เชียงใหม่-ลำปาง คิดถึงเขา กอดหนาว รักฝน... รีวิวโดย เที่ยวไปในแบบที่ชอบ

เชียงใหม่-ลำปาง คิดถึงเขา กอดหนาว รักฝน... เย็นวันศุกร์ที่การจราจรในกรุงเทพ ติดขัดแสนสาหัส กว่าจะถึงบ้านก็ 3-4 ทุ่มเข้าไปแล้ว อยากเปลี่ยนบรรยากาศจาก เสียงบีบแตร์ เสียงเบิ้ลรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ไปเป็นเสียงลมพัดใบไม้ เสียงน้ำตก เสียงสายฝนที่โปรยปรายลงสู่พื้นดิน เสียงกริ่งในวัด กับความสงบที่เราใฝ่หา อย่า

เชียงใหม่-ลำปาง คิดถึงเขา กอดหนาว รักฝน...

เชียงใหม่-ลำปาง คิดถึงเขา กอดหนาว รักฝน...

 วันพฤหัสที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2561 เวลา 13.08 น.

 วันที่เดินทาง 29 ก.ย. 2560

เชียงใหม่-ลำปาง คิดถึงเขา กอดหนาว รักฝน...

เย็นวันศุกร์ที่การจราจรในกรุงเทพ ติดขัดแสนสาหัส กว่าจะถึงบ้านก็ 3-4 ทุ่มเข้าไปแล้ว อยากเปลี่ยนบรรยากาศจาก เสียงบีบแตร์ เสียงเบิ้ลรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ไปเป็นเสียงลมพัดใบไม้ เสียงน้ำตก เสียงสายฝนที่โปรยปรายลงสู่พื้นดิน เสียงกริ่งในวัด กับความสงบที่เราใฝ่หา อย่าได้แต่คิดถึงภาพที่อยู่ในหัวกันเลย ออกไปทำตามที่ใจคิดกันเถอะ มาเดี๋ยวเราจะพาทุกคนไป...


เราไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมายเพราะเดินทางคนเดียว แค่กระเป๋าเสื้อผ้า กล้องถ่ายรูป เติมน้ำมันรถในเต็มถัง Honda City ประหยัดน้ำมันมากๆ เลิกงาน 6.30 น. ก็รีบเก็บของแล้วออกเดินทางเลย จุดหมายแรกของเราคือ ลำปาง ใช้เวลาเดินทางจาก กรุงเทพ >>> ลำปาง ประมาณ 8 ชั่วโมง แต่เรามีพักนอนกลางทางเพราะง่วงมาก (แนะนำใครขับรถเที่ยวกลางคืน ควรมีคนช่วยขับ หรือถ้าง่วงควรจอดนอนเลยครับ เพื่อความปลอดภัย) ใช้เวลาในการเดินทาง 13 ชั่วโมงถึงลำปาง...

เผื่อความเป็นศิริมงคลในการเดินทางและท่องเที่ยวครั้งนี้ เราจึงเริ่มต้นด้วยการไหว้พระ ขอพร และจะพลาดไปไม่ได้เลย เพราะวัดนี้ใครผ่านหรือมาเที่ยวลำปางต้องมา นั่นคือ "วัดพระธาตุลำปางหลวง" Location : https://goo.gl/maps/6aK5MnjMT232

ใครที่ขับรถไปก็จะมีที่จอดรถอยู่หน้าทางเข้าวัดเลย จอดรถเสร็จก็เดินข้ามถนนมาก็จะเป็นประตูทางเข้าเดินขึ้นบันไดไปด้านบน ความคลาสสิคอยู่ตรงกำแพงวัดที่ก่อด้วยอิฐแดง ทอดยาวไปรอบบริเวณวัด เมื่อเดินขึ้นบันไดนาคไปจนสุดทาง เราจะต้องเข้า "ประตูโขง" มีการแกะสลักลวดลายต่างๆ และประตูโขงได้เป็นสัญลักษณ์ในตราจังหวัดลำปางอีกด้วย


และสิ่งมหัศจรรย์ของที่นี่ เป็นที่ดึงดูดของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก เมื่อเราได้เข้าไปในโบสถ์ ไหว้พระขอพรเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีแผ่นไม้ขึงด้วยผ่านสีขาว วางอยู่ด้านข้างหน้าต่างที่มีแสงแดดทอดยาวผ่านช่องแคบลงมาบนผ้าสีขาวที่วางอยู่ เฮ้ยยย!! เห็นเป็นรูปเจดีย์สีทอง เจดีย์ที่อยู่ด้านนอกโบสถ์ สุดยอดเลยยย

ในความเป็นจริงแล้วเมื่อเสียงเเดดกระทบกับอะไร แล้วก็จะสะท้อนเป็นเงาสีดำ แต่นี่คือความมหัศจรรย์ของพระธาตุ ที่เห็นออกมาดั่งตาเห็น เพียงแค่เสียงทะลุผ่านรูเล็กๆตรงหน้าต่างแค่เพียงหนึ่งบานเท่านั้น...

