เมืองเล็กๆอันแสนสงบที่ 'แม่ลาน้อย' รีวิวโดย we journey

จังหวัด'แม่ฮ่องสอน'ถือเป็นจังหวัดที่เราได้มาเยือนบ่อยที่สุดเลย ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่4แล้ว แต่ยังไม่ได้มีโอกาสมาแม่ลาน้อยสักที หน้าฝนนี้เลยไม่พลาดที่จะต้องมาที่นี่สักครั้ง แล้วก็เป็นอะไรที่ตกหลุมรักเลยแหละ^^ และนี่คือสถานที่ที่เราไปเยือนมา ไม่ว่าจะเป็นจิบกาแฟหอมๆที่บ้านห้วยห้อม เที่ยวชมโครงการหลว

เมืองเล็กๆอันแสนสงบที่ 'แม่ลาน้อย'

เมืองเล็กๆอันแสนสงบที่ 'แม่ลาน้อย'

 วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 14.14 น.

 วันที่เดินทาง 2 ก.ย. 2561

จังหวัด'แม่ฮ่องสอน'ถือเป็นจังหวัดที่เราได้มาเยือนบ่อยที่สุดเลย ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่4แล้ว แต่ยังไม่ได้มีโอกาสมาแม่ลาน้อยสักที หน้าฝนนี้เลยไม่พลาดที่จะต้องมาที่นี่สักครั้ง แล้วก็เป็นอะไรที่ตกหลุมรักเลยแหละ^^ และนี่คือสถานที่ที่เราไปเยือนมา ไม่ว่าจะเป็นจิบกาแฟหอมๆที่บ้านห้วยห้อม เที่ยวชมโครงการหลวงแม่ลาน้อย พักที่บรรยากาศดีๆที่เฮินไตรีสอร์ท ย้อนรอยประวัติศาสตร์ที่พิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่2 แวะชมเสน่ห์วัดต่อแพวัดเก่าริมลำน้ำยวม สัมผัสวิถีชีวิตกระเหรี่ยงคอยาวบ้านห้วยเสือเฒ่า และปิดท้ายด้วยไหว้พระที่วัดพระธาตุดอยกองมูวัดคู่บ้านคู่เมืองแม่ฮ่องสอน กับทริป2วัน1คืนค่ะ^^

ติดตามภาพถ่ายอื่นๆได้ที่^^

เพจ>>https://www.facebook.com/wejourneys

Instagram>> https://www.instagram.com/ou.wejourney

Day1

ทริปนี้เราเริ่มต้นการเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่โดยรถยนต์ใช้เส้นทางหลวง 108

ผ่านสวนสนบ่อแก้ว อ.ฮอด และเข้าสู่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ระหว่างทางวิวสวยมากๆฝนตกชุ่มฉ่ำเขียวขจีตลอดทาง

และที่แรกที่เราจะไปกันก็คือ โครงการหลวงแม่ลาน้อย ก่อนจะถึงโครงการหลวง เราจะขับผ่านหมู่บ้านดงหรือภาษาละเวือะ เรียกว่า “ย่วงน่อง” หมายถึง หมู่บ้านที่อาศัยอยู่ในป่าทึบหรือป่าดงดิบที่นี่มีการทำนาขั้นบันไดสวยงามมากๆ

มีบ้านเรือนอยู่ลดหลั่นกันตามเชิงเขาเรามีโอกาสได้แวะถ่ายรูปกันนิดหน่อย

จากบ้านดงขับไปอีกประมาณ 5กม.ก็ถึงโครงการหลวงแม่ลาน้อยค่ะ พอไปถึงฝนหยุดพอดีทำให้มองเห็นหมอกอยู่รอบๆทิวเขาเลย รวมๆแล้วเราใช้เวลาในการเดินทางมาที่นี่ประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง

ในปี ๒๕๑๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จเยี่ยมประชาชนที่บ้านห้วยห้อม นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการฯหลวง ณ ที่แห่งนี้

เรานั่งเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางขุนเขาและนาข้าวขั้นบันไดสีเขียวขจีสวยงามเป็นอะไรที่ฟินมากๆ

ตรงขึ้นไปจากโครงการหลวงฯอีกหน่อย คือ ชุมชนหมู่บ้านห้วยห้อม มาที่นี่นอกจากเราจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านปกากญอหรือกะเหรี่ยงแล้ว ยังจะได้ชิมกาแฟหอมๆจากแหล่งปลูกกาแฟที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทยอีกด้วยนะ

