฮานะของญี่ปุ่น แต่ถ่ายรูปมาดูแล้วไม่น่าจะใช่ แต่สวยดี


นั่งรถไปประมาณ 2 ชม. รถบัสก็จอดข้างทางที่มินิมาร์ทรู้สึกว่าจะเป็นร้าน Hi-Life ซึ่งที่นี่มีห้องน้ำให้เข้าด้วย เค้าจะจอดราว 10-15 นาที ตอนแรกไม่กล้าลงจากรถ แต่เห็นคนลงหลายคนแล้วดูจอดจริงๆ ไม่ใช่แค่ให้คนขึ้นลง เราเลยถามคนขับก่อนลงถึงแกจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แต่ก็เข้าใจกัน แกชี้เลขให้ดูที่นาฬิกาข้อมือเป็นอันว่ารู้กันว่าจะต้องกลับมาให้ทันกี่โมง วิวตรงที่รถจอดข้างหน้าค่อนข้างดีงามเพราะมองเห็นไร่ชาอยู่ปลูกเป็นขั้นบันไดอยู่บนเขา เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะมัวรอคิวห้องน้ำ ขากลับมาขึ้นรถเวลาค่อนข้างจวนเจียนเลยกลัวเขาไม่รอ เดี๋ยวเป็นเรื่องใหญ่

เมื่อมาถึงรถบัสจะมาจอดบริเวณนี้

เมื่อลงจากรถบัสให้เดินมาข้างๆ 7-11 จะมองเห็นประตูทางเข้าอุทยาน

จากนั้นรถวิ่งมาอีกครึ่งชม.ก็มาถึงจุดจอดรถที่อาลีซาน ซึ่งรถจะจอดหน้า 7-11 ก่อนลงคนขับจะแจกกระดาษสีเหลืองใบเล็กๆ ให้เราไว้ยื่นกับเจ้าหน้าที่อุทยาน พอลงจากรถให้เพื่อนๆเดินมาที่ถนนข้างๆ 7-11 ทางขวามือ มองไปจะเห็นทางเข้าอุทยานอยู่ เดินไปเรื่อยๆจนถึงหน้าประตูแล้วเอาใบเหลืองยื่นให้เจ้าหน้าที่ดู เราจะได้ส่วนลดค่าเข้าอุทยาน 50 % ซึ่งอุทยานจะลดค่าเข้าให้สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเองโดยรถสาธารณะจากราคาเต็ม 300 NT เหลือ 150 NT ซึ่งถ้าเราเหมารถตู้ขึ้นมาก็ต้องเสียราคาเต็มนะจ๊ะ(ลืมเล่าว่าที่สถานีรถไฟเจียอี้ มีป้าแก่ๆเห็นเราเดินลากกระเป๋าเลยถามว่า "อาลีซานๆ" แต่เคยอ่านมาว่าเขาจะชวนไปขึ้นรถของแก เรากับน้องเลยส่ายหน้าเดินต่อไป แล้วแกก็หายไปมาเจอกันอีกทีหลังจากพี่แท็กซี่พามารอที่ป้ายรถเมล์ แกก็ทำหน้าไม่พอใจบ่นๆแบบเดาได้ว่า"ไหนบอกไม่ไปอาลีซานไง" 55)

พอผ่านประตูทางเข้าอุทยานเดินเข้าไปลากกระเป๋ามองเห็นเหมือนมีโรงแรมที่พักอยู่ด้านล่างทางซ้ายมือแต่ดูอยู่ลึกลงไปมาก พอเดินตรงมาเรื่อยจะเห็นสถานีรถไฟอาลีซาน เราเลี้ยวมาทางซ้ายมาเจอกับถนนซึ่งแนะนำว่าเพื่อนๆที่จองโรงแรมมา ลากกระเป๋าลงไปตามถนนทางซ้ายได้เลยนะสะดวกกว่ามาก พอลากลงไปเจอทางแยกอีกก็เลี้ยวขวาจะเจอโซนโรงแรมเรียงรายกันอยู่ แต่ตอนนั้นเราอ่านรีวิวมาว่าโรงแรมที่เราพักนั้นใกล้ลงบันไดทางลงจาก Visitor Center แล้วเลี้ยวขวาก็เจอเลย เราเลยเดินไปตามถนนอีกทางเพื่อไปทาง Visitor Center พอเดินไปทางนั้นก็จะเจอลานจอดรถกว้างๆ ตอนนั้นเราก็งงๆกันว่าจะไปทางไหนดี คือไม่รู้ว่าบันไดอยู่ทางไหน มีคนขับรถตู้คันนึงเขานั่งอยู่บนรถแล้วก็ถามว่าเราจะไปไหน เราเลยบอกชื่อโรงแรมและเอาใบจองโรงแรมให้เขาดู เขาก็ชี้ไปทางด้านหลัง ทางที่มีร้านโทรศัพท์ (แม้จะสื่อสารกันคนละภาษาแต่ก็สื่อสารกันพอเข้าใจ เราประทับใจน้ำใจของคนไต้หวันจริงๆ คือเราเจอหลายคนเขาช่วยเราโดยที่ไม่ต้องร้องขอเลย) พอเดินไปทางร้านโทรศัพท์จะมีทางเดินเป็นบันไดลงไป ซึ่งแคบและชันไม่เหมาะกับหิ้วกระเป๋าเดินทางลงไปเลย

