Mount Kinabalu Climb : 4,095.2msl รีวิวโดย แค่อยากออกไป

Kinabalu Mountain : ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติคินาบาลู เมืองโกตาคินาบาลู รัฐซาบาห์ เกาะบอร์เนียวเหนือ ประเทศมาเลเซีย ได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของมาเลเซีย 'คินาบาลู' หรือ 'ภูเขาแห่งความตาย' ถือเป็นเทือกเขาแห่งจิตวิญญาณของผู

Mount Kinabalu Climb : 4,095.2msl

Mount Kinabalu Climb : 4,095.2msl

 วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561 เวลา 20.55 น.

 วันที่เดินทาง 2 ก.พ. 2561



Kinabalu Mountain : ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติคินาบาลู เมืองโกตาคินาบาลู รัฐซาบาห์ เกาะบอร์เนียวเหนือ ประเทศมาเลเซีย ได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของมาเลเซีย 'คินาบาลู' หรือ 'ภูเขาแห่งความตาย' ถือเป็นเทือกเขาแห่งจิตวิญญาณของผู้คนบนเกาะบอร์เนียว ยอดสูงสุดของคินาบาลู คือ Low's Peak มีความสูง 4,095.2เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง(msl) มีความสูงมากกว่าดอยอินทนนท์เกือบ 2 เท่า


ในอุทยานแห่งชาติคินาบาลู มีความหลากหลายของพันธุ์พืช แบ่งได้ตามระดับความสูง

1.ป่าดงดิบชื้น (Lowland Forest) ระดับความสูง 0 - 1,200msl

2.ป่าดิบเขาต่ำ (Lower Montane Forest) ระดับความสูง 1,200 - 2,350msl

3.ป่าดิบเขาสูง หรือ ป่าเฆม (Upper Montane Forest / Cloud Forest) ระดับความสูง 2,000 - 2,800msl

4.ป่ากึ่งอัลพาย (Subalpine Scrub) ระดับความสูง 2,800 - 3,700msl

5.โซนยอดเขา(Summit Zone) ระดับความสูง > 3,700msl

ด้วยความสูงที่มีมากกว่าจุดสูงสุดในประเทศไทยถึง 2 เท่า ทำให้ความหลากหลายของพืชมีมากกว่า

เราจะสามารถพบเห็นพันธุ์พืชที่แปลกตา พันธุ์พืชประจำถิ่น และพันธุ์พืชหายากได้ที่นี่


////เดินทาง 1 - 3 ก.พ. 2018/////

การจองทริป สามารถจองตรงกับทางอุทยานได้เเต่จะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากหลายอย่าง

กรุ๊ปเราเลยจองผ่าน Amazing Borneo Tours

////การเดินทางชิพิต Low's Peak (4,095.2msl)////


- ทริป 3 วัน 2 คืน -

////Day 1

- กรุงเทพฯ - โคตาคินาบาลู - เข้าที่พักในเมือง

(08.30น.- 17.00น.)

////Day 2

- เมืองโกตาคินาบาลู - อุทยานแห่งชาติคินาบาลู (1,564msl)

(05.30น.- 08.00น.)

- อุทยานแห่งชาติคินาบาลู - Timpohn Gate (1,866msl) - ที่พัก Laban Rata (3,273msl)

(09.00น.- 18.30น.) ***ปล.เวลาปกติของคนไทยจะเดินที่ 5 - 6 ชั่วโมง***

////Day 3

- ที่พัก Laban Rata - จุดเช็คพอยด์ Sayat-Sayat (3,668msl)

(02.00น.- 04.40น.) ***ปล.ต้องเดินให้ถึงจุดเช็คพอยด์ก่อนตี 5

- จุดเช็คพอยด์ Sayat-Sayat - Low's Peak (4,095.2msl)

(04.40น.- 06.44น.) ***ปล.ต้องเดินให้ถึง Low's Peak ก่อน 7 โมง

- Low's Peak - ที่พัก Laban Rata (3,273msl)

(07.00น.- 09.40น.) ***ปล.ต้องเดินให้ถึง ที่พัก ก่อน 10 โมง เพื่อเช็คเอ้าท์

- ที่พัก Laban Rata - Timpohn Gate - ที่ทำการอุทยาน

(11.00น.- 17.30น.)

- ที่ทำการอุทยาน - เข้าที่พักในเมืองโกตาคินาบาลู

(18.00น.- 20.00น.)


จุดหมายทริปนี้ของเรา ปรากฏอยู่บนธนบัตร 1 และ 100 ริงกิตมาเลเซีย แหลมๆ จะทิ่มฟ้า

ทริปนี้เรามากับ amazing borneo tours เขาจะจัดการให้ทุกอย่าง ทั้งแต่การติดต่ออุุทยาน คนนำทาง จัดการเรื่องที่พักและอาหารบนเขา รถรับส่งจากโรงแรมในเมืองไปยังอุทยานและะจุดเริ่มเดิน ครบเลย

เช้านี้ amazing borneo tours มารับเราที่หน้าโรงแรมตอน 05.30น. กลุ่มเรามีสมาชิก 19 คน เขาจึงใช้มินิบัสมารับ ถ้ามากันน่้อยกว่านี้ ก็จะใช้เป็นรถตู้มารับแทน

ออกเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติคินาบาลู และนี่วิวข้างทาง ย้ำว่าวิวข้างทาง

และนี่จุดหมายของเรา เอาจริงมองออกจากมินิบัสออกไป เห็นภาพนี้ ใจหวิวๆ เลยนะ แบบว่า
"นี่เราจะไปบนนี้จริงๆ หรอเนี่ย" รู้สึกขาอ่อนแรง