เรามาแวะกินอาหารพื้นเมืองที่ บ้านกาแฟสดห้วยห้อม ผ้าทอขนแกะ โฮมเสตย์ เมนูที่เราสั่งมาก็จะมีต้มจืดลูกฟักแม้วหมูสับ ปลาทับทิมทอด ผัดยอดฟักแม้วและก็นี่เลยลาเต้ร้อนหอมๆ รสชาติใช้ได้เลย

และอาชีพเสริมของชาวบ้านที่นี่คือการทอผ้าขนแกะที่เป็นการทอมือ 100% ใครที่มาที่นี่ก็สามารถเลือกซื้อผ้าทอขนแกะนุ่มๆกลับไปเป็นของฝากกันได้ค่ะ

เราเดินตามพี่ชาวท้องถิ่นท่านนึงไปดูน้องแกะกัน

ทีนี่มีโฮมสเตย์หลายหลังให้เลือกพัก แตกต่างกันไปตามทำเลที่ตั้ง แต่ละหลังมองเห็นทิวทัศน์เทือกเขา ที่เรียงรายกันอย่างสวยงาม และอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี

โฮมสเตย์หลังนี้มีชื่อว่า’โปเกม่อน’ ด้านในก็จะเห็นวิวสวยๆแบบนี้เลย แต่เราไม่ได้พักนะพอดีเดินผ่านแล้วคุณลุงเจ้าของที่พักเรียกให้เราเข้าไปถ่ายรูปเล่นกันได้เพราะยังไม่มีคนเข้าพัก^^

ถ่ายรูปเสร็จแล้วเดินไปด้านหลังโฮมเสตย์ก็จะเจอวิวทิวเขาและนาขั้นบันไดสวยๆแบบนี้

มีเจ้าถิ่นมาทักทายด้วยน้าา

นั่งเล่นสักพักก็ได้เวลาเดินทางต่อไปที่ เฮินไตรีสอร์ทกัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ50นาทีค่ะเรามาถึงที่นี่ประมาณ5โมงเย็นอากาศกำลังเย็นสบายเลย

นี่คือหน้าตาห้องพักเราค่ะน่ารักมากๆด้านไนมี 2ชั้น ชื่อว่าเฮินตูบสูง ราคา 1,200บาทต่อคืน สำหรับ 2คน มีห้องน้ำในตัว

เก็บกระเป๋าเรียบร้อยก็ได้เวลาออกสำรวจรอบๆรีสอร์ทกัน ค่อยยังชั่วที่ฝนหยุดตก ทำให้เรามีโอกาสได้มานั่งเล่น ฟังเพลงริมทุ่งนาเพลินๆ

และที่จริงวันนี้เรากินข้าวเย็นที่บ้านห้วยห้อมกันมาแล้วนะ แต่อดไม่ได้ที่จะไปลองชิมอาหารที่นี่กันบ้าง เราให้พี่ที่ดูแลแนะนำอาหารให้หน่อย เราสั่งมาแค่2อย่างคือ แกงฮังเลและยำถั่วพลู เพราะอิ่มมากแล้ว^^แต่ขอบอกว่าอร่อยมาก

Day2

วันนี้เราตื่นกันตั้งแต่ 6โมงเช้า มารอพระอาทิตย์ขึ้นและสูดอากาศบริสุทธิ์กัน แต่เสียใจด้วยเพราะฝนตกฟ้าปิด55 แต่ไม่เป็นอุปสรรคกับเราแต่อย่างใดเดินกางร่มถ่ายเลยจ้าา

หลังจากเดินเล่นถ่ายรูปทั่วรีสอร์ทแล้ว55 ก็ไปกินอาหารเช้ากัน อาหารเช้าที่นี่ก็จะเป็นแบบบุฟเฟต์ น่าตาน่ากินทั้งนั้นเลย

นอกจากอาหารอร่อยแล้วยังมีเจ้า ‘ปลาทู’มาต้อนรับด้วยน้า

ที่นี่พนักงานบริการดีมากอบอุ่นและเป็นกันเองจริงๆ กินเสร็จก็ถึงเวลาต้องไปต่อแล้ว เรามุ่งหน้าไปที่ วัดต่อแพ เพื่อไปชมเสน่ห์วัดเก่าริมลำน้ำยวมกัน พอไปถึงมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังตื่นเต้นกับสายน้ำที่ไหลเชี่ยวที่แม่น้ำเพราะฝนตกต่อเนื่องหลายวันทำให้บางจุดมีน้ำหลาก

ภายในวัดสงบและร่มรื่นมากๆ วัดต่อแพ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในอำเภอขุนยวมที่มีความเป็นมาเก่าแก่ เดิมวัดแห่งนี้เป็นวัดร้าง มีการสันนิษฐานว่าเป็นวัดของชาวลัวะ หรือละว้า ที่สร้างขึ้นมาเป็นเวลานาน