อาคารไม้ที่เห็นไกลๆนั้นคือสถานีรถไฟอาลีซาน ตอนแรกเราลากกระเป๋ามาตามทางเท้า เห็นรถบัสเยอะคิดว่าเป็นลานจอดรถ จึงไม่กล้าลากกระเป๋าผ่านไปทางนั้น จึงลากกระเป๋าต่อไปทางซ้ายมือตามรูปด้านล่าง ซึ่งเพื่อนๆ จะลากตัดมาตามทางเท้าตามรูปด้านล่างก็ได้ แต่พอเจอถนนแล้วให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนน เพื่อไปยังรร. แต่ถ้าใครที่มีสัมภาระไม่ใหญ่และไม่หนักให้เลี้ยวขวาเพื่อไปทาง visitor แล้วลงบันไดข้างๆ ก็จะเดินใกล้กว่าพอสมควรเลย


บริเวณVisitor Centerจะเจอลานจอดรถ ข้างๆตึกที่มีรูปโทรศัพท์จะมีบันไดลงไปยังบริเวณโซนโรงแรม


พอไปถึงรร.เช็คอินเสร็จก็มีแทบไม่มีเวลาพัก เพราะเหลือรถไฟจากสถานี Alishan ไปสถานี Zhaoping อีกแค่ 2 รอบ คือรอบ 15.00 น. และ 15.30 น. แต่รอบ 15.00 น. มันกระชั้นชิดไปเราเลยไปรอบ 15.30 น. สำหรับเส้นทางนี้ราคา 100 NT แล้วเพื่อนๆที่จะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าต้องอย่าลืมซื้อตั๋วไปสถานี Chushan เอาไว้ก่อนนะ เพราะตอนเช้าจะไม่มีขาย ต้องซื้อล่วงหน้าเท่านั้น แต่สามารถซื้อเฉพาะขาไปเที่ยวเดียวก่อนได้ ราคาผู้ใหญ่เที่ยวละ 150 NTหรือจะซื้อไปกลับทีเดียวเลยก็ได้ 300 NT เราซื้อแค่เที่ยวไปก่อนกะว่าขากลับถ้าไหวก็จะเดินกลับ จะได้ชมวิวและถ่ายรูปสวยๆ ตามที่เค้ารีวิวกัน


กลับมาที่การนั่งรถไฟจากสถานี Alishan ไปยังสถานี Zhaoping กันต่อ ระยะทางช่วงนี้ค่อนข้างสั้น นั่งรถไฟแค่ 6-7 นาทีก็ถึงแล้ว

บรรยากาศภายในรถไฟสาย Alishan - Zhaoping (ไม่ต้องงงนะว่าทำไมเขียนไม่เหมือนกัน เราเจอเค้าเขียนตัว pin-in ทั้งสองแบบเลย แต่เราขอใช้แบบตัว Z แล้วกัน)


พอมาถึงสถานีรถไฟ Zhaoping ก็พยายามหาร้านค้า เพราะยังไม่ได้กินอาหารเที่ยงกันเลย กลัวไม่ทันรถไฟรอบสุดท้าย เลยมาหวังน้ำบ่อหน้า 555 ซึ่งตอนนั้นก็มีร้านค้าเปิดอยู่แค่ 2 ร้าน เป็นร้านขายของฝาก กับอีกร้านที่มีขนมของกินเล็กน้อย ไม่ค่อยมีอะไรน่ากินสำหรับเราเท่าไหร่ เลยได้มาแค่ถั่ววาซาบิซึ่งก็รสชาติดี แต่ไม่เหมาะกับเราที่ท้องว่างสักเท่าไหร่ จากนั้นเราก็ออกจากสถานีแล้วเดินมาตามถนนมุ่งหน้าเข้าสู่เขตป่าสนกันเลย แต่พอเริ่มออกมาเท่านั้นล่ะ ฝนก็เริ่มโปรยมาเบาๆ

