Exploring Singapore : ประเทศสุดคูล! สนุกสุดเหวี่ยง 4 วัน 3 คืน รีวิวโดย we journey

You never know until you go.. ไปประเทศ ‘สิงคโปร์ ‘ มีเพื่อนถามเราว่าไปทำไม ที่นั่นมีอะไร น่าเบื่อมั้ย สำหรับเราที่นี่เจ๋งจริงๆนะ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เที่ยวได้ทุกแนว ไม่ว่าจะเป็น กิน เที่ยว ช้อป หรือธรรมชาติ และการมาครั้งนี้เราก็ได้ไปเที่ยวหลายที่เหมือนเดิม ถึงแม้จะเดินกันขาลาก แต่ขอบอกว่

Exploring Singapore : ประเทศสุดคูล! สนุกสุดเหวี่ยง 4 วัน 3 คืน

Exploring Singapore : ประเทศสุดคูล! สนุกสุดเหวี่ยง 4 วัน 3 คืน

 วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เวลา 15.10 น.

 วันที่เดินทาง 10 ก.ค. 2561

You never know until you go..

ไปประเทศ ‘สิงคโปร์ ‘ มีเพื่อนถามเราว่าไปทำไม

ที่นั่นมีอะไร น่าเบื่อมั้ย สำหรับเราที่นี่เจ๋งจริงๆนะ

มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เที่ยวได้ทุกแนว

ไม่ว่าจะเป็น กิน เที่ยว ช้อป หรือธรรมชาติ

และการมาครั้งนี้เราก็ได้ไปเที่ยวหลายที่เหมือนเดิม

ถึงแม้จะเดินกันขาลาก แต่ขอบอกว่าฟินสุดๆ

กับทริป 4 วัน 3 คืน จะสนุกแค่ไหนไปดูกันน

อันนี้จะเป็นแพลนสถานที่หลักๆที่เราไปกันในทริปนี้ค่ะ

[Clarke Quay, Chinatown, วัดศรีมาริอัมมันต์ (Sri Mariamman Temple), วัดพระธาตุเขี้ยวแก้ว (Buddha tooth relic temple), Bugis Village, Haji lane -Masjid Sultan, Little India , Sri Veeramakaliamman Temple, Marina Barrage, Garden by the Bay (ดูการแสดง Light and sound show), Marina Bay Sand (ดูการแสดง Wonder Full Light & Water Spectacular),เดินเล่นรอบๆอ่าวมาริน่า, สะพานHelix, Esplanade, Jubilee bridge, Universal Studios, Siloso beach, Merlion Park, Fountain of weath,Fort canning park]

ติดตามภาพถ่ายอื่นๆได้ที่^^

เพจ>>https://www.facebook.com/wejourneys

Instagram>> https://www.instagram.com/ou.wejourney

[Day1]

เราขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมืองเวลา 17.30น.ถึงสนามบินชางงี(Changi Airport)Terminal4 ประมาณ 21.15น. เวลาท้องถิ่นที่สิงคโปร์จะเร็วกว่าไทยประมาณ1ชั่วโมง ทริปนี้เราไปกันสองคนค่ะ

เราแลกเงินมาจากไทยเรียบร้อยแล้ว

หลังจากผ่านตม.เราเดินไปตามป้าย Bus to T2 & MRT เพื่อขึ้นรถบัสฟรีไปยังTerminal2 ที่นั่นเป็นจุดขึ้นรถ Mrt (Changi Station)ค่ะ

นั่งรถมาไม่นานก็ถึง Terminal 2 จากนั้นเดินไปตาม ป้าย Train to City เพื่อไปขึ้น Mrtค่ะ

และก่อนที่เราจะขึ้นMRT อย่างแรกเลยก็ต้องซื้อบัตรโดยสาร EZ link กันก่อน ค่าบัตรโดยสารใบละ 12 SGD จะแบ่งเป็นค่าบัตร 5 SGD และมูลค่าในบัตร 7 SGD เราเติมเพิ่มอีก10 SGDค่ะ หลังจากได้บัตรแล้วเราก็นั่งไปHostelกันเลย

