Jordan เมืองแห่งเทพนิยาย ทะเลทราย และ เพตรา จอร์แดน รีวิวโดย แบกเป้เท่ทั่วโลก

ประเทศจอร์แดน หรือ ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน หากย้อนไปไป สัก 30ปี หนังเรื่อง Indiana Jone ย้อนไป20ปี หนังเรื่อง Lawrence of Arabia ย้อนไป 10ปี Transformer หรือ ไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนังเรื่อง The Martial หนังดังๆเหล่านี้ เลือกสถานที่ถ่ายทำในประเทศจอร์แดน ทั้งนั้นเลยครับ แล้วทำไม หนังดังเหล่านี้จึงเ

Jordan เมืองแห่งเทพนิยาย ทะเลทราย และ เพตรา จอร์แดน

Jordan เมืองแห่งเทพนิยาย ทะเลทราย และ เพตรา จอร์แดน

 วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 เวลา 20.51 น.

 วันที่เดินทาง 9 ก.ค. 2561

ประเทศจอร์แดน หรือ ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน หากย้อนไปไป สัก 30ปี หนังเรื่อง Indiana Jone ย้อนไป20ปี หนังเรื่อง Lawrence of Arabia ย้อนไป 10ปี Transformer หรือ ไม่กี่ปีที่ผ่านมา หนังเรื่อง The Martial หนังดังๆเหล่านี้ เลือกสถานที่ถ่ายทำในประเทศจอร์แดน ทั้งนั้นเลยครับ แล้วทำไม หนังดังเหล่านี้จึงเลือกประเทศจอร์แดน วันนี้เราลองมาดูกันว่า ประเทศจอร์แดนจะมีสถานที่ท่องเที่ยวใดมาดึงดูดให้เราไปเที่ยวกันบ้าง Special Thank สายการบิน Royal Jordanian และ การท่องเที่ยวประเทศจอร์แดน ที่พาผมไปสำรวจ จอร์แดนในทริปสั้นๆ 5วัน4คืน ได้ไปตามรอยโมเสส ชมป้อมปราการเครักสมัยสงครามครูเสด ไปบุกเมืองโบราณสีชมพู มหานครเพตรา ขี่อูฐลุยทะเลทรายวาดิรัม ก่อนจะไปแช่น้ำลอยตัวที่ ทะเลสาบเดดซี

โดยทริปของเราเป็นแบบนี้ครับ



Day1 BKK- Amman



Day2 Amman – Mt. Nebo – karak – Petra



Day3 Petra – Petra by night



Day4 Petra – Wadi Rum – Dead sea



Day5 Dead sea-Amman-Amman Citadels



Day6 Amman – BKK



เดินทางตามนี้ก็ได้เที่ยวที่หลักๆ ในจอร์แดนแล้วครับ สำหรับการเดินทางครั้งนี้ เรานั่งรถบัส ที่ทาง การท่องเที่ยวจอร์แดนจัดให้ครับ



ก่อนเดินทาง เรามารู้จักประเทศนี้กันก่อน



***จอร์แดน (Jordan)***

(ภาพจาก Wiki)

เป็นประเทศแถบตะวันออกกลางที่น่าไปเที่ยวมากประเทศหนึ่ง ด้วยภูมิประเทศแถบทะเลทรายที่แปลกตา และแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นทั้ง “เพตรา” (Petra) 1 ในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ทะเลสาบเดดซี (Dead Sea) และเมืองโบราณอีกมากมาย อีกทั้งยังเป็นประเทศก็สงบและเต็มไปด้วยสันติภาพ ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ ทำให้มีคนสนใจไปเที่ยวจอร์แดนกันมากขึ้นเรื่อยๆ

(ภาพจาก google)



สภาพอากาศ เป็นแบบ แห้งแล้งแบบทะเลทราย แต่ อากาศไม่ได้ ร้อนอย่างที่คิดแถมยังออกจะอากาศหนาว เย็น ด้วยซ้ำ เพราะ ตั้งอยู่สูงจากเส้นศุนย์สูตร พอสมควร เรียกว่า น้องๆ เกือบถึงยุโรปเลยครับ ช่วงที่น่าเที่ยวที่สุดคือ Oct – Mar ครับ เพราะ จะมีอากาศเย็น หากเป็น ช่วงสิ้นปี อาจจะเจอหิมะตกบนยอดเขาด้วย

Day1 BKK- Amman



เริ่มเดินทาง วันแรก ด้วยสายการบินแห่งชาติของประเทศจอร์แดน หรือ RJ ที่มีบิน จาก กทม ไป กรุงอัมมาน เมืองหลวง ของประเทศจอร์แดนทุกวัน โดยไฟล์ท จะออกดึกๆ ใช้เวลาบิน 8-9 ชั่วโมง จาก กทม ถึง Queen Alia International Airport กรุงอัมมาน เช้าตรู่พอดี สามารถหลับไปตลอดระยะเวลาการบิน แล้ว ตื่นมาเที่ยวได้เลย วันแรก ที่สนามบินในกรุงอัมมาน ก็มีขนาดไม่ใหญ่นัก

มาถึง ก็ผ่านการตรวจคนเข้าเมือง โดยคนไทย สามารถเข้าเมืองโดยการ ขอวีซา แบบ on arrival ที่สนามบิน ได้เลย โดยเสียค่าทำเนียมในการขอวีซ่า



ปัจจุบัน ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน (The Hashemite Kingdom of Jordan) อนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวไทย (Thai Citizen) และอีกหลากหลายประเทศ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว สามารถขอวีซ่าแบบ Visa On Arrival (VOA) ที่สนามบิน Queen Alia International Airport ณ กรุงอัมมาน (Amman) และ สนามบินนานาชาติ King Hussein International Airport ณ กรุง Aqaba ได้แล้ว โดยที่ไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าล่วงหน้าจากประเทศของตนแต่ประการใด



เอกสารสำคัญที่ใช้ในการยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศจอร์แดน (กรณีท่องเที่ยว) (Visa On Arrival)

1. หนังสือเดินทาง (Passport) เล่มจริง ที่มีอายุเหลือไม่ต่ำกว่า 6 เดือน นับรวมวันเดินทางกลับถึงยังประเทศไทย และมีหน้าที่ว่างมากกว่า 2 หน้า

2. เงินประเทศจอร์แดน เป็นค่าธรรมเนียม



อัตราค่าธรรมเนียม Visa on Arrival เข้าประเทศจอร์แดน

วีซ่าเข้า-ออกครั้งเดียว (อายุ 1 เดือน): 40 JOD (Jordan Dinar) (ประมาณ 56 USD)

