Julley! Leh Ladakh, India | หลงรักเลห์ ลาดักห์ "สวรรค์บนดินที่อินเดีย" รีวิวโดย NaMee Be Bear

Julley! Leh Ladakh, India หลงรักเลห์ ลาดักห์ (Leh Ladakh) สวรรค์บนดินที่อินเดีย“ดินแดนแห่งเส้นทางสูงชัน” ทริปเที่ยว 7 วัน >> 5 คืน 6 วัน (LEH LADAKH) และ 1 คืน 2 วัน (NEW DELHI)เป้าหมายของการเดินทาง คือ การออกไปสัมผัสความรู้สึกที่มีต่อเลห์ ลาดักห์ #ทุกครั้งที่เริ่มออกเดินทางคือการเปิดประสบ

Julley! Leh Ladakh, India | หลงรักเลห์ ลาดักห์ "สวรรค์บนดินที่อินเดีย"

Julley! Leh Ladakh, India | หลงรักเลห์ ลาดักห์ "สวรรค์บนดินที่อินเดีย"

 วันพฤหัสที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 เวลา 14.47 น.

 วันที่เดินทาง 13 ต.ค. 2561

Julley! Leh Ladakh, India

หลงรักเลห์ ลาดักห์ (Leh Ladakh) สวรรค์บนดินที่อินเดีย
“ดินแดนแห่งเส้นทางสูงชัน”

ทริปเที่ยว 7 วัน >> 5 คืน 6 วัน (LEH LADAKH) และ 1 คืน 2 วัน (NEW DELHI)
เป้าหมายของการเดินทาง คือ การออกไปสัมผัสความรู้สึกที่มีต่อเลห์ ลาดักห์

#ทุกครั้งที่เริ่มออกเดินทางคือการเปิดประสบการณ์ให้กับชีวิต


แผนการเดินทางและเที่ยว

13 OCT : Bangkok – New Delhi
14 OCT : New Dehli – Leh >> พักที่โรงแรม Padma (Leh) | Leh Palace | Shanti Stupa & Main Bazaar | Namgyal Tsemo Gompa | เที่ยว Leh City
15 OCT : Hemis Monastery | Thiksey Monastery | Shey palace
16 OCT : Rivers Indus and Zanskar | Lamayuru Monastery Moonland | Alchi monastery | Likir monastery
17 OCT : Nubra Valley >> พักที่โรงแรม Siachen (Nubra Valley) | Khardong La Pass | Diskit Monastery | Hunder Sand Dunes
18 OCT : Pangong Lake | Chang La Pass | กลับมาพักที่โรงแรม Padma (Leh)
19 OCT : Leh – New Delhi >> เที่ยว New Delhi City | India Gat | Rashtrapati Bhava | Sarojini Nagar Market
20 OCT : Taj Mahal – New Delhi – Bangkok


**เลห์ มีทั้งโรงแรมและเกสต์เฮาส์ให้เลือกพัก >> หากซื้อทริปทัวร์มา (จ่ายแพงหน่อยแต่สบายมีคนบริหารจัดการให้ทุกเรื่องทุกอย่าง มีหน้าที่เที่ยวอย่างเดียว) >> หากจัดทริปมาเที่ยวกันเอง ค่าใช้จ่ายถูกลงมาหน่อยแต่ต้องติดต่อไกด์นำเที่ยวท้องถิ่นเอง ไกด์จะวางแผนการเที่ยว หาที่พัก และคนขับรถไว้ให้เรา นอกจากนั้นเราบริหารจัดการชีวิตของเราเองทั้งหมดตามแผนการเที่ยวที่ไกด์จัดการให้ ซึ่งแผนการเที่ยวสามารถปรับเปลี่ยนได้ (ลองศึกษาหาข้อมูลไกด์นำเที่ยวก่อนมาเลห์ หาจองตั๋วเครื่องบิน)