จากสถานี Changi (Jo koon)- Change at Expo (Bukit Panjang)- Change at Chinatown (Punggol)- Arrive at Clake Quay ออกExit E เลี้ยวซ้าย เดินลอดอุโมงค์ไปสองสะพาน Hostel จะอยู่ด้านขวามือค่ะ Hostel ที่เราจองไว้คือ 5Footway.inn Project Boat Quay จองผ่านแอพ Agoda เราจอง3คืน 5,546บาท ที่เราเลือกที่นี่เพราะเดินทางสะดวกใกล้ MRT Clarke Quay และอ่าวมาริน่า ราคาไม่แพงมาก


พอไปถึงก็เจอกับน้องพนักงานพอดี เลยทำการเช็คอินห้องพักให้เราผ่านตู้คีออสสะดวกดี

เก็บของเรียบร้อยมีเวลาอีกนิดหน่อยพอให้เราได้ไปสำรวจแถว คลากคีย์(Clarke Quay) กัน

แถวนี้จะเป็นย่าน กิน ดื่ม เที่ยว ยามค่ำคืนที่มีชื่อเสียงและคึกคักมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศสิงคโปร์ อยู่ริม 2 ฝั่งของแม่น้ำสิงคโปร์


เดินเล่นสักพักเริ่มหิว เราเดินไปซื้อมาม่าที่มินิมาร์ทข้าง MRT Clark Quay มานั่งกินริมแม่น้ำกัน ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบ^^

[Day2]

วันนี้เราตื่นกันตั้งแต่ 6โมงเช้า เพราะแพลนแน่นมาก55 ที่ Hostel มีอาหารเช้าด้วยนะแต่เราไม่ทันได้กิน เพราะมีแพลนไปกินอาหารเช้าที่ ร้านยาคุน คายาโทสต์กัน ตอนเช้าๆในวันหยุดที่นี่จะเงียบมาก ระหว่างทางก็แวะถ่ายรูปไปด้วย

จะต้องบอกก่อนว่าทริปนี้เราเดินเยอะจริงๆ55เพราะอยากจะเห็นไปซะหมด จากที่พักเราเดินเล่นมาเรื่อยๆประมาณ 15นาที ก็ถึงร้าน ยาคุน คายาโทสต์ (Ya Kun Kaya Toast) ร้านนี้เป็นร้านขายอาหารเช้าสไตล์สิงคโปร์

สาขาที่เราไปเป็นสาขาเก่าแก่ที่สุด ตั้งอยู่ที่ 18 China Street อยู่แถวบริเวณ Fareast Square ใกล้กับ Chinatown

ในเมนูจะมีให้เลือกทั้งแบบเป็นเซ็ทและแบบแยก เราเลือกสั่งเป็นเซ็ทแล้วแบ่งกันเพราะยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่และสั่งน้ำขิงร้อนเพิ่มอีก1แก้ว ตอนแรกเราเลือกเซ็ท C แต่พนักงานแนะนำให้เราเลือกเซ็ท A บอกว่าแล้วจะติดใจ55 โอเครร ถ้าพูดขนาดนี้ก็คงต้องเลือกแล้วแหละ และก็อร่อยจริงๆขนมปังกรอบๆหอมเตาถ่านกับความหวานละมุนของสังขยาและเนย กินคู่กับไข่ลวก และที่ขาดไม่ได้ก็คือ กาแฟรสชาติเข้มข้น

กินเสร็จแล้วก็เดินต่อไปที่ห้าง People Park เพื่อไปซื้อตั๋ว Universal ที่ ร้าน Sea wheel travel กัน

