KOTAKINABALU #อยากรู้ต้องไปลอง รีวิวโดย story from somewhere.

" K O T A K I N A B A L U " #อยากรู้ต้องไปลอง Mt.Kinabalu ยอดเขาในทวีปเอเชีย กับความสูง 4,095 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ภาพภูเขาหินสีดำกับวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สะกดทุกสายตา ความยากง่ายอยู่ในระดับปานกลาง และการเดินทางที่สะดวกสบาย ไม่แปลก

KOTAKINABALU #อยากรู้ต้องไปลอง

KOTAKINABALU #อยากรู้ต้องไปลอง

 วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 เวลา 19.05 น.

 วันที่เดินทาง 8 ก.พ. 2563

" K O T A K I N A B A L U "

#อยากรู้ต้องไปลอง


Mt.Kinabalu

ยอดเขาในทวีปเอเชีย กับความสูง 4,095 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล
ภาพภูเขาหินสีดำกับวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สะกดทุกสายตา ความยากง่ายอยู่ในระดับปานกลาง
และการเดินทางที่สะดวกสบาย ไม่แปลกใจที่คินาบาลูจะดึงดูดนักปีนเขาจากทั่วโลกให้มารวมตัวกันที่นี่


เรากับเพื่อนในกลุ่ม เคยมีประสบการณ์ ออกทริปเดินป่าปีนเขากันมาบ้าง แพ็คกระเป๋าหอบเตนท์ไปกันมาหลายที่ แต่คินาบาลูยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆที่เราอยากไปเสมอ เราวางแผนกันหลายครั้ง เช็คราคาตั๋วเครื่องบินกันก็หลายรอบ ก็ยังไม่ได้ไปซักที นักปีนเขาที่มีงานประจำ ข้อจำกัดอย่างเดียวที่ทุกคนต้องตกลงกันให้ได้คือ ' วันลา ' จะทำยังไงให้ทุกคนลางานตรงกัน นี่คือโจทย์!

หลังจากการวิดีโอคอลกันไปมาและสรุปได้ว่า เราจะออกเดินทาง
วันที่ 8-12 กุมภาพันธ์ 2020 คือช่วงที่เป็นไปได้มากที่สุด เราแบ่งหน้าที่และแยกย้ายกันไปจัดการตัวเอง แผนคือเดินทางห้าวัน รู้ตัวช้าด้วย ฮ่าๆ ตั๋วเครื่องบินโปรโมชั่นตัดทิ้ง น่าจะไม่เหลือแล้วจองอะไรได้ก็จองเลย เรื่องที่พักยังพอหาได้ในตัวเมือง ส่วนเรื่องการลงชื่อจองกับอุทธยานฯ เรารับหน้าที่ลุยเรื่องนี้เอง

+ ข้อมูลต่างๆเราอ่านจาก Blog : หมอๆตะลุยโลก

8 FEB 2020
เที่ยวบิน BKK-KUL-BKI
จากกรุงเทพ เราจองไฟล์ทเช้า AirAsia แวะเปลี่ยนเครื่อง 1 Stop ที่กัวลาลัมเปอร์
ถึงคินาบาลูกันบ่ายๆ จากสนามบินมี Shuttle Bus วิ่งรับส่งตลอด รถออกทุก30นาที
เลือกลงจุดใกล้ที่พักแล้วเดินต่อได้เลย

+ ที่พักในเมือง เราเลือก Good View Lodge Hostel
เหมาห้อง Mix Dorm 6 เตียง จะได้เป็นส่วนตัว กระจายของในเป้ของทุกคนได้
ราคาต่อรองกับลุงที่ดูแลมาได้ที่คืนละประมาณ 700 บาทไทย

9 FEB 2020
Kotakinabalu Day Tour
เรามีเวลา 1 วันในการทำความรู้จักกับเมืองนี้ เราว่าที่นี่มีความคล้ายกับสิงคโปร์ จำได้ว่าครั้งแรกที่
เข้าเซเว่นประทับใจกับไมโลมากๆ เป็นเครื่องดื่มยอดฮิตที่มีทุกรสชาติ อาหารส่วนมากเป็น
Street Food เมนูส่วนมากจะเป็นเส้นหมี่ เสิร์ฟเป็นซุปที่เรียกว่า Lak-Sa กับอาหารจีนคล้ายที่ไทย
มีบะหมี่เป็ดย่าง หมูแดง หมูกรอบต่างๆ เราก็ลองจิ้มๆมารสชาติใช้ได้ แต่มีความเค็มๆมันๆ
กินนานๆอาจจะเลี่ยน