ระหว่างทางก็จะเจออะไรทำนองนี้ตลอดทาง บ้านเจอยาก บางทีนัดแล้วก็ไม่เจอ นี่ยังไม่ถึงจุดเริ่มเดินเลยนะ รู้สึกอิ่มหมอก

ถึงแล้ว ที่ทำการอุทยานแห่งชาติคินาบาลู หน้าตาอาคารจะดูแปลกๆ หน่อย

ถึงแล้วเราต้องมาลงชื่อรายงานตัวกับทางอุทยาน พร้อมกับกรอกเอกสารข้อมูลส่วนตัวข้อมูลการติดต่อฉุกเฉิ

เเล้วเราจะได้บัตรห้อยคอแบบนี้มา ด้านหน้าจะเป็นเหมือนในรูป ด้านหลังจะมีข้อมุลส่วนตัวของเรา มีชื่อนามสกุล วันที่เริ่มเดินขึ้น รหัสกลุ่ม ลำดับสมาชิกในกลุ่ม ไกด์ย้ำว่าบัตรต้องติดตัวตลอดเวลา ห้ามถอดถ้าหายต้องรีบแจ้งทันที กลุ่มเรามีไกด์ 4 คน เฉลี่ยไกด์ 1 คน ต่อ นักท่องเที่ยว 5 คน

จากจุดนี้ เราจะได้อาหารเป็น แอปเปิ้ล ไข่ต้ม แซนวิส ไก่ทอด และน้ำสองขวด พกใส่เป้ไปด้วย

จุดเริ่มเดินที่ Timpohon Gate เริ่มที่ความสูง 1,866msl

ก่อนเริ่มเดิน ไกด์จะอธิบายกฎและแนะนำข้อควรปฏิบัติ
เป็นเส้นทางที่อากาศแปรปรวนได้ตลอดเวลา เสื้อกันฝนต้องพร้อม ที่เน้นย้ำเลยคือ ไม่ควรเดินคนเดียว อย่างน้อยให้เดินไปด้วยกัน 2 คน
แล้วมีคำถามไปว่า มีทากไหม มีแมลงไหม
ไกด์ตอบว่า
"No"
"Tiger only"
"Tiger more more"
5555 ชอคค คค


ก่อนที่จะผ่านจุดเริ่มเดิน จะมีเจ้าหน้าอุทยาน คอยเช็คชื่อเรา โดยที่เราต้องแสดงข้อมูลหลังบัตรห้อยคอ เหมือนเช็คว่าเราได้เริ่มเดินทางจากจุดนี้ไปแล้วนะ คิดว่าเพื่อเป็นการง่ายในการติดตามตัว

เริ่มเดินราวๆ 9.45น.
อุณหภูมิตอนนี้ วัดได้ 19 องศาโดยประมาณ


เดินออกมาได้สัก 500m จะพบกับ Carson Waterfall ให้ได้เริ่มยกกล้องออกมาถ่ายกันพอกรุบกริบ


ทางเดินช่องนี้เป็นบันไดไม้ มีราวจับ


ทุกๆ 1km จะมีแผนที่บอกระยะทางและความสูงจากระดับน้ำทะเล แล้วก็จะมีจุดพักและห้องน้ำ เป็นระยะๆ เรื่องนี้หายห่วงได้เลย


คือหยุดถ่ายรูป?? ป่าวเราเหนื่อย


มองออกไป หมอกๆ แบบนี้ก็ฟินละนะ ใครจะรู้ว่าหลังจากความฟินนี้ เดินออกจากจุดนี้ไปเกือบสิบนาที ฝนตก! ตกแบบไม่ได้ตกมานาน อากาศที่ว่าเย็นๆ อยู่แล้ว กลายเป็นหนาวมากกก


ราวกิโลเมตรที่ 4-4.5 ความสูง 2,600-2,700msl

เดินมาถึงจุดนี้เกือบบ่าย 3 เป็นครั้งแรกที่มองขึ้นไปเห็น Laban Rata Resthouse บนกิโลเมตรที่ 6 ความสูง 3,273msl ซึ่งเป็นจุดหมายและที่พักแรมในคืนแรก และเเน่นอนว่า แนวหินสีดำทะมึนนั่นคือ จุด 4,095.2msl

ทางเดินขึ้นมีแต่บันได บันได แล้วก็บันไดหิน แล้วก็หิน เอาจริงนาทีนี้น้ำตาจะไหล


ยังไงก็ต้องเดินต่อ ปะ!!


ตอนนี้เดินผ่านกิโลเมตรที่ 5 มาแล้ว สภาพทางเดินเปลี่ยนเป็นหินเต็มตัว


ตอนนี้เดินผ่านกิโลเมตรที่ 5 มาแล้ว สภาพทางเดินเปลี่ยนเป็นหินเต็มตัว


หมอกหนาๆ ไหลผ่านตัวเราไปเรื่อยๆ ไต่ขึ้นมาถึงระดับความสูง 3,000msl ปลดล๊อคระดับความสูงยอดเขาในไทยแล้ว สภาพป่าแปลกตาไปมาก


800m !! ใกล้จะถึงที่พักแล้ว ระยะทางช่วงนี้มันช่างผ่านไปช้าเสียเหลือเกิน

เราเดินถึง Laban Rata Resthouse เกือบทุ่มนึงเลย ใช้เวลาเดินไปเกือบ 9 ชั่วโมง จากเวลาเดินเฉลี่ยของคนไทยคือ 5-6 ชั่วโมง

