มหากาพย์ "ภูกระดึง" หลงรักเลย EP.1 ขึ้นภู รีวิวโดย เที่ยวให้ได้ "เรื่อง"

มหากาพย์ "ภูกระดึง" November 2018 ภูกระดึงมีอะไรมากกว่าที่คิด 2 คน 3 วัน 2 คืน กับงบ 3,300 บาท รีวิวละเอียดยิบ ครั้งแรกในชีวิต "ครั้งหนึ่งในชีวิตพิชิตภูกระดึง" หายคนบอกว่า "ครั้งเดียวพอ" ไม่พอฮะ ลองไป แล้วจะหลงรักเลย เอ้า ยังไม่ได้เริ่มเล่าเลย ลงบทจบไปแล้ว 555555 ขอบอกการไปรอบนี้รูปเยอมาก กดชัตเตอร์

มหากาพย์ "ภูกระดึง" หลงรักเลย EP.1 ขึ้นภู

มหากาพย์ "ภูกระดึง" หลงรักเลย EP.1 ขึ้นภู

 วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 09.48 น.

 วันที่เดินทาง 2 พ.ย. 2561

มหากาพย์ "ภูกระดึง" November 2018 ภูกระดึงมีอะไรมากกว่าที่คิด 2 คน 3 วัน 2 คืน กับงบ 3,300 บาท รีวิวละเอียดยิบ ครั้งแรกในชีวิต "ครั้งหนึ่งในชีวิตพิชิตภูกระดึง" หายคนบอกว่า "ครั้งเดียวพอ" ไม่พอฮะ ลองไป แล้วจะหลงรักเลย เอ้า ยังไม่ได้เริ่มเล่าเลย ลงบทจบไปแล้ว 555555 ขอบอกการไปรอบนี้รูปเยอมาก กดชัตเตอร์ไป สองพันกว่าภาพ นี่ไม่รวมภาพในโทรศัพท์มือถือ แล้วก็ในกล้อง gopro นะ อย่างเยอะ

ข้อมูลคร่าวๆ นะคะ

> สมาชิก 2 คน คือ ไม่มีใครคบแล้ว คบกันอยู่ 2 คน

> ค่าใช้จ่ายก็หาร 2 หักค่าแทกซี่ไปหมอชิต ก็ราว 3000 บาท

> เดินทางคืนวันศุกร์ ที่ 2 ขึ้นภูเช้าวันที่ 3 วันที่ 4 เดิน ลงภูวันที่ 5 รอรถกลับ ถึงตีสามวันที่ 6

รายละเอียด

- วันที่ไม่ใช่วันหยุดยาว ไปซื้อตั๋วได้ที่หมอชิต ช่องเบอร์ 6 - 7 ได้เลยฮะ เลือกตั๋วเที่ยวดึกสุด ไปถึงจะเกือบเช้าพอดี (ไปแอร์เลย) มีที่ชาร์ตแบต มีจอทีวี มีผ้าห่มผืนน้อย มีขนม

- รถจะจอดให้ที่ผานกเค้า (ร้านเจ๊กิม) เราอาบน้ำล้างหน้า กินข้าว กดตังที่นั่นได้ ขากลับมีที่ซื้อตั๋วรถกลับ

- นั่งรถสองแถวขึ้นภู ประมาณหกโมง ค่ารถคันละ 300 ถ้าเหมา ไม่เหมาก็รอไปพร้อมคนอื่น ไม่เกิน 10 คน ตกคนละ 30 บาท

- ถึงภูก็อ่านรายละเอียด รอจองเต๊น จองอุปกรณ์การนอน เรียบร้อยแล้วก็เตรียมตัวขึ้น เจ็ดโมงเช้า

- ถ้าไม่อยากแบกของขึ้นเอง ก็เดินไปข้างหลัง จ้างลูกหาบ กิโลกรัมละ 30 บาท ไปจ่ายข้างบน

- เดินเรื่อยๆ เหนื่อยก็หยุด กินทุกซำ มีห้องน้ำบางซำ มีทางเดินตลอด พยายามอย่าแบกอะไรไปเยอะสำหรับครั้งแรก แล้วก็ อย่าลืมผู้ช่วยพิชิต (ไม้เท้า) ช่วยจริงๆ นะ