รูปนี้เราหันหลังถ่าย ที่เห็นไกลๆ คือ สถานี Zhaoping ให้เพื่อนๆเดินมาตามทางนี้เลย

ดอกไฮเดรนเยียริมทาง

ทางเดินเริ่มเข้าสู่เขตป่า จะมีเสื่อหุ้มป้องกันต้นสนไว้ด้วย

จากสถานี Zhaoping เดินมาไม่ไกลก็จะเจอ Younger Sister Pond ก่อน แล้วจึงจะเจอ Sister Pond


Younger Sister Pond มาถึงตรงนี้ ฝนก็เริ่มตกหนักแล้ว ภาพเลยไม่ค่อยชัดเท่าไหร่



ป่าสนยิ่งใหญ่อลังการมากๆ


ถึงแล้ว Sister Pond ฝนมาแรงกว่าเดิม แต่มีคนเข้าไปหลบฝนเยอะแล้ว เลยตัดสินใจลุยฝนไปกันต่อ หวังให้ฝนเบาลงบ้าง ก็เหมือนฟ้าหลอกเราทำถ้าจะเบา แต่ก็มาๆหยุดๆ

เดินต่อจาก Sister Pond อีกไม่เท่าไหร่ก็จะเจอลานกว้างๆ ซ้ายมือ จะเป็นวัด Shouzhen วัดใหญ่ท่ามกลางป่าเขา แต่ตอนนั้นฝนตกแรงเราเลยไม่อยากฝ่าไป เราจึงเลี้ยวไปทางขวามือแทน ตรงนี้มีร้านขายของอยู่หลายร้าน แต่ฝนตกและเริ่มเย็นร้านก็ปิดบ้าง ร้านที่เปิดอยู่ก็ของกินร่อยหรอเพราะมีคนหลบฝนกันอยู่เยอะเหมือนกัน เรากับน้องไปต่อแถวซื้อขนมปังไส้ต้นหอม(ไม่รุจะเรียกว่าอะไรดี) พอถึงคิวก็เหลือชิ้นสุดท้ายพอดี เลยเอามาแบ่งกันสองคน พอที่จะประทังความหิวไปได้อีกหน่อย กินของอุ่นๆเวลาลุยฝนมารู้สึกดีไม่น้อยเลย

ตรงบริเวณนี้ถ้าเดินไปทางวัดจะมีจุดขึ้นรถนำเที่ยวด้วย ที่เรามองไปลักษณะจะคล้ายๆรถตู้นำเที่ยวสาย 108 ที่อุทยานแห่งชาติ Yangmingshan ซึ่งจะมีแถบสีเขียวคาดที่ข้างด้านรถ ตอนแรกเราไม่แน่ใจคิดว่านั่นเป็นรถของพวกทัวร์ พอมาดูโบรชัวร์ของอุทยานทีหลัง ถึงได้เห็นว่ามีรถนำเที่ยวจอดจุดต่างๆด้วย แต่ก็เป็นภาษาจีน แล้วตอนนั้นไม่เจอว่ามีใครรีวิวเกี่ยวกับรถนำเที่ยวที่นี่เลยเราก็เลยไม่ได้ใช้บริการ

ตรงบริเวณที่ขายอาหารนี้ตรงมุมจะมีทางลงไปยังสถานีรถไฟ Sacred Tree ทางลงดูเป็นป่าทึบ ฝนก็ยังตกอยู่ด้วย ไม่เห็นมีใครเดินลงไปสักคน ทำให้แรกๆเรากับน้องไม่กล้าลงไป แต่ไม่ไปก็ไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าจะกลับยังไง(ยังคิดว่ารถนำเที่ยวเป็นของทัวร์อยู่) พอรออยู่สักพักก็มีทัวร์คณะหนึ่งลงไป เราเลยเดินตามลงไปบ้าง พอลงไปตรงนี้จะมีทางแยกอยู่สองทาง เพื่อนๆจะไปทางไหนก็ได้นะ เพราะทางเดินนี้จะไปเจอกันที่สถานี Sacred Tree เหมือนกัน

ความคิดเห็น