"เลห์" (Leh) เป็นเมืองหลวงของแคว้นลาดักห์ (Ladakh) อยู่เขตแคชเมียร์ (Kashmir) ตั้งอยู่ตอนเหนือของประเทศอินเดีย หรือที่เรียกกัน "ทิเบตน้อย" (Little Tibet) ซึ่งอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 12,000 ฟุต เลห์เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีภูเขาและก็เทือกเขาล้อมรอบ มีวัฒนธรรมและเชื้อชาติที่หลากหลาย วัฒนธรรมส่วนใหญ่มาจากทิเบต คนที่นี่จะมีทั้งคนทิเบต แขกอินเดีย แขกขาวแถบปากีสถานหน้าตาไม่เหมือนกับคนอินเดีย (มาเที่ยวเลห์เหมือนมาเที่ยวทิเบต) คนที่นี่หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ใจดี น่ารัก และเป็นมิตรมาก (ต่างจากคนเมืองในนิวเดลี) คนที่นี่ใช้ชีวิตแบบช้าๆ เรียบง่าย ความเป็นอยู่และการใช้ช่ีวิตส่วนใหญ่อยู่กับธรรมชาติที่รอบล้อมไปด้วยหุบเขา ทะเลสาบ และทะเลทราย เหมาะสำหรับคนชอบเที่ยวชอบสำรวจเส้นทางแห่งหิมาลัยที่ถูกซ่อนตัวอยู่ระหว่างเทือกเขาหิมาลัยและที่ราบสูงคาราโครัม การได้สัมผัสถึงธรรมชาติที่แปลกตาและสัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรมของผู้คนที่นี่ ขอแนะนำให้มาเที่ยวทิเบตน้อยแห่งอินเดีย ณ เลห์ ลาดักห์

ปล. **เดินทางมาถึงเลห์ ลาดักห์ในเช้าของวันที่ 14 ตุลาคม ช่วงครึ่งวันของวันแรกไกด์จะไม่ให้เราทำอะไรเลยนอกจากนอนอยู่โรงแรมเพื่อปรับสภาพร่างกายให้เข้าต่อสภาพอากาศ ความกดอากาศ และภูมิประเทศของที่นั้น ทุกอย่างควรทำอะไรอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้เกิดอาการ Altitude Sickness (อาการแพ้ที่สูง) หลังจากบ่ายไปก็เริ่มออกเที่ยวได้

รถที่ใช้ในการเดินทางตลอดทั้งทริป


14 OCT


Leh Palace หรือ พระราชวังเลห์ ตั้งอยู่บนเนินเขาสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของ Leh city ได้ (โชว์พาสปอร์ตไทย ค่าเข้าชมคนละ 25 รูปี)


Namgyal Tsemo Gompa ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงด้านหลัง Leh Palace สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1430 โดยกษัตริย์ Tashi Namgyal จะมีลักษณะเป็นอุโบสถเล็กๆ มีพระพุทธรูป Maitreya ที่มีความสูง 13.7 เมตร และมีจิตรกรรมฝาผนัง



Shanti Stupa & Main Bazaar "เจดีย์สันติภาพ" เป็นเจดีย์สีขาว ตั้งอยู่บนยอดเขาในแทบจังสปา



Leh City เป็นเมืองหลวงของลาดักห์ ซึ่งเลห์เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดในอินเดีย ที่นี่มีตลาดคล้ายๆ กับถนนคนเดินที่นักท่องเที่ยวที่มาพักอาศัยที่เลห์ต้องออกมาช็อปกันทุกวันหลักจากเที่ยวเสร็จ ที่ตลาดมีร้านค้ามากมายส่วนใหญ่จะขายของที่ระลึกเป็นหลัก


15 OCT


Shey palace หรือ "พระราชวังเชย์" เป็นพระราชวังโบราณแห่งเลห์ ตั้งอยู่บนเนินเขาใน Shey ห่างจากเลห์ ในลาดักห์ ไปทางทิศใต้ 15 กิโลเมตร



Hemis Monastery หรือ "วัดเฮมิส" เป็นวัดเก่าที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของเลห์ลาดักห์ อารามหิมาลัยที่สืบทอดมาจากสายตระกูล Drukpa ใน Hemis Ladakh ประเทศอินเดีย ตั้งอยู่ห่างจากเลห์ 45 กิโลเมตรวัดใหม่ถูกสร้างขึ้นในปีพ. ศ. 2215 โดยพระมหากษัตริย์ลังกากิ Sengge Namgyal




Thiksey Monastery หรือ "วัดทิ๊กเซ่" เป็น gompa ที่สังกัดนิกาย Gelug ของพุทธศาสนาในทิเบต ตั้งอยู่บนเนินเขาในเมือง Thiksey ประมาณ 19 กิโลเมตรจากเลห์ ในลาดักห์



16 OCT


Rivers Indus และ Zanskar เป็นเส้นทางผ่านจุดที่แม่น้ำสินธุ ตัดกับ แม่น้ำซานสการ์ บรรจบของแม่น้ำสองสายสองสีไหลมารวมกัน ณ จุดๆ นี้ คือ Sangam Viewpoint หากมาถูกช่วงถูกเวลาก็จะเจอแม่น้ำ 2 สาย ไหลมารวมกันเป็น 2 สี อย่างที่เห็น หากมาช่วงหิมะกำลังละลายก็จะเจอแม่น้ำเป็นสีโครน หรือถ้ามาช่วงฤดูหนาวก็จะเจอแม่น้ำเป็นน้ำแข็ง



Moonland หรือ "มูนแลนด์" จุดชมทิวทัศน์อันมหัศจรรย์ที่มีชื่อเสียงของ Lamayuru ถือเป็นแลนด์มาร์คของที่นี่เลย ก่อนถึง Lamayuru ต้องหยุดแวะถ่ายภาพกันก่อนไม่งั้นเหมือนมาไม่ถึง



Lamayuru Monastery Moonland หรือ "วัดลามายูรุ" ดินแดงแห่งมูนแลนด์ อยู่ใกล้กับหมู่บ้าน Lamayuru บนถนน Srinagar ไปยัง Leh Highway เป็นอารามศิลปะในแบบทิเบตดั้งเดิม ที่นี่ก็เป็นอีกที่หนึ่งค่ะที่วิวสวย แต่ก็นั่งรถออกจากเลห์มาไกลพอสมควร อยู่ห่างจากเลห์ ประมาณ 100 กิโลเมตร น่าจะได้



Alchi monastery หรือ "วัดอัลชิ" เป็นวัดซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน Alchi อยู่ห่างจากเลห์ 70 กิโลเมตร จุดเด่นคือศิลปะการแกะสลักไม้ทั้งภายในและภายนอกตัวอาคาร (หากเข้าชมด้านในเสียค่าเข้า) และด้านหลังของวัดมีแม่น้ำไหลผ่าน เป็นวิวที่สวยและน่าแวะมาเที่ยวอีกหนึ่งที่ แต่ถ้าไปวัด Alchi แล้วแวะเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงได้เช่นวัด Likir Monastery


ชาวบ้านในหมู่บ้านกำลังเก็บมันกัน


บรรยากาศวิวด้างหลังของวัด



Likir monastery หรือ "วัดลิคเกอร์" เป็นวัดศาสนาพุทธในลาดัคห์ตอนเหนือของอินเดีย อยู่ห่างประมาณ 52 กิโลเมตรทางตะวันตกของเลห์ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเล็ก ๆ ในหุบเขาในหมู่บ้าน Likir ใกล้แม่น้ำ Indus ห่างประมาณ 9.5 กิโลเมตร ทางเหนือของ Srinigar ไปยัง Leh Highway จุดเด่นมีองค์พระขนาดใหญ่อยู่ด้านหลังวัด


บรรยากาศวิวด้านข้างของวัด


17 OCT


Nubra Valley หรือ "นูบร้า วัลเลย์" เป็นการเดินทางที่ต้องเก็บเสื้อผ้าติดรถไปด้วย เพราะต้องไปข้างคืนที่ Nubra Valley 1 คืน ซึ่งที่นี่มีหมู่บ้านที่เงียบสงบอยู่ในหุบเขาที่มีระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,048 เมตร ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ Shyok River "แม่น้ำชิยัค" ซึ่งแม่น้ำไหลผ่านทางตอนเหนือของลาดัคห์ในอินเดีย และมีแม่น้ำลำธารหลายสายที่ตัดผ่านกัน ช่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงจนถึงฤดูหนาวหลายโรงแรมและร้านค้าก็เริ่มทยอยกันปิดลงเพราะอากาศเริ่มหนาวถึงขั้นติดลบและเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวไม่เยอะ ทำให้คนที่ไปเที่ยวช่วงนี้ควรเตรียมเสบียงอาหารและเสื้อผ้ากันหนาวไว้ให้พร้อม

** พักที่โรงแรม Siachen (Nubra Valley) ในเมือง Diskit, Ladakh J&K (M) 9419372016) เพราะโรงแรมที่จองไว้ก็ปิดเช่นกัน ทำให้ต้องหาที่พักใหม่ (ไกด์เป็นคนติดต่อให้)

**การเดินทาง : จากเมือง Leh ซึ่งอยู่ห่างจากเมือง Diskit ประมาณ 117.6 กิโลเมตร


Khardong La Pass หรือ "คาร์ดุงลา พาส" เป็นถนนที่สูงที่สุดในโลก มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 5,359 เมตร (18,380 ฟุต) เป็นภูเขาที่อยู่ในเขตลาดักห์ ของรัฐ Jammu และ Kashmir ประเทศอินเดีย อยู่ทางเหนือของเลห์ และเป็นประตูสู่หุบเขา Shyok และ Nubra อยู่ห่างจากเลห์ ประมาณ 39.7 กิโลเมตร

เราเจอหิมะในจุดที่สูงสุดของเส้นทาง



Diskit Monastery หรือ "วัดดิสกิต" เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในแทบนี้ มีพระพุทธรูป Maitreya ซึ่งเป็นวัดพุทธมหายานแบบทิเบตนิกายหมวกเหลือง เสียค่าเข้า 30 รูปี ในการเข้าชม ที่นี่มีจุดชมวิวที่สวยงามซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูเขาได้


Hunder Sand Dunes หรือ "ทะเลทรายฮันเดอร์" เป็นทะเลทรายที่นักท่องเที่ยวนิยมมาขี่อูฐ ซึ่งเสียค่าเข้า 60 รูปี ค่าขี่คนละ 200 รูปี (ให้เวลาในการขี่ 15 นาที) ตั้งอยู่ในหุบเขา Nubra ของรัฐ Jammu and Kashmir และอยู่ห่างจาก Diskit Monastery ประมาณ 7 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 2-3 กิโลเมตร


18 OCT


เช้าวันใหม่เราเก็บสัมภาระเริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่ 7 โมงเช้า เพื่อมุ่งหน้าไป Pangong Lake ระหว่างทางที่จะไปที่นี่ สวยมากค่ะเหมาะแก่การแวะถ่ายภาพหลายจุดเลยค่ะ


Shyok River เส้นทางลำธารน้ำเย็นที่ไหลผ่านเส้นทางไปทะเลสาบ Pangong Lake ระหว่างเดินทางก็จะมีเจอกับฝูง Yak ฝูงม้า และฝูงแกะบ้างตลอดเส้นทาง (ที่นี่มีตัว Marmot หน้าตาคล้ายหนู แต่ไปช่วงเดือนตุลาคมไม่เจอเลยอะ)



Pangong Lake หรือ "ทะเลสาบปันกองหรือแปงกอง" เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ความสูง 4,350 เมตร ทะเลสาบที่ขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำตาแห่งหิมาลัย เวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมคือช่วงฤดูร้อนของเดือนมิถุนายนถึงกันยายนถือเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการเยี่ยมชมทะเลสาบ ส่วนช่วงเดือนตุลาคมเริ่มหนาวแล้ว และที่พักร้านอาหารเริ่มปิดให้บริการเพราะเข้าสู่ช่วงโลซีชั่นนักท่องเที่ยวจะน้อยกว่าช่วงไฮซีชั่น จะค่อนข้างหาที่พักและของกินยากหน่อยแต่คนก็ยังมาเที่ยวกันอยู่นะคะ

**การเดินทาง : จาก Nubra Valley ไป Pangong Lake ใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง ระยะทาง 130 กิโลเมตร แต่เส้นทางไม่ธรรมดาวิ่งลัดเลาะเขาเกือบตลอดเส้นทาง

เราเดินทางมาถึงประมาณ 11 โมงกว่า ชมความงามอยู่ที่ Pangong Lake ประมาณชั่วโมงครึ่ง ก็เดินทางกลับยิ่งยาวไปเมืองเลห์กันค่ะ เส้นทางกลับเราเดินทางกลับอีกเส้นทางหนึ่งซึ่งจะมีเส้นทางแยกตัดเป็นทางคนละเส้นกับขามา (ฉะนั้นเวลาผ่านจุดไหนที่คิดว่าสวยควรแวะถ่ายตั้งแต่ขามาค่ะ)

**การเดินทาง : จาก Pangong Lake กลับไป Leh ระยะทาง 154 กิโลเมตร ถึงโรงแรมมืดพอดี ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนรถและอยู่กับการเดินทาง


Chang La Pass หรือ "ชังลา พาส" เป็นเส้นทางผ่านข้ามเขาขากลับจากทะเลสาบ Pangong เพื่อจะกลับไปยังเลห์ และถือว่าเป็นถนนที่สูงที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศอินเดีย ซึ่งมีการดูแลและบำรุงรักษาโดยกองทัพอินเดีย (เนื่องจากใกล้กับพรมแดนจีน) (บางคนใช้เส้นทางนี้เพื่อไป-กลับทะเลสาบ Pangong Lake)

เราเจอหิมะในจุดที่สูงสุดของเส้นทาง


อาหารอินเดียไม่ขอรีวิวและพูดถึงนะคะ กินอาหารบ้านเขาไม่ได้จริงๆ เตรียมอาหารไปกันเองค่ะ

^
^

ขอจบการเดินทางไว้ที่ Leh Ladakh และ ณ New Delhi (มีต่อตอน 2)


ข้อควรระวัง
สำหรับการขึ้นสู่ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 5,359 เมตร (จุดที่สูงที่สุดของลาดักห์) ออกซิเจนในบรรยากาศจะต่ำมาก ร่างกายอาจปรับตัวไม่ทันและอาจเกิดอาการ Altitude Sickness (อาการแพ้ที่สูง) ผลคือ ทำให้ปวดหัว อ่อนเพลีย รู้สึกกล้ามเนื้ออ่อนล้าไม่มีแรง เหนื่อย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ เป็นต้น (อาการมี 3 กลุ่ม ความรุ่นแรงต่างกัน) ซึ่งสาเหตุไม่ได้ขึ้นกับอายุ เพศ หรือความฟิตของร่างกาย ควรกินยา Diamox กันไว้ก่อนไปที่นั้นอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เเละต้องดื่มน้ำเยอะๆ ยาจะสามารถช่วยย่นระยะเวลาในการปรับตัว (Acclimatization) เมื่อขึ้นสู่ที่สูงได้ หากใครถ้ามีอาการแพ้ยาหรือมีโรคประจำตัวบางโรคก็ไม่ควรกินยานี้ และยาอาจมีผลข้างเคียง เช่น อาการชาหรือรู้สึกเป็นเหน็บที่ปลายมือปลายเท้า การรับรสที่ลิ้นจะแปลกไป ผื่นขึ้น เป็นต้น ก่อนที่จะซื้อยากินหากใครไม่มั่นใจแนะนำควรปรึกษาแพทย์


เที่ยวเลห์ ลาดักห์ ช่วงไหนดี?
**เที่ยวเลห์หน้าหนาว ช่วงเดือน พฤศจิกายน ถึง มีนาคม
**เที่ยวเลห์หน้าร้อน ช่วงเดือน มิถุนายน ถึง สิงหาคม
**ส่วนช่วงเดือนตุลาคม เป็นช่วง Low season ของที่นั้นซึ่งเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะเข้าสู่หน้าหนาวต้นไม้เริ่มเป็นสีเหลืองทอง แต่อากาศก็ติดลบแล้วนะคะ (เป็นช่วงที่คนไทยมาเที่ยวกันเยอะเพราะตรงกับวันหยุดของเรา)


คำศัพท์ (ใช้เป็นบางภาคของอินเดีย)

**Chapati (อ่านว่า จาปาตี) แผ่นแป้งบาง ๆ อบในโอ่ง (เป็นอาหารอินเดียที่อร่อยที่สุดแล้ว)
**Jullay (อ่านว่า จูเล) สวัสดีหรือลาก่อน ใช้ได้ทุกช่วงเวลา
**Namaste (อ่านว่า นมัสเต) ใช้ทักทายหรือแสดงความเคารพนับถือของชาวเนปาลและอินเดียในทุกโอกาส ยังใช้เป็นคำทักทาย และบอกลาได้ด้วย นิยมใช้ทั่วไปในอินเดียทางตอนเหนือ


การเดินทาง
: โดยสายการบิน Jet Airways (4 เที่ยวบิน)


Road Trip : Leh Ladakh

ติดตามแฟนเพจ >> www.facebook.com/KanXengStudio
ติดตามรีวิว >> www.thetrippacker.com/th/nameebebear
ติดตามอินสตาแกรม >> Namee Be Bear

เขียนโดย : Namee Be Bear

ความคิดเห็น