- ถึงหลังแป ถ่ายรูปกับป้ายก่อน แล้วค่อยไปต่อ จะเป็นทางราบ เดินงาน แดดจะร้อน อย่าลืมหมวก เดินไปเรื่อยๆ

- ถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่ที่เราจะนอน ติดต่อเจ้าหน้าที่ เลือกเครื่องนอน ละก็เข้าเต๊น

- รอลูกหาบเอากระเป๋ามา แล้วก็จ่ายตัง

- ไม่เย็นมาก็ไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก แนะนำให้ปั่นจักรยานฮะ ทางไม่โหด เรื่อยๆ ขากลับจะได้ไม่ดึกมาก ค่าจักรยาน 60 บาท

- ข้างบนมีร้านอาหาร มีของฝาก มีห้องน้ำ มีหมูกะทะ มีทุกอย่าง ยกเว้นตู้เอทีเอ็ม กับเซเว่น ราคาของก็สมกับสถานที่ฮะ

- ไฟฟ้า จะชาร์ตแบตได้ตามร้านที่เรากินข้าว แม่ค้าพ่อค้าใจดี แล้วก็ชาร์ตได้ที่ตรงจุดบริการนักท่องเที่ยว จะมีเป็นล็อกๆ แบตมือถือ แบตกล้อง 20

เพาเวอร์แบงก์ 40 บาท ไม่ต้องกลัวหาย

- เช้าก็กิจกรรมบนภู เดินสายน้ำตก / สายหน้าผา ควรจะเดินคนละวัน แต่เราเดินวันเดียว 55555 อย่างโหด

- กิจกรรมเสร็จ จบวัน อ่อ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่กรณีที่เราต้องใช้ลูกหาบวันกลับ บอกเขาว่าเราเอาลูกหาบด้วย

- เช้า เก็บของ ล้างหน้า เอากระเป็ามาให้ลูกหาบ ไปไหว้พระ แล้วเตรียมลงภู (น้ำค่อยอาบข้างล่าง)

- ขาลงง่ายมาก วิ่งลงมาเลยทีเดียว 55555555 มาถึงก็รอกระเป๋า ส่วนมากกระเป๋าจะลงมาแล้ว ไปเอากระเป๋า จ่ายตัง แล้วก็อาบน้ำ

- ขึ้นรถออกไปร้านเจ๊กิม ซื้อตั๋วรถกับกรุงเทพ

--------- จบปิ๊ง!!!!---------------

มาเริ่มกันค่ะ

เริ่ม >>> Round 1

ก็เริ่มจากการหาข้อมูล ดูรีวิว คำนวค่าใช้จ่าย เลือกวัน เขียนใบลา แล้วก็จองตั๋วฮะ จองผ่านเว็บไทยรูท ออกเดินทางคืนวันที่ 3 พฤศจิกายน เวลา 20.30 น. โดยรถ แอร์เมืองเลย

การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไปขึ้นรถที่หมอชิต มันก็เลยจะ งงๆ มากๆ เดินถามตลอดทาง 555 กะเวลาไม่ถูกด้วย รถออก สองทุ่มครึ่ง ถึงหมอชิตตั้งแต่หกโมงเย็น นั่งรถแท็กซี่ติดไปเติมแก๊สกับลุงด้วย 5555 คือ แก๊สรถลุงจะหมด ลุงจะไม่รับ ก็เลยบอกลุว่า ลุงคะ เอาหนูนั่งเป็นเพื่อนไปเติมแก๊สด้วยก็ได้ 555 สรุปก็คือ นั่งรถไปเติมแก๊สกับคุณลุง ลุงบอกว่า "ขอบคุณมากหนู" ลงรถลุงบอกว่า "เที่ยวให้สนุกนะ" เริ่ม!!!


โอ่โหหหหหหหหหหหหหหห นี่หรือหมอชิต ทำไมคนเยอะแบบนี้ เยอะแบบ งงมาก 555 หลังจากถามได้ความว่าตั๋วเมืองเลย อยู่เบอร์ 6 แล้วอะไรคือเบอร์ 6 อ๋อ ช่องเบอร์ 6 พอไปเบอร์ 6 ป้าบอกเบอร์ 7 ซะงั้น 55 ก็เอาใบที่จองผ่านไทยรูท ที่ปริ้นมา ยื่นให้ป้า ป้าก็ออกตั๋วให้ ละบอกหน้านิ่งๆว่า ชานชลา 26 รถมาสองทุ่ม (ค่ารถ 605 บาท)