วีซ่าเข้า-ออก สองครั้ง (อายุ 3 เดือน): 60 JOD (Jordan Dinar) (ประมาณ 85 USD)

วีซ่าเข้า-ออก หลายครั้ง (อายุ 6 เดือน): 120 JOD (Jordan Dinar) (ประมาณ 170 USD)

*ค่าธรรมเนียมวีซ่าต้องชำระด้วย เงินสดเท่านั้น

*อัตราค่าธรรมเนียมสถานฑูตฯ อาจเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่อาจแจ้งให้ทราบล่วงหน้า



ในกรณีที่เดินทางเป็นหมู่คณะ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมทำวีซ่า

ยื่นเป็นหมู่คณะตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

**อายุต้องไม่ต่ำกว่า 18 ปี และต้องอยู่ใน Jordan อย่างน้อย 72 ชั่วโมง (3 วัน) **



***สำหรับคนไทย สามารถเข้าผ่านทางสนามบิน Queen Alia International Airport ณ กรุงอัมมาน (Amman) และ สนามบินนานาชาติ King Hussein International Airport ณ กรุง Aqaba เท่านั้น ***



ข้อมุลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.orientavista.com/index.php/visa-th/231-jordan-tourist-visa

Day2 Amman – Mt. Nebo – karak – Petra



เมื่อผ่านการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อย ก็ออกมาขึ้นรถบัสที่เตรียมไว้ เพื่อไป แวะ ล้างหน้า อาบน้ำ และทานอาหารเช้ากันก่อนครับก่อนจะเดินทางไปยังจุดหมายแรกของวันนี้ วิวระหว่างทาง แค่ท้องฟ้า ก็ทำเอาคนที่ถ่ายภาพแบบผม แทบจะละลายแล้วครับ

เมาท์ เนโบ Mt. Nebo



Mount Nebo

GPS: 31.766741, 35.725007

Fee: 2 JOD

ตั้งอยู่ที่บนเขาซึ่งเชื่อกันว่าน่าจะเป็นบริเวณที่เสียชีวิตและฝังศพของ โมเสสผู้นำชาวยิวส์เดินทางจากประเทศอิยิปต์มายังเยรูซาเล็ม โบสถ์แห่งเมาท์เนโบนี้ได้ถูกสันนิษฐานว่าได้สร้างขึ้นในราวปี ค.ศ.300 -400 ในช่วงยุคไบแซนไทน์เพื่อเป็นที่ระลึกถึง โมเสสภายในโบสถ์ประกอบไปด้วยภาพโมเสกสีบนพื้นโบสถ์อันล้ำค่ำ แสดงถึงภาพชีวิตสัมพันธ์ระหว่างคน, สัตว์ และธรรมชาติ, รูปคน ฯลฯและยังมีแท่นพิธี ม้านั่ง ตามรูปแบบของศาสนาคริสต์ไว้ประกอบพิธีต่าง ๆและอนุญาตให้ใช้ในปัจจุบัน, รูปภาพและรายละเอียดต่างๆที่แสดงถึงการบูรณะโบสถ์, บ่อศีลจุ่ม ฯลฯ ในปี ค.ศ. 2000 โป๊ป จอห์น ปอลที่ 2เสด็จมาแสวงบุญที่นี่และได้ประกาศให้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อนุสรณ์ไม้เท้าศักดิ์สิทธ์แห่งโมเสส ออกแบบเป็นลักษณะเป็นไม้เท้าในลักษณะรูปแบบไม้กางเขน โดยอุทิศเป็น สัญลักษณ์ของโมเสส และพระเยซู



บริเวณนี้ คือ สถานที่ที่ ว่ากันว่าเป็นหลุมฝังศพของ โมเสส ครับ แต่ไม่มีใครสามารถยืนยันได้แบบเจาะจง ว่าตรงใหน คนประเทศ ศาสนาพุทธแบบเรา อาจจะไม่อิน สถานที่นี้ เท่าไหร่ แต่ เชื่อเถอะว่า คนอิสลาม เขาอิน กับตรงนี้ ค่อนข้างมาก ทีเดียว



ที่ เม้าท์นีโบ จะมีจุดชมวิว ซึ่งจุดนี้ สามารถมองเห็นประเท อิสราเอล ได้ด้วยนะครับ ทำให้ รับรู้ได้ ว่า จอร์แดนนี่ ใกล้ อสลาเอล มากๆ



ที่เห็นนั่นคือ ทะเลสาปเดดซี ครับ ซึ่งเราจะไปเยือนกันวันสุดท้ายๆ

จาก Mt.Nebo เราเดินทางไป ทานอาหารเที่ยงกันครับ สำหรับอาหารที่ จอร์แดนนั้นส่วนใหญ่อาหารที่นี่ จะเน้นพวกปิ้งย่าง และ เนื่องด้วยเป็นประเทศอิสลาม จึงไม่มีเนื้อหมู อย่าหลงไปถามหาล่ะ เดี๋ยวเค้าจะเชิญออกจากร้านแบบไม่รู้ตัว ดังนั้นเนื้อสัตว์ ที่เห็นอยู่ทั่วๆ ไป ก็เป็นเนื้อไก่ วัว และแกะ โดยทานกับพวกแป้งต่างๆ และมีเครื่องเคียงเป็น ผักดอง มะกอกดอง และ พวกโยเกิร์ต (ที่เป็นอาหารคาว) ที่ทำจากถั่วรสชาติต่างๆ

เราใช้เวลาไม่นานครับ เพราะ วันนี้ เรายังต้องเดินทางกันอีกยาวไกล ไปยัง จุดหมายที่ 2 นั่นคือ



เมืองเครัค karak



ตั้งอยู่บนที่ราบสูงขนาดใหญ่มีทิวทัศน์อันงดงามของหุบเขาทั้งสองข้างทางจนได้ฉายาเป็น“แกรนด์แคนยอนแห่งจอร์แดน” ชม ปราสาทเครัคแห่งครูเสด (KERAK) สร้างในปี ค.ศ. 1142 โดย ผู้ปกครองเมือง PAYEN LE BOUTIELLER ในอดีตเป็นเมืองศูนย์กลางขนาดใหญ่ของนักรบครูเสด และสร้างเพื่อควบคุมเส้นทางทั้งทางเหนือและใต้ของดินแดนแถบนี้ และใช้ในการต่อสู้ในสงครามครูเสดกับกองทัพมุสลิมจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1187 ได้ถูกเข้าทำลายโดยนักรบมุสลิมภายใต้การนำทัพของ ซาลาดิน (SALADIN)