ร้านตั้งอยู่ที่ชั้น3 ร้านนี้เป็นที่นิยมของคนไทยเนื่องจากขายตั๋วในราคาถูกกว่าซื้อหน้างาน ราคาตั๋วจะอยู่ที่ 68$ ค่ะ

ซื้อเสร็จแล้ว เราก็มาเดินเล่นย่าน ไชน่าทาวน์(Chinatown)


ที่นี่จะเต็มไปด้วยร้านค้าเล็กๆมากมายไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร,ร้านขนม,โรงแรม,ร้านขายของฝากของที่ระลึก ตึกที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล รอบๆจะประดับประดาด้วยโคมไฟสีสันสวยงาม

เราเดินเล่นแวะซื้อของที่ระลึกกันนิดหน่อย จนมาถึงวัดศรีมาริอัมมันต์(Sri Mariamman Temple) ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดใน ไชน่าทาวน์ แถมยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานอีกด้วยนะ ลักษณะโดดเด่นของที่นี่คือทางเข้าที่เป็นเจดีย์สูงตระหง่านอันงดงาม

ตอนเราไปถึงวัดคนคึกคักมากเพราะด้านในวัดมีการจัดงานแต่งงานพอดี เราแวะเก็บภาพที่นี่ไม่นานเพราะคนเยอะมาก

เดินถัดมาอีกหน่อยจะเป็น วัดพระเขี้ยวแก้ว หรือ Buddha Tooth Relic Temple

วัดนี้เป็นที่เก็บพระบรมสารีริกธาตุพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้าไว้ และยังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ว่าด้วยเรื่องราวทางศาสนาพุทธและวัฒนธรรมอีกด้วยนะ

เข้าไปด้านในสวยมาก มีรูปปั้นแกะสลักพระพุทธรูปประดับอยู่โดยรอบ

เดินเลยจากวัดพระเขี้ยวแก้วไปไม่ไกลจะเป็นศูนย์อาหารแม็กซ์เวล(Maxwell) ซึ่งมีร้านข้าวมันไก่ขึ้นชื่อดังอย่าง เทียนเทียน(Tian Tian Hainanese Chicken Rice) ที่หลายๆ คนบอกว่าอร่อยเด็ด

ไปถึงคนต่อคิวยาวมาก แต่รอไม่นานค่ะเพราะทำกันเร็วมาก รสชาติไก่นุ่ม น้ำจิ้มอร่อย สมคำล่ำลือ

ตบท้ายด้วยขนมหวานชื่อว่า Chendol เราติดใจเมื่อครั้งไปมาเลเซีย มีโอกาสได้กิน พอมาที่นี่มีขายเลยไม่พลาดที่จะชิมกัน

จากนั้นเราเดินต่อไปที่ Red Dot Design Museum แต่พอไปถึงอ้าว!!55ตัวอาคารได้ถูกล้อมผ้าใบทั้งตึก มีการแจ้งว่าที่นี่ได้ปิดตัวแล้ว ส่วนตัวพิพิธภัณฑ์ Red Dot Design Museum นั้น ได้ย้ายที่ตั้งใหม่ไป จัดแสดงอยู่ที่ อาคาร Marina Bay Waterfront Promenade แทน

ที่ต่อไปที่เราไปกันคือ Bugis Village เราเดินไปขึ้นMRT ที่ใกล้ที่สุดเป็น สถานี Tajong Pagar เรานั่งไปลงสถานี Bugis ออกExit C จากหน้า Bugis Junction มองไปเยื้องขวานิดๆ เดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามจะเป็นด้านหลังของ Bugis Backpackers Hostel

ไฮไลท์หลักของที่นี่คือมุมถ่ายรูป ที่เป็นบันไดวน (Spiral straicase) สีสันสดใสนั่นเอง

ถ่ายรูปเสร็จแล้วเดินไปที่ถนน Haji lane ระหว่างทางเราผ่าน masjid Sultan มัสยิดนี้ สร้างในปีค.ศ. 1928 ออกแบบโดยสถาปนิก ชาวไอริช