แพลนวันนี้ เราแวะไปหลายที่เลย
เริ่มจาก Cafe Hopping ชิลๆ เดินได้ไม่ไกลจากที่พัก ร้านกาแฟสีฟ้า สังเกตได้แต่ไกลๆ
ชื่อว่าร้าน " Biru Biru Cafe and Bar " เหมาะกับวันนี้มากกกกกกกก ก.ไก่ล้านตัว ฮ่าๆ
เพราะเรายังเหนื่อยกับการต่อเครื่อง พอได้นั่งเล่นสั่งชามิ้นท์ลิ้นจี่หอมๆ เป็นการเริ่มต้นวันที่แฮปปี้มากๆ


นั่งชิลได้ซักพักก็ลองถามน้องบาริสต้า ให้แนะนำที่เที่ยวหน่อย
เราชอบคุยกับคน Local เพราะข้อมูลจะได้แบบที่เค้าชอบจริงๆ ไม่ใช่แค่ Landmark ทั่วไป
ที่ๆเราได้ข้อมูล คือ City Mosque จ้า ทัวร์มัสยิดกัน เพราะคนที่นี่นับถือศาสนาอิสลาม
มัสยิดจึงเป็นสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์มากๆ มี 2 จุดหลักจำง่ายๆว่า สีฟ้ากับสีชมพู
เรากดเรียก Grab มารับที่หน้าคาเฟ่เลย สะดวกมากๆ แถมเจอคุณลุงคนขับใจดี
ชวนคุยกันตลอดทาง แต่ช่วงนี้เริ่มมีข่าวเรื่องโรคระบาด Covid-19 จากพี่จีน
สถานที่ต่างๆ จึงปิดเพื่อทำความสะอาดกัน พวกเราเลยได้แค่เก็บภาพรอบๆแทน

14.00 น.
ได้เวลาแพ็คกระเป๋าไปกันต่อ
ไกด์ท้องถิ่นที่เราติดต่อไว้ชื่อ ลุงแจ็ค ! ที่คุยกันผ่านWhatsapp ตลอดเวลา
ตั้งแต่อยู่ที่ไทย ให้ลุงช่วยอัพเดทสถาณการณ์ช่วงโควิด + อัพเดทสภาพอากาศกันแบบ Real Time
เพราะคินาบาลูขึ้นชื่อเรื่อง อากาศแปรปรวน เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะ บางวันแดดจ้าสดใส
บางวันฝนตกหนัก ห้ามนักท่องเที่ยวขึ้นยอดเขา ดังนั้น! เวลาเรามีจำกัด ต้องเช็คให้ดีๆ
แพลน B ไม่มีในทริปนี้จ้า ลางานได้แค่นี้จริงๆ

อุทธยานคินาบาลู ที่เราจะไปปีนเขา อยู่ห่างจากตัวเมืองพอสมควร ต้องขับรถต่อไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง
ลุงแจ็คจอดรถรออยู่แล้วที่หน้าโฮสเทล หลังจากไปเที่ยวถ่ายรูปในเมืองกันทุกที่ทุกมุม ฮ่าๆ เราก็กลับมา
เช็คเอาท์ แบกเป้กระโดดขึ้นรถลุงแจ็คต่อ