ได้บุญกันแล้ว ออกเดินทางกันต่อ จุดหมายปลายทางต่อไปของเราอยู่ที่ ดอยอินทนนท์ และเป็นที่พักกางเต็นท์ของเราในคืนนี้ ที่ดอยชัวร์ญ่า เราไม่เคยไปที่นี้เลยไม่รู้ว่าทางข้างหน้าจะเจออะไร บรรยากาศเป็นยังไง จะมีทีให้เราได้นอนไหม บางทีความรู้สึกแบบนี้มันก็ดีไปอีกแบบ มันมีความตื่นเต้นในการเดินทาง...


พอเราขับรถขึ้นเขาไปเรื่อยๆ อากาศก็เริ่มเย็นลงเรื่อยๆ อยากรับอากาศดีๆหนาวๆเเล้วละก็ ปิดแอร์ เปิดกระจกครับ รับรองว่าชิวววแน่นอน นอกจากจะหนาวแล้วยังมีฝนที่ตกลงมาเบาบาง ให้รำคาญใจ แต่ก็ทำให้อากาศเย็นยะเยือกเข้าไปอีก เราขึ้นไปถึงดอยชัวร์ญ่า ที่เป็นจุดกางเต็นท์ของเรา ฝั่งตรงข้ามเป็นภูเขามีน้ำตกไหลลงมาจากหน้าผา เสียงน้ำตกดังลั่นไปทั่ว โอ้ววแบบนี้แหละ "คิดถึงเขา กอดหนาว รักฝน"

กางเต็นท์ เสร็จเรียบร้อย หาไรกินสิครับ เมนูสำหรับการนอนเต็นท์ ให้เข้ากับป่าเขาลำเนาไพร ก็ต้องเป็นหมูกระทะ ที่คุ้นเคยสั่งมากินเลย 500 บาทนั่งปิ้งไปชิวๆ ในบรรยากาศฝนตกพรำๆ อากาศเย็นๆ 18 องศา มันช่างดีอะไรเช่นนี้


ถ้าไม่อิ่มก็เดินมาร้านขายของข้างๆที่พักได้ มีชา กาแฟ ขนม นม เนย ให้ซื้อกัน แต่คนอื่นๆเห็นจะกินเหมือนเรา นั่นคือ หมูกะทะ จากนั้นเราก็เดินดูบรรยากาศรอบๆ ที่เนินเขาฝั่งตรงข้ามจะเปิดไฟ ให้กับต้นไม้ ดอกไม้ที่ชาวบ้านเป็นคนปลูกเพื่อขาย ให้ได้แสงไฟอยู่ตลอดเวลา มันสวยมากๆเลยครับ ไม่มีรูปเพราะถ่ายมาไม่สวยเลยไม่เอาลงให้ดู 555...

ได้เวลาเข้านอน พรุ่งนี้เจอกัน...Zzz

รูดซิบเปิดเต็นท์ออกมา เจอภาพนี้ในทุกเช้าคงจะดีไม่น้อย อากาศสดชื่นที่สุด เราตื่นมาล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำหรอ ไม่อาบๆๆหนาวจะตายใครจะไปอาบได้ เเล้วก็เก็บเต็นท์ใส่ท้ายรถ แล้วขึ้นไปบนยอดดอยอินทนนท์กัน

ดอยอินทนนท์ เราจะไม่บรรยายอะไรเยอะ เพราะไม่รู้จะพูดอะไร อีกอย่างรูปน้อยครับ แล้วในตอนที่เราไปก็ยังไม่เปิดให้ขึ้นไป กิ่วแม่ปาน ครับ

เราจะอยู่ที่ดอยอินทนนท์นานมากไม่ได้ เพราะจุดหมายอีกทีของเรานั้น คือ ดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งมันไกลมาก เเล้วเค้าก็ห้ามเข้าหลัง 6 โมงเย็นด้วย เพราะทางขึ้นเขาอันตรายมากๆ เราจึงต้องออกเดินทางจากที่ดอยอิทนนท์ก่อนเที่ยง...