จุดเด่นของสุเหร่านี้ อยู่ที่ตัวโดมทองคำที่สวยงามเห็นแต่ไกลเลย เสียดายว่าเราไม่ได้เข้าไปด้านในเพราะเวลาไม่พอ

จากมัสยิดเดินมาไม่นานก็ถึงถนน ฮาจิเลน(Haji Lane) หรือมีชื่อเรียกแบบท้องถิ่นว่า ตรอกฮัจญี เป็นถนนช้อปปิ้งสายเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสินค้าแฟชั่นจากร้านค้าและแหล่งรวมของวัยรุ่นชาวสิงคโปร์ตั้งอยู่ในย่านกัมปง กลาม (Kampong Glam)

ร้านค้าส่วนใหญ่จะขายเสื้อผ้าวัยรุ่น กระเป๋า รองเท้า ร้านจักรยาน ผับบาร์ และร้านอาหาร

ความพิเศษของที่นี่ก็คือภาพเพ้นสีสดใสของบรรดาร้านค้าต่างๆ

เรามาแวะกินน้ำผลไม้กันที่ร้านไสตล์เม็กซิกัน Tres Amigos

นั่งเล่นกันพอหายเหนื่อยก็เดินกลับไปที่ MRTสถานี Bugis เพื่อนั่งไปลงที่สถานี Little India ออกจากสถานีเลี้ยวขวาไปก็จะเจอกับย่าน ลิตเติ้ลอินเดีย(Little India)

สำหรับเราที่นี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งย่านที่ดูมีสีสันมากในสิงคโปร์ เป็นย่านการค้าของชาวอินเดีย มีตึกรามบ้านช่อง ที่มีสีสันสุดคัลเลอร์ฟูลอันน่าตื่นตาตื่นใจ

เดินต่อไปอีกหน่อยจะเจอกับ วัดศรีวิรามกาลีอัมมัน(Sri Veeramakaliamman) เป็นวัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดของย่าน ลิตเติ้ลอินเดีย

เรามาถึงประตูวัดยังไม่เปิดมีป้ายติดอยู่ว่าเปิดสี่โมง ดีว่าเรามาถึงก็เกือบสี่โมงแล้ว รอไม่นานก็เปิดให้เข้าไปด้านในค่ะ ก่อนเข้าเค้าจะมีผ้าให้เราคลุมด้วยนะเพื่อความสุภาพ^^

จากประวัติที่นี่ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เจ้าแม่กาลี ภายในวัดก็จะมีรูปปั้นและรายละเอียดต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นอย่างวิจิตรประณีตและมีสีสันสวยงาม

เริ่มเย็นแล้วเรามีแพลนที่จะไปดูพระอาทิตย์ตกกันที่ เขื่อนมารีน่า บาร์ราจ(Marina Barrage) จากวัดเราเดินไปขึ้นmrt ที่สถานี Little India ไปลงสถานี Bayfront ออก Exit B เดินมาทางสวน Garden by the Bay

แวะถ่ายรูป Super Tree grove กันนิดหน่อย

ตอนนี้เริ่มหิวแล้ว หาข้าวกินกันก่อน ที่นี่จะมี Food Court ที่เรียกว่า Satay by the bay เดินตามป้ายบอกทางไปเรื่อยๆค่ะ ที่นี่มีร้านอาหารให้เลือกเยอะแยะเลย

กินเสร็จแล้วเราก็เดินต่อไปที่ เขื่อนมารีน่า บาร์ราจ(Marina Barrage) ที่นี่จะเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์

เดินขึ้นมาด้านบนวิวสวยมากที่นี่จะเป็นเหมือนสวนสาธารณะลอยฟ้า และสามารถชมวิวเมืองสิงคโปร์ได้สวยอีกจุดนึง และยังถือเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวสิงคโปร์อีกด้วยนะ