ปราสาท เครัก ถูกทำลาย โดยสงคราม จนแทบไม่เหลือ รูปร่างเป็นปราสาทให้เห็น เหลือแต่ ซากหิน อิฐ และ อุโมงค์ ที่ เหล่านักรบ อิสลาม ใช้ หลบซ่อน หรือ พักผ่อน แต่ถ้าใคร ดูหนังเรื่อง Kingdom of Heaven น่าจะนึกออก เพราะ จุดนี้ คือ ที่ตั้งของเมืองนั้นนั่นเอง เป้น ศูนย์กลาง การเดินทาง จาก ยุโรป ไป ตะวันออกกลาง จึงเกิดการแย่งชิงเส้นทางกันขึ้น

โดยอุโมงค์ ดังกล่าว เราสามารถเดินเข้าไปชมได้ ว่า คนสมัยนั้น อาศัยอยู่ใน อุโมงค์ได้ยังไง มีการ ออกแบบ ช่องระบายอากาศ เพื่อ ให้ลมถ่ายเทได้สะดวกแบบใหน ครับ เป็นทางเดินระยะทางสั้นๆ แต่บางส่วน จะมืดมาก ต้อง อาศัยไฟฉายช่วยในการเดิน

เผื่อใครอยากติดตามต่อ



[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้และถ้าหากใคร สนใจติดตามการเดินทาง ไปยังที่ต่างๆ ของผม

สามารถตามไปได้ ที่ เพจ แบกเป้เท่ทั่วโลก

https://www.facebook.com/TummengTravel

IG : tummengtravel

หลังจากผ่านมาครึ่งวัน ได้ พบปะกับคนประเทศจอร์แดน บ้างแล้ว รับรู้ได้ ว่าประเทศนี้ ผู้คนใจดี ถึงแม้ บางทีหน้าตา อาจจะบึ้งตึง ไปหน่อย

เพราะ ประเทศนี้ไม่ได้ ร่ำรวยนะครับ จอร์แดนไม่มี บ่อน้ำมันนะครับ รายได้หลักๆ มาจาก การส่งออก แร่โปแตสเซียม และการท่องเที่ยว

สำหรับเรื่องความปลอดภัย และผู้คนในจอร์แดน



แม้ว่า จอร์แดน จะอยู่ในแถบภูมิภาคที่ไม่ค่อยมีความสงบนัก ซึ่งหากติดตามข่าวสาร มักจะได้ยินเรื่องของกลุ่มก่อการร้าย, ปฏิวัติ, ประท้วง หรือ สงครามกลางเมือง จึงอาจหวาดกลัว กับการไปเที่ยวประเทศแถบตะวันออกกลาง แต่ที่น่าแปลกใจ ก็คือ จอร์แดน กลับเป็นประเทศที่ สงบ และปลอดภัยที่สุด ในแถบนี้ และปลอดภัยมาก สำหรับนักท่องเที่ยว เพราะ รัฐบาลจอร์แดนต่อต้านและไม่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายใดๆ ในภูมิภาคนี้



คนจอร์แดน:



ชาวจอร์แดนเนี่ยนนั้นเป็นแขกขาว หน้าตาดีมาก มีสีตาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำตาลทอง เขียวใสๆ เทา และสีแปลกๆ ที่ไม่ได้เห็นอยู่บ่อยๆ การแต่งกายก็มีทั้งที่แต่งตัวปกติสากลทั่วไป และ ที่ยังแต่งตัวแบบพื้นเมือง โดยคาดหัวด้วยผ้าลายๆสีขาวแดง สไตล์อาหรับที่เราคุ้นตากัน และคนจอร์แดน ยิ้มแย้ม และ มีอารมณ์ขันอยู่เสมอ โดยเฉพาะไกค์ ของพวกเราในทริปนี้

จากเมืองเครัก เราก้นั่งรถกันยาวอีกครั้ง เพื่อไปยัง จุดหมายสำคัญของวันนี้

นั่งรถผ่าน พระอาทิตย์ตก ทะเลทราย ระหว่างทางไป เพตรา

เมืองเพตรา Petra



Petra

GPS: 30.324601, 35.46788

Fee: 50 / 55 / 60 / 90 JOD

ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกปี ค.ศ. 1985 และ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของแห่งโลกใหม่ จากการตัดสินโดยการโหวตจากบุคคลนับล้านทั่วโลก



มหานครสีดอกกุหลาบที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาแห่งโมซา มีประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายพันปีเคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยทั้งชาวอีโดไมท์ จนกระทั่งถึงยุครุ่งเรืองเฟื่องฟูในการเข้ามาครอบครองดินแดนของชาว อาหรับเผ่าเร่ร่อน นาบาเทียน ในช่วงระหว่าง 100 ปี ก่อนคริสตกาล – ปี ค.ศ 100 และได้เข้ามาสร้างอาณาจักร, บ้านเมือง ฯลฯ



จนกระทั่งในปีค.ศ. 106 นครแห่งนี้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรมันที่นำโดยกษัตริย์ทราจัน และได้ผนึกเมืองแห่งนี้ให้เป็นหนึ่งในอาณาจักรโรมันแห่งแหลมอาระเบียตะวันออก นครเพตร้าถึงคราวล่มสลายเมื่อหมดยุคของอาณาจักรโรมันทำให้ชาวเมืองละทิ้งบ้านเมืองจากกันไปหมดทิ้งให้เมืองแห่งนี้รกร้างไปพร้อมกับการพังทลายของเมือง หลังจากเกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งจนสูญหายนับพันปี จวบจนในปี ค.ศ. 1812 นักสำรวจเส้นทางชาวสวิส นาย โจฮันน์ ลุดวิก เบิร์กฮาดท์ ได้ค้นพบนครศิลาแห่งนี้ และนำไปเขียนในหนังสือชื่อ “TRAVEL IN SYRIA” จนทำให้เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน



เรามาถึงเมืองเพตรา ก็มืดแล้ว จึงเข้าที่พัก ทานอาหาร และนอนพักผ่อนเพื่อที่จะได้ ตื่นแต่เช้า เข้าไปเยี่ยม มหานครโบราณแห่งนี้