ก็เดินเอ๋อๆ เนียนๆ หาที่นั่ง นั่นว่างพอดี เดินแว่นตรงไป ยิ้มอ่อนๆ มีคนนั่งไหมคะ แล้วก็ นั่ง รอยาวไป

พอได้เวลาก็หอบของขึ้นรถ กลัวหิว ลงไปซื้อแซนวิส หน้าชานชลา แซนวิสที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี เคยซื้ออันละ 5 บาท แต่ตอนนี้ 15 บาททททททททททททททท นี่เสียค่าขนส่งมาหรือป่าวนะ

ที่พีคกว่านั้นคือ แอร์เมืองเล มีจอทีวีติดเบาะทุกคัน แต่.... เยาะที่เรานั่ง จอเสีย!! 55555 มาเสียอันเดียวด้วย แต่ก็เอาเถอะ ไม่ได้ใช้อยู่แล้ว พอรถเริ่มออก น้องเด็กรถก็มาแนะนำตัว แล้วก็ปิดไฟ... เป็นเด็กอนามัย ปิดไฟนอนแต่สองทุ่มครึ่ง จะหลับที่ไหนละ แหม ปกตินอนเที่ยงคืนนู่น

หลับๆ ตื่นๆ มาตลอดทาง แล้วก็มาถึงจุดหมายตีสามโดยประมาณ สิ่งแรกที่สัมผัสคือ หนาววววววววววววววววววววววววววววววว 14 องศา เวลานั้น ที่นี่คือ ร้านเจ๊กิม ณ ผานกเค้า เจ๊กิมคือใครไม่รูู้ รู้แต่ว่า รถจอดตรงนี้

ผานกเค้า กลางวันน่าจะมองออกว่าเป็น นก มั้ง ไม่รู้เหมือนกันทำไมเรียกผานกเค้า

นี่ร้านเจ๊กิม เจ๊กิมเปิด ตีสี่ แต่พอมีคนอยู่หน้าร้าน เจ๊กิมก็จะเปิดระบบอัตโนมัติ พูดวนไป วนไป บอกสิ่งต่างๆของที่นี่ เกี่ยกับการเดินทาง การขึ้นภู ก็ดีนะ ไม่เหงาดี เจ๊กิมดูใจดี สวัสดีค่ะเจ๊กิม


ร้านเปิดแล้ว ตีสี่ ที่นี่มีทั้ง ห้องอาบน้ำ ที่กินข้าว ที่นอน ขายของ ตู้เอทีเอ็ม จองตั๋วรถกลับ เราก็จัดแจง เข้าหลังร้าน ล้างหน้าแปรงฟันกินข้าว รอขึ้นภู

นี่เป็นที่อบน้ำอยู่หลังร้าน บริการฟรี นอนรอรถฟรี


สำหรับมื้อแรก ณ จังหวัดเลย ไข่กระทะ กับ กาแฟ ด้วยราคาปกติ แล้วก็ อร่อยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

หกโมงกว่าๆ ก็เตรียมขึ้นภูฮะ รถจอดข้างๆร้านเจ๊กิม ระหว่างป้อมตำรวจ ค่ารถตามที่เขาบอกกัน คันละ 300 ถ้าไปน้อยคนก็รอไปพร้อมคนอื่นๆเขา คันนี้จ่ายกันคนละ 35 บาท

ว่าแ้วก็ออกเดินทาง หมอกบางๆ อากาศเย็นๆ โคตรสดชื่น

จ่ายค่าเข้าอุทยานคนละ 40 บาท เจ้าหน้าที่จะให้ตั๋วมา ต้องเอาตั๋วมานะคะ เพราะเดี๋ยวขึ้นภู เจ้าหน้าที่จะขอตั๋วพร้อมบัตรประชาชน

ถึงภูกระดึง หกโมงสิบห้า โดยประมาณ เตรียมตัวจองเต๊น รอเปิดทำการ เจ็ดโมงเช้า เต๊นต้องจองข้างล่าง ถุงนอน หมอน มีให้เช่าหมด

มีป้ายให้อ่านรายละเอียด

ช่วงเช้ายังไม่ค่อยมีคนมา เข้าแถวรอจองเต๊น ส่วนใครที่เอาเต๊นมาเองก็รอเจ้าหน้าที่มาเปิดให้ขึ้นภู เจ็ดโมง