เดินมาถึงที่พัก ส่วนรับประทานอาหารกำลังจะปิด อาหารถูกเก็บ แต่ด้วยความรักความห่วงใยและความไวของเพื่อนในกลุ่ม ได้สำรองอาหารไว้ให้เรียบร้อย รอดไปอีกหนึ่งมื้อ กราบงามๆ จากจุดนี้เลย


ภาพสุดท้ายของวันแรก ก่อนที่จะเดินถึงที่พักและจัดหนักมื้อเย็น


Laban Rata Resthouse ที่ระดับความสูง 3,273msl เป็นอาคารหลังแรก ที่เคยเป็นที่พักของทีมสำรวจขุนเขาแห่งนี้ เป็นอาคารสองชั้น ชั้นหนึ่งแบ่งเป็นห้องครัวและส่วนที่นั่งทานอาหาร ชั้นสองแบ่งออกเป็นห้องๆ 4-8 เตียง เป็นเตียงสองชั้น มีห้องน้ำรวมแยกชายหญิง แต่แน่นอนว่าน้ำเย็นจนเกินจะอดทน

คืนนี้ เราต้องรีบจัดการตัวเองและนอนเอาแรงให้ได้มากที่สุด วันที่สองที่เราต้องขึ้นยอด Summit จะต้องตื่นมาทานข้าวเช้าและออกเดินตอนตี 2 ! แปลว่าต้องตื่นตี 1 ซึ่งตอนนี้สองทุ่ม อ่าา า ...

(สมมุติว่าถ่ายตอนมาถึง เพราะเรื่องจริงมันมืดและหมดเเรงแล้ว...)


ตี 1 ตรงแทบไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุก ทุกคนตื่นขึ้นพร้อมกัน จัดแจงเครื่องแต่งกาย แว่วๆ มาว่าอุณหภูมิราว 0-4 องศา เสื้อผ้ากันหน๊งกันหนาวเอามาเท่าไรจัดไปเต็มยศจาา

เป้าหมายวันนี้ เอาจริงไม่คิดว่าจะสามารถเดินขึ้นยอด Summit ได้ จากสถิติ 9 ชั่วโมงของวันแรก ดังนั้นเป้าหมายของเราคือ ต้องเดินไปถึงจุด Check Point ที่ตั้งอยู่กิโลเมตรที่ 7 ก่อนตี 5 เท่ากับว่าต้อง เดินขึ้นจากกิโลเมตรที่ 6 ไป กิโลเมตรที่ 7 โดยใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง

เทียบเป็น 1 กิโลเมตร ต้องเดินให้ถึงภายใน 2 ชั่วโมง แล้วภาวนาไม่ให้ฝนตก ถ้าเกิดตกหนักเขาไม่อนุญาติให้ขึ้น Summit ทุกกรณี

คิดว่าเราจะเดินถึงไหม....


07.00น. ณ Low's Peak จุดสูงสุดเทือกเขาคินาบาลู ที่ระดับความสูง 4,095.2msl เรามาถึงว่อย มาถึงคนสุดท้าย ไม่ใช่ท้ายสุดของกลุ่มนะ สุดท้ายของวัน เรามาทันพอดี

นี่คือภาพแรกที่เราเห็น นั่งยิ้มรออยู่เกือบชั่วโมงละ 555
นาทีนี้น้ำตาไหลพรากๆๆๆ


ยืนบน Low's Peak ยอดสูงสุด แล้วถ่ายออกไปรอบๆ


แล้วนี่ก็เช่นกัน


นี่น่าจะเป็น King Edward Peak


Sounth Peak ความสูง 3922msl นี่เป็นยอดที่น่าจะสวยสุดในเทือกเขาคินาบาลูนะ แล้วเราก็จะเห็นภาพยอดนี้บ่อยสุด

โอ๊ยย ย ยย สวยจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ขาวๆนั่นไม่ใช่หมอก แต่นั่นเฆม เรายืนอยู่เหนือเฆมอ่ะ

เราใช้เวลาเดินผ่านจุดนี้ชั่วโมงกว่าๆ เลย เห็นงี้เหมือนใกล้ๆ เห็นคนในรูปไหม ซูมๆๆๆ


เนี่ย ตอนเรากำลังจะเดินขึ้น Low's Peak กลุ่มนี้กำลังเดินลง กรี๊ดดดด


จาก Low's Peak มองลงไป ดูสเกลคนสิ ด้านหลังนั่นยอด St John's Peak ความสูง 4,091msl ยอดนี้แอบเหมือนแบทแมนมะ 55


นี่ Alexandra's Peak ความสูง 4,003msl แหละ


ต้องเดินลงละแดดเริ่มร้อน หินที่เราเห็นจากข้างบนที่เห็นว่าเล็กๆ นี่ไม่เล็กนะค๊าบ เบอเร่อ


ว่าด้วยเรื่องพรรณไม้บนระดับคาวมสูง 4,000msl ส่วนนี้จะเป็นพื้นหินแกรนิตทั้งหมด ไม่มีส่วนที่เป็นดิน จึงเป็นไปได้ยากที่จะมีต้นไม้เจริญเติบโตอยู่ แต่เราจะพบต้นไม้ในส่วนที่เป็นรอยแตกและรอยแยกของหิน ทำให้เกิดชั้นดินบางๆ สะสมอยู่ สามารถเจริญเติบโตได้ แต่ก็จะเป็นพุ่มเล็กๆ ต้นไม้แคระ มอส และเฟิร์น

ในภาพน่าจะเป็น vaccinium stapfianum


ตอนเดินขึ้นมา เราต้องเดินตามเชือกเส้นนี้ขึ้นมา ตอนเดินลงก็เช่นกัน


อากาศ ความชื้น การสะสมของตะกอนดินในซอกหรือ ก็อาจจะทำให้เกิดมอสขึ้นในระดับความสูงนี้ด้วยหนา