ที่นี่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะและภาพความอบอุ่นของเพื่อนและครอบครัวไม่แตกต่างจากบ้านเราเลย

เรานั่งเล่นกันจนถึงประมาณ 19.00น. ก็ได้เวลาเดินไปที่ Garden by the Bay เพื่อไปรอดู การแสดง Light and sound show ที่ Super tree Grove Free! ในรอบ19.45น.กัน

ไปถึงคนเริ่มจับจองที่นั่งรอบโคนต้น Supertree กันแล้ว แนะนำว่าให้หาจุดชมสักจุดเลือกเอามุมที่ชอบได้เลย ถึงเวลา19.45 น. เสียงเพลงเริ่มดัง พร้อมแสง สีที่ต้นไม้ เปลี่ยนสีสลับไปมาดูอลังการดี^^ใช้เวลารอบละ15 นาทีค่ะ

เสร็จแล้วเราเดินต่อไปยังตึก Marina Bay Sand เพื่อออกไปยังอีกฝั่งด้านหน้าตึก ที่มีการแสดง Wonder Full Light & Water Spectacular รอบ 20.00

เดินทะลุเข้ามาด้านใน Marina Bay Sands

ตอนแรกคิดว่าจะเดินมาไม่ทันแล้วเพราะคนเยอะและเดินไกลพอสมควร แต่พอดีว่าเค้าทำการแสดงเลทนิดหน่อยประมาณ 20.30 ค่ะ ถือว่าเป็นการแสดงน้ำพุแสง สี เสียงเพลงประกอบที่ดูสวยงามมาก การแสดงประมาณ 15 นาทีเหมือนกันค่ะ


ดูเสร็จเราเดินเล่นไปทาง ตึก Louis Vuitton เพื่อเก็บภาพรอบๆอ่าวมาริน่าเบย์

สะพานเฮลิกซ์ (Helix Bridge) สะพานรูปเกลียวคู่แห่งแรกของโลก ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากโครงสร้างดีเอ็นเอของมนุษย์

มุมสุดฮิตสำหรับถ่ายรูปยามค่่ำคืน

สะพานจูบิลี (Jubilee Bridge)เป็นทางเดินเลียบริมน้ำที่เชื่อมระหว่าง Esplanade Theatre กับ merlion park

โรงละครเอสพลานาด(Esplanade Theatres) ตึกรูปทรงหนามทุเรียน ที่นี่เป็นโรงละคร สำหรับจัดแสดงละครและคอนเสิร์ตด้วยนะ

เรามาแวะพักกินชาเขียวที่ร้าน the coffee bean & Tea leaf ที่อยู่ด้านในตึก




กินเสร็จก็เดินลงไปที่ Mrt สถานีEsplanade ข้างล่างมีของขายเยอะแยะเลย เราเดินกันไปจนถึง MRT สถานี City hall เราขึ้น Mrt ไปลงสถานี Clark Quay เพื่อกลับที่พักค่ะ

[Day3]

วันนี้เราตื่นกันแต่เช้าเหมือนเดิม อาบน้ำแต่งตัว กินข้าวเสร็จก็ออกเดินทาง วันนี้เรามีแพลนไปตะลุย Universal Studios กัน จากที่พักเราเดินไปขึ้นMRTที่สถานี Clarke Quay ไปลงที่สถานี HarbourFront ออกExit E จะเข้าสู่ตัว ห้าง VivoCity


ขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้น 1 จะเจอป้าย Sentosa Boardwalk เดินตรงไปเลย หรือถ้าใครไม่อยากเดินก็ให้ขึ้นไปชั้น 3 ของห้าง จะมีรถไฟฟ้า(Sentosa Express)บริการอยู่ จากสถานี Sentosa นั่งไปลง Universal Studios ได้เลย ตรงนั้นคือสถานี Waterfront Station เสียค่าใช้จ่ายคนละ 3 SGD แต่เราเลือกเดินไปทาง Sentosa Boardwalk เพราะอยากเดินเล่นไปเรื่อยๆดูวิวทะเลเพลินๆ ปกติทางนี้จะเสียค่าผ่าน 1 SGDแต่เราไม่เสีย อาจเป็นเพราะยังเช้าอยู่ค่ะ ใช้เวลาเดินประมาณ 20นาที