ใครที่ไม่อยากหาบของขึ้นไปเอง ก็เดินเ้าไปข้างหลัง จะเห็นอาคารสัมภาระ สำหรับช่างน้ำหนักกระเป๋า แล้วก็เขียนใบแท็กติดกระเป๋า แล้วก็เตรียมเอากระเป๋าให้ลูกหาบ เป็นอะไรที่จ่ายไปเถอะฮะ กิโลละ 30 บาท เห็นหาบแล้วสงสาร แค่ลำพังตัวเองจะเอาตัวขึ้นภูก็เกือบไม่รอดละ นี่ต้องแบกของไปอีก ร้อย สองร้อย กิโล เอาจริงๆ ถ้าตังเยอะๆ ก็จะให้เกินโลละ 30 นะ 555


เบาๆ ขึ้น 9 kg ลง 10 kg ลูกหาบบอกว่า มันชื้น 55555 การแบกมาครั้งนี้สอนให้รู้ว่า เอามาเยอะเกินไป เสื้อผ้าเอามาไม่ครบวัน แต่อะแดปเตอร์กล้อง กับเพาเวอร์แบงก์ เอามามากเกินไป บทเรียนที่ 1 อย่าแบกมามากเกิน เอาที่จำเป็นจริงๆ

ชั่งเรียบร้อย เดี๋ยวลูกหาบเขาก็หาบขึ้นไปเอง จะมีแทกติดที่กระเป๋า แล้วก็ที่เรา แล้วก็ที่เจ้าหน้าที่ ขึ้นไปถึงข้างบนค่อยไปนั่งรอกระเป๋า แล้วจ่ายตัง

ก่อนขึ้นก็ไหว้พระก่อน

แสงสวยๆ เริ่มมาแล้วววววววววววววววววววววววววววว

เตรียมตัวฮะ ถึงเวลาก็เดินไปยื่นตัี๋วพร้อมบัตรประชาชนให้เจ้าหน้าที่ เขาก็จะเอาบัตรเราบันทึกว่าเราได้เข้าไป ตอนออกก็ยื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่อีกรอบ เป็นการบอกว่า เราออกมาแล้วนะ

ก่อนขึ้นไป จะมีป้ายบอกลำดับขั้นของแต่ละชั้น 5.5 kg เองงงงงงงงงงงงง

ผู้ช่วยผู้พิชิต และคือ ผู้ช่วยชีวิตผู้พิชิตด้วยเลยทีเดียว ไม้เท้าใช้ได้ดีฮะ ช่วยได้จริง ให้หยิบขึ้นไปด้วยได้ แต่อย่าทิ้งเรี่ยราดนะ ขึ้นไปถึงหลังแป จะมีที่ให้เก็บ

ป้ายแจ้งเหตุแบบนี้จะมีตลอดทาง

ช่วงขึ้นเขา ทางส่วนมากจำชัน แต่เจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกโดยการททำทางให้ดินตลอด เดินไปอาจจะคิดว่าลำบาก แต่นี่คือสะดวกแล้วฮะ สำหรับขึ้นไป 5555 อย่างโหด

พระจันทร์ยังอยู่เลย

เดินประมาณหนึ่งกิโลก็จะถึงซำที่ทุกคนพูดถึงเมื่อมาภู 5555555 ซำแฮก คือ หอบแฮ่กๆ ใช่ฮะ สำหรับการขึ้นครั้งแรก แต่นี่คือ เบาๆ ซำนี้มีห้องน้ำ มีของขาย และที่ขาดไม่ได้คือ มี แตง โม



ตลอดทางก่อนถึงหลังแป จะมีให้พักเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก เราว่ามันเป็นการขึ้นภูที่ชิลล์ๆ นะ ถ้าไม่ได้เร่งรีบอะไรมากเกินไป


ซำนี้จะมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่

ชอบซำนี้ พอขึ้นมาถึงแล้วมันเป็นอะไรที่ต้องร้องโอ้โห อากาศดี ลมพัดเย็น ต้นไม้เขียว ถ้าไม่ติดว่าต้องเดินไปต่อ คงนอนตรงนี้ล่ะ 5555

ลูกหาบ คือสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับที่นี่ เห็นแล้วทำให้เราฮึดขึ้นภู

