ใครๆก็หลงรักหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก (ฉบับเต็ม) รีวิวโดย Chorkeaw Phraesuwan

สวัสดีค่ะ เราได้โอกาสไปหลวงพระบาง มา 4 วัน 3 คืน ตอนแรกเราก็คิดว่า ไปอยู่ที่นั่นหลายๆวัน จะน่าเบื่อมั้ย ห้างก็ไม่มี แต่เกินความคาดหมายค่ะ ห้างไม่มีความจำเป็นเลย ที่นี่เหมาะกับคนที่ชอบความสโลว์ไลฟ์มากๆค่ะ ที่นี่ค่อนข้างเงียบสงบ อาจจะเพราะเราไป ช่วงหน้าโลวซีซั่น เป็นหน้าฝน แต่อากาศค่อนข้างจะร้อน ถ้าวั

ใครๆก็หลงรักหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก (ฉบับเต็ม)

ใครๆก็หลงรักหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก (ฉบับเต็ม)

 วันพฤหัสที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561 เวลา 10.05 น.

 วันที่เดินทาง 12 มิ.ย. 2561

สวัสดีค่ะ เราได้โอกาสไปหลวงพระบาง มา 4 วัน 3 คืน ตอนแรกเราก็คิดว่า ไปอยู่ที่นั่นหลายๆวัน จะน่าเบื่อมั้ย ห้างก็ไม่มี แต่เกินความคาดหมายค่ะ ห้างไม่มีความจำเป็นเลย ที่นี่เหมาะกับคนที่ชอบความสโลว์ไลฟ์มากๆค่ะ ที่นี่ค่อนข้างเงียบสงบ อาจจะเพราะเราไป ช่วงหน้าโลวซีซั่น เป็นหน้าฝน แต่อากาศค่อนข้างจะร้อน ถ้าวันไหนฝนไม่ตก ที่นั่นมีอะไรหลายอย่างให้ทำ เช่นเดินเข้าไปในเมือง เดินไป ยอดพูสี เยี่ยมชมพระราชวัง เดิน night market แล้วก็เดิน ชมรอบเมือง สิ่งที่เราชอบจากที่นั่น คือ ของราคาไม่แพง ของทุกอย่างมีความเป็นเอกลักษณ์

เราไม่รู้เรื่องรถเข้าเมืองเท่าไหร่ แต่จากที่เห็นจากป้าย ราคาราวๆ 50,000 กีบ หรือ ฿200. ซึ่งบางคันก็สามารถหาคนมาหารเพิ่มได้ บางคันก็คิดราคานี้ต่อคน ต้องถามเค้าให้ดีๆค่ะ เพราะบางครั้งอาจจะเจอคนที่ฉวยโอกาส กับนักท่องเที่ยว เราจองห้องกับ Burasari Heritage เค้ามีรถรับส่งฟรีค่ะ รถเก๋มาก


สิ่งที่ทำให้เราเลือกจองกับโรงแรมนี้คือ ที่อาบน้ำเก๋มาก ถ้ามากับแฟนนี่ก็จะโรแมนติกหน่อยๆ 5555555 ราคาไม่แพงมากค่ะ เราจองกับทาง Website โดยตรง มีโปรโมชั่นอยู่ในเฟสบุ้ค ลองไปเช็คดูได้ค่ะ ราคาก็จะถูกกว่า จองกับ Agoda



ที่นี่มีร้านอาหารด้วยค่ะ ชื่อ The terrace ราคาก็พอๆกับไปกินข้างนอก เป็นอาหารไทย อร่อยมาก อร่อยกว่าบางที่ในกรุงเทพอีกค่ะ เชฟเป็นคนไทยค่ะ นั่งชมวิวแม่น้ำคาน กับทานอาหารอร่อยๆ ฟินมากค่ะ


ถ้าจะมาตักบาตรแนะนำให้ออกมาช่วง ตี 5:30 ค่ะ ราคาสำหรับข้าวเหนียวประมาณ 10,000-20,000 กีบค่ะ แต่โรงแรมที่เราพักก็จะจัดให้ฟรีค่ะ แต่ต้องบอกเค้าล่วงหน้า เราสงสัยว่า ถ้าใช้มือจก ข้าวเหนียว พอพระ เอาไปฉันท์ จะเค็มมั้ย เราเลยถามพนักงานไป เค้าบอกว่า หลังจากพระบิณฑบาตรเสร็จ เค้าจะเอาไปนึ่งใหม่ แต่ระหว่างตักบาตร เค้าจะไม่ให้ปั้นค่ะ การแต่งกายควรจะเรียบร้อย ถือว่าเป็นการให้เกียรติ และเคารพประเพณีของเค้าค่ะ เหมือนเราไปเข้าวัด ทำบุญ ช่วงใส่บาตรต้องใส่สไบ ทางโรงแรม หรือถ้าซื้อจากร้าน เค้าก็จะมีให้ ถือว่า เป็นประสบการณ์ที่ดีค่ะ