ไม้แคระต้นเตี้ยๆ


ยิ่งมีโอกาสได้ออกเดินทาง เราจะยิ่งรู้สึกว่าเราตัวเล็กลง เราตัวเล็กมากจริงๆ ธรรมชาติยิ่งใหญ่มากกกกกก


ตามซอกหิน


Sounth Peak ยอดที่เหมือนเป็นภาพจำของที่นี่


พื้นที่ลาดรองรับการพังทลายของหิน ที่แตกลงมาเป็นก้อนเล็กก้อนน้อย รวมกับความชื้นจากลมฝน ก็อาจจะทำให้เกิดเป็นชั้นดิน ให้พรรณไม้ตัวน้อยได้โตขึ้นด้วย

ช่วงที่เดินขึ้น Summit จะมีแผ่นป้ายบอกระยะทางและความสูง ติดอยู่บนพื้นแบบนี้อยู่ทุกๆ 500เมตร เป็นกำลังใจแก่ผู้ที่ก้มหน้าก้มตาเดินอย่างเรา 555

นี่ก็ด้วย


นี่ยอด low’s peak จุดสูงสุดที่ 4,095.2msl จากจุดที่เราถ่าย เดินขึ้นไปบนยอดนั่น ราว 20 นาทีเลย


เห็นลักษณะพื้นผิวหินบนนี้ มันดูน่ากลัวมากอะ สมกับฉายา ‘เทือกเขาแห่งความตาย’


ดูเป็นไม้แคระที่มีอายุ


เส้นทางเริ่มลาดลงทีละน้อย เช่นเดียวกันกับขาขึ้น มันก็เป็นเส้นทางเดินที่ลาดชันมากโข


นี่เป็น Ugly Sisters Peak ความสูง 4,032msl


ทะเลหมอกทะเลเฆมแยกกันไม่ออกเลย


ขาขึ้นเราต้องเดินขึ้นช้าๆ พลางใช้มือฉุดเชือกเอาตัวเองขึ้นมาตามเชือกเส้นนี้ ลาดลงไปแบบนี้เรื่อยๆ ลองนึกกลับกันตอนที่เราเดินขึ้นสิ โหววว ว ว เดินขึ้นมาได้ไงว้าา า

มีแอ่งเล็กๆ มีน้ำและตะกอนดินขังอยู่ เหมือนโอเอซิสบนยอดเขาหินแกรนิต ตั้งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของพรรณไม้ แอ่งเล็กๆ แบบนี้แล ทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้บนนี้

พี่ไกด์เดินอยู่กับเราตลอดเส้นทาง พี่เขาเดินอย่างกับเดินเล่นอยู่ในสวนหน้าบ้าน ความชิวของการเดินเช่นนี้ได้ มาจากการเดินขึ้นที่นี่มาร่วมสิบปี เฉลี่ยสัปดาห์นึงเดินขึ้น 2-3 ครั้ง


เดินผ่านทุ่งหินด้านบนลงมา เจอกับอีกทุ่งหินนึง มีความสลับซับซ้อนและความชันมากยิ่งขึ้น อี๊กกกก


พี่ไกด์ของอีกกลุ่มนึงกำลังเดินนำลิ่วๆ ไปแล้ว เจ้าหน้าที่อุทยานอีกคนยังคงนั่งรอเราพร้อมกับกล่องพยาบาลสีแดง

แล้วอาคารหลังสีเขียวๆ นั่น เป็นจุด Check point ที่เราต้องเดินกวดขึ้นมาให้ถึงก่อนตี 5


เมื่อเราผ่าน Sayat Sayat Hut ที่ระดับความสูง 3,668msl ลงมา เราจะเจอต้นไม้มากขึ้นกว่าส่วนที่เป็นหินแกรนิตด้านบน เขาเรียกว่า 'ป่ากึ่งอัลไพน์' จะพบในระดับความสูงตั้งแต่ 2,800 - 3,700msl เราจะเจอกับพรรณไม้ที่พบน้อยมากในประเทศไทย ด้วยปัจจัยทางความสูงและอากาศ จะพบพรรณไม้ที่มีความสูงไม่มาก เป็นเหมือนต้นไม้แคระ ไม้พุ่มขนาดเล็ก


Sayat Sayat Hut จุด Check point บนความสูง 3,668msl ก่อนตี 5 เราเดินถึงจุดนี้ราวตี 4 ครึ่ง ตอนเดินผ่านเจ้าหน้าที่ ขอให้เราแสดงบัตรประจำตัว เพื่อเช็คชื่อและเช็คพิกัดที่เราเดินอยู่ด้วย

นี่เป็นวิวที่มองออกมาจากส้วมในจุด Check point


มองลงไปเห็น Laban Rata Resthouse แล้ว เราต้องเดินลงไปถึงที่นี่ก่อน 10 โมงเพื่อ Check out จากที่พัก เห็นแบบนี้แทบอยากจะวาปลงไปเลย

เนี่ย เมื่อเช้าเราไต่ขึ้นไปได้ยังไง


หันกลับมามองวิวปลอบใจตัวเองหน่อย


เเต่เมื่อซูมเอาท์ออกมา แม่จ้าวเว้ย 555


ถึงช่วงที่มีบันไดละ บันไดที่ขาขึ้นเดินขึ้นห้าขั้นพักห้าขั้นพัก


จุดนี้ยังไงมันก็ดีมากอะ


ค่อยๆ เดินไปนะ อากาศตอนนี้ราว 25 องศาเห็นจะได้ แต่ลมเย็นๆ ก็ยังพัดมาตลอดเวลา


แล้วนี่เลย บันไดเมื่อกี้ คือแบบ...ตอนเดินขึ้นมันมืดมาก ซึ่งเป็นสิ่งดีมาก ถ้าตอนเดินขึ้นเห็นแบบนี้ คงเสียขวัญสุดๆ