แล้วก็เป็นจริงอย่างที่คิดไว้ว่าเราไปถึงหลัง 6 โมง ทางแม่งมืดมากมองไม่เห็นวิวใดๆทั้งสิ้น มีแค่ไฟส่องทางจากรถของเราเท่านั้น ทางขึ้นเขา ก็ชันบ้าง คดเคี้ยว หักศอก ต้องบีบเเตร์ไปทุกโค้งเพื่อความปลอดภัยกรณีมีรถสวนมา ก็จะได้เก็บผักไปกินได้เลย ถุยยย!! ไม่ใช่

เราใช้เวลาเดินทางจากทางขึ้นไปจนถึงที่พัก เกือบ ชั่วโมง เพราะค่อยๆไป แล้วก็ไม่รู้ทาง เปิด Google maps ก็ไม่มีสัญญาณอีก ฝนก็ตก ด้านข้างมีน้ำป่าไหลมาตามทาง กูจะรอดไหมวะเนี่ย ขับไปสักพักก็มีแสงไฟจากรถคันนึงสาดแสงมาแต่ไกล ทำให้เราดีใจได้บ้าง เราเลยจอดรถเปิดกระจกถามเค้าว่าไป ดอยหลวงเชียงดาว อีกไกลไหมครับ เค้าบอกว่าไปอีกประมาณ 5 กม.ก็ถึงหมู่บ้านแล้ว เย้ๆอีกนิดเดียวๆ แต่แม่ง 5 กม. แม้วป่าววะ ไกลฉิบหายเลยยย ขับไปเรื่อยๆจนเจอหมู่บ้าน ก็จอดรถถามหาที่พัก เพราะเราไม่ได้จอง มีแค่เต็นท์ที่ติดมาเท่านั้น ชาวบ้านเดินมาบอกว่ามีห้องว่างพอดี เราเลยไม่รอช้า เอาเลย 1 หลังพร้อมอาหารเช้า ...ขอตัวไปนอนพักก่อน พบกันพรุ่งนีเช้า เพื่อชมเทือกเขาหน้าบ้านของเรากันครับ...

เมื่อคืนมองไม่เห็นวิวอะไรตั้งแต่ทางขึ้นจนถึงที่พัก แต่พอตื่นเช้ามาเท่านั้น เราอยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้จริงๆเลย ดูแต่ในรีวิวมา เราบอกเลยว่า แม่งสวยกว่าในรีวิว ร้อยเท่าพันเท่า อากาศก็เย็นกำลังดี ฝนก็ตกตลอดเวลา น้องหมอกก็ลอยผ่านหน้าบ้านของเราตลอดเวลา...

ชมวิวถ่ายรูปไปสักพัก น้องที่เป็นเจ้าของโฮมสเตย์เดินเอาอาหารเช้ามาให้ เป็นข้าวต้มหม้อไม่ใหญ่มาก พร้อมเครื่องปรุง มันหอมมากๆ ไม่รอช้าตักขึ้นมาใส่ถ้วย เอาเข้าปากไปทันที

อิ่มหนำแล้ว เราก็เดินชมหมู่บ้านว่า เข้าใช้ชีวิตกันยังไง ทำอะไรกันบ้าง ไปชมตามรูปภาพกันเลยครับ

ชาวบ้านที่ดอยหลวงเชียงดาว อยู่ในช่วงกำลังทำนา ข้าวที่ปลูกกำลังจะพร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว ทุ่งนาบนดอยหลวงเชียงดาวนี้ สวยมาก เป็นทุ่งนาที่ลาดชันลงไปด้านล่าง รับกับทิวเขาด้านหลัง เหมือนเรากำลังอยู่ในต่างประเทศเลย บรรยากาศสองข้างทางระหว่างการขับรถลงเขาไป ก็สวยไม่แพ้ด้านบนเหมือนกัน...

ขอบคุณทุกคนที่ดูรีวิวของเรา และหวังว่ารีวิวของเราจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคน เบื่องาน เบื่อการใช้ชีวตในเมือง เบื่อรถติด เบื่อทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วออกมา"เที่ยวในแบบที่ชอบ" กันครับผม...







ความคิดเห็น