เดินไปตามป้าย Universal Studios ก็จะเจอจุดลูกโลกค่ะ

เรามาถึงที่นี่ 8.30น.ก็มีคนมารอจำนวนนึงแล้วนะ^^ ประมาณ9.30น Universal Studios ก็เปิดให้เข้าค่ะ

(รูปที่เราลงจะเป็นรูปส่วนหนึ่งของเครื่องเล่นที่เราเล่นนะคะไม่ใช่ทั้งหมดถ้าลงหมดกลัวจะไม่สนุกกัน รวมถึงมีคำบรรยายนิดหน่อย^^) เราเดินวนไปทางซ้ายมือก่อนค่ะเริ่มต้นด้วย

1.โซน Hollywood จะอยู่ตรงทางเข้า ไม่มีเครื่องเล่น จะมีโรงละครแพนเทจส์ ฮอลีวู๊ด เทียเตอร์, Universal Studios Store, Celebrity Cafe’ & Bakery, ร้านอาหาร, The Dark Room ขายอุปกรณ์กล้องถ่ายรูป, The Brown Derby มีหมวก และอุปกรณ์แต่งตัวแบบแฟนซี เป็นตัวการ์ตูนให้ยืมใส่ถ่ายรูปค่ะ

2.โซน Madagascar โซนนี้จะเป็นเครื่องเล่นเด็กๆ

Madagascar: A Crate Adventure ล่องเรือช้าๆ ไปตามแม่น้ำ ผจญภัยไปกับเหล่าตัวการ์ตูนจากเรื่อง Madagascar

3 โซน Far Far Away

Shrek 4-D Adventure เข้าไปในปราสาท ด้านในจะฉายภาพยนต์ 4 มิติ เรื่อง Shrek ฉายประมาณ 20 นาที

Enchanted Airways เป็นรถไฟเหาะหัวมังกร รางเล็กๆ วิ่งช้าและไม่ค่อยสูงเท่าไหร่ ใช้เวลาไม่นานค่ะ

แวะเติมพลังกันนิดหน่อย

Puss In Boots’ Giant Journey รอนานพอสมควร ประมาณ 30 นาทีได้ เป็นรถไฟเหาะ เหวี่ยงนิดหน่อย พอให้ตื่นเต้น ข้างในมี Detail น่ารักดี

4.โซน The Lost World


Canopy Flyer เป็นที่นั่งแบบห้อยขา นั่งเป็นคู่ 2 คู่ นั่งหันหลังชนกัน กระเช้าจะเคลื่อนที่ พาชมวิวในโซน The Lost World

WaterWorld เป็นการแสดงโชว์สตั๊นแมน คนดูเยอะมาก แนะนำให้ไปก่อนเวลาแสดง อย่างน้อย 15 นาที การแสดงของนักแสดงถือว่าเก่งค่ะตื่นเต้นดี

5.โซน Ancient Egypt เป็นรถไฟเหาะผจญภัยในที่มืด มีหมอก ควัน ถอยหลังตีลังกา เอฟเฟคสวยงาม แนะนำว่าไม่ควรพลาดสนุกมากก

6.โซน Sci-Fi City Transformers The Ride 3D เป็นรถไฟเหาะ + แว่น 3 มิติ ผจญภัยแบบในฉาก Transformers ใครที่เป็น FC หนังเรื่องนี้ไม่ควรพลาดเลย

Battlestar Galactica HUMAN เป็นรถไฟเหาะรางสีแดง หวาดเสียวหน่อยๆ เหวี่ยงขึ้นลงกำลังดี วิ่งค่อนข้างเร็วแต่ก็สนุกดีค่ะ^^