Hello, Uncle Jack! We're soooo ready now !
ลุงแจ็คยิ้มให้ พร้อมโบกมือเชื้อเชิญเราขึ้นรถแวนขนาดกระทัดรัด ที่ในรถมีเพื่อนร่วมชะตากรรมเรานั่งรออยู่แล้ว 2 คน เราโบกมือทักทาย แนะนำตัวกันคร่าวๆ เพื่อนร่วมทริปเราเป็นคู่รักจากเยอรมัน ยังเด็กๆกันอยู่เลย นางเล่าว่าเป็นทริปปีนเขาครั้งแรก ตื่นเต้นมาก บนรถก็เฮฮากันไป ลุงแจ็คเป็นคนตลก ช่วยพวกเราคุยตลอดทางเลย ขับมาได้ซักพักลุงบอกว่า Let's take a break :) ลุงแจ็คพาแวะกินซาลาเปาเจ้าประจำ สั่งได้ไม่อั้นเพราะลุงเลี้ยงเอง ฮ่าๆ อร่อยมากกินกับไมโลเย็นๆ ก็แฮปปี้แล้วจ้า
กินอิ่มก็ไปกันต่อ ...
ขับรถไปซักพักลุงตีไฟเลี้ยวอีกแล้ว แวะเก่งเหลือเกินนน
คราวนี้ซื้อปูจ้า ใช่ค่ะทุกคนนน น้องปูตัวเป็นๆ ขยับก้ามโชว์ด้วย ฮ่าๆ ลุงบอกว่านี่คือวัตถุดิบหลักของมื้อเย็นเราวันนี้ ลุงเคยเป็นเชฟมาก่อน วันนี้จะโชว์ฝีมือทำอาหารเพื่อเลี้ยงต้อนรับพวกเราเอง โอ้ยเริดๆๆๆๆ

ในที่สุดก็ขับมาถึงที่พักชื่อ "Jungle Jack"
อาคารขนาดเล็ก 2 ชั้นบนภูเขา ท่ามกลางต้นไม้สีเขียว และฝูงน้องหมาเต็มไปหมด
วิ่งกระดิกหางมาต้องรับพวกเรา อากาศดีมากกกก ก.ไก่ล้านตัวอีกแล้ว เราหยิบมือถือขึ้นมาเช็ค
ตัวเลขบนจอคือเลข 9 AQI ตั่ยล้าวววว ในขณะที่กรุงเทพฯตอนนี้ค่า PM 2.5 พุ่งไปแตะ 150
ขึ้นสีแดงทุกวัน ตอนนี้ช็อคมาก รู้สึกขอบคุณที่พาตัวเองออกเดินทาง ได้ออกมาเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ บรรยากาศใหม่ๆ

มื้อเย็นวันนี้ ลุงแจ็คลงมือผัดปูให้กินตามสัญญา ผัดเสร็จร้อนๆก็ยกกระทะมาเสิร์ฟเลยจ้า
ลุงบอกให้กินเยอะๆ แล้วรีบเข้านอน พรุ่งนี้ภารกิจสำคัญรอพวกเราอยู่ !
ตื่นเต้นแล้ว หนาวมากๆด้วย แต่ก็ต้องกลั้นใจเดินไปอาบน้ำ ฮ่าๆ
เพราะขึ้นไปข้างบนเขา เราอาจจะไม่อยากเอาตัวไปโดนน้ำอีกเลยก็ได้
/ ขอให้พรุ่งนี้เป็นวันดีๆ อากาศดีๆน้า /

10 FEB 2020
ALL DAY TREKKING TRIP

เช้าวันนี้ อากาศสดใส ทุกอย่างเป็นใจมากๆ ลุงบอกว่าทีมพวกเราโชคดี
เพราะพายุผ่านไปเมื่อ 2 วันก่อน มีนักท่องเที่ยวหลายคนอดปีนไปพิชิตยอด
ทุกคนแยกย้ายไปจัดการตัวเอง แบ่งของใส่เป้ Daypack สำหรับค้างบนเขา 1 คืน
เช็คอุปกรณ์จำเป็น พวกถุงมือ เสื้อกันฝน ไม้ปีนเขา และสำคัญมากๆคือ ไฟฉายแบบคาด
มีบางคนลืมพกมา ที่โฮสเทลก็มีให้ยืมนะ ส่วนสัมภาระอื่นๆฝากไว้ที่นี่ได้
วันที่เราลงเขา ค่อยกลับมาแพคของกันอีกที

โฮสเทลของลุง ห่างจากทางเข้าอุทธยานประมาณ 100 เมตร
คือใกล้แบบสุดๆ ราคาแพคเกจของเรารวมทุกอย่างมาแล้ว
( ค่าธรรมเนียมอุทยาน / ค่าไกด์ท้องถิ่น / ค่าที่พัก 1 คืนรวมมื้ออาหาร )
ก่อนจะเริ่มภารกิจ นักปีนเขาทุกคนต้องมาลงทะเบียน กรอกเอกสารและรับสายคล้องคอ
ลุงแจ็คจัดการทุกอย่างและพาเรามาเจอกับไกด์ ที่จะช่วยดูแลตลอดทริปนี้
ทีมเรามีกัน 7 คน มาจากคนละที่ คละกันงงไปหมด ฮ่าๆ หลังทำพิธีถ่าย GroupShot
ลุงแจ็คโบกมือบ๊ายบาย และขอให้เราสนุกกับทริปนี้
เจอกันอีกทีตอนกลับลงมา