หลังจากตักบาตรเสร็จ เราก็ไปตลาดเช้าค่ะ ตลาดก็เหมือนตลาดบ้านเรา คนท้องถิ่นก็จะชอบมาซื้อที่นี่ เพราะราคาไม่แพง และสดใหม่ค่ะ เดินไปไม่ไกลจากที่ตักบาตรค่ะ ประมาณ 5-10 นาที ของที่ขาย ส่วนมากจะเป็นของสดค่ะ เราแนะนำถ้าจะซื้อขนมไปฝากให้ซื้อจากที่นี่ ราคาไม่แพงมากค่ะ ส่วนใหญ่ที่จะซื้อไปฝากก็จะเป็นพวก ผลไม้อบแห้ง กาแฟค่ะ


จากตลาดเช้า เราก็ไป ร้านประชานิยมค่ะ ร้านนี้จะอยู่ตรงทางออก ของตลาดเช้าเลยค่ะ ร้านนี้ค่อนข้างดังในหมู่นักท่องเที่ยวค่ะ นั่งกินโจ้กกับ ชา ริมแม่น้ำโขง ไม่มีอะไรฟินไปกว่านี้แล้ว ราคาก็จะไม่แพงมากค่ะ รสชาติดี เราว่า เหมือนข้าวต้มมากกว่า โจ้ก ขนมปัง จิ้มนม กับชาเย็น ฟินมากๆค่ะ


นี่คือบรรยากาศในหลวงพระบาง เราชอบเมืองนี้มาก คงความเป็นเอกลักษณ์ ไม่เปลี่ยนไปตามค่านิยม หรือกาลเวลา แม้แต่ เคเอฟซี หรือ แมคโดนัลด์ก็ไม่มี ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวมากมาย ที่นี่เหมาะสำหรับคนที่ชอบบรรยากาศ แบบย้อนยุค วินเทจ



หลังจากนั้นเราก็กลับไปพักที่โรงแรมค่ะ เนื่องจากอากาศร้อน ทำให้อยู่ข้างนอกนานๆมากไม่ได้ค่ะ เพลียจากการตื่นเช้าไปตักบาตร ถ้าอยากให้ภารกิจ พิชิตสโลว์ไลฟ์สำเร็จ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ สปา ที่นี่มีสปาหลายที่ แล้วก็มีร้านนวดแบบไม่แพงให้เลือกค่ะ เราเลือก ที่โรงแรมที่เราอยู่ ราคาไม่แพง แถมยังเป็นสปาที่ดีที่สุดจาก TripAdvisor อีกค่ะ สปาที่นี่ชื่อ Spa Burasari ชอบมากๆค่ะ เค้าจะมีพิธีบางอย่างก่อนนวดให้เรา รู้สึกผ่อนคลายแล้วก็ชอบที่เค้าทำสะอาดมาก ล้างมือตลอดก่อนจะนวดที่อื่น ตอนแรก เราปวดหลัง เค้าก็จะมีใบให้เลือกว่า ปวดตรงไหน ชอบเบาๆ หรือแรงๆ พอนวดเสร็จก็รู้สึกดีขึ้นค่ะ ตรงตามที่เราต้องการ ราคาก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับ คุณภาพ และ service mind ของที่นั่น


หลังจากสปาเสร็จ เราก็ไปขึ้นยอดพูสี จะบอกว่า บันไดแบบ ดูดพลังงานมาก ขั้นนึง คือประมาณ 1-2 ก้าว บันไดขึ้นยอดพูสี ประมาณ 328 ขั้น เหนื่อยมาก แต่ดีที่เราเตรียมน้ำไป เพราะฉะนั้น ใครจะมาขึ้นก็ เตรียมน้ำ กับใส่รองเท้าผ้าใบก็ดีนะคะ ถือเป็นการเซฟตัวเอง เราขึ้นไปช่วงประมาณ บ่าย2 เพราะไม่อยากอยู่ช่วงคนเยอะๆ เราว่าพื้นที่มันเล็ก ถ้าขึ้นช่วงพระอาทิตย์ตก จะวุ่นวายมากๆ เราชอบที่นี่อย่างนึงคือ ทุกอย่างมันสโลวไลฟ์จริงๆค่ะ ค่าเข้าชม 20,000 กีบ (ประมาณ 80 บาท)