ถึงแล้ววววววววววววววววววววววววววว ประมาณ 13.00 น. เรารอดแล้วววววววววววววววววววว ถึงทางราบ แต่เรายังไม่ถึงจุดที่เราจะกางเต๊น 5555555

ป้ายนี้พีค ป้ายในตำนาน ใครมาก็ต้องมาถ่ายกับป้ายนี้ "ครั้งหนึ่งในชีวิต เราคือผู้พิชิตภูกระดึง"

ถ่ายรูปเสร็จพักเหนื่อยเสร็จ แล้วก็ไปต่อ เราต้องไปให้ทันเย็น เราจะได้เหลือเวลาไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก

เป็นทางราบละ เดินสบาย เดินถ่ายรูปไปเรื่อย แต่คือ ร้อน 55555555555 มันไม่ได้มีต้นไม้ตรงกลางทาง

เดินเรื่อยๆ ก่อนเข้าไปศูนย์นักท่องเที่ยว ติดต่อเรื่องกลางเต๊น แวะไว้ศาลก่อน เพื่อให้ท่านช่วยดูแลเราระหวางเราอยู่ที่นี่ฮะ จะตั้งอยู่ตรงทางการเข้าศูนย์ มีป้ายบอก ก็เดินเข้ไปได้


ถึงแล้วววววววว เดินเข้าไปเลย ติดต่อเจ้าหน้าที่ ไปเข้าเต๊น เลือกเครื่องนอน


บนนี้จะมีที่พัก 3 ส่วน คือโซนที่เป็นบ้านพัก โซนที่เจ้าหน้าที่กางเต๊นไว้ให้ แล้วโซนที่เป็นลานกว้างๆ สำหรับกางเต๊นเอง มีร้านค้า มีหมูกะทะ มีข้าวจี่ มีห้องน้ำ มีที่อาบน้ำ ที่เช่าจักรยาน คือ มีทุกอย่าง ยกเว้นเซเว่น อาหารการกินก็ราคาไม่แพง เรียกว่า เหมาะสมกับที่แบบนี้ดีกว่า 555

ใบเมเปิ้ลเปลี่ยนสีแล้ววววววววววววว


จัดแจงเรื่องเต๊นเสร็จ ก็มานั่งรอลูกหาบ เพื่อเอากระเป๋าและจ่ายตัง

รับกระเป๋าเรียบร้อย เย็นพอดี กลับไปดูพระอาทิตย์ตกดินไม่ทัน เลยไปเช่าจักรยานปั่นไป ทางราบ พอไหว 60 บาทฮะ ทุ่นแรงเดิน ขากลับด้วย

คนเริ่มมาแล้ว เริ่มจับจองหาที่กัน คนไม่ค่อยมากฮะ ไม่เหมือนช่วงหน้าวันหยุดยาวที่เราเห็นๆกัน

ที่ผามีร้านอาหาร มาม่า กาแฟ นึกได้เท่านี้ เพราะอากาศมันเริ่มใจ ใจเราก็หาอะไรอุ่นๆ


พระอาทิตย์เริ่มกลับมาแล้วววววววววว นั่งรอๆๆๆๆ

ผู้คนมากมาย จุดหมายเดียวกัน

กลับบ้านไปแล้ววววววพระอาทิตย์ นั่งมองด้วยความสวยงาม

มืดพอดี ปั่นจักรยานกลับชิลล์ๆ ลมเย็นๆ

สำหรับคืนแรกบนภูกระดึง ท้องฟ้ามีด ดาวสวยมาก ความตั้งใจคือแบกขาตั้งกล้องมาล่าช้าง แต่คือ ขาตั้งกล้องพังงงงงงงง บทเรียนที่ 2 เราควรซื้ออุปกรณ์ดีๆ TT ได้มาแค่นี้ฮะ

จบแล้ววววววววววววว สำหรับวันแรก เดี๋ยวมาเล่าวันตระเวนภูให้ฟังพรุ่งนี้ฮะ (9.11.2018)

ติดตามเรื่องราวแบบละเอียดยิบ ทั้งภาพและเรื่องราวได้ที่นี่เลยค่าาาา

"ภูกระดึง" หลงรักเลย

ส่วนอันนี้เป็นเพจเล่าเรื่องด้วยภาพจ้า "เที่ยวให้ได้เรื่อง" แวะเข้าไปเยี่ยมกันได้ค่า

เล่าภาพตามประสาคนชอบถ่ายภาพ

ความคิดเห็น