โดยราคาห้องพัก มีตั้งแต่ ถูกๆ ราคา 500-1000 บาท จนถึง โรงแรม ระดับ 4-5 ดาว คืนละหลายพัน ถึงหมื่น ครับ แล้วแต่ความสะดวก ใกล้ ไกล ของสถานที่ตั้งแต่ละ โรงแรม ผมมากับ กรุ๊ปทัวร์ ที่ การท่องเที่ยวจอร์แดนจัดให้เลยได้ นอนที่ Moven Pick Petra ซึ่งตั้งอยู่หน้าทางเข้าหลักของการชม เมืองโบราณเพตรา ครับ



เรียงตามราคา (แพง > ถูก)

Movenpick > Petra Guest House Hotel > Petra Moon Hotel > Edom Hotel > La Maison และ Candle Hotel



เรียงตามความใกล้ทางเข้า Petra

Petra Guest House Hotel > Movenpick > Petra Moon Hotel > Edom Hotel > La Maison > Candle Hotel



Day3 Petra – Petra by night



วันนี้พวก เราชาวคณะ เดินเท้าเข้าไปชม ความงาม ของ เมืองโบราณ สีชมพู เพตรา ครับ



โดยตั๋วเข้า Petra มี 4 ราคา ดังนี้



สำหรับคนที่มีการนอนค้างใน Jordan อย่างน้อย 1 คืน

– เข้าชม 1 วัน ราคา 50 JOD

– เข้าชม 2 วัน ราคา 55 JOD

– เข้าชม 3 วัน (ฟรีวันที่ 4) ราคา 60 JOD



สำหรับคนที่มาเที่ยวชมแบบไปเช้าเย็นกลับ (ไม่นอนค้างใน Jordan)

– ราคา 90 JOR

ใครขี้เกียจเดิน สามารถนั่งรถม้าเข้าไปได้ ครับ ราคา 5usd แต่ผมแนะนำว่า ให้เดินชมไปเรื่อยดีกว่า ครับ

โดยช่วงแรกจะผ่าน ลิตเติ้ลเพตรา ครับ ยังไม่ต้องตื่นเต้นครับ 555 ข้างใน อลังกว่าเยอะ

The Siq เป็นช่องทางเดินที่ขนาบสองฝั่งด้วยหน้าผา ส่วนใหญ่ทางเดินร่มๆ สบายๆ ครับ (ทางเดินค่อนข้างลาดลง ทำให้เดินสบาย ไม่เหนื่อย ระหว่างทางก็มีมุมสวยๆ ให้เก็บภาพเรื่อยๆ และมีบรรดาคนมาขายของที่ระลึก หรือชักชวนให้ใช้บริการลาไปยังที่ต่างๆ ใน Petra ครับ

ช่วงแรกที่เดิน จะไม่ค่อยเห็น ผนังสองข้างทางเดินเป็นสีชมพู ตามคำเล่าลือ สักเท่าไหรครับ และจะมีรถม้า วิ่งสวนมาเป็นระยะ

แต่เดินมาพอเหงื่อซึมๆ ก็จะเห็น ทางเดินที่เรากำลังเดินผ่าน ค่อยๆ กลายเป็นสีชมพู ทั้งผนังหินสองข้างทาง

ใช้เวลาเดินประมาณ 35-45 นาที ก็จะมาถึงยังจัดไฮไลท์ สำคัญจุดแรก ของ เพตรา ครับ



Al Khazneh (The Treasury)หลายคนอาจรู้จักสถานที่แห่งนี้ในชื่อ The Treasury แต่จริงๆ แล้วเค้ามีชื่อว่า Al Khazneh ครับจังหวะแรกที่ผมเห็นสถานที่แห่งนี้ มันสวยงาม ยิ่งใหญ่มากๆ เกินกว่าที่เห็นในรูปมาหลายต่อหลายครั้งซะอีก

การเจาะภูเขาหิน เพื่อสร้างเมือง แถมยังออกมามาสวยงาม น่าทึ่งมาก ไม่รู้ว่า คนในสมัยโบราณ ทำได้ไง

จะมี ชาวบ้านแถวนั้นมา แต่งชุดทหาร ออตโตมัน เพื่อมา เก็บค่าถ่ายคู่กับ ทหารออตโตมัน แต่ผมไม่ได้ใช้บริการครับ เลยไม่ได้ ถามว่า

ตรงบริเวณนี้ ควรจะมา ช่วง สาย 9 -11 โมง จะเห็นแสงพระอาทิตย์ สาดเข้ามาด้านหน้า ของ The Treasury ซึ่งจะทำให้ได้รูปสวยๆ มาอวดเพื่อนแน่นอน

ตรงนี้ ใครอยากขี่อูฐ หรือ ขี่ลา เพื่อไปชมความงามยังที่ต่างได้ ต่อ ครับ

Street of Facades การเจาะภูเขา ให้กลายเป็นเมือง ที่อยู่อาศัย จนทำให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในปัจจุบัน

มาถึงจุดนี้ต้องปีนกันหน่อยครับ ควรสวมรองเท้าที่ ทมัดทะแมง ใส่สบาย เดิน วิ่ง สะดวก เพื่อที่จะได้ชมเส้นทาง ที่ฝรั่งชอบเดินกันครับ มีหลายเส้นทาง แต่หลักๆ จะมี 2 เส้นทาง ใหญ่ๆ ครับ เดี๋ยวผม จะแนะนำเส้นทางอีกทีนะครับ

Theatre เป็นอีกหนึ่งจุดที่ควรแวะ ระหว่างเดินชมความงามในเมืองเพตรา สมัยก่อน คงใช้เป็น สถานที่ ชมโชว์ หรือ กีฬา บางอย่าง หรืออาจจะเป็นสนาม ต่อสู้กัน ก็ว่าได้

ภูมิประเทศ ที่แปลกตา ไม่เหมือนบ้านเรา ที่ เป็น เขียว – เหลือง – ฟ้า แต่สำหรับที่นี่ จะออกเป็น ส้ม – แดง – ฟ้า ทำให้ อดไม่ได้ ที่จะยกกล้องขึ้นมาบันทึกภาพ ตลอดระยะทาง ที่เดิน

ผมเดินผ่านมุมนี้ มองว่าสวยดี ก็เลยหยุดรอให้ สาวๆ ในทริปเดินผ่านมาแล้ว จับมาเป็น นางแบบซะเลย