สะพานไม้สำหรับข้ามแม่น้ำคาน ถ้าจะลงไปถ่ายรูปบนสะพาน หรือ ข้ามสะพาน ต้องเสียค่าผ่านทาง 7,000 กีบค่ะ ถ้าลงมาจากด้านหลังพูสี ก็จะเจอสะพานนี้ค่ะ



พอช่วงเย็นๆ เราก็ไป ตลาดมืด ที่นี่ จะเปิดตอน 5 โมง-4 ทุ่มค่ะ ก็เริ่มไปช้อปปิ้งกันค่ะ ของที่นี่ จะคล้ายๆกัน ราคาก็แล้วแต่จะต่อ สามารถต่อราคาได้ค่ะ คุณภาพก็โอเคเลย เราได้ชุดจากที่นี่ ไปประมาณ 3-4 ชุด ดีไซน์เก๋ น่ารักมากๆค่ะ ตลาดมืดค่อนข้างจะยาว เดินดูของไปด้วยแถมยังได้ออกกำลังกาย เดินยังไงก็ไม่เบื่อ ชมเมือง หรือจะดื่มเบียร์ลาว แต่เราไม่ชอบเบียร์ เลยไม่ได้ลอง แต่ถ้าใครอยากนั่งชิวๆ ก้มีหลายร้านให้เลือกค่ะ โดยที่นี่ จะมี curfew ตอนเที่ยงคืน เกือบทุกร้านจะปิดตั้งแต่ 5 ทุ่ม ก็ได้ความรู้สึกแปลกไปอีกแบบ


ก่อนออกข้างนอกเราก็มาทาน Breakfast ที่โรงแรมค่ะ เราชอบครัวซองมากๆ อร่อยมากกก สามารถสั่งเค้าได้เลยค่ะ พวกเบคอน หรือไส้กรอกเค้าจะทำให้ตอนเราสั่ง จะไม่วางไว้ในถาด ซึ่งเราคิดว่า หลายๆโรงแรมควรจะทำแบบนี้ เพื่อให้อาหารร้อน



เราก็ เดินรอบเมือง รับอากาศบริสุทธิ์ ที่นี่คนส่วนใหญ่จะเดินกับปั่นจักรยานค่ะ ถ้าจักรยานก็จะเป็นนักท่องเที่ยว ซะส่วนใหญ่ มีร้านกาแฟนึง ที่เราชอบมากๆ คือเดินผ่าน แล้วได้ยินเพลง เพลงเก๋มากๆ เข้ากับเมืองแล้วก็บรรยากาศภายใน วินเทจสุดๆค่ะ ร้านชื่อ Café de Laos เราชอบการตกแต่งของร้านมากๆ กาแฟก็รสชาติดีค่ะ


ตอน 11.30 เราต้องเตรียมตัวไป น้ำตกกวางสี ค่ารถ อยู่ที่ราคาประมาณ ฿200-300 เราเลือกจองกับโรงแรมเลยได้มาในราคาที่ค่อนข้างถูก จะใช้เวลาประมาณ 45 นาที-1 ชมในการเดินทาง ก็ถือว่า คุ้มค่าที่ได้ไป เพราะน้ำตกสวยมาก ตอนแรก เราเห็นรูปเราก็คิดว่าคน แต่งรูปให้ดูฟ้า คือน้ำตกนี่ สีฟ้าจริงๆ ค่ะ มีหลายชั้น บางชั้นก็สามารถ เล่นน้ำได้ บางชั้นก็เล่นไม่ได้ ต้องคอยดูป้ายเอาค่ะ



ระหว่างทางลงก็จะมีของที่ระลึกขาย เราคิดว่าไปซื้อที่ตลาดจะถูกกว่าค่ะ


สิ่งที่เราคิดว่ามันน่าแปลกคือ อยากจะออกไปข้างนอกตลอด เพราะรู้สึกว่าอยากเก็บความทรงจำนี้ไว้นานๆ พอถึงโรงแรมไม่นานเราก็เตรียมตัวจะไป Sunset Cruise ค่ะ โดยแพคเกจที่เราเลือกจะมี ให้ฟรี บางแพคเกจ อาจจะต้องจ่ายค่าล่องเรือ แต่ราคาไม่แพงมากค่ะ ชมพระอาทิตย์ตกดินที่แม่น้ำโขง บอกเลย ฟินมากๆ ประทับใจจริงๆค่ะ