ส่วนที่มีบันไดก็ มีบันได ส่วนที่ไม่มีบันไดก็ มีเชือกขาวๆ ไง


ส่วนนี้เริ่มกลับมาสู่ระดับความสูง ที่มีต้นได้แล้ว


หุบนี้สวยมากจริง แต่แอบน่ากว่ามากด้วย


เเอบเห็นว่า ต้นไม้บนนี้สีสันต์มันแปลกตา สวยดีจัง


ในเขต 'ป่ากึ่งอัลไพน์' เราจะได้เห็นพรรณไม้แปลกๆ สีสันต์สดใสเยอะมาก


สีแดงเจ็บแสบมาก หน้าตามันเหมือนกุหลาบพันปีเลย Rhododendron predominate


เริ่มเป็นเส้นทางดินละ เริ่มมีชั้นดินให้พรรณไม้ได้เติบโต ช่วงนั้นดูเหมือนต้นไม้ก็จะสูงขึ้นมากกว่าปกติ


หันขวับกลับไปมอง ขุนเขาตั้งตระหง่านน่าเกรงขามเสียนี่


เดินจ้ำกันต่อไป เห็นคนกลุ่มหน้าเดินอยู่ด้วย ค่อยอุ่นใจ


เริ่มหันมองพรรณไม้ต้นไม้น้อยๆ เออแปลกจริง กลับมาค้น นี่น่าจะเป็น leptospernum recurvum


ไม่เคยเห็นกล้วยไม้หน้าตาแบบนี้ ยืนพักเหนื่อย ได้พักมองดูน่าจะเป็นกล้วยไม้ดิน coelogyne papillosa

อันนี้คล้ายกับบนดอยอินทนนท์บ้านเรา เหมือนมอสออกดอก


นี่ leptospermum recurvum เวอร์ชั่นออกดอก


อันนีเจ๋งมากอ่ะ หาไม่เจอเลย ไม่รู้ว่ามันชื่อเสียงเรียงนามว่าอย่างไร

พุ่มนี้มีสีสันต์น่าสนใจมว๊ากกก กก


ส่องใกล้ๆ เป็นแบบนี้ ดอกสีส้มอมชมพู กลับมาค้นเจอน่าจะชื่อ vaccinium stapfianum


เนี่ย ที่นี่มีสามสี่อย่าง บันไดไม้ บันไดหิน หมอก และต้นไม้


หน้าตาเหมือนกุหลาบพันปีสีแดงข้างบนเลย หรือกุหลาบพันปีมีหลายสี หรือนี่ไม่ใช่กุหลาบพันปี แล้วนี่คือดอกอะไร

แต่ถ้าเป็นกุหลาบพันปี Rhododendron predominate จริงๆ แสดงว่าคำร่ำลือเป็นความจริง ว่ากันว่า กุหลาบพันปีพบได้บนเกาะบอร์เนียวมีมากถึง 50 สายพันธุ์ และสามารถพบได้บนเทือกเขาแห่งนี้ถึง 26 สายพันธุ์


เหมือนเดินอยู่ในสวนบอนไซ ลมหนาวพัดมาเย็นๆ หมอกไหลผ่านไปมา รู้ไหมมันฟินแค่ไหน ระหว่างยืนนึกฟินแบบนี้ ตะคริวกำลังจับน่องซ้ายอยู่ แอร๊ยยย


หมอกเห้ยยย นี่เสพตุนได้สี่เดือน


แอบชอบอันนี้ด้วย เห็นอะไรแปลกๆ ไหมละ จะเรียกว่ากิ่ง มันก็เล็กมากจริงๆ น่าจะต้องเรียกว่าก้าน ใช่ๆ ก้านแหละ ก้านมันมีเหมือนเปลือกไม้มาหุ้มสีเทาๆ มองตาเปล่าเหมือจะแห้งๆ ใส่แว่นมองก็เห็นเหมือนเดิม คือก้านมันเหมือนไม้ยืนต้นตายอะ แห้งตาย แต่ตรงส่วนปลาย เอ๊าาาา า เขียวขจี


นี่ก็ด้วยนะ คู่สีสวยมาก เทาส้ม


นี่เลย บันไดไม้ในตำนาน นี่คือเส้นทางเดินช่วงเเรกขึ้น Summit ตอนตี 2 เราต้องเดินขึ้นบันไดแบบนี้ ต่อเนืองกันเกือบ 500 เมตร ขาเรานี่สั่นผับๆๆๆ


นี่หน้าตาของส่วนรับประทานอาหาร เราลงมาถึงเกือบ 10 โมง ครัวกำลังจะปิดอีกเช่นเคย ผองเพื่อนเก็บของเช็คเอาท์รอ พร้อมกับอาหารจานโตที่ตักรอเราอยู่โต๊ะ

แล้วไกด์ก็เดินมาบอกเราว่า เดี๋ยว 11 โมงเริ่มเดินลง เราต้องเดินถึงอุทยานข้างล่างก่อน 5 โมงเย็น