ใช้เวลาเดิน สักพัก ก้เข้าสู่ด้านใน ของเมือง โบราณเพตรา ครับ ตรงนี้ จะมี ร้านอาหาร และ ร้านขายสินค้า ด้วยครับ ตลอดทางเดิน จะพบกับ การ ชักชวนให้ ขี่ อูฐ และ ลา หรือ ล่อ ตลอดทาง

พบการ ขายสินค้าที่ระลึก ทั้งจากเด็กและ ผู้ใหญ่ ข้อดี คือ ไม่มีการตามตื้อ เท่าใดนัก อย่างเด็กสองคนนี้ ผมเข้าไปถาม ราคา และถ่ายรูป เด็กก็ไม่ได้ บังคับ หรือ ตื้อ ให้ ซื้อสินค้าแต่อย่างใด หรือเดินเหนื่อย แวะ ไปนั่งตามร้าน ข้างทาง ที่มีเก้าอี้ ลักษณะ คล้ายๆ ร้านอาหาร ก็นั่งได้ฟรี ไม่ต้องสั่งอาหาร ผมเกรงใจ ก็เลย อุดหนุน น้ำไปขวดนึง 1.5 Jod

ก่อน จะพักเที่ยง ผมก็เดินผ่าน น่าจะเป็น ซาก วิหาร หรือ โบสถ์ ซึ่ง หักพังลงมา จนแทบไม่เหลือ ร่อยรอยอะไร แล้ว บางทีก้คิดนะว่า การปล่อยไว้แบบนี้ หรือ การ บรุณะซ่อมแซม ให้เหมือนเดิน แบบใหนดีกว่ากัน

พี่นักรบ ดรมัน สองคนเมื่อกี้ ที่ทางเข้า พี่แกเดินเร้วมา มาดักหน้า ผมได้

ใช้เวลา ครึ่งวันแรกไปอย่าง รวดเร็ว พักทานอาหารกันก่อน เพราะ ช่วงบ่าย ยังต้องเดินกันอีก ทั้งเดินไปต่อเส้นทาง Hiking ยอดฮิต หรือ ใครที่ไม่อยากเดินต่อ ก็สามารถกลับออกไปได้ จะขี่อุฐไป หรือ เดินกลับไป ก็สุดดแล้วแต่ พละกำลังในการเดินครับ สำหรับเส้นทางเดิน trail หลักๆ จะมี สองเส้นทางครับ คือ Al-Khubtha Trail เป็นการเดินขึ้นไปเพื่อชม ความงามของ Al Khazneh (The Treasury) จากมุมสูง ต้องใช้เวลาเดินประมาณ 4-5 ชั่วโมง เรียกว่า ถ้าไม่แน่จริงคงเดินไม่ได้แน่ครับ ซึ่งผมไม่ได้ เดินเส้นนี้ครับ



แต่ผมเลือกเดินเส้น Ad Deir 1 Trail ที่ใช้เวลาเดินไปกลับ ราวๆ 5-6 ชั่วโมง เพื่อไปชมความงามของ Monastry ถือเป็น Landmark ระดับแม่เหล็กอีกแห่งของ Petra ซึ่งเส้นทางนี้ ต้องเดินขึ้นบันได ประมาณ 900 ขั้นด้วยครับ

ตรงนี้ ขอแนะนำเลยว่า อย่าได้ ขี่ลา ขึ้นไปเด็ดขาดครับ เพราะ อาจเกิดอุบัติเหตุ ได้ และ ผม ว่า มันหวาดเสียว ด้วยนะครับ

เดินไป ชมวิวไป แวะ พูดคุย กับแม่ค้า ข้างทางได้ครับ ใจดี ทุกคน ได้ จิบชา ทุกร้านเลย

เหนื่อยเรียกว่า เหนื่อยเอาการ นะครับ สำหรับ คนเดินดอยบ่อย หรือเล่นกีฬา บ่อยๆ แบบผม ยังหอบเลย เพราะ อากาศ ค่อนข้างเบาบาง และแดดจัดมาก แต่ ไม่ได้ ร้อน อบอ้าว แบบบ้านเรานะครับ แต่วิวอลังการมากก

ค่อยๆ เดินไป ไม่ต้องรีบครับ บันไดไม่ชัน แต่จะค่อยๆ ใต่ระดับความสูง ขึ้นไปเรื่อยๆ ครับ โชคดี ที่ผมเพิ่งได้ รองเท้าเดิน เทรล คู่ใหม่มาหมาดๆ สำหรับทริปนี้ เลยเดินสบายหน่อย

ในที่สุดก็มาถึง Monastry ซึ่งตรงนี้ จะมีนักท่องเที่ยวน้อยคน ทำให้ ถ่ายภาพ มุมสวยๆได้ง่าย กว่าครับ และคนที่ขึ้นมา ส่วนใหญ่ ก้จะไปนั่งพักเหนื่อย กินน้ำ ที่ร้าน ขายน้ำ ด้านหลัง ครับ

ผมก็ปีนป่ายหามุม สวยๆ เก็บภาพไปเรื่อยๆ ระหว่าง รอคณะ ที่เดินตามหลังมาครับ

ผมนั่งมอง สิ่งที่อยู่ตรงหน้า โดยที่ไม่ได้ หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเป็นเวลาหลายนาที เลย เพราะ ผมรู้สึกว่า สิ่งที่เรา เคยเห็นแค่ รูปถ่าย สมัยเด็ก เราเรียน วิชา โลกของเรา เรา รู้จัก สิ่งมหัศจรรยื ของดลก แต่ใน ที่ สุด มันก้มาอยู่ตรงหน้า เรา นี่เอง สำหรับ เพตรา เป้น สิ่ง มหัศจรรย์ของโลก ชิ้นที่ สอง ที่ ผมได้ไป เยือน ชิ้น แรก คือ ทัชมาฮาล เมื่อ สามปี ที่แล้ว

หลายคนอาจคิดว่า ปีนขึ้นมาถึงตรงนี้ สุดแล้ว ใช่มั้ย ตอบเลย ว่ายังครับ เราสามารถ ปีนขึ้นไปต่อได้อีกครับ

ถ้าเดินต่อไปอีกหน่อย จะเป็นจุดชมวิว สวยๆ สองจุด ที่สามารถชมวิว ภูเขาหินทราย และ พื้นที่ราบ ในจอร์แดน ได้ สวยงาม

ข้างบนสุดจะมีร้าน ขายเครื่องดื่ม และ ของที่ระลึก ด้วยครับ ด้วยความสสัย ผมไปคุย กับเจ้าของร้านว่า อยู่ยังไง เดินขึ้นมา ขายทุกวันมั้ย คำตอบ คือ กินนอนที่นี่ เลยครับ ไม่มีไฟฟ้า จุดไฟหุงต้มเอา อาหาร ก้เตรียมขึ้นมา 5-7 วัน ลงไปที นึง