7.โซน New York โซนนี้เราเดินถ่ายรูปอย่างเดียวเลย มีรถคลาสสิค สวยๆ จอดให้ถ่ายรูปอยู่หลายคัน ตึก อาคารบ้านเรือนทำจำลอง สถาปัตยกรรมเหมือนอยู่ในนิวยอร์คและก็จะมีการแสดงหน้า The Rockafells เป็นการแสดงเต้น B-Boy ทุกคนเต้นเป็นมืออาชีพมาก มีการชวนคนดูไปร่วมเต้นด้วยฮาดี

เราเล่นเสร็จก็ประมาณ 5 โมงเย็น เวลาผิดไปจากที่วางแผนไว้ อาจเพราะเป็นวันอาทิตย์คนเยอะมากๆทำให้การต่อคิวเล่นเครื่องเล่นแต่ละอันนานหน่อย แต่ไม่เป็นไรถือว่าคุ้มแระ เราเดินไปขึ้น Sentosa Express เพื่อที่จะไปถ่ายรูป Sentosa Merlion แต่พอดีที่สถานีรถไฟฟ้าคนเยอะมากเราเลยตัดสินใจเดินไป ไม่ไกลมากค่ะ

ถ่ายรูปเสร็จเราก็นั่งรถไฟฟ้า(Sentosa Express)จาก สถานี Imbiah Station ไปลงที่ สถานี Beach Station

จากนั้นก็รอรถ Shuttle bus ฟรี ไป หาดSiloso จริงๆ เดินไปก็ได้นะ ไม่ไกล แต่ในเมื่อมีรถฟรีให้นั่งเราก็นั่งไปดีกว่า^^

Siloso beach เป็นหาดเล็กๆที่มีนั่งท่องเที่ยวคึกคักพอสมควร เราชอบนะ ถึงทะเลจะไม่ใสเท่าไหร่แต่บรรยากาศดีมาก

เรานั่งเล่นที่หาดกันจนพระอาทิตย์ตกเลยค่ะ

ก่อนกลับเราแวะกิน snow Mocha กันที่ ร้านSnowstory ไอเดียเก๋ๆชองร้านนี้ก็คือจะมีหิมะตกที่หน้าร้าน เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆเลยแหละ น่ารักดี

จากนั้นเรานั่งรถไฟฟ้า(Sentosa Express) ที่ สถานีBeach Station กลับไปที่ ห้าง vivo city เพื่อขึ้น MRT จากสถานี HarbourFront ไปลงสถานี Esplanade เพื่อไปเก็บภาพรอบๆอ่าวมาริน่าเบย์กันอีกรอบ

มาถึงที่นี่เริ่มจะเมื่อยแล้ว..เราเลยหาจักรยานเช่าปั่นกัน วิธีการเช่าลองเข้าไปดูที่ลิงค์นี้ได้นะคะ

https://www.blognone.com/node/95884

ระหว่างทางก็แวะซื้อไอติมกินกันนิดหน่อยก่อนกลับที่พัก

[DAY4]

ตื่นกันแต่เช้าเหมือนเดิม อ่ะเอาเป็นว่าตื่นเช้าทู๊กกวัน^^ อาบน้ำแต่งตัวกินข้าวเสร็จ เช็คเอาท์และฝากกระเป๋าไว้ที่Hostel วันนี้เรายังมีแพลนเที่ยวทั้งวันเพราะเราบินกลับไทยตอนเย็นค่ะ เรานั่งMRT จากสถานี Clark Quay ไปลงสถานี Raffle Place

เดินต่อไปยัง Merlion Park ระหว่างทางแวะถ่ายรูปปั้นรูปปั้นเด็กกระโดดน้ำ

แล้วก็เดินต่อไปเรื่อย ๆ จนถึง สวนเมอร์ไลอ้อน(Merlion Park)เราตั้งใจมาแต่เช้าเพราะคนยังไม่เยอะมาก แต่ผ่านไป 5 นาทีทัวร์ลงเลยจ้า^^แต่ไม่เป็นไรถ้าไม่มาที่นี่ก็คงเหมือนมาไม่ถึงสิงคโปร์สินะ