เดี๋ยวววว จากตี 2 ถึง 10 โมงเช้า 11 โมงเดินต่อ ถึง 5 โมงเย็น

ช็อคคคคคค


ผ่านด่านบันไดแล้วเราก็มาถึง Laban Rata Resthouse จนได้ น้ำตาไหลซิกๆ


หลายกลุ่มเริ่มมารวมตัวกันที่ลานจอด ฮ. พร้อมจะเดินลง


หมอกขาวพัดเข้ามาคลุมท้องฟ้าไว้จนหมด บังไปทั้งเทือกเขาเลย

กลุ่มเรา 19 คนขึ้นยอดได้ครบทุกคน โดยมีเราขึ้นได้คนสุดท้ายของวัน พิมพ์ไปน้ำตาจิไหล

เริ่มที่จะเดินลง ขาขึ้นอากาศแปรปรวนยังไง ขาลงก็เป็นเช่นนั้นเลย ก่อนจะเริ่มเดินลงฟ้าใสเเจ๋ว ลงมาแปปเดีย มีความหมอก


เมื่อเราเริ่มเดินลงมาจาก Laban Rata Resthouse ที่ระดับความสูง 3,273msl ต่อจากนี้จะเราจะเจอ กับป่าอีกแบบนึง เป็น 'ป่าดิบเขาสูง' หรือที่เขาเรียกกันว่า 'ป่าเฆม'

ป่าดิบเขาสูงจะขึ้นปกคลุมพื้นที่ ที่ระดับความสูง 2,000msl ถึง 2,800msl เป็นป่าดั้งเดิมที่ถูกปกคลุมด้วยเฆม เป็นต้นกำเนิดฝนใน 'ป่าดิบเขาต่ำ'


ด้วยเฆมหมอกที่มีอยู่เยอะ ทำให้เกิดความชื้นมาก ทำให้มี 'พืชกลุ่มอิงอาศัย' epiphyte และ 'มอส' ขึ้นปกคลุมลำต้น เหมือนที่เราเห็นแบบนี้ เอ้อ ละเขาว่ากันว่าในป่าช่วงนี้ต้นไม้จะยังเป็นไม้แคระ มีความสูงน้อยกว่า 6 เมตร


เจอกล้วยไม้ดินด้วย มันน่าจะเป็น dendrochilum stachyodes นะ


นี่ไม่ได้หยุดรอเรานะ ยืนขาสั่นๆ กันอยู่เลย 55


นั่นไงมาแล้ววว วว ว
ไม่รู้ว่าหมอกหรือเฆม แยกไม่ออกเลย รู้แต่ว่ามันวิ่งๆผ่านตัวไปเรื่อยๆ Cloud Forest สมชื่อจริงๆ


อย่างกับนิยาย งามดีแท้ แต่ถ้าเดินทิ้งห่างเพื่อนๆ ออกไปคนเดียวนี่หลงเอาง่ายๆเลยนะ


800m to pl
ป้ายเดิมเพิ่มเติมคือแรงยังเหลือ ขาเดินลงขอให้บอกพี่ก้าวไม่ยั้ง ขาขึ้นนี่ไม่อยากคุย ขอหายใจแพพ


เขาว่ากันว่า dacrydium gibbsiae เป็น 'ต้นสน' สายพันธุ์พื้นเมือง ของเกาะบอร์เนียว


มันก็จะขึ้นสลับๆ กันไปแบบนี้ ต้นสูงไม่มาก ประมาณด้วยสายตาน่าจะราวๆ สองเมตร


นี่ rhododendron rugosum


ชื้นจัดชื้นจริง พื้นดินเต็มไปด้วยมอส แล้วมอสก็หน้าตาแปลกๆ ด้วยนะ


ดอกสีเหลืองๆ อันนี้ไม่รู้จักอ่า าา แต่ทำไมรู้สึกว่ามันเหมือนกับที่เจอบนดอยหลวงเชียงดาว


เจริญงอกงาม โตไวไวนะ


ภาพอย่างเบลอ เเต่มีภาพเดียว ต้นก้านใบมันสวยอย่างให้ได้ดู เหมือนมันจะเป็น dawsonia sp.


Nepenthes Villosa หม้อข้าวหม้อแกงลิง สายพันธุ์พื้นถิ่น ของเทือกเขาแห่งนี้เลย เขาว่ากันว่า มันสามารถเติบโตได้ในสูงสุดมากกว่า 3,200msl

เขายังว่ากันอีกว่าเทือกเขาแห่งนี้ สามารถพบต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ได้ 25 สายพันธุ์ แล้วบางสายพันธุ์ ก็ยังเป็นสายพันธุ์เฉพาะ ที่พบได้ที่นี่เท่านั้น


เป้าหมายของเราคือ Timpohn Gate อีก 4 กิโลเมตร
ช่วงนี้จะเจอคนเดินสวนขึ้นมาถี่ๆ เขามีคำถามไม่เกินสองคำถาที่เขาถามเรามา

"อีกไกลไหม" กับ "ข้างหน้าเป็นทางราบหรือยัง"
ฝรั่งพูดไทยชัดเน๊าะ 555 ไม่รู้ทำไมเวลาตอบกลับคนถามจะต้องอุทาน OMG!! แล้วหยุดพักจิบน้ำกันเดี๋ยวนั้นเลย

ก่อนที่จะแยกย้ายกันด้วยคำว่า "Good Luck"


ป่าดิบเขาต่ำ (lower montane rain forest) ขึ้นปกคลุมพื้นที่ระดับความสูง 1,200 - 2,350msl ป่าแบบนี้จะมีต้นไม้ที่มีความสูงปกคลุมหนาแน่น หนาแน่นแค่ไหน อยากรู้กดรูปต่อไปโล๊ดดด ด ด


ฝนตกหนักมาขึ้นเรื่อยๆ กล้องถ่ายภาพจะต้องถูกแทนด้วยไม้เท้าและเสื้อกันฝน เราจึงไม่สามารถถ่ายภาพ เส้นทางเดินลงต่อได้ เลาขอโตดด ดด