ใหนๆ ก็มาถึง เพตรา แล้ว ขอฝากภาพรอยเท้าไว้ สักหน่อย บริเวณนี้ค่อนข้างจะฝุ่นเยอะ นะครับ ใครแพ้ฝุ่นต้องเตรียม อุปกรณ์ป้องกันไปด้วย

หลังจากนั้น ก็เดินกลับทางเดิม สิครับ เหนื่อยก็เหนื่อ อากาศ ก็เย็นลงทุกที ใกล้ค่ำแล้วด้วย ต้องรีบทำเวลา เดินกลับด้วย เดินกลับออกมานี่ ระยะทาง ร่วมๆ 3-4 km เลยนะครับ ใครขี้เกียจเดิน ขี่อูฐ หรือ รถม้าโลด ครับ



ถึงห้อง อาบน้ำ นวดขา ทานข้าว แล้ว ก้ต้องรีบออกไป ชม

Petra by Night



ทุกๆ วันจันทร์ พุธ และพฤหัสบดี ของทุกสัปดาห์ จะมีงาน Petra by Night ที่หน้า Al Khazneh (The Treasury) ครับ

ค่าเข้าชมงานนี้แยกต่างหากกับค่าตั๋วเข้า Petra ปกตินะครับ โดยสามารถซื้อได้ตรงที่ซื้อตั๋วเข้า Petra ในช่วงก่อนงานเริ่มได้เลย ในราคา 12 JOD



ผมได้อ่านความคิดเห็นเกี่ยวกับงาน Petra by Night พบว่าส่วนใหญ่จะบอกว่างานไม่ค่อยมีอะไรเลย ไม่คุ้มค่าเข้าชม

แต่จุดประสงค์หลักของผมคือเข้าไปถ่ายรูปบรรยากาศครับ ดังนั้นไม่สนใจว่าในงานจะมีอะไรหรือไม่ ขอเข้าไปถ่ายรูปพอ 555+



งานเริ่ม 20:30 น. เจ้าหน้าที่จะเปิดประตูให้เข้าไปด้านในครับ เราก็ต้องเดินในที่มืดๆ โดยมีเทียนจุดให้ความสว่าง 2 ข้างทางไปตลอดแนวทางเดินช่วงแรก และ The Siq ครับ



กว่าจะเดินเข้าไปถึงหน้า Al Khazneh ครบทุกคนก็น่าจะเกือบสามทุ่มแล้วล่ะครับ เค้าก็จะจัดให้นั่งบนเสื่อที่เตรียมไว้ หรือเก้าอี้ด้านหลัง



แล้วการแสดงก็เริ่มต้นขึ้นโดยมีการร้องเพลง เล่นเครื่องดนตรีคล้ายๆกีต้าร์ เป่าขลุ่ย เล่าเรื่องราวต่างๆ แล้วก็จบครับ…. (อ่อ…มีแจกชาร้อนคนละแก้วเล็กๆ ด้วย) จบแล้วก็กลับมาเข้าที่พัก นอนเอาแรงพรุ่งนี้ไปลุยทะเลทรายต่อครับ

Day4 Petra – Wadi Rum – Dead sea

จากเพตรา นั่งรถบัส มา ใช้เวลา ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ครับ ก็มาถึง



ทะเลทรายวาดิรัม Wadi Rum Desert



ทะเลทรายแห่งนี้ในอดีตเป็นเส้นทางคาราวานจากประเทศ ซาอุฯเดินทางไปยังประเทศซีเรียและปาเสลไตน์ ในศึกสงครามอาหรับรีโวลท์ระหว่างปี ค.ศ. 1916—1918 ทะเลทราย แห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นฐานบัญชาการในการรบของนายทหารชาวอังกฤษ ทีอี ลอว์เรนซ์ และ เจ้าชายไฟซาล ผู้นำแห่ง ชาวอาหรับร่วมรบกันขับไล่พวกออตโตมันที่เข้ามารุกรานเพื่อครอบครองดินแดน และต่อมายังได้ถูกใช้เป็น สถานที่จริงในการถ่ายทำภาพยนต์ฮอลลีวูดอันยิ่งใหญ่ในอดีตเรื่อง “LAWRENCE OF ARABIA” หรือ Transformer และ the martial



Wadi Rum

GPS: 29.58456, 35.426273

Fee: 5 JOD

ปกติการมาเที่ยวทะเลทรายนี้ ต้องซื้อทัวร์ ซื้อในราคาคนละ 40 JOD + ค่าที่พักในแคมป์คนละ 25 JOD ครับ

ราคานี้รวมอาหารกลางวันวันนี้ อาหารค่ำวันนี้ และอาหารเช้าวันพรุ่งนี้ด้วยครับ



แต่กลุ่มผม มีเวลาไม่มากนัก เลยไม่ได้ ค้างคืนในทะเลทรายแห่งนี้ครับ เลยซื้อทัวร์ ครึ่งวัน พร้อมอาหารเที่ยง น่าจะราคา 20 JOD ครับ

เมื่อพร้อมแล้ว ก็ นั่งรถจี๊ป หรือ รถกะบะ เข้าไปในทะเลทรายกันเลยครับ อันนี้ มีทริกนิดนึง พยายามเล็งคันที่ จะออกเป็นคันแรกนะครับ จะได้ ไม่ต้องนั่งดมฝุ่นทราย 55

ระหว่างทางก็มีแวะจุดชมวิว ไปหลายๆจุดครับ ซึ่งตรงนี้ก็เห็นแวะกันหลายคัน ผมไม่รู้ว่ามันสำคัญยังไง เพราะ ไม่ทันฟังไกคือธิบาย 555

ในทะเลทราย ก็จะมีแค้มป์ ต่างๆ รอรับนักท่องเที่ยวครับ ก็ต้องลองเลือกกันดูว่า ชอบบรรยากาศ และ วิว แบบใหนกันครับ

ทรายที่ ทะเลทรายวาดิรัม นี่ สีจะออกค่อนข้างแดงครับ หนังเรื่อง The martial เลยเลือกเป็นโลเคชั่น ดาวอังคาร

ในรายการทัวร์ จะมีให้ แวะแคมป์ พักดื่มน้ำชา และ ซื้อของที่ระลึกกันหน่อยครับ ตรงนี้จะมีการ มาเสนอขายสินค้า เป็น สบู่หอมขัดผิว กลิ่นหอมฉุนมาก