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดก็จะมี ศาลาการเปรียญเป็นอาคารสถาปัตยกรรมพม่าผสมไทใหญ่ที่สวยงามที่สุดในอำเภอขุนยวม, ผ้าม่านโบราณอายุกว่า150ปี , ส้วมพระสงฆ์สมัยโบราณฯลฯ

หลังจากนั้น เราก็เดินทางต่อไปที่ พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานไทย-ญี่ปุ่น หรือ พิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 กันค่ะ ที่นี่เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00น. – 17.00น. มีค่าเข้าชมคนละ 40 บาท

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่ฝังศพทหารญี่ปุ่นหลายพันนายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีจัดแสดงข้าวของต่างๆ ที่ใช้ในการทำสงคราม ก่อนที่เราจะเข้าชมนิทรรศการด้านใน เจ้าหน้าที่จะให้เราเข้าชมการฉายวิดีทัศน์เกี่ยวกับความเป็นมาของสงครามโลกครั้งที่ 2 และความเกี่ยวข้องของชาวขุนยวมกับสงครามกันก่อน

หลังจากที่เราได้ชมวิดีทัศน์ทำให้เราได้รู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชาวขุนยวมเพิ่มขึ้นเยอะเลย^^ และในส่วนข้าวของที่จัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ก็จะมี เศษซากรถยนต์ หีบใส่ของ อาวุธและเครื่องมือต่างๆ ฯลฯ

หลังจากที่เราได้เรียนรู้ประวัติศาตร์กันแล้ว ก็ออกเดินทางต่อค่ะ จุดหมายต่อไปเป็น หมู่บ้านกระเหรี่ยงคอยาวห้วยเสือเฒ่า เราเดินทางโดยใช้ถนนเส้น 108 และ เส้น 1250 ระยะทางประมาณ 72 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง ระหว่างทางเข้าหมู่บ้านจะผ่านฝายน้ำล้นหลายฝาย สองข้างทางเป็นป่า ส่วนถนนจะเป็นคอนกรีตตลอดเส้นทางค่ะ

เมื่อเดินทางไปถึงหมู่บ้าน เราสามารถจอดรถด้านหน้าและเดินข้ามสะพานไม้เล็กๆ เข้าหมู่บ้านได้เลย ที่นี่ไม่มีค่าเข้าชม และสามารถขอถ่ายรูปกับชาวกะเหรี่ยงคอยาวได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย

ชาวกะเหรี่ยงคอยาวที่นี่น่ารักมาก พูดคุยยิ้มแย้ม ไม่มีตื้อให้ซื้อของ ต้อนรับนักท่องเที่ยวดี ที่นี่มีของที่ระลึกให้เลือกซื้อเยอะแยะเลยไม่ว่าจะเป็นเป็น ตุ๊กตาไม้รูปกะเหรี่ยงคอยาว, ผ้าทอมือ, กำไรเงิน-หยก สร้อยคอ และเครื่องประดับของชนเผ่าในแบบต่างๆ

กระเหรี่ยงคอยาว มีชื่อเรียกหลายชือ ได้แก่ กะยัน และปาดอง เดิมทีเป็นชาวเขาเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่ในประเทศพม่าและได้มีการอพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาอยู่ที่แม่ฮ่องสอนเมื่อนานมาแล้ว

หลังจากที่เที่ยวชมวิถีชีวิตและซื้อของฝากกันเสร็จ เราก็เดินทางต่อเข้าตัวเมืองแม่ฮ่องสอนเพื่อไปไหว้พระที่ วัดพระธาตุดอยกองมู วัดคู่บ้านคู่เมืองแม่ฮ่องสอนกัน

สถาปัตยกรรมภายในวัดจะเป็นศิลปะแบบ“ไทใหญ่ – พม่า” ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปและภาพวาดฝาผนังของวัด ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธประวัติของพระพุทธเจ้า

ที่นี่นอกจากเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามแล้ว ยังมีจุดชมวิวที่สามารถชมวิวของตัวเมืองแม่ฮ่องสอนได้แบบกว้างไกลสุดสายตาอีกด้วยนะ

เราจบทริปการเดินทางกันที่วัดพระธาตุดอยกองมูค่ะ หลังจากนั้นเราก็เดินทางกลับเชียงใหม่กัน

::::ขอบคุณทุกคนที่ติดตามการเดินทางและภาพถ่ายของเรานะคะ◡̈แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้าค่ะ:::


ความคิดเห็น