เราเริ่มเดิน 11 โมง เดินลงมาถึง Timpohn Gate เกือบๆ 6 โมงเย็น ขาลงต้องมาแสดงบัตร และเช็คชื่อออกจากเส้นทางเดินกับเจ้าหน้าที่อีกครั้ง เป็นอันเสร็จสรรพ


กลับมาถึงที่ทำการอุทยาน เจ้าหน้าที่ amazing borneo tours แลมินิบัสคันเดิมรอเราอยู่ พร้อมกับอาหารมื้อเย็น และแน่นอนว่ามินิบัสจะนำแก๊งซ์เราไปส่งยังโรมแรมในตัวเมืองแน่นอน

แล้วนี่เป็นโพย ไม่ใช่! certificate ที่บอกว่าเราได้เดินถึง Low's Peak จุดสูงสุด ของ M.Kinabalu 4095.2msl จะได้เป็น certificate สีสันต์สดใสแบบนี้ ถ้าเดินไม่ถึงหรือไม่ทันจุด Check Point ก่อนตี 5 ก็จะได้ certificate แบบขาวดำ แล้วระบุความสูง ณ จุด Laban Rata Resthouse

ข้ามทะเลมาเริ่มเดิน 19 หน่วย เดินถึงทั้งหมด โดยที่เลาถึงเป็นคนสุดท้าย สุดท้ายของกลุ่ม! ป่าว..สุดท้ายของวัน 5555


/////บรรยายสรุปนะ/////

- ในส่วนของเส้นทางเดิน : เดินทางด้วยเครื่องบินจาก กรุงเทพฯ - กัวลาลัมเปอร์(ต่อเครื่อง) - โกตาคินาบาลู

จากสนามบินโกตาคินาบาลูมีรถบัสเข้าเมือง ง่ายๆ ชิวๆ

- ในส่วนของอากาศ : ในตัวเมืองติดทะเล มีลมพัดเย็นสบายตลอดเวลา บริเวณอุทยานฯ

อากาศเย็นลงอย่างน่าตกใจ เดาว่าสัก 22 องศา เดินไปเกือบครึ่งทางฝนตกนัก ถึงหนักมากกกก

บนที่พักอากาศหนาวเย็นแทบจะบ้วนปากแปรงฟันไม่ได้ เรื่องอาบน้ำอย่าได้พูด อากาศวันที่ 2

เริ่มเดินตอนตี 2 เดินออกจากที่พัก แว๊ปแรกคือ 4 องศา หลังผ่านจุดเช็คพอยด์ คิดว่ามี 0 องศา

ที่ลมแรงมากกกก ตอน 7 โมงบนจุดสูงสุด แดดจะเผาร่างง ง ง ขาลงจากนั้นอากาศเหมือนขาขึ้น

ฝนตกหนักมากกก ก ก T^T

- ในส่วนของการเตรียมร่าง : ต้อง!! ออกกำลังกายหนา แนะนำให้วิ่งช้าๆ ต่อเนื่องกันให้ได้อย่างน้อย

30 นาทีโดยไม่หยุดพัก แล ควรจะสควอทได้ 300 ครั้ง โดยไม่เมื่อยล้า ทำล่วงหน้าก่อนไป 3 เดือนเป็นอย่างน้อย

- ในส่วนของอุปกรณ์และการแต่งกาย :

**อุปกรณ์**

* Trekking pole

* เป้น้ำ/กระบอกน้ำ (ทนความร้อนได้ บนที่พักมีแต่น้ำร้อน)

* เป้ day pack (ใส่เสื้อผ้าสำหรับเดินขึ้น summit)

* ยาส่วนตัว/ ขนมให้พลังงาน

* ไฟฉายคาดหัว(สำหรับเดินขึ้นยอด)

* นกหวีดน่ารักๆ

**แต่งกาย**

* เสื้อแขนสั้น/แขนยาว ระบายเหงื่อได้ดี 1-2 ตัว

* กางเกงขาสั้น/ยาว ระบายเหงื่อได้ดี

* ถุงเท้าสำหรับเดินป่า

* รองเท้าสำหรับเดินป่าพื้นหนากันหิน กันน้ำได้

* เสื้อกันฝน

* ถุงมือหนา (อากาศเย็นและต้องใช้จับเชือกเผื่อไต่ในบางเส้นทาง)

* ผ้าบัฟ

* หมวกกันหนาว

* หมวกกันแดดน้ำหนักเบา

**เครื่องแต่งกายกันหนาว**

* ชั้นที่1 >> Base layer หรือ Heat tech ใส่ทั้งเสื้อและกางเกง

* ชั้นที่2 >> เสื้อ fleece หรือ down เลือกที่น้ำหนักเบาพกพาง่าย

* ชั้นที่3 >> เสื้อกันลมกันฝน + กางเกงเดินป่า กันลมกันน้ำได้

- ในส่วนของอาหาร : เช้าวันเเรกก่อนเดินทางไปอุทยานฯ ดูแลตัวเอง จากจุดเริ่มเดินทีมทัวร์

จะมีอาหารและน้ำดื่มสำหรับมื้อเที่ยงให้เราคนละชุด มื้อเย็นบนที่พักมีอาหารให้ เป็นบุฟเฟต์

แต่จะปิดตอนทุ่มนึง เช้าวันที่ 2 ก่อนเดินขึ้นร้านอาหารจะเปิดตอนตี 1 ครึ่ง มื้อเที่ยงร้านเดิม