ที่นี่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของสิงคโปร์ แถวนี้ช่วงดึกๆก็อากาศดีเหมือนกันนะ เหมาะแก่การมาเดินเล่นรับลม และรอบๆยังมีร้านอาหารและคาเฟ่ให้นั่งชิลๆได้

และที่ต่อไปที่เราไปกันคือ Fountain of weath เราเดินไปขึ้น MRT ที่สถานี Raffle Place ไปลงสถานี Promenade ออกExit C เดินออกมาก็จะเจอ อาคารซันเทค ซิตี้(Suntec City)

เราแวะกินมื้อเช้ากันที่ร้าน Kopi & Tarts ที่อยู่ในตึกกันก่อน

กินเสร็จก็เดินไปที่ Fountain of weath จะอยู่ด้านหน้าตึก Suntec City เลย เดินข้ามถนนมานิดเดียว มาเช้าก็ดีหน่อยคนยังไม่เยอะมากค่ะ

น้ำพุแห่งโชคลาภ(Fountain of Wealth)มีลักษณะเป็นวงแหวนขนาดใหญ่ มีน้ำพุอยู่ตรงกลาง ซึ่งน้ำพุแห่งนี้ได้ถูกจัดให้เป็นน้ำพุที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วยนะ

เราไปถึงเห็นมีนักท่องเที่ยวลงไปด้านล่างมีการเอามือไปแตะน้ำพุ เพื่อขอพร เค้าว่ากันว่าจะโชคดี และ จะมีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตค่ะ

เสร็จแล้วเราไปสูดอากาศบริสุทธิ์เสพธรรมชาติกันต่อที่ Fort canning Park ขึ้นmrt จากสถานี Promenade ไปลงที่สถานี Fort caning ออกExitB ออกจากสถานีเดินเลี้ยวขวาไปตามถนนประมาณ800เมตรก็ถึง อุโมงค์ Fort canning ตรงนี้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างถนน Penang กับ Fort canning park มาถึงที่นี่เราเจอคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติมาถ่ายภาพสวยๆกันเยอะแยะเลยและเรายังได้มีโอกาสทักทายพูดคุยกับคนไทยที่มาเที่ยวที่นั่นด้วยนะ

นอกจากอุโมงค์แล้วภายในสวนยังมีต้นไม้เขียวชอุ่มร่มรื่นมาก เหมาะให้เราได้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ

นั่งเล่นสักพักก็ได้เวลากลับกันแล้ว ประกอบกับฝนเริ่มตกปรอยๆ

เรารีบเดินไปขึ้นMRT ที่สถานี Fort canning ไปลงสถานี Clark Quay ออกExit E ถึงที่สถานีเรามีเวลาเหลือนิดหน่อยและโชคดีที่ฝนหยุดตกพอดีเลยได้มีโอกาสแวะถ่ายรูปกันที่ ตึกสีรุ้งหรือกระทรวงวัฒนธรรมชุมชนและเยาวชน (Ministry of Culture,Community and Youth) ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพาน Coleman Bridge ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสถานีรถMRTสถานี Clark Quay ที่นี่เป็นอาคารเก่าขนาดใหญ่ที่มีการทาสีที่หน้าต่างหลากสีสัน ทำให้มีคนมาแวะถ่ายรูปสวยๆหน้าตึกกันเยอะเลย

ภารกิจเสร็จแล้วเราก็กลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรม แล้วนั่งMRTไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯค่ะ

::::ขอบคุณทุกคนที่ติดตามการเดินทางและภาพถ่ายของเรานะคะ◡̈แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้าค่ะ:::

ความคิดเห็น