และแน่นอนว่า มาทะเลทรายทั้งที ต้องอย่าลืม ขี่อูฐ กลางทะเลทราย กันหน่อย ค่าขี่อูฐ จากแค้มป์ ในทะเลทราย ไปยัง แค้มป์ทานอาหารเที่ยงของพวกผม อยู่ที่ 20 JOD ครับ จ่ายต่างหากนอกเหนือจากค่าทัวร์ปกติ เพราะ บางคนก็ไม่ขี่ อูฐ นะครับ

หลังจากได้ขี่ไปแล้ว ใช้เวลาขี่ ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็รู้แล้ว ว่า ทำไมบางคนไม่ขี่ มัน ปวดหลังมากครับ การขี่อุฐ มันโยกมาก แถมที่นั่งบนหลังอูฐ ก็แข็งมาก แต่ ใครไม่เคยลอง ก้ต้องลองนะครับ สนุกดี เป็น ประสบการณ์

ความหวาดเสียวที่สุด คือ ตอนขึ้น กับ ตอนลงนี่แหละ อูฐ มันขายาวมาก จะ ลุก จะนั่งที เอียงแทบตกเลย

นั่งอูฐ มาประมาณ 1 ชั่วโมงกลางแดดร้อนของทะเลทรายวาดิรัม (อย่าลืมอุปกรณ์กันแดดนะครับ ) ก็มาถึง แค้มป์ที่ เราจะกินอาหารกลางวันกันแล้วครับ เหมือนเดิม อาหาร เน้น พงก ปิ้งย่าง ไก่ แกะ แพะ แล้ว ก็ผักสลัด กับ ของหวาน

ทานข้าวเสร้จแล้ว ก็ ออกเดินทางไกล วิ่งขึ้นเหนือกันอีกรอบ บนไฮเวย์ ใช้เวลาเดินทาง 4-5 ชั่วโมงบนรถบัส

ในที่สุดก็มาถึง Novotel Dead Sea ที่พักของเราในคืนนี้ ซึ่งอยู่ติดกับ ทะเลสาปเดดซี เลย มีหาดส่วนตัวให้ลงไปแช่เล่นอย่างสบายใจ



ถ้านักท่องเที่ยวที่ไม่ได้พักตามโรงแรมหรูแถว Dead Sea ก็ต้องมาเที่ยวที่หาดสาธารณะอย่าง Amman Beach ครับ หรือ มีคน แนะนำอีกที่นึง จำไม่ได้ว่าชื่ออะไร แต่ถามแท๊กซี่แถวนั้นได้ ซึ่งเป็นหาดเล่นน้ำรวมอาหารกลางวัน ค่าเข้า 40 JOD ซึ่งผมว่าแพงเกินไปมาที่ Amman Beach แทนดีกว่า



ซื้อตั๋ว 20 JOD แล้วไปก็พบสระว่ายน้ำให้เล่นหลังจากขึ้นมาจาก Dead Sea มีร้านขายของที่ระลึก และร้านอาหารครับ



Dead Sea (Amman Beach)

GPS: 31.33333, 35.50000

Fee: 20 JOD

โชคดี ที่มาทันชมพระอาทิตย์ตก ที่ทะเลสาปเดดซี กันครับ สวยงามมาก โรแมนติกสุดๆ

จะพบเห็น คราบเกลือติดอยู่กับก้อนหินได้ ทั่วๆไปครับ บริเวณนี้

ทะเลเดดซี Dead Sea ฝั่งจอร์แดน



Dead Sea ชื่อเป็นทะเล แต่ตัวจริงเป็นทะเลสาบน้ำเค็มขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใน ในระหว่างเขตแดนของประเทศจอร์แดน และอิสราเอลครับ โดยที่ตั้งของทะเลสาบเดดซีนั้นต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึงกว่า 400 เมตร และถือเป็นจุดที่ต่ำที่สุดของโลกเราเลยก็ว่าได้



ว่ากันว่าความเค็มของทะเลสาบ Dead Sea มีสูงถึง 30% (เที่ยบกับทะเลแถวบ้านแค่ประมาณ 3% เท่านั้นเอง) ทำให้ไม่พบสิ่งมีชีวิตใดๆ ในทะเลสาบแห่งนี้เลย



นอกจากนี้ Dead Sea ความยาว 67 กิโลเมตร กว้าง 18 กิโลเมตร มีจุดลึกสุดมากกว่า 400 เมตร และเป็นพรมแดนธรรมชาติที่กั้นระหว่างประเทศจอร์แดนกับประเทศอิสราเอล



เป็นจุดที่ตํ่าทีสุดในโลก มีความตํ่ากว่าระดับนํ้าทะเลถึง 400 เมตร ถ้าท่านเข้าพักที่โรงแรม ซึ่งโรงแรมมีหาดส่วนตัวสามารถเดินลงหาดได้เลย เปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อลงเล่นนํ้าเดดซี ใช้เวลาตามอัธยาศัย และสามารถลงอีกรอบตอนเช้าก็ได้ เพื่อสุขภาพผิวอุดมด้วยแร่ธาตุ มาแล้วไม่ลงไม่ได้ ลงแล้วก็ต้องให้คุ้ม ไม่ใช่แค่ซะโงกจุ่มแป็บๆ แต่แช่ให้เปีอยไปเลย



ตื่นเช้ามา เตรียมตัวไปแช่น้ำกันครับ

ข้อดีของหาดส่วนตัว ของ โรงแรมคือ คนไม่เยอะ ครับ

นอกจากแช่ทะเลสาปแล้ว การพอกโคลน ก็ยังเป็นอีกหนึ่ง กิจกรรม ที่น่าสนใจ ครับ

สาวๆ ในกลุ่ม ก็เล่น พอกโคลน บำรุงผิวกันอย่างสนุกสนาน ก่อนที่ จะเดินทางเข้า เมือง Amman ในวันสุดท้ายนี้ ถือว่า การแวะนอนเดดซี คืนสุดท้ายเป็นการพักผ่อน ผ่อนคลาย จากการออกทริป ประเทศจอร์แดน ที่ผ่านมา