จะเปิดตอน 9 โมง แล้ว ปิด 11 โมง ปล.ค่าอาหารบนที่พัก Laban Rata รวมอยู่ในค่าทัวร์แล้ว

ยกเว้นเครื่องดื่มเพิ่มเติมและน้ำร้อน

- ในส่วนของส้วม : ส้วมมีความดีงามมากก ก ก ระหว่างทางเดินจะมีจุดพักทุกๆ 1 กิโลฯ

ในจุดพักจะมีส้วมอย่างดี ที่มีน้ำเย็นมากให้บริการ ลืมทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยทิชชูเปียกไปเลย

- ในส่วนของสัมภาระ : พกมาแค่ของจำเป็น อุปกรณ์กันหนาว น้ำดื่ม ขนมเพิ่มพลังงาน ของใช้ส่วนตัวและยา

เพียงเท่านั้น ก็พอออออ

- ในส่วนของใจ : เห็นแว๊ปแรกก็หลังรัก ตกลงปลงไปร่วมทริปนี้ได้โดยบัดดล จองทริปล่วงหน้าเกือบปี

ศึกษาการเตรียมร่าง เตรียมอุปกรณ์เสื้อผ้าหน้าผม อย่างพร้อมอ่ะ แต่ก็นั่นแหละเรามันมนุษย์เงินเดือน

ไม่มีเวลาออกกำลังกายเลยจ้าาา นับเวลาถอยหลัง สามเดือน สองเดือน หนึ่งเดือน เดือนสุดท้ายเพิ่งจะมาทำ

สควอทได้ 250 ครั้งแบบยังเมื่อยอยู่ แทบไม่ได้วิ่งเลย วันเดินทางรู้เรื่องเลย เป็นตะคริวน่องซ้ายตั้งแต่เช้าวันแรกก่อนเริ่มเดิน

ในวันเเรกปกติคนไทยจะเดินถึง Laban Rata ราว 4 - 5 โมงเย็น เรานี่จัดไป ทุ่มนึงเลยจ้าา หมดมากหมดเกลี้ยงเลย

วันที่สองเดินขึ้น Summit แว๊ปแรกก็คิดว่าน่าจะเดินไปไม่ทันเช้คพอยด์ตอนตี 5 แหละ แต่ก็มันไม่มีอะไรจะเสีย

เอาสักตั้งนึง ถ้าจะไม่ถึงก็เดินไปให้มันสุดแหละนะ เห๊ยยย ย ทันอะ ต้องขอบคุณพี่ไกด์เลยอ่ะคอยกระตุ้นให้ค่อยๆ ก้าว

ไปจนทันตัดตัว หลังจากนี้มันก็ฮึกเหิมสิ ค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ เดินต่อ เรากำลังเดินขึ้นคนอื่นเขาก็เดินสวนลงมา

จนเจอกับกรุ๊ปของเราเดินสวนลงมา ทุกคนพูดบอกกับเราคล้ายกัน "เก่งมาก สู้ต่อ ถึงแน่นอน" เงยหน้าขึ้นมายิ้มรับ

หยุดพักหายใจ แล้วก้มหน้าเดินต่อ แล้วมันก็ถึงอ่ะถึงทันเวลา ขอบคุณนะ ขอบคุณที่ยังยืนรอยู่บนนี้ นี่ส่วนของใจจริงๆ

ตอนยืนอยู่บนนั้นน้ำตาไหลพรากๆๆ นี่ส่วนของใจจริงจัง

เอาจริงอากาศมันเปลี่ยนแปลงบ่อยมาก แต่มันดีมันแปลกดี ต้นไม้แปลกตา เฆมหมอกวิ่งไปมาเผลอแปปเดียวหมอกหาย

หันมาอีกทีมีหมอกอีกและ เอากับเค้าสิ 555 วิวสวย แบบสวยมากก ก ก ก มาก เรื่องความสะอาดนี่เขาดูแลดีมาก

แทบไม่เจอขยะแบบเขาบ้านเราเลยนะ กระดงกระดาษทิชชูแทบไม่เจอ ที่สำคัญไกด์ดีมาก ทัวร์โครตดี ไม่ได้อวย จ่ายเองล้วนๆ 555

อยากให้ลองได้มายืนอยู่บนนั้นนะ สักครั้งก็ยังดี ตอนเดินลงมาถึงอุทยาน มีคนเดินเข้ามาถามว่า จะมาอีกไหม ตอนนั้นหยุดคิดไปสักพักนึง

แล้วบอกเขาว่า อยากมาอีกนะแต่เดี๋ยวก่อน ขอไปที่อื่นก่อน ตอนนี้มานั่งทำรีวิว ตอนที่พิมพ์มาถึงประโยคนี้ มันอยากจะกลับ

ไปยืนอยู่ตรงนั้นเสียตอนนี้เลย ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้เห็น ที่ยังไม่ได้เจอเลย อยากกลับไปอีกครั้งนึง ไปป่ะล่ะ

/////Trip's Budget/////

- ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ BKK- KUL - BKK 7,400THB

- ค่าโปรแกรมทัวร์ 2D1N Amazing Borneo Tours 15,700THB (เฉพาะการจองทริป 15 คนขึ้นไป)

- ค่าอาหารในเมือง 900THB

- ค่าโรงแรมในเมือง 2 คืน 2,000THB หาร 2 = 1,000THB

- ประกันการเดินทาง AIG 1,148THB

////ค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 26,148THB////


สามารถแวะไปเยี่ยมเยือนแลพูดคุยกันกับเราได้ที่

https://www.facebook.com/whenigoout/


#mountkinabalu

#kotakinabalu

#sabah #Borneo

#Malaysia #climb

#แค่อยากออกไป



ความคิดเห็น