ประตูทางเข้า ก่อนจะเริ่มการเดินก้าวแรกชื่อว่า " Timpohon "
เป็นด่านแรกที่ทุกคนต้องมาฟังบรีฟ เส้นทางทั้งหมด ไกด์จะอธิบายทุกอย่าง
และทำการเซ็นต์ชื่ออีกครั้ง ก่อนจะเริ่มเดิน
โอเค เช็คความเรียบร้อยกันอีกที ดึงสายกระเป๋าให้กระชับตัว
พร้อมแล้ว ลุยเล่ยยยย :)

ตื่นเต้นเนอะ ภาพที่เคยอ่านในรีวิวแล้วอยากไปมากๆ
วันนี้เราพาตัวเองมาที่นี่แล้วจริงๆ ฮ่าๆ


กิโลเมตรที่ 1-3


ช่วงแรกๆต้องเดินขึ้นบันไดค่อนข้างเยอะ ทางเดินสะดวก มีราวจับ
และมีป้ายบอกระยะทาง+ระดับความสูงให้เห็นตลอด จะได้สบายใจว่าเราใกล้ถึงแล้ว ฮ่าๆ
ทุกๆ 1 กิโลเมตรจะมีจุดแวะพักเรียกว่า Shelter มีถังขยะ มีห้องน้ำ เราว่าการจัดการที่นี่ดีมากๆ
ระหว่างทาง เราทักทายเพื่อนใหม่หลายคน ทั้งที่เดินสวนลงมา และคนที่กำลังเดินไต่ระดับความสูง
ไปพร้อมๆกัน ทุกคนพูดคำว่า " สวัสดี " ได้ชัดเจน เมื่อรู้ว่าเราเป็นคนไทย

ลูกหาบเนี่ยพูดได้ชัดสุด ระหว่างทางที่ชวนคุย บางทีก็เปิดเพลงไทยไปด้วย สนุกมาก
หลายคนเป็นแฟนคลับพี่หญิงลี กับเพลง ขอใจเธอแลกเบอร์โทร จังหวะเหนื่อยๆแล้วได้ยินเพลงนี้
บางทีก็อดหัวเราะไม่ได้ ฮ่าๆ
ช่วงใกล้เที่ยง มีแวะพักเติมพลังกันบ้าง ด้วยเสบียงที่เราขนมาจ้างบ้านลุงแจ็ค
กินกันตลอดเวลา แต่แหล่งพลังงานที่ดีที่สุด คือ กล้วยหอม เลิฟมาก
กินได้ตลอด กินได้เรื่อยๆเลย


กิโลเมตรที่ 4-5


ช่วงหลังๆทางเดินจะเริ่มสูงและชันขึ้น จากทางเดินที่เป็นดิน สลับกับขั้นบันได
เปลี่ยนเป็นหินก้อนใหญ่ สลับๆกัน ต้นไม้ข้างทางก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากต้นไม้ใหญ่
เป็นไม้พุ่มมีดอก แต่ก็สวยไปอีกแบบ เรามองเห็นวิวยอดเขาชัดขึ้นทุกที

ดีใจที่รู้จัก 'เขา' มากขึ้น
รู้สึกชอบ 'เขา' มากขึ้น
จนอยากอยู่ใกล้ๆ 'เขา' ไปนานๆเลย :)


กิโลเมตรที่ 6


ช่วงสุดท้ายก่อนถึงที่พัก
เริ่มหายใจหอบแล้วน้า เพื่อนฝรั่งในแก๊งค์ก็ขายาวเหลือเกิน เดินเก่ง ปีนเก่ง
แซงเราไปแบบไม่มีทางตามทัน เด็กอ้วนอย่างเรา ก็ค่อยๆกระดึ๊บๆ
แวะถ่ายรูป ชมนกชมไม้ ไม่รีบไม่ร้อน เอาจริงๆ ร่างกายเริ่มล้าไปบ้างแล้ว
จิบเกลือแร่หมดขวดไปตั้งแต่ครึ่งทาง ช่วงกิโลเมตรสุดท้าย เลยต้องกัดฟันสู้กันหน่อย
แต่สุดท้ายก็ลากตัวเองมาถึง เย้! " Panalaban "