Day5 Dead sea-Amman



วันสุดท้ายช่วงสายเราแวะไปร่วมงาน business matching ที่กรุงอัมมาน



เมืองหลวงอัมมาน Amman ประเทศจอร์แดน



จุดแรกที่สัมผัส เมืองหลวงอัมมานตั้งอยู่บนภูเขาทั้ง 7 ลูก และมีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนานกว่า 6,000 ปี ขึ้นชม ป้อมปราการ แห่งกรุงอัมมาน Citadel of Amman ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดสังเกตเหตุบ้าน การเมืองต่าง ๆรอบเมือง และยังเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดของเมืองแห่งนี้ โดยมีฉากหลังเป็น โรงละครโรมัน ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจอร์แดน จุผู้ชมได้ 6,000 คน และ ตึกรามบ้านช่องที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูง อันแปลกตายิ่งนัก

ตึกราม บ้านช่อง ของคนจอร์แดน ส่วนใหญ่ จะเน้นสี เอิร์ธโทน ไม่มีการทาสีฉูดฉาด เป้นการคุมโทนได้ดีมาก โดยจะสร้างไล่เรียงกันไปตามเชิงเขา ลดหลั่นกันลงไปเรื่อยๆ

Jabal al-Qal’a (Amman Citadels)



พักผ่อนรอพระอาทิตย์อ่อนแรงลงหน่อย ก็เดินทางไปที่ Jabal al-Qal’a หรือ Amman Citadels กันครับ

โดย Jabal al-Qal’a จะอยู่บนเนินเขา ต้องออกแรงเดินกันหน่อยครับ (หรือจะนั่ง Taxi จากโณงแรมก็ไม่น่าแพงเท่าไหร่ครับ)



วิวด้านบนของเมือง Amman จาก Jabal al-Qal’a



Jabal al-Qal’a (Amman Citadels)

GPS: 31.953965, 35.93482

Fee: 2 JOD



ซากวิหาร เฮอร์คิวลิส แค่เห็นซากเสา ก็พอจะอนุมานได้ ว่า เมื่อก่อนนั้นยิ่งใหญ่ขนาดใหน

ที่นี่น่าจะเป็นจุดชมพระอาทิตยื ขึ้น หรือ ตก ที่ สวยเอาการอยู่นะครับ แต่ ปัญหา คือ มันไม่เปิดให้เข้า ครับ มันเปิด เวลา 9.00-17.00 เท่านั้นเอง

ตกเย็นแวะไปเดินชม โรงละคร ขนาดใหญ่ ที่มี ผุ้คนชาวจอร์แดน ออกมาเดินเล่นกันมากมาย บริเวณนี้

ตอนค่ำคณะเราไปช็อปปิ้งกันนิดหน่อย ของฝากที่น่าซื้อ คือ ผลอินทผาลัม อบแห้ง ครับ หลังจากนั้นเราเดินทางไปทานอาหารเย็น แล้ว กลับไปขึ้นเครื่อง ที่ สนามบิน เช่นเดิมครับ

Day6 Amman – BKK



ขึ้นเครื่องกลับไทย โดยสารการบิน รอยัล จอร์แดนเนี่ยน (RJ) Royal Jordanian airline ซึ่งบินออกจาก จอร์แดน เวลาประมาณ หลังเที่ยงคืน ขึ้นไปก็ มีเสิร์ฟอาหาร แล้วก็นอนกันยาวๆ 8-9 ชั่วโมง มาลงยัง สนามบินสุวรรณภูมิ ประมาณ 14.00 น. (บวกเวลาอีก 4 ชม) หากใครตืนขึ้นมาก่อนก็มี หนังให้ดู เกมส์ให้เล่นเพลินๆ

ผมถ่ายภาพจากมือถือ เพราะ เอากระเป๋ากล้องไว้ที่เก็บสัมภาระ ไม่อยากลุกหยิบ เพราะ กลัวรบกวน พี่แขก ที่นอนหลับสนิท อยู่ข้าง เรียกว่า พี่แกหลับสบายมาก ตั้งแต่ ทานอาหารเสร็จ ตื่นอีกที เกือบเช้า

ก่อนจบทริป ต้องขอขอบคุณ



Royal Jordanian



สายการบินแห่งชาติ จอร์แดน ที่มีจุดหมายการบินครอบคลุมกว่า 56 ทั่วโลก และเส้นทางบินตรง ไม่มีแวะพักที่ใหน จาก กทม สู่ ประเทศจอร์แดน ด้วยเครื่องบินแบบ 787 dreamliner นั่งสะดวกสบายกว้างขวาง การบริการดีเยี่ยม โดยมี เที่ยวบินออกทุกวัน เวลาเดินทางก็ดีมากๆ ครับ บินกลางคืน นอนหลับตลอดคืน ไปถึงเช้าของอีกวัน ก็เริ่ม เที่ยวได้ตั้งแต่วันแรก



หากใครสนใจ ไปเที่ยว จอร์แดน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ Royal Jordanian Airlines/Bangkok /

สรุปสุดท้ายสำหรับทริป สำรวจ ประเทศจอร์แดน เบื้องต้นครังนี้ ทำให้ผม ได้รู้จักประเทศที่นี้ มากขึ้น เพราะ ผมเคยอยากจะมาชม เมืองเพตรา และ ทะเลสาปเดดซี ตั้งแต่เริ่มเที่ยวใหม่ แต่ก็ไม่มีโอกาสสักที หากถามผมว่าผมชอบเที่ยวประเทศนี้ใหม คำตอบคือใช่ เพราะ แค่ขนากมาสำรวจเบื้องต้น ยังประทับใจ ถ้าได้มาเที่ยวแบบเจาะลึก คงสนุกสนาน และมีเรื่องราว กลับมาเล่าให้ฟังมากกว่านี้ เพราะ ยังมีอีกหลายที่ ที่ผมพลาดไม่ได้ไป ไม่ว่าจะเป้น การนอนค้างคืนที่ทะเลทรายวาดิรัม เมืองเสาพันต้น Jerash เมืองโบราณและประสาท อัลจุ้ลAjloun เมืองท่าริมทะเลแดง อัคคาบา (Aqaba) ดังนั้น ถ้ามีโอกาส ผมจะไปเก็บรายละเอียดมากฝากอีกครั้งครับ

สำหรับตอนนี้ คงต้องพูดว่า Let’s go Jordan หรือ ยาล่า ยาล่า จอร์แดน



และถ้าหากใคร สนใจติดตามการเดินทาง ไปยังที่ต่างๆ ของผม

สามารถตามไปได้ ที่ เพจ แบกเป้เท่ทั่วโลก

https://www.facebook.com/TummengTravel

IG : tummengtravel

ความคิดเห็น