วันที่3 เราตัดสินใจว่า จะไปชมพระราชวัง กับ วัดเสียงทอง เราไปชมพระราชวังช่วงเช้าๆค่ะ จะ เปิดเวลา 08.00 - 11.30 น. และ 13.30 - 16.30 น.ค่าเข้าชม 30,000 กีบ (ประมาณ 120 บาท) ถ้าเข้าไปแค่ในเขต ถ่ายรูป เข้าฟรีค่ะ แต่ถ้าเข้าไปข้างใน ต้องเสียเงิน และห้ามถ่ายรูป การแต่งกายจะต้องแต่งให้เรียบร้อยเพราะเป็นการแสดงความเคารพ เราชอบพระราชวังมากๆ เพราะอยู่ใจกลางเมืองและบรรยากาศ รอบๆ ก้ร่มรื่น


พอบ่ายๆ เราก็เข้า cooking class กับโรงแรมค่ะ เนื่องจากอาหารส่วนมากเป็นอาหารไทย เค้าก็จะสอนให้ทำอาหารไทยค่ะ เราไปเรียนเพราะ complimentary ดีกว่าปล่อยให้เสียเปล่า บวกกับไม่มีอะไรทำด้วยค่ะ โดยส่วนมากจะเป็นคนต่างชาติที่เข้าทำอาหารค่ะ เราชอบบรรยากาศระหว่างทำ อยู่ริมแม่น้ำคาน ฟินเว่อ คนนอกก็สามารถมาเรียนได้ค่ะ ซึมซับบรรยากาศ


หลังจาก Cooking class เสร็จ เราก็ไปวัดเชียงทอง ในความคิดเรารู้สึกว่า วัดนี้สวยมากๆ ดีเทลเริ่ด แต่อยู่ได้แค่แปปเดียว เพราะวัดค่อนข้างเล็ก เดินแปปเดียวก็หมดแล้ว สำหรับใครที่จะมา อย่าลืมแต่งกายให้เหมาะสมค่ะ เพราะเราต้องให้เกียรติสถานที่ แต่ถ้าลืม จริงๆ เค้าก็จะมีผ้าถุงให้เช่าค่ะ ถ้าใครเคยไปวัดพระแก้ว แล้วใส่ขาสั้นหรือแขนกุดไป ที่นั่นก็จะมีให้เข้าคิว เอาผ้าถุง แต่ที่นี่ ต้องเสียเงินค่าเช่าผ้าถุงค่ะ


เนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์ ทุกๆวันอังคารกับวันศุกร์ จะมีร้านพิซซ่าชื่อ The secret pizza เป็นอิตาเลี่ยนพิซซ่าของแท้ เนื่องจากเจ้าของร้านเป็นคนอิตาลี และเป็นคนทำค่ะ ร้านนี้ค่อนข้างดังและเต็มตลอด ถ้าจะไป ต้องจองล่วงหน้าก่อน ไม่งั้นเสียเที่ยว เราแนะนำเลย พิซซ่าอร่อย แล้วก็ไวน์ถูกมาก


ขวดนี้ราคา ฿700-800 เราก็จำราคาแน่ๆไม่ได้ แต่รสชาติดีค่ะ เราคิดว่าถ้ามาไทยคงราคาราวๆ ฿1500-2000 นอกจากเบียลาวแล้ว อย่าลืมลองไวน์ที่นี่นะคะ ถูกลื้ม



วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว เราต้องกลับบ้าน เลยเดินรอบๆเมือง ก่อนมาเราคิดว่า อาจจะไม่สนุกเท่าไหร่ เนื่องจากเราชอบไปทะเลมากกว่า แต่เห็นช่วงนี้หลวงพระบาง ราคาถูก เพราะเป็นโลว์ซีซั่น เลยอยากลองทำตัว slow life หลวงพระบาง ที่นี่แบบเกินความควาดหมายมากๆ เราคิดว่าต้องน่าเบื่อสุดๆ Club ที่มี EDM ก็ไม่มี จะรอดมั้ยเนี่ย สรุป ไม่อยากกลับบ้าน อยากอยู่ต่อ เพราะเราหลงเสน่ห์ที่นี่มากจริงๆ ทำให้เราทิ้ง แสงสีไปเลย ไว้เจอกันใหม่อีกแน่นอนหลวงพระบาง 😊





ความคิดเห็น