ที่พักของเราคืนนี้ เป็นอาคารสามชั้นอยู่ด้านหลังสุด
อาคารด้านหน้าหลังคาสีเหลือง ชื่อว่า "Laban Rata"
เป็นศูนย์รวมนักปีนเขาทุกคน ให้มารวมกันที่นี่ เหมือนเป็นพื้นที่ Common Area
นั่งพักได้ ชมวิวแบบ Panorama แถมด้วยมื้อเย็นจัดหนักจัดเต็มแบบบุฟเฟ่ ตักได้ไม่อั้น

หลังการนั่งพักผ่อน กินมื้อเย็นกันจนพุงป่อง
พี่ไกด์ก็เดินมาบรีฟให้ฟังว่าการปีนขึ้นยอดในช่วงท้ายต้องเตรียมอะไรบ้าง
พร้อมกับบอกเวลา นัดเจอกันอีกที ตอนประมาณตี2
ประชุมทีมเสร็จ บูมหนึ่งที ฮ่าๆ เรากับเพื่อนในกลุ่มก็แยกย้ายกันกลับเข้าที่พัก
ส่งท้ายวันนี้ ด้วยวิวพระอาทิตย์ตก แบบ 360 องศา ท้องฟ้าวันนี้สวยกว่าทุกวันเลย
อากาศก็เย็นกำลังดี ... อีกไม่ชั่วโมงจากนี้เราจะไปพิชิตยอดคินาบาลูกัน

02.00 น.
Low's Peak Trekking Part
||
อ่านไม่ผิดค่ะทุกคน ตีสองจริงๆค่า เราหลับกำลังสบายเลย
มีเพื่อนเดินมาปลุก เตรียมตัวปีนเขากันต่อ
ช่วงท้ายของการเดิน
อุปกรณ์ที่จำเป็นมากๆๆๆ คือ
1. ไฟฉายคาดหัว เพราะทางเดินด้านบนค่อนข้างมืด
2.Trekking Pole คู่ใจ เอาไว้พยุงตัวเราเอง
3. ถุงมือ เพื่อให้ความอบอุ่น และใช้เวลาเราจับเชือกปีนป่าย

เราเช็คความพร้อมของอุปกรณ์ในเป้ และยืดเหยียดเตรียมร่างกายนิดหน่อย
ก่อนจะเดินมาสมทบกับเพื่อนในทีมคนอื่นๆ พี่ไกด์ยังอยู่ประกบเราเหมือนเคย
มีบรีฟเพิ่มนิดหน่อย ถึงระยะทางและจุดที่ต้องระวัง
ทางเดินเริ่มจากการเดินตามขั้นบันได ก่อนจะเปลี่ยนเป็นการไต่ก้อนหิน
ออกซิเจนด้านบนลดลงเรื่อยๆและเป็นช่วงของภูเขาหิน ค่อนข้างลื่นและชันมาก
มีจุด Check-point อีกครั้ง ซึ่งทุกคนต้องผ่านและหยุดลงชื่อ
ก่อนเวลา 05.00 น. ถ้าช้ากว่านั้น จะโดนตัดสิทธิ์ไม่ให้ไปต่อ
อ่ะ ฟังแล้วก็ไม่กดดันเท่าไหร่ ใจสู้มากตอนนี้ ฮ่าๆ
อยากรู้แล้วว่าวิวข้างบนจะสวยแค่ไหน :)


กิโลเมตรที่ 7-9


ความมืดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะช่วงแรกเรามีเพื่อนเยอะแยะเต็มไปหมด
เดินข้างๆกัน เดินพร้อมกันไปเรื่อยๆ แต่พอผ่านจุด Check-point
อ้าว หายไปไหนกันหมด ... ความเร็วต่าง ระยะทางก็ห่างไปเรื่อยๆ
เราเริ่มหายใจหอบอีกครั้ง ก่อนจะพาตัวเองเดินมาเจอป้ายกิโลเมตรที่ 8

