บันทึกความทรงจำ... ชิลล์คนเดียวที่ "หลวงพระบาง" สปป.ลาว 3 วัน 2 คืน (เสาร์ - จันทร์) รีวิวโดย GoAloneTravel

จากการที่ผมเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ ได้ไปเจอรูปเมื่อปีสองปีที่แล้วถ่ายไว้เยอะมาก เห็นแล้วเลยเสียดายของ เอามาทำ Review ดีกว่า แต่ก็คงมีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนไปเยอะอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังอยากแชร์ประสบการณ์อยู่ดี มัน "น่าจดจำและอยากไปซ้ำ" อยากรู้ว่ามีอะไรเปลี่ยนไปยังไงบ้าง 555+ เช่นเดิมครับ จากกระทู้ที่แล้วเป

บันทึกความทรงจำ... ชิลล์คนเดียวที่ "หลวงพระบาง" สปป.ลาว 3 วัน 2 คืน (เสาร์ - จันทร์)

บันทึกความทรงจำ... ชิลล์คนเดียวที่ "หลวงพระบาง" สปป.ลาว 3 วัน 2 คืน (เสาร์ - จันทร์)

 วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2562 เวลา 23.55 น.

 วันที่เดินทาง 16 ม.ค. 2562

จากการที่ผมเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ ได้ไปเจอรูปเมื่อปีสองปีที่แล้วถ่ายไว้เยอะมาก เห็นแล้วเลยเสียดายของ เอามาทำ Review ดีกว่า แต่ก็คงมีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนไปเยอะอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังอยากแชร์ประสบการณ์อยู่ดี มัน "น่าจดจำและอยากไปซ้ำ" อยากรู้ว่ามีอะไรเปลี่ยนไปยังไงบ้าง 555+

เช่นเดิมครับ จากกระทู้ที่แล้วเป็นปากเซ ลาวใต้ ครั้งนี้ผมจะมารีวิวนอกประเทศอีกเช่นเคย ลาวเหนือ นั้นคือ... เมืองมรดกโลก "หลวงพระบาง" ประเทศลาว นั้นเอง... แต่เนื่องด้วยผมเป็นคนไม่ค่อยมีเวลา เลยไปไหนนานๆ หลายวันไม่ค่อยจะได้ ครั้งนี้ก็ได้ 3 วัน 2 คืน (เสาร์ - จันทร์) จริงๆ ก็แทบจะ 2 วัน เพราะเสาร์ก็ไปถึงซะเย็นแล้ว 555+ ยังไงก็ลองมาดูกันครับ

เนื่องจากผมได้โปรราคาถูกจาก Bangkok Airway (จองไว้เป็นชาติจนเกือบลืม 555+) ได้ไฟท์ไปเย็นวันเสาร์ กลับเย็นวันจันทร์ ตามรูปครับ ขาไปเครื่องใหญ่ Airbus ขากลับเครื่องเล็ก ATR ต่างกัน 45 นาทีครับ

แต่เมื่อถึงเวลาจริงนั้น.... ผมแทบตกเครื่องครับ 555+ ไม่คิดว่าสุวรรณภูมิคนจะเยอะขนาดนี้ (ไปต่างประเทศเคยขึ้นแต่ดอนเมือง Low-cost นั้นเอง 55+) ผมไปถึงสุวรรณภูมิ 13:15 น. คิดว่าชิลล์ๆ เดี๋ยวเช็คอินเสร็จจะไปนั่งรอที่เลาวจ์ของบางกอกแอร์จิบไวน์รอขึ้นเครื่องพรางๆ แต่พอเดินไปเช็คอินเท่านั้นแหล่ะ สภาพคือ..ช๊อกกก... แถวยาวมากกกกก เช็คอินเสร็จเกือบ 14:00 น. คราวนี้รอผ่าน ตม. ขาออก อันนี้คนล้านแปดเลยครับ 555+ ติดอยู่ขั้นตอนนี้เกือบชั่วโมง ว้าวุ่นสุดๆ บอกเจ้าหน้าที่ว่าผมควรทำไงดี เจ้าหน้าที่บอกไม่น่าทัน.. ให้ติดต่อสายการบิน (ผมนี่ขนลุกเลยครับ 55+) สุดท้ายออกจาก ตม. ได้ตอน 14:55 น. เลยเวลา Boarding มา 10 นาทีแล้ว มองดู Gate โอ้วพระเจ้า ไกลสุดๆ เลย วิ่ง 4x100 เลยครับ ไปถึงหน้า Gate เจ้าหน้าที่บอก "รออยู่เลยค่ะ" ทันหวุดหวิด 555+ คือผมเป็นคนสุดท้ายจริงๆ เป็นบทเรียนเลยก็ว่าได้ว่าอย่าได้ชะล่าใจ ควรมาตั้งแต่เนิ่นๆ นะครับ 555+

และแล้วผมก็มาถึง สนามบินหลวงพระบาง ในเวลาที่กำหนด 555+ แต่ไม่มีกะใจจะถ่ายรูปอะไรแล้ว (ช่วงนี้เลยไม่มีรูปนะครับ แฮ่ๆ) ผมก็เดินออกมาหน้าสนามบิน มีตุ๊กๆ รอ รู้สึกจะ 100 บาทนะครับ ส่งถึงที่พักเลย พอคนเต็ม 5-6 คน ก็ออกละครับ มีแต่ฝรั่งทั้งนั้น 555+ เนื่องด้วยผมไม่มีรูปจากสาเหตุข้างต้น..เลยไปยืมตัวอย่างรถตุ๊กมาจาก Pantip นะครับ หน้าตาเป็บแบบนี้ครับ

รถตุ๊กๆ ได้พาผมมาส่งที่หน้าโรงแรมที่จองไว้กับ Agoda น้องพนักงานเป็นคนเวียดนาม ตอนแรกตั้งใจจะคุยภาษาลาวด้วย เลยสื่อสารกันยากนิดนึง 555+ ชื่อก็ตามรูปเลยครับ

ผมได้ห้องพักชั้นล่างครับ สะอาด บรรยากาศดีมากครับ

โรงแรมที่ผมพักมีจักรยานให้เช่าด้วยครับ ราคาคันละ 1US ครับ สีชมพูในