เที่ยวจีนด้วยตัวเอง หังโจวสวรรค์บนดินทั้งกินทั้งช๊อป Hangzhou CHINA รีวิวโดย คุณนายตื่นสาย happylazylady

ผมนั่งพิมพ์บทความนี้ในโทรศัพท์มือถือขณะที่นั่งอยู่บนเครื่องบินขากลับประเทศไทย นอกจากกับตัน ผู้ช่วยนักบินและแอร์บนเครื่องแล้ว ผมกับภรรยาน่าจะเป็นคนไทยแค่ 2 คนบนเครื่องบินลำนี้ นอกนั้นทั้งลำน่าจะเป็นพี่น้องชาวจีนทั้งหมดเลย เราวางแผนกันมาหลายเดือนว่าต้นปีนี้อยากจะไปเที่ยวต่างประเทศใกล้ๆกันซักทริป

เที่ยวจีนด้วยตัวเอง หังโจวสวรรค์บนดินทั้งกินทั้งช๊อป Hangzhou CHINA

เที่ยวจีนด้วยตัวเอง หังโจวสวรรค์บนดินทั้งกินทั้งช๊อป Hangzhou CHINA

 วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 12.32 น.

 วันที่เดินทาง 8 ม.ค. 2561

ผมนั่งพิมพ์บทความนี้ในโทรศัพท์มือถือขณะที่นั่งอยู่บนเครื่องบินขากลับประเทศไทย นอกจากกับตัน ผู้ช่วยนักบินและแอร์บนเครื่องแล้ว ผมกับภรรยาน่าจะเป็นคนไทยแค่ 2 คนบนเครื่องบินลำนี้ นอกนั้นทั้งลำน่าจะเป็นพี่น้องชาวจีนทั้งหมดเลย

เราวางแผนกันมาหลายเดือนว่าต้นปีนี้อยากจะไปเที่ยวต่างประเทศใกล้ๆกันซักทริปหนึ่ง ใช้เวลาไม่นานมากไม่เกิน 5 วันเพราะมีภารกิจที่จะพลาดไม่ได้ในทุกๆวันอาทิตย์ของทุกสัปดาห์ นั่นทำให้เราต้องมองหาประเทศที่มีเที่ยวบินตรงจากเชียงใหม่เลยเพื่อจะไม่เป็นการเสียเวลาในการเปลี่ยนเครื่อง จะได้ใช้เวลาในการเที่ยวอย่างคุ้มค่ามากที่สุด

--ก่อนที่จะไปอ่านรีวิวยาวๆ ลองดูวีดีโอนี้ดูก่อนครับ--
2 นาทีสั้นๆที่เราจะพาคุณไปรู้จัก
เมืองที่ได้สมญานามว่า "สวรรค์บนพื้นปฐพี"
เมืองหังโจว ประเทศจีน

เรามองไว้หลายๆประเทศ แต่เรามีความสนใจในการเที่ยวในที่ที่ใครๆไม่ค่อยได้ไปกัน ประกอบกับการที่เราพอจะสื่อสารภาษาจีนได้เล็กๆน้อยๆ เราเลยเลือกที่จะไปเที่ยวเมืองหังโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน ซึ่งมีสายการบินหลายสายที่สามารถบินตรงจากเชียงใหม่ได้เลย เราคิดอยู่นานว่าจะเลือกสายการบินไหน ของจีนก็น่าลอง เสี่ยงดูนะ เราลองถามชาวจีนที่บังเอิญเจอกันในร้านส้มตำว่าคุณพอจะแนะนำได้มั๊ย เค้าตอบเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ทำไมไม่เลือกแอร์เอเชียละทั้งดีกว่าถูกกว่าด้วย จะไปเลือกสายการบินอื่นทำไม เท่านั้นแหละเราก็ไม่ลังเลอีกต่อไปตัดสินใจเลือกใช้บริการแอร์เอเชียทันที

เราเข้าไปหาตั๋วผ่านเว็บของแอร์เอเชียได้ช่วงเวลาที่ราคาค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ เวลากำลังสวยงาม ออกจากเชียงใหม่วันจันทร์ 6 โมงเย็น ถึงหังโจว 4ทุ่มครึ่ง ขากลับออกจากหังโจว วันศุกร์ เกือบเที่ยงคืนถึงเชียงใหม่ตี3ครึ่ง แปลว่าเราจะไม่พลาดงานของเราในวันอาทิตย์และที่สำคัญวันศุกร์เราเหมือนได้เที่ยวฟรีทั้งวันโดยไม่ต้องเสียค่าที่พัก โอ้ววว มันช่างประหยัดคุ้ม ลงตัวไปซะทุกอย่างจริงๆ เดี๋ยวจะมาเฉลยทีหลังนะครับว่าทำไมตั๋วถึงได้ถูกที่สุดในช่วงสัปดาห์ที่เราไปเที่ยวพอดี

--สรุปค่าใช้จ่ายคร่าวๆ--
1.ค่าเครื่องบิน 2 คน 16000 บินตรงจากเชียงใหม่
2.ค่าวีซ่าคนละ 1000 บาท
3.เปิดโรมมิ่งอินเตอร์เน็ต 1750 ใช้ได้ 4 วัน ของ AIS อินเตอร์เน็ตสำคัญมากครับ แนะนำให้ใช้แบบดีๆไปเลย
4.ค่าโรงแรม 4 คืน 6000 กว่าบาท แนะนำโรงแรมนี้ ห้องกว้างมาก และใกล้สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆแบบว่าเดินไปได้สบายๆ
5.สุดท้ายแลกเงินไป 22000 บาท แต่ใช้ไม่หมดคะเหลือกลับมาเกือบครึ่ง นี่ขนาดช๊อปปิ้งไปไม่น้อย เจออะไรอยากกินก็ซื้อมาลองหมดเลยนะ รวมจริงเลย 2 คน 41500 บาทครับ คิดเป็นคนก็แค่คนละ 20000 นิดๆเท่านั้นเอง ก่อนไปแนะนำให้เช็คสภาพอากาศล่วงหน้าด้วยนะครับ

--ประทับใจฮ่งกง หลงรักเกาหลี รู้สึกดีกับญี่ปุ่น เที่ยวแบบวุ่นๆที่เวียดนาม หังโจวนี่มีครบรสชาติเลยนะ--

เราพอจะรู้แหละว่า หังโจวช่วงนี้อากาศค่อนข้างหนาวเลย ไล่ๆกันอยู่ที่ -3 ถึง 5 องศา เราก็เตรียมการอย่างดีนะ เสื้อขนเป็ดฮีทเท็คที่เตรียมไว้ จะได้งัดออกมาใช้ก็คราวนี้แหละ พอเราบินไปถึงสนามบินเซี่ยวชาน รับกระเป๋าตรวจคนเข้าเมืองซึ่งไม่มีอะไรติดขัด ทางสะดวกผ่านง่ายมาก จะออกไปหารถบัสเข้าเมืองนอกอาคาร


--ถึงสนามบินนานาชาติหังโจว--

พอเดินไปถึงประตูเท่านั้นแหละ ต้องรีบวิ่งถอยหลัง ลมพัดผ่านประตูเข้ามา หนาวเป็นบ้าเลย จัดแจงผ้าพันคอ หมวก เอาให้ครบ เราลากกระเป๋าออกไปตั้งใจจะไปที่ชานชาลา 16 ที่มีรถบัสเข้าเมืองได้ แต่เราก็หาไม่เจอ ระหว่างที่เดินอยู่นั้นก็มีเจ้าหน้าที่ของสนามบินเรียกเราให้ไปขึ้นแท็กซี่ เราก็ไม่ยอมเสียเชิงง่ายๆหรอก รถบัสเข้าเมืองตนละ 20 หยวนเอง แท็กซี่ตั้ง 100 หยวนแนะ ไม่ได้กินนักท่องเที่ยวชาวไทยง่ายๆหรอก เราพยายามเดินหารถบัสต่อไป หาต่อไป แต่ก็หาไม่เจอ ด้วยความหนาวเย็นเฉียบพลันขนาดนั้น และมันก็ดึกมากแล้ว มีแท็กซี่ผีมาเรียกเราคิดตั้ง 150 หยวนแนะ เราเลยเดินกลับมาที่จุดจอดรถสนามบินแท็กซี่ถูกกฎหมาย ราคา 120 หยวน (แท็กซี่ 100 ค่าทางด่วน 20) พาเรามายังหน้าโรงแรมที่เราพักในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง ถ้าเราใช้บริการรถบัสจะไปจอดที่ถนนใหญ่แล้วเราต้องเดินเข้ามาโรงแรมอีกหลายร้อยเมตรเลย ก็ถือว่าเป็นการขึ้นแท็กซี่ที่คุ้มค่านะเนี่ย (คิดเข้าข้างตัวเอง)

เราจองโรงแรมไว้ที่ seven service apartments xihu ตั้งอยู่บนถนนปิงให่ เป็นย่านที่จะเดินไปแหล่งช้อปปิ้ง หลงเสียงเฉียว ก็สะดวก ร้านอาหาร มินิมาร์ท ครบครัน การจะเช็คออนห้องพักต้องขึ้นไปที่ชั้น 7 จะมีห้องเป็นออฟฟิศอยู่ เรายื่นเอกสารที่จองจากทางอโกดาให้พนักงาน แล้วก็จ่ายเงิน ณ วันเข้าพักผ่านบัตรเครดิต 4 คืน ประมาณ 6000 กว่าบาท พนักงานพาเราไปห้องพัก เปิดเข้าไป ประทับใจทันทีเลย ห้องกว้างมาก เตียงใหญ่ มีเตียงนอนชั้นลอยให้อีก โต๊ะทำงาน โซฟา ใหญ่โต มีซิ้งค์ล้างจานให้ด้วย เห็นบางห้องเหมือนจะมีไมโครเวฟให้ด้วยนะฮะ คุ้มสุดคุ้มอะโรงแรมนี้


คืนนี้ดึกมากแล้วเราลงไปมินิมาร์ทใต้อาคารหาอาหารสำเร็จรูปง่ายๆมาทานแล้วรีบเข้านอนเอาแรงพร้อมที่จะเที่ยววันพรุ่งนี้อย่างเต็มที่

-อาหารมื้อแรกง่ายๆจากร้านค้าใต้โรงแรม-

วันที่ 1 ในหังโจว

-บรรยากาศยามเช้าเมืองหังโจว-

-ก่อนเข้าไปในบริเวรวัดจะมีร้านอาหารและมินิมาร์ทมากมาย เราเข้าไปลองชิมบะหมี่ หังโจวเมี่ยนร้อนๆ ชามใหญ่ ราคาชามละ 20 หยวน รสชาติดีมีพริกหม่าล่าให้เติมความเผ็ดกันด้วยครับ-



เราเที่ยวกันแบบวางแผนกันหลวม ไม่กำหนดเวลาตายตัว ค่อยๆไปแบบเนิบๆ ช้าๆ วันแรกเราไปกันที่ วัดลิ่งหยิน ที่มีหินแกะสลักสวยงามตระการตาท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่มีวัดรายล้อม มีสายน้ำภูเขาหินแกะสลักเราใช้เวลาในลิ่งหยินซื่อค่อนข้างนานเพราะเดินเล่นถ่ายรูปกันเพลินมากจริงๆ

-จุดซื้อตั๋วเข้าชมวัดลิ่งหยินซื่อ-




-บัตรผ่านประตูคนละ 40 หยวน-

-ทางเข้าวัดบรรยากาศร่มรื่น อากาศหนาวๆได้โดนแดดอ่อนๆแบบนี้ อบอุ่นดีครับ-


-ไฮไลท์สำคัญของวัดลิ่งหยินซื้อคือ ภาพแกะสลักนูนสูงและลอยตัวบนหินผา-

แค่สถานที่แรกที่ได้มาเที่ยวในหังโจวก็เริ่มเกิดความประทับใจแล้วครับ ด้วยสภาพอากาศที่เย็นมากๆ ความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยว ความเป็นมิตรของผู้คนและอย่างที่เห็นในภาพครับ เมืองจีนสะอาดมากๆ

สบายใจหายห่วง ป้ายบอกทางมีภาษาอังกฤษด้วยนะ

จากนั้นเราออกเดินทางจากลิ่งหยินซื่เพื่อจะไปเที่ยวริมทะเลสาบซีหู่ฝั่งสะพานขาด เราพยายามเดินหารถบัสอยู่นานเป็นความพยายามอีกครั้งในการที่จะประยัดเงินด้วยการใช้รถบัส แต่ก็ไม่สำเร็จอีกตามเคยเลยใช้แท็กซี่ในการเดินทาง เราใช้เวลาไม่นานแล้วเราก็ถึงทะเลสาบซีหู่ ตอนนี้หิวมากเลย ร้านอาหารตามข้างทางก็ดูน่ากินเยอะแยะเลยนะ แต่เราอยากมีประสบการณ์แปลกใหม่ในการกินแม็คโดนัลล์ที่ประเทศจีนดู เราจัดชุดไก่แม็คราคา 60 หยวน ทานกัน 2 คนอิ่มพอดี รสชาติดีนะ มีไก่ทั้งหมด 5 แบบ หนึ่งในนั้นมีปีกไก่ย่างด้วยหมักเครื่องเทศแบบจีนหอมอร่อยไปอีกแบบ

-ชุดแมคไก่ในหังโจว นี่ถ้าได้ข้าวเหนียวนะ แจ่มเลย-


อิ่มกันแล้วก็ลุยทะเลสาบกันเวลาประมาณบ่ายๆ 3 - 4 โมง ประอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำใกล้จะตกดิน ทำให้บรรยากาศที่สะบานขาดสวยงามมากยิ่งขึ้นไปอีก ผู้คนมากมาออกมาเสพบรรยากาศ ออกกำลังกาย ใช้เวลากลางแจ้งกันอย่างมีความสุข เกือบทั้งหมดเป็นชาวจีนเจ้าถิ่นจะหานักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเราก็หาได้ยากเต็มที เดินไปเดินมาขอให้ชาวจีนช่วยถ่ายรูปให้ จะบอกว่าชาวจีนที่ช่วยถ่ายรูปให้ฝีมือดีกันทั้งนั้น เลยทำให้เราได้รูปคู่สวยๆมาเพียบเลย เดินไปเดินมาเริ่มหนาวแฮะหาชาอุ่นๆกินจากร้านขายของชำแถวๆนั้น จิบชาร้อนๆท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่ทะเลสาบซีหู่มันช่างมีความสุขจริงๆฮะ


-บรรยากาศยามเย็นในเมืองหังโจว-


จากนั้นเราก็ใช้บริการแท็กซี่เดินทางไปยังถนนคนเดินเหอฟางเจี่ย เป็นถนนคนเดินย่านการค้าสำคัญของหังโจว ใครมาหังโจวแล้วยังไงซะก็ไม่พลาดที่จะมาเดินละลายทรัพย์กันที่เหอฟางเจี่ย ทีแรกเราก็ไม่คิดว่าจะซื้ออะไรมาก แต่เราคิดผิดไปถนัดเลย ถึงจะเป็นแค่วันแรก เราคิดว่าแค่จะรีวิวสถานที่ให้ได้เยอะๆแล้วชอบที่ไหนก็จะไปที่นั่นซ้ำอีกครั้ง วันแรกที่ถนนคนเดิน เดินไปได้แค่ 2 - 3 ร้าน ก็มาเจอกับร้านเครื่องสำอางค์แบรนด์ดังของจีน เซี่ยไฮ้โมเดิร์นเลดี้ มีจุดเด่นอยู่ที่การทำฉลากสินค้าและบรรจุภัณฑ์แบบวินเทจจีนโบราณ คุณนายทดลองใช้แล้วก็บอกว่าชอบอย่างงั้น ดีอย่างงี้ ราคาก็ไม่แพง นี่เป็นจุดปลดล๊อคการช๊อปปิ้งที่จีน คุณนายซื้อเครื่องสำอางค์เล็กๆน้อยๆติดไม้ติดมือกลับไปใช้ที่เมืองไทย และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครหยุดการช๊อปป้งของคุณนายได้อีกเลย

-ที่ถนนคนเดินเหอฟาเจี่ย เป็นสวรรค์ของคนรักอาหารแนวสตรีทฟู๊ด-


-เครื่องสำอางค์แบรนด์จีนที่กำลังโด่งดังไปทั่วโลกในขณะนี้-


เราไปกันต่อที่ร้านขายชาหลงจิ่ง ซึ่งเป็นของฝากขึ้นชื่อของหังโจว ในร้านมีทั้งชาและขนมมากมายให้เลือกซื้อ น้องพนักงานหน้าตาน่ารักยืนแจกชาร้อนๆให้เราชิมหน้าร้าน พอเราหยิบมาชิมเท่านั้นแหละ ก็เผลอเดินเข้าไปในร้านทันที น้องพนักงานอีกคนเชิญเราเข้าไปนั่งแล้วก็จัดแจงชงชาต่างๆให้เราชิมอย่างปราณีต แค่ดูน้องเค้าชงชา ชิมชาร้อนๆไปเรื่อยพร้อมกับขนมที่เอามาทานคู่กับชาก็เพลินแล้ว เราเลยอดไม่ได้ที่จะซื้อชาและขนมเล็กๆน้อยกลับมาฝากคนทางบ้านและเอาไว้ชงกินเองที่บ้านด้วย ชาหลงจิ่งนี่หอมอร่อยจริงๆนะ ขอบคุณคุณน้องมากๆที่ชงชาให้เรากินกับขนมจนอิ่มเลย

อันที่จริงแล้วถนนคนเดินเหอฟางเจี่ยก็เป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารโดยเฉพาะอาหารสตรีทฟู้ดแบบจีนแต่วันนี้เราช๊อปปิ้งซะจนเพลินของเต็มไม้เต็มมือพะรุงพะรัง เราเลยตัดสินใจเดินเอาของไปเก็บที่โรงแรมก่อนซึ่งก็ห่างออกไปแค่ 800 เมตรเท่านั้นเอง ไว้วันอื่นเราจะกลับมากินแหลกไล่ชิมอาหารแปลกๆที่นี่อีกครั้ง



เราตั้งใจตามรีวิว มีผู้ใจดีรีวิวร้านอาหารจีนแถวโรงแรมเราไว้ว่าอร่อยมากและราคาก็ไม่แพงซะด้วย เราเดินหาอยู่ไม่นานก็เจอ เป็นภัตตาคารอาหารจีน เมนูมีทั้งไทยและอังกฤษ ซึ่งเมนูทั้ง 2 แบบราคาเท่ากันเลยนะ ใครที่กลัวว่าเมนูอาหารภาษาอังกฤษซึ่งมักจะไม่มีราคาติดอยู่จะราคาแพงกว่าเมนูจีนละก็ วางใจได้เลย ราคาเท่ากันฮะซึ่งผมได้ลองเทียบราคาดูแล้วจากหลายๆร้านในหังโจว เราสั่งไก่ย่างถั่วมาครึ่งตัว ผัดผักกันเลี่ยน 1 อย่างและที่พลาดไม่ได้เลยคือ เสี่ยวหลงเปา อาหารรสชาติดีมาก เป็นรสชาติแบบจีนโดยแท้คือทุกอย่างจะกลมกล่อมไม่มีรสไหนโดนขึ้นมา เสี่ยวหลงเปาอร่อยมากโดยเฉพาะน้ำซุปด้านในอร่อยสุดๆ มื้อนี้ราคา 92 หยวน เราไม่ได้สั่งข้าวมากินด้วย จึงเป็นข้ออ้างอย่างที่เราจะไปกินอย่างอื่นต่อได้อีก

หน้าโรงแรมมีร้านขายอาหารอยู่ 2 – 3 ร้าน คนต่อคิวซื้อกินกันตั้งแต่เมื่อคืนที่เรามาถึงละ นึกสงสัยว่ามีอะไรดีนักหนา เราเข้าไปต่อคิวซื้ออาหารทอดๆอย่างหนึ่งซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าคืออะไรทอดกันแน่นะฮะ ต้องรอคิวอีกซักพักนึงเราเลยเดินไปร้านใกล้ๆ มีขายมันเผาคนมาซื้อกันเยอะมาก เราไปสะดุดเข้ากับอีกร้านนึงขายเครื่องดื่มอะไรซักอย่างเราก็เลยไปซื้อมาแก้วนึง เจ้าของร้านเทลูกพีชทั้งลูกที่อยู่ในหม้อตุ๋นลงในแก้ว แล้วใช้ช้อนกดๆๆๆ เทน้ำซุปร้อนๆลงไป ตักเก๋ากี้ใส่อีก 2 เม็ด เฮ้ย นี่มันน้ำอะไรกันแน่ ราคาแก้วละ 10 หยวน พอเอามาชิมเท่านั้นแหละ อุ่นท้อง อร่อยมาก มันคือลูกพีชทั้งลูกตุ๋นในน้ำเชื่อมและเก๋ากี้นั่นแหละ รสชาติหวานอ่อนๆไม่หวานมาก อากาศหนาวๆแบบนี้ คือมันดีจริงๆอะ สุด้ทายคืออาหารทอดปริศนา เราเอามาชิมดูที่ห้องก็พบว่ามันคือซี่โครงหมูชุบแป้งทอด กรอบ อร่อย หอม โรยพริกหมาล่าด้วยเผ็ดๆหอมๆ ชิมแล้วอยากได้ข้าวเหนียวขึ้นมาเลยเชียว



ยังนะฮะ ยังไม่หมด เราแวะมินิมาร์ทก่อนกลับห้อง ได้พวกน้ำผลไม้โยเกิร์ตแปลกๆที่ไม่มีขายในเมืองไทยติดมือมามาลองชิมก่อนนอน ไม่ไหวแล้ว หนาว กลับห้องไปหาฮีตเตอร์ก่อนฮะ ขอพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนลุยเที่ยวหังโจวกันอีกทีพรุ่งนี้เช้า


ก่อนจบวันที่ 1 ไป ฝากเกร็ดเกี่ยวกับการเที่ยวหังโจวไว้ซักหน่อยครับ

---เกร็ด---เล็ก---เกร็ด---น้อย---

1.ที่จีนในห้างหรือร้านแบรนด์เนมชื่อดังทั้งหลาย ใช้บัตรเครดิตไทยไม่ได้เลยนะจ๊ะ ผมเคยใช้ได้ที่เดียวคือ uniqlo เท่านั้น ยังไงก็เตรียมเงินสดไปเยอะๆหน่อยละกันฮะ

2. รถแท็กซี่จีนเท่าที่เจอถือว่าบริการดีมาก พูดอังกฤษไม่ได้เลยแต่ก็ยังสื่อสารกันรู้เรื่องด้วยรูปภาพ หรือชื่อสถานที่ ราคาเริ่มต้น ขึ้นไปนั่งจะโดนเลย 11 หยวน โดยรวมแล้วถือว่าประทับใจแท็กซี่จีนฮะ จากที่เราเดินเที่ยวเหนื่อยๆหนาวๆ ได้นั่งแท็กซี่เบาะนุ่มๆอุ่นๆ มันก็ช่วยได้เยอะ

ผมทำบันทึกการเดินทางเป็นวีดีโอไว้ด้วยครับ แบ่งเป็น วันละ 1 ตอน ใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากเห็นบรรยากาศที่ชัดเจนมากขึ้น สามารถติดตามรับชมทาง YouTube ได้ครับ

เที่ยวจีนด้วยตัวเอง หังโจวสวรรค์บนดิน ทั้งกินทั้งช๊อป Day1



วันที่ 2 ในหังโจว

หลังจากได้นอนที่หังโจวแล้ว 2 คืน ทำให้เราปรับตัวได้ดีขึ้นกับสภาพอากาศและการเดินทาง เราหมดความพยายามที่จะใช้รถบัสและรถไฟฟ้าไปอย่างสิ้นเชิงเพราะติดใจรถแท็กซี่จีน แม้จะราคาสูงไปซักนิดแต่ก็ประหยัดเวลาและพลังงานเราได้เป็นอย่างดี

วันที่ 2 เรายังคงวางแผนกันหลวมๆหาอาหารเช้าทานที่ร้านอาหารจีนฝั่งตรงข้ามกับซีหูเทียนตี้ ช่วงนี้อากาศหนาวมากร้านอาหารจะเปิดสายๆจนเกือบเที่ยงกันไปเลย ซึ่งก็ทำให้เราหาอาหารทานค่อนข้างยากในเวลาเช้า แต่โชคดีมีคนจีนใจดีแนะนำว่าร้านนี้อร่อยนะแล้วก็พาเราเข้าไปในร้านแล้วเธอก็เดินจากไป ทีแรกนึกว่าเป็นพนักงานของร้านแต่เธอก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับร้านนี้เลย เราเจอะคนจีนใจดีแบบนี้เยอะเลยฮะ



เข้าไปในร้านก็เหมือร้านอาหารตามสั่งแบบจีนๆ มีข้าวแล้วก็กับข้าวให้เราสั่ง เช้าๆแบบนี้ขออะไรที่มันไม่เลี่ยนก่อนดีกว่าเนอะ ขอเป็นมะเขือเทศผัดไข่กับผัดผัก 2 อย่างพอ ไม่กล้าสั่งเยอะเพราะอาหารที่จีนถึงแม้จะราคาสูงแต่ก็ได้เยอะมากสมราคาจริงๆ เช้านี้อาหารอร่อยเลยแหละโดยเฉพาะมะเขือเทศผัดไข่อร่อยกลมกล่อมมาก อิ่มแล้วเราตั้งใจจะออกไปกินการแฟสตาร์บัคสาขาซีหูเทียนตี้ที่เค้าล่ำลือกันว่าสวยสดงดงาม จิบกาแฟดีๆริมทะเลสาบมันก็คงจะดีไม่น้อย ร้านกาแฟอยู่ฝั่งตรงข้ามนี่เองแหละแต่เราใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมงกว่าจะเดินไปถึง เพราะความสวยงามของซีหูเทียนตี้ที่เป็นเหมือนช๊อปปิ้งมอลล์เล็กๆริมทะเลสาบ มีสะพานหินให้เดินข้ามน้ำ ผู้คนมาสูดอากาศและออกกำลังกายกันทุกเพศทุกวัย อากาศดีๆ วิวสวยๆแบบนี้ เราก็แวะถ่ายรูปกันจนลืมกาแฟไปเลยทีเดียว


-ย่านซีหูเที่ยนตี้นี้มีทั้งร้านกาแฟ ร้านไอศครีมและคาเฟ่-


-ชาวหังโจว ทุกเพศ ทุกวัย ออกมาสูดอากาศและรับไออุ่นจากแสงแดด-

-บรรยากาศ และวิวแบบนี้ ทำให้เราใช้เวลาอยู่ที่นี่นานพอสมควร-




-ถนนในหังโจว นี่ถ้าไม่บอกว่าอยู่จีนคงนึกว่าเป็นเมืองหนึ่งในยุโรปแน่ๆ-

พอกินกาแฟเสร็จเราตั้งใจจะไปเที่ยวหอเฟยไหลเฟิง หรือหอนางพญางูขาวนั่นเอง ซึ่งเราก็ยังไม่รู้เลยว่าอยู่ตรงไหน ไปทางไหนและจะไปยังไง รู้แค่ว่าอยู่ติดทะเลสาบเท่านั้นเอง ซึ่งทะเลสาบก็กว้างมากๆ เราลองเปิดรูปในมือถือถามทางคนจีนดู หลายๆคนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เค้าบอกว่าให้เดินไปทางนี้เรื่อยๆก็จะถึงแล้วอยู่ไม่ไกลหรอก เราก็เดินไปเรื่อยๆก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะไปถึงเลย เดินไปแวะถ่ายรูปกันไป เพลินมากๆถนนสายเลียบทะเลสาบนี้สวยงามร่มรื่นมากๆ เราเดินถามชาวจีนไปเรื่อยๆ จนถึงทางเข้าสวนสาธารณะที่เป็นทางผ่านเข้าหอเฟยไหลเฟิง แต่ถึงจะมาถูกทางแล้วเราก็ยังหลงอยู่ดี ไปไหนก็หลงแบบนี้ทุกที่ เราเดินไปถึงทะเลสาบและมองเห็นหอนางพญางูขาวอยู่ไกลๆลิบๆแล้วแต่ก็ยังไม่รู้จะเดินไปทางไหนอยู่ดี ถามคนจีนอีกรอบละกันเจอเข้ากับนักศึกษาคู่รักชาวจีนผ่านมา คุยกันไปกันมาถูกคอกันซะอย่างงั้นน้องชาวจีนเลยบอกว่าจะไปทางเดียวกับเราอยู่แล้วงั้นเดินไปด้วยกันเลยมั๊ย เดินไปคุยกันไป ได้รู้อะไรดีๆเกี่ยวกับจีนอีกเยอะเลย และดูท่าทางน้องนักศึกษาจีนก็สนใจในเมืองไทยอยู่ไม่น้อยเช่นกัน


ไม่นานเราก็เดินมาถึงเฟยไหลเฟิง เป็นเจดีย์เก่าที่พังทลายลงไปแล้วแต่ทางจีนสร้างอาคาร 7 ชั้นครอบไว้อีกทีเพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ค่าเข้า 40 หยวน ต่อ 1 คน เดินเข้าไปข้างใน ชาวจีนมาเที่ยวที่นี่เยอะมากๆ บรรยากาศคึกคัก โล้งเล้งดีทีเดียว ลานกว้างด้านหน้ามองเข้าไปเห็นอาคารโดดเด่นเป็นสง่า ถึงแม้ว่าจะค่อนข้างสูงแต่ก็มีบันไดเลื่อนกลางแจ้งให้ใช้งานนะฮะ สะดวกสบายดีจริงๆ

เดินขึ้นบันไดเลื่อนไป เราก็เงอะๆงะๆ ไม่รู้จะเดินไปทางไหน มีคู่แม่ลูกคู่นึงช่วยแนะนำเราให้เข้าไปด้านใน หนุ่มน้อยอยากจะพูดคุยแนะนำเราน่ารักมากๆ ภายในก็เป็นพิพิธภัณฑ์ซากปรักหักพังของเจดีย์เก่า มีภาพวาด ภาพไม้แกะสลักที่น่าทึ่งเอามากๆ ไฮไลท์คงอยู่ที่จุดชมวิวชั้น 6 และ 7 ที่มีระเบียงให้เราออกมาชมวิวทะเลสาบซีหู่และเมืองหังโจวทั้งเมือง สวยงามสมคำร่ำลือ ว่าที่นี่คือสวรรค์บนดินจริงๆ อยากจะอยู่ถ่ายรูปอีกนานๆแต่ลมแรงมากและอากาศหนาวเอามากๆด้วย เราจึงลงมาเพื่อจะไปเที่ยวที่อื่นกันต่อ



เราค่อยข้างเหนื่อยล้าจากการเดินตามหาหอนางพญางูขาว เราจึงเรียกแท็กซี่เข้าไปย่านช๊อปปิ้ง หลงเสียงเฉียว ซึ่งเป็นห้างหลายๆห้างรวมกัน รวมไปถึง Apple Store ที่ใหญ่โตเอามากๆ หาอาหารอร่อยๆกินซักหน่อยนี่ก็ปาเข้าไป 3 – 4 โมงแล้วยังไม่ได้กินข้าวกลางวันเลย เข้าไปสุ่มๆมั่วเอาในห้างลี่ซิง ในย่านช๊อปปิ้งนี่แหละฮะ เจอเข้ากับร้านอาหารจีน เราเข้าไปสั่งอาหารมาเป็นข้าวหน้าเนื้อผัดกับบะหมี่ที่มีน้ำซุบเป็นมะเขือเทศเข้มข้น ราคาประมาณ 25 – 30 หยวน เป็นอาหารเซ็ทที่มีปริมาณเยอะมากๆ อร่อยใช้ได้เลยแหละร้านนี้



ผมเห็นในรีวิวหลายๆที่มีผู้เคยไปหังโจวแล้วโพสภาพถ่ายทะเลสาบซีหู่ยามค่ำคืน ซึ่งประดับไปด้วยไฟสวยงามมาก ทั้งๆที่กลางวันมันก็สวยจนแทบเป็นบ้าอยู่แล้วนะ กลางคืนแบบประดับไปจะสวยงามขนาดไหนกันละเนี่ย เราเดินเหนื่อยมาทั้งวันเลยเรียกแท็กซี่ให้พไปจุดที่มีการแสดงรำบำสายน้ำกับจุดที่มีไฟสวยๆ แท็กซี่ก็พูดภาษาจีนใส่เรารัวๆ เราซึ่งเข้าใจภาษาจีนแค่บางคำเท่านั้นเจอแบบนี้ไปถึงกับงง แต่ก็ค่อนข้างไว้ใจแท็กซี่จีนพอสมควร ลุงเค้าพูดจีนใส่เราตลอดทางแล้วก็พาไปจุดๆหนึ่งซึ่งมืดมาก เงียบสนิท แล้วก็หันมาคุยกับเราซึ่งเราจับใจความผสมกับเดาๆเอาว่า ไม่มีการแสดงน้ำพุ และไม่มีการตกแต่งไฟเพราะช่วงนี้อากาศหนาวเกินไป ไม่มีนักท่องเที่ยวเค้ามาเที่ยวกัน นั่นไง ว่าแล้วไงทำไมตั๋วเครื่องบินถึงได้ถูกจัง ถูกอยู่ช่วงเดียวนี่เลยนะตลอดทั้งปี ถึงบางอ้อกันเลยทีเดียว จากนั้นลุงแท็กซี่ก็พยายามพูดคุยกับเราตลอด พาเราไปที่นั่นที่นี่ ซึ่งเราไม่ได้อยากไปเลย รู้สึกชักไม่ค่อยดีแล้วแฮะ เลยบอกลุกแท็กซี่ให้กลับไปส่งที่เดิมที่ย่านช๊อปปิ้งหลงเสียงเฉียวอีกครั้ง ถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนักครั้งเดียวในการมาเที่ยวจีนครั้งนี้ แต่ก็ดูเหมือนว่าลุงแท็กซี่ตั้งใจจะอธิบายเราแล้วแต่เราไม่เข้าใจและมีความตั้งใจที่จะพาเราชมเมืองหังโจว


นั่นแหละฮะ เป็นเหตุให้เรากลับมาถึงย่านช๊อปปิ้งอีกครั้ง สายช๊อปอย่างภรรยาผมก็ถือโอกาสรีวิวสินค้าต่างๆ ทั้งแบรนด์จีน แบรนด์นอก หลายๆร้านค้าแบรนด์ดังต่างๆก็ไม่ต่างกับบ้านเรา ราคาก็พอๆกันนะ ถ้าจะช๊อปปิ้งที่จีนก็ต้องให้ได้สินค้าจีนราคาก็จะถูกกว่าแบรนด์ต่างชาติ เจอร้านลดราคาก็เลยสอยเสื้อกันหนาวมาเลย 1 ตัว ซึ่งเมื่อเทียบราคาแล้วก็ถือว่าถูกใช้ได้ อาจจะเพราะเป็นแบรนด์ bershka ที่ผลิตสินค้าที่จีน ราคาก็เลยค่อนข้างน่าคบหาเลยทีเดียว ได้เสียเงินแล้วนึกว่าจะสบายตัวปลอดภัยไม่ต้องเสียเงินอีก ออกจากห้างจะเดินกลับโรงแรมแวะกินนมกินเค้กในร้านเบเกอรีแล้ว ดันไปเจอเข้ากับร้านขายรองเท้าบูธ นี่ขนาดหลุดออกมาจากห้างแล้วนะ ภาวนาขอให้ไม่มีไซส์ทีเถอะจะได้ไม่ต้องเสียเงินอีก ปรากฏว่าลองใส่แล้ว สวยและใส่ได้พอดีซะงั้น นั่นแหละครับเป็นอันโดนไปอีก คราวนี้เป็นแบรนด์รองเท้าบูธจากไต้หวันที่มีชื่อว่า Daphne ราคาถือว่าโอเคเลย แบรนด์จีนแบรนด์ไต้หวันที่นี่ถือว่าสินค้าดีราคาดีเลยฮะ



พอแล้ว....รีบๆกลับโรงแรมดีกว่า ก่อนที่จะเสียงเงินไปมากกว่านี้ วันนี้เราเหนื่อยมาก เจ็บเท้าเล็กน้อย มื้อเย็นเราจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมินิมาร์ทอีกครั้ง มีของกินในมินิมาร์ทที่น่ากินอีกเยอะเลย วันนี้เราจัดหนัก โอเด้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จ ข้าวปั้น ขนมขบเคี้ยว โยเกิร์ต น้ำผลไม้และเบียร์ขวดเล็กๆ 1 ขวดเป็นรางวัลของผมก่อนนอนคืนนี้ครับ

ผ่านไปแล้วครึ่งทางสำหรับทริปหังโจวของเรา รู้สึกว่าหังโจวเป็นเมืองที่ครบเครื่อง มีทั้งธรรมชาติอันงดงาม มีห้างสรรพสินค้า มีความเจริญครบครัน วันที่ 2 นี้เรารู้สึกดีกับชาวจีนมากขึ้น เราได้รับความช่วยเหลือจากชาวจีนมากมายในการช่วยบอกทางและแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ นับเป็นมิตรภาพที่ดีและแสนงดงามระหว่างการเดินทางในทริปนี้

เที่ยวจีนด้วยตัวเอง หังโจวสวรรค์บนดิน ทั้งกินทั้งช๊อป Day2



วันที่ 3 ในหังโจว



มาต่อกันวันที่ 3 เลยครับ วันนี้เป้าหมายหลักๆของเรามี 2 อย่าง คือ ไปเที่ยวย่าน Hangzhou Dreamtown และอีกอย่างหนึ่งก็คือภารกิจชิมของกินหลายๆอย่างที่เราไม่ควรพลาดเมื่อมาเมืองจีน



เราออกตัวกันที่ย่านช๊อปปิ้งหลงเสียงเฉียว เพราะเราเริ่มรู้แล้วว่าร้านอาหารที่หังโจวจะเปิดค่อนข้างสาย หาอาหารกินลำบาก แต่เดินเพลินๆเลยไปถึงย่านทะเลสาบหลังห้างซะงั้น เด็กๆออกมาวิ่งเล่นน่ารักมากๆ เราก็เผลอเดินเล่นถ่ายรูปซะเพลิน ทำให้วันที่เราตื่นสายอยู่แล้ว สายยิ่งขึ้นไปอีก แต่ก็นะเรามาเที่ยวกันแบบชิวๆ หลวมๆ ช้านิดช้าหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกน่า (คิดเข้าข้างตัวเองล้วนๆ)



เช้านี้เราทดลองชิมอาหารญี่ปุ่นแประเภทซูชิสายพาน ที่ทำสดๆเสริฟตามรายการที่เราสั่งผ่านทางรถไฟของเล่นคันเล็กๆ ดูแล้วมีความเป็นญี่ปุ่นสูงมาก ชาเขียวก็เป็นแบบผงตักเอง กดน้ำร้อนเอง รสชาติก็พอไปวัดไปวาได้ ซูชิหอยเชลล์ชิ้นใหญ่ สดอร่อยมากๆ ราคาไม่แพง ถือว่าช่วยให้รอดพ้นความหิวยามสายๆได้เป็นอย่างดี


เราอาศัยแท็กซี่อีกครั้งในการเดินทางไป G20 หรือ Hangzhou Dreamtown คุยกันก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง อาศัยเปิดรูปภาพประกอบไปด้วย แท็กซี่ก็ใจดีพยายามพาเราไปจนถึงที่หมายซึ่งก็เดินทางห่างออกไปจากย่านหลงเสียงเฉียวประมาณไม่เกินครึ่งชั่วโมง เรารู้มาว่าที่นี่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญอีกแห่งหนึ่งของหังโจวนอกจากทะเลสาบซี่หู่ เป็นอาคารที่ใช้จัดงานประชุม G20 เมื่อปี 2016 ตัวอาคารหลักๆคือตึกกลมๆสีทองๆ สวยงามแปลกตาเอามากๆ แต่อาคารโดยรอบก็ถูกออกแบบและสรรค์สร้างได้อย่างสวยงามยิ่งใหญ่มากจริงๆจนไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ เราเดินถ่ายรูปกันเพลินมาก อากาศวันนี้หนาวเย็น ลมพัดแรง เห็นคนจีนถือถุงคล้ายๆสินค้าแบรนด์เนมเดินไปเดินมากกันให้ควัก เราก็เริ่มสงสัย เดินไปเดินมาถึงได้รู้ว่าที่นี่เป็นเหมือนสวนสาธารณะด้วยและที่ชั้นใต้ดินทั้งหมดของสวนสาธารณะนั้นเป็นแหล่งละลายทรัพย์ที่เราเรียกกันว่า Outlet นั่นเอง แบรนด์ดังมากมายนับร้อยๆร้านทั้งแบรนด์จีนแบรนด์นอก ติดป้ายลดราคาล่อตาล่อใจกันให้พรึบ แน่นอนว่าเราลองแอบเข้าไปสำรวจด้วยใจระทึกแต่ก็โชคดีที่ราคาสินค้าหลายๆแบรนด์ที่เราเล็งๆไว้ก็มีราคาเท่ากับที่เมืองไทยเผลอๆที่บ้านเราถูกกว่านิดๆด้วยซ้ำ เราจึงรอดพ้นจากการบาดเจ็บที่ Outlet แห่งนี้ไปโดยเสียเงินซื้อน้ำเปล่า 1 ขวด 2 หยวนเท่านั้นเอง

ต่อจากนี้จะเป็นการกิน กิน กิน ล้วนๆเลยครับ

เราเดินข้ามไปฝั่งตรงข้ามของ Hangzhou Dreamtown เห็นเป็นตึกแฝดสูงเด่นเป็นสง่า เลยลองเดินเข้าไปใกล้ๆ พบว่ามันเป็นห้างสรรพสินค้า โรงแรมและออฟฟิศ พอดีกับที่เรากำลังหิวโซหมดเรี่ยวแรง เลยลองเข้าไปหาอะไรในห้างกิน ไปหยุดอยู่ที่ร้านล๊อกเล็กๆนั่งได้ประมาณไม่เกิน 12 คน ดูเหมือนจะขายพวกอาหารจานด่วนแบบจีน บะหมี่ ซาลาเปาอะไรประมาณนี้ เราชี้มั่วๆสั่งอาหารแล้วเข้าไปนั่ง อาหารที่มาเสิร์ฟเป็น ซาลาเปา 1 ลูก แป้งโมจิที่มีไส้เป็นหมูผัดเผ็ดอีก 1 ลูก และบะหมี่เส้นเล็กๆคล้ายราดหน้าอีก 1 ชาม อาหารทุกอย่างรสชาติดีเลยนะ แป้งโมจินี่ว่าแปลกแล้ว บะหมี่นี่แปลกกว่าเพราะเป็นบะหมี่ที่ไม่มีเครื่องอะไรซักอย่าง ไม่มีหมู ไก่ หรือเนื้อสัตว์อะไรเลยแม้แต่น้อย มีแต่เส้นกับน้ำ แต่มันกลับอร่อยมาก อร่อยด้วยตัวเองถือเป็นอีก 1 ชามที่เรายกนิ้วให้เลยในการมาหังโจวครั้งนี้ร้านนี้ไม่มีน้ำให้นะครับ เราเลยได้โอกาสไปลองสั่งน้ำผลไม้ร้านข้างๆ เป็นการนำผลไม้สดๆไปคั้นแยกกาก เราสั่งน้ำพีชมะนาว ก็ใส่ลูกพีชกันชนิดที่ไม่ยั้งมือกันเลยทีเดียว ไม่มีน้ำตาลหรือน้ำเข็งเจือปน ราคาก็สูงหน่อย 16 หยวน แต่มันก็อร่อยคุ้มค่าคุ้มราคาจริงๆ



วันนี้เราตั้งใจจะไปลุยกินอาหารย่านถนนคนเดินเหอฟางเจี่ยกันอีกครั้ง หลังจากวันแรกเราหมดเวลาไปกับการช๊อปปิ้งสิ่งของต่างๆซะพะรุงพะรัง เข้าไปถึงก็บ่ายแก่ๆเกือบเย็น เจอปลาหมึกปิ้งกับหมูปิ้ง 2 ไม้ 10 หยวน เลยจัดมาอย่างละ 1 ไม้ หมึกนุ่มดีไม่เหนียวเลย หมูก็นุ่มมากๆหมักด้วยเครื่องหมาล่าแบบจีน เผ็ดหน่อยๆ หอมอร่อยเลยแหละ ร้านติดๆกันเป็นน้ำสมุนไพร ที่เห็นๆมีพุทราจีน เก๋ากี้ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายลอยตุ๊บป่องเต็มหม้อใบใหญ่ๆ ลองสั่งมาชิม 1 แก้ว เป็นเครื่องดื่มร้อนๆหวานนิดๆ กินเข้าไปแล้วรู้สึกดีมาก




ถ้ามาเมืองจีนแล้วไม่ได้กินเต้าหู้เหม็นถือว่ามาไม่ถึง ชีวิตนี้ก็ยังไม่เคยกินเหมือนกัน ถ้าเดินๆในจีน ฮ่องกง หรือไต้หวันแล้วได้กลิ่นเหม็นเน่าๆในย่านการค้าแล้วละก็มั่นใจได้เลยว่ามันคือ เต้าหู้เหม็น แน่นอนว่าที่ถนนคนเดินเหอฟางเจี่ยแห่งนี้ เดินเข้าศูนย์อาหารทีไรกลิ่นนี้เหม็นคละคลุ้งไปทั่วจริงๆ ร้านเต้าหู้เหม็นมีหลายร้านให้เลือก เราเดินเข้าไปที่ศูนย์อาหารแห่งหนึ่งเป็นถนนเล็กๆเข้าไป มีร้านอยู่ 2 ฝั่งแล้วมีทางเดินและโต๊ะให้นั่งทานอาหารตรงกลาง เราเจอร้านเต้าหู้เหม็นร้านนึง ตรงเข้าไปสั่งอย่างไม่ลังเล เต้าหู้เหม็นจะมี 2 สี แบบสีดำและสีขาว ซึ่งก็จะใส่คละๆรวมๆกันมานั่นแหละ ป้าเอาเต้าหู้ไปทอดก่อนแล้วราดด้วยน้ำซุบตามด้วยต้นหอมและราดด้วยพริกอีกเล็กน้อย ถ้วยใหญ่ๆราคา 15 หยวนเท่านั้นเอง ป้าน่ารักมากถึงจะคุยกันไม่รู้เรื่อง เราจ่ายเงินไป 50 ป้าก็บอกอะไรเราซักอย่างเราก็ไม่เข้าใจ ป้าเดินออกไปเอาเงิน 50 ของเราไปแลกเป็นการ์ด ป้าบอกว่าในการ์ดมีเงิน 50 นะลูก จ่ายของป้าไป 15 เหลืออีก 35 นะลูก จะเอาไปซื้ออะไรต่อก็ได้ หรือจะเอาแลกเป็นเงินคืนก็ได้ หูยยย ป้าใจดีอะ...อุตส่าไปแลกการ์ดมาให้ด้วย ข้างๆร้านป้ามีงูย่าง แมงป่องตะขาบย่างด้วยนะฮะ แต่ใจไม่ถึงจริงๆ ใครเคยลองแล้วมาบอกกันบ้างนะฮะว่ารสชาติมันเป็นยังไง




อีกย่างหนึ่งที่เห็นขายทั่วเมืองจีนนั่นคือผลไม้เคลือบน้ำตาล เราลองสตรอเบอรี่ 1 ไม้ ตั้ง 15 หยวนแนะแต่สตรอเบอรี่ก็ลูกใหญ่ๆอยู่นะ ลองชิมดูแล้ว ปรากฏว่า น้ำตาลที่เคลือบหวานมากฮะ จัดแจงเอาน้ำตาลออกกินแต่สตรอเบอรี่เพียวๆอร่อยกว่าฮะ นอกจากนี้ยังเห็นมีแอปเปิ้ลลูกเล็กๆที่แอบเห็นคนจีนกินเองแล้วถึงกับต้องคายทิ้งน่าจะเป็นเพราะไม่อร่อยแต่ก็ยังไม่ได้ลองนะฮะ อย่าปักใจเชื่อละ แล้วยังมีกีวี มะเขือเทศอีกนะ อร่อยไม่อร่อยยังไงก็ต้องไปลองกันเอาเองนะครับ



สุดถนนละแล้วก็หนาวแบบสุดๆ ลมก็แรง เรามีความเห็นตรงกันว่าเราเข้าไปหาความอบอุ่นในห้างสรรพสินค้าดีกว่า ก็ย่านเดิมครับ หลงเสียงเฉียว มีครบทุกอย่างจริงๆ เดินไปเดินมากะจะคิบตุ๊กตาเล่นก็ไม่รู้เค้าซื้อการ์ดกันยังไง และท่าทางเราคงจะตกเป็นเหยื่อตู้คีบตุ๊กตาแน่ๆ สุดท้ายไม่พ้นเข้าร้านอาหารอีกแล้วครับ ร้านนี้เป็นสีฟ้าร้านมุ้งมิ้งน่ารักจากไต้หวัน เข้าไปนั่งยังไม่ทันสั่งอาหารก็มีขนมชิ้นเล็กๆมาเสิร์ฟให้ก่อนเลย เราสั่งติ่มซัม 1 พายแซลม่อนวาซาบิ 1 และชามะนาวอีก 1 ราคารวม 68 หยวนแนะ อาหารแค่นี้ถือว่าราคาค่อนข้างสูงเลยนะฮะ แต่พอได้ชิมรสชาติและการบริการแล้วก็รู้เลยว่าของเค้าคุณภาพสมราคาจริงๆ เท่านั้นยังไม่พอ นั่งกินไปซักพักพนักงานเอาขนมโมจิมาเสริฟให้อีก บอกว่าเป็นของแถมให้กินกันฟรีๆ โหววว แบบนี้ประทับใจไทยแลนด์เลยฮะ



ยังไม่อิ่มยังไม่พอกันอีก ก่อนออกจากห้างแวะซื้อซูชิแบบกลับบ้านอีก 1 กล่อง เค้าทำดีมีที่ใส่วาซาบิ ที่ใส่โชยุ ตะเกียบก็เป็นไม้อย่างดีซะด้วย สามารถเอาไปนั่งกินตามข้างทางได้อย่างดี มีความใส่ใจสไตล์ญี่ปุ่นเลยนะนี่ ก่อนกลับห้องเป็นธรรมเนียมของนักท่องเที่ยวอย่างเรา แวะมินิมาร์ทหาของกินแปลกๆไปกินที่ห้องอีกตามเคย



วันที่ 3 นี้รู้สึกว่าจะกินแหลกจริงๆ ทุกที่ทุกเส้นทาง หาของกินได้ตลอดซิน่า หลายๆอย่างเป็นของแปลกๆที่ไม่เคยทานมาก่อน หลายๆอย่างอร่อยมากจนแค่นึกถึงก็ทำให้น้ำลายไหลได้เลย ถ้ามีโอกาสลองไปกินแหลกที่หังโจวกันดูซักครั้งนะครับ



เที่ยวจีนด้วยตัวเอง หังโจวสวรรค์บนดิน ทั้งกินทั้งช๊อป Day3




วันที่ 4 ในหังโจว

วันที่ 4 แล้ว วันนี้เราต้องบินกลับเชียงใหม่ แต่ไฟลท์บินเราก็ ห้าทุ่มห้าสิบแนะ มีเวลาเที่ยวกันอีกทั้งวัน เช้านี้เรากินของเหลือๆในตู้เย็นรองท้อง พวกโยเกิร์ต นมต่างๆ แล้วไปเช็คเอาท์โรงแรมที่สำนักงานที่อยู่ชั้น7 ลืมบอกไปว่าห้องพักเราอยู่ชั้น 9 การเช็คเอาท์ก็ง่ายเอามากๆ ทีแรกนึกว่าจะยุ่งยากกว่านี้ คือเก็บข้าวของทั้งหมดออกห้องไปแล้วไปบอกเช็คเอาท์ที่สำนักงาน เท่านี้เป็นอันเสร็จ เราขอฝากกระเป๋าไว้ที่สำนักงานซึ่งก็ได้รับการบริการเป็นอย่างดี ทีนี้ตัวเบาแล้ว เราออกเที่ยวต่อกันดีกว่า

วันนี้หนาวมาก อุณหภูมิอยู่ที่ 0 องศา ณ เวลาเที่ยงวัน เราค่อนข้างคุ้นเคยเส้นทางในหังโจวมากขึ้น รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน ใกล้ไกลแค่ไหน เราเดินเข้าย่านหลงเสียงเฉียวเพื่อไปตั้งหลักและหาอาหารกลางวันทาน เหลืออีก 1 อย่างที่มาหังโจวแล้วห้ามพลาด นั่นคือ ไก่ขอทาน เราเดินวนไปวนมา เจอร้านอาหารมากมาย มีคนต่อแถวซื้อซาลาเปากันยาวเหยียด มีอาหารแปลกๆมากมายที่คนต่อแถวกันซื้อ ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน

เราเดินหาร้านอาหารจีนจนมาเจอเข้าร้านนึงเราเดินเข้าไปไม่รอช้า สั่งไก่ขอทาน 1 ตัว และสั่งซุปอะไรซักอย่างมากินแก้ฝืดคอ ไก่ขอทานเป็นไก่อบตัวเล็กๆห่อด้วยใบบัว แล้วปั้นๆก้อนๆดินเหนียวปิดทับอีกชั้นแล้วนำไปอบหรือย่างในโอ่ง ตลอดเวลา 4 วันที่ผ่านมา เราเห็นก้อนๆดินเหนียวแห้งๆนี่แหละเต็มหังโจวไปหมด วันนี้ถึงได้รู้แล้วว่ามันคือก้อนไก่ขอทานนั่นเอง พออาหารมาเสิร์ฟ ไก่ขอทานดูดี กลิ่นหอมมาก ก็เหมือนไก่อบทั่วไปห่อใบบัว เนื้อด้านในปรุงรสและหมักสมุนไพรมาแล้ว รสชาติกลมกล่อมดีแต่เนื้อค่อนข้างแห้งๆหน่อยฮะ ดีนะที่เราสั่งซุปมาด้วย 1 ชาม ซุปนี่แหละ ตัวไฮไลท์เลย เราจะจดจำซุปถ้วยนี้ไปอีกนานแสนนาน มันคือใบไม้อะไรซักอย่าง ต้มมาในน้ำใสๆ ตัวน้ำก็มีรสชาติเค็มๆนิดหน่อยพอทานได้แค่พอทานได้นะฮะ แต่ใบไม้นี่ซิฮะ มันลื่นๆทานเข้าไปแล้วถึงกับต้องคายทิ้งเลยทีเดียว หรือว่าเค้าซดน้ำซุบกันอย่างเดียวไม่กินใบไม้กันหว่า ไปหังโจวอย่าได้พลาดไปโดนเชียว ตั้ง 18 หยวนแนะ หรือใครทราบว่ามันคืออะไรแล้วมีวิธีการกินยังไงก็คอมเมนท์มาบอกกันมั่งนะครับ อยากรู้จริงๆ สรุปว่ามื้อนี้สั่งอาหารมา 2 อย่าง กินได้ 1 อย่างถ้วน ยังดีนะที่มีไก่ขอทาน

อิ่มแล้วเราก็ชิวๆวันนี้ ตั้งใจไปเดินเล่นรอบทะเลสาบอีกครั้ง เวลากลางวัน คนออกมารับแดดรับอากาศบริสุทธิ์กันเยอะมาก เกือบทั้งหมดน่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนทั้งจากเมืองหังโจวและจากเมืองอื่นๆ ทะเลสาบเวลากลางวันมันดูมีชีวิต น้ำใสๆ ท้องฟ้าสีฟ้าสด ผู้คนเดินไปมา เรือลำน้อยใหญ่แล่นอยู่บนผิวน้ำ เราได้มีเวลาเสพบรรยากาศกันอย่างเต็มที่ เราไม่คิดอะไรมาก ไม่วางแผนอะไร ปล่อยตัวปล่อยใจไปตามความต้องการ กะว่าจะเดินไปเรื่อยๆจนกว่าจะเหนื่อยหรือเบื่อไปเอง ระหว่างทางมีสวนสาธารณะ มีร้านขายอาหาร ขนม เครื่องดื่มและของฝากมากมาย มีชุดจีนให้เช่าใส่ถ่ายรูป มีผู้สูงอายุมากันเป็นกลุ่มๆ เดินเที่ยวด้วยกันดูน่ารักและอบอุ่นดี เราเดินไปเพลินมากๆจนถึงสะพานขาดและซุ้มต้นหลิวอีกครั้ง ถ่ายรูปและชมบรรยากาศกันเต็มที่รู้ตัวอีกที อ่าว เมื่อยขาซะแล้ว อ่าวนี่เดินมาตั้งไกลเกือบ 2 กิโลได้ เราสังเกตมาหลายวันแล้วว่ามีรถให้บริการ แต่เราก็ไม่รู้ว่าขึ้นยังไง ไปลงตรงไหนราคาเท่าไหร่ ด้วยความที่ขี้เกียจเดินแล้วก็เลยลองไปถามดู เราจะกลับไปย่านหลงเสียงเฉียวเพื่อหาอะไรกินและซื้อกระเป๋าเพิ่มอีก 1 ใบ รถจะคล้ายๆรถกอล์ฟแต่นั่งได้ประมาณ 10 – 12 คน ย้อนกลับไปหลงเสียงเฉียวก็ราคาคนละ 10 หยวน นั่งรถรอบทะเลสาบมันก็สนุกไปอีกแบบนะ

เรากลับเข้าห้างกันอีกครั้ง เดินผ่านไปผ่านมาหลายวันแล้วเห็นร้านชาเขียวร้านหนึ่งในห้าง ร้านสวยงามสไตล์ญี่ปุ่น ยังไงก่อนกลับจะต้องเข้าไปลองร้านนี้ให้ได้ เดินเข้าไปสั่งชากับขนม เห็นราคาแล้วก็ร้อนๆหนาๆอยู่เหมือนกัน แต่เอามาเที่ยวทั้งที ของมันต้องลอง สั่งชาเขียวมัจฉะลาเต้ 1 ถ้วยใหญ่ กับโรลเค้กชาเขียว 2 อย่าง โดนไป 81 หยวน หรือประมาณ 400 บาทเลยทีเดียว ราคาแรงเอาเรื่อง แต่รสชาติก็อร่อยดี ร้านสวยๆนั่งสบายๆ

เราไปได้กระเป๋าเป้ที่ร้าน Uniqlo ราคา 200 หยวนหรือ 1000 บาทเท่านั้นเอง ด้วยความที่ไม่คิดว่าจะซื้ออะไรมากที่หังโจว แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นนะซิ นี่ซื้อกันจนต้องแต่กกระเป๋าเพิ่มอีกใบ เราลองใช้เครดิตการ์ดดูอีกครั้ง ปรากฏว่าที่ Uniqlo ใช้ได้ นอกจากรูดที่โรงแรมแล้วที่นี่เป็นรานเดียวที่เราใช้เครดิตการ์ดได้ ยังไงสายช๊อปมาเที่ยวก็พกเงินสดมาเผื่อด้วยนะครับ

เริ่มมืดค่ำ อากาศหนาวเย็นมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะกลับไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่โรงแรม ขอแวะทานอาหารจีนอีกซักมื้อ เราเป็นประเภทอยากรู้อยากลอง มาจีนก็ต้องโดนอาหารจีนซิ อร่อยไม่อร่อยค่อยว่ากันอีกที เราสั่งแกงปลาอะไรซักอย่างคล้ายๆแกงเขียวหวานแต่ไม่ใส่กะทิมีผักดองตามสไตล์จีน มาชามใหญ่เท่าหม้อ เนื้อปลาขาวๆหวานอร่อยดีเลยแหละ กับอีกอย่างที่เราสั่งก็คือหมูตุ๋นในถ้วยเล็กๆ เห็นเค้าสั่งกันทุกโต๊ะเลยขอลองมั่ง หน้าตาดูดีดูน่ากินเชียวหละแต่ทว่า มันแทบไม่มีเนื้อเลยเป็นหนังและเป็นมันหมูเกือบจะทั้งหมด อายุเราก็เริ่มมากแล้วขอลดๆพวกไขมันไปก่อนนะ สรุปว่าอาหารจีนมื้อที่ 2 ของวันนี้ สั่งมา 2 อย่าง ทานได้ 1 อย่างอีกแล้ว ดีนะที่แกงปลาค่อนข้างอร่อยเลยรอดไปได้อีกมื้อนึง

เดินกลับเข้าไปเอากระเป๋าที่โรงแรม โบกแท็กซี่ไปสนามบิน แค่ 99 หยวนเท่านั้นเอง ขามาเราโดนไป 120 หยวนเพราะเป็นค่าขึ้นทางด่วน 20 หยวน แท็กซี่หังโจวถือว่าประทับใจเราเลยทีเดียวไม่โดนโก่งราคา นั่งสบายๆ บริการดี ไม่เกิน 1 ชั่วโมงเราก็มาถึงสนามบิน เราบินกัน เกือบเที่ยงคืน แต่นี่พึ่งจะ 2 ทุ่มกว่าๆเอง เรารีบมาก่อนเพราะเกรงว่าอาจจะมีขั้นตอนวุ่นวาย กว่าจะหาเค้าท์เตอร์เช็คอิน กว่าจะหาเกทเจอ แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว เดินลากกระเป๋าเข้ามาผ่านจุดสแกนร่างกาย 1 นาที เงยหน้าขึ้นปุ๊บก็เจอเค้าเตอร์เช็คอินปั๊บเลย ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที แต่เราต้องรอเช็คอินประมาณ 4 – 5 ทุ่ม ไม่เป็นไรปลอดภัยไว้ก่อนเข้าไปนั่งเล่นในสนามบินรอเวลาก็ได้ อันที่จริงมีโชวน้ำพุตอนประมาณ 2 ทุ่มตรงที่ติดทะเลาสาบย่านหลงเสียงเฉียวแหละ แต่เรายอมที่จะไม่ดูน้ำพุเพราะกลัวว่าจะมาสนามบินช้า เสียดายอยู่ไม่น้อยเหมือนกันฮะ คราวนี้รู้แล้วว่าหังโจวเดินทางง่ายมาก สนามบินก็สะดวกสบาย คราวหน้าจะดูน้ำพุแล้วเกินเล่นให้ชิวๆไปเลย

เราต่อแถงเข้าไปเช็คอินก็ง่ายๆสะดวกสบาย ทุกคนบนเที่ยวบินเดียวกันเราล้วนเป็นชาวจีนที่จะไปเที่ยวเชียงใหม่ ยังไงก็ยินดีต้อนรับทุกคนนะครับ ผ่าน ตม.เข้าไปรอที่เกต ด้วยความที่ดึกมากร้านอาหารในเกตก็จะค่อยๆทยอยปิดไปทีละร้านสองร้าน เอาละซิ หิวมาก ทำไงดี ไม่มีอะไรให้กินเลย โชคยังดีได้น้ำเปล่ามา 1 ขวด ค่อยไปหาอะไรกินบนเครื่องบินละกัน ในเกตก็จะมี CDF China Duty Free ร้านรวงก็ไม่ค่อยเยอะมากเท่าไหร่ มีเครื่องสำอางของฝากจากท้องถิ่น ดีละ...ที่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มใน ดิวตี้ฟรี

ขึ้นเครื่องไป ก็พี่น้องชาวจีนล้วนๆครับ มีเรา 2 คน เท่านั้นที่เป็นคนไทย เราถามพนักงานบนเครื่องว่ามีอาหารอะไรกินมั่ง มาม่าก็ยังดี ปรากฏว่าเที่ยวนี้ไม่มีอาหารเลยครับ มีแต่เครื่องดื่มเท่านั้น เล่นเอาเราช๊อคไปเลย มองโลกในแง่ดีไว้ ยังไงก็ถือว่าลดความอ้วนละกันเนอะ ถึงเชียงใหม่ ก็เกือบๆ ตี 3 เป็นอันจบทริป 4 วัน 4 คืนที่หังโจวประเทศจีนครับ

เที่ยวจีนด้วยตัวเอง หังโจวสวรรค์บนดินทั้งกินทั้งช๊อป Day4

ติดตามการท่องเที่ยวกับครอบครัวเล็กๆของเราได้ที่เพจเฟสบุ๊ค "คุณนายตื่นสาย"
https://www.facebook.com/happylazylady/

สุดท้ายนี้ ขอให้ท่องเที่ยวกันให้สนุก มีความสุขกับคนที่คุณครักครับ



ความคิดเห็น