ช่วงท้ายๆของการปีน จะมีเชือกให้เราจับตลอด
ไม้ Trekking Pole เป็นตัวช่วยที่ดีมากๆในตอนนี้
เราก้มดูเวลา ประมาณ 05.30 น. ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว
เพื่อนคนอื่นๆ เริ่มเดินมารวมตัวกัน และในที่สุด
เราก็พาตัวเองขึ้นมานั่งถ่ายรูปบนยอด " Low's Peak "
กับความสูง 4,095 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล

เก่งมาก
บอกตัวเองว่า เก่งมากๆ :)


เหมือนธรรมชาติ เล่นตามบทที่เตี๊ยมกันมา
จังหวะที่เราปีนขึ้นไปพิชิตยอดเขา ท้องฟ้าค่อยๆเปลี่ยนสี
พระอาทิตย์ดวงเดิม โผล่มาทักทายอีกแล้ว แต่มาในระยะที่ใกล้กันมากกว่าที่เคย
สวยมากๆ คุ้มมากๆกับการเดินทางมาเพื่อสิ่งๆนี้
ภูเขาหิน ที่เราเคยเห็นในรูป ของจริงคือสวยกว่าสิบเท่าเลย
เราหยุดกับตัวเอง มองภาพตรงหน้า โอ้ยหายเหนื่อย
ลมเย็นๆ ยังพัดผ่านอยู่ตลอด

ยินดีที่ได้รู้จักกันนะ คุณคินาบาลู !

11 FEB 2020
ON THE WAY DOWNHILL
จากเช้าที่พิชิตยอดเขา จากจุดสูงสุด
วันนี้ทั้งวันเราหายไปกับการเดินไต่ระดับลงมาข้างล่าง
ขาขึ้นว่ายาก ขาลงก็ไม่ง่ายเช่นกัน หัวเข่าตอนนี้ระบมไปหมด
การเดินลงบันไดยากลำบากกว่าที่คิด แต่เราก็เอนเตอร์เทนตัวเอง
ด้วยการชวนกันร้องเพลงกับพี่ไกด์ตลอดทาง
แวะพักกันบ้าง ในบางจังหวะ จนกลับมาที่จุดเริ่มต้น
โฮสเทลลุงแจ็คเตรียมกับข้าวไว้รอแล้ว
เหมือนรู้ใจ มีไข่เจียวร้อนๆ เตรียมไว้ให้บนโต๊ะ ฮืออ
" Feel Like Home "

เราโบกมือลาทุกคนที่โฮสเทล ก่อนจะแบกเป้ใบใหญ่ขึ้นรก
เตรียมตัวกลับเข้าตัวเมือง

12 FEB 2020
LAST BUT NOT LEAST
วันสุดท้ายของการเดินทาง ฮ่าๆ จำได้ว่าตื่นเช้ามาปวดไปทั้งตัว
เราอาบน้ำ และแพ็คกระเป๋าอีกครั้ง เตรียมตัวไปสนามบิน
ขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯในช่วงบ่าย

นั่งนึกแล้วก็สนุกดี ทริปสุดท้ายก่อนโควิดจะระบาด
การตามล่าหาวันลางานมาได้ 5 วัน
กับประสบการณ์ติดต่อไกด์ท้องถิ่นด้วยตัวเอง
เป็นทริปที่งง และไม่พร้อมที่สุดในโลก
มีเวลาเตรียมร่างกายน้อยมาก แต่ใจนี่พร้อมสุดๆ !
ขอบคุณตัวเองอีกที ที่ทำสำเร็จ

ขอบคุณเพื่อนร่วมทาง
ขอบคุณและยินดีที่ได้เจอกับทุกคนเลย
:)

รายละเอียดเพิ่มเติม
1. ข้อมูล อุทธยานคินาบาลู / ตารางการปีนเขา ทุกอย่างอ่านได้จาก
https://www.mountkinabalu.com/

2.ข้อมูลไกด์และราคาแพคเกจ เหมาๆ 2D1N
เราติดต่อได้ในราคา 1,680 ริงกิต
3. ค่าเงินมาเลเซีย 1 ริงกิต = 7 บาทไทย *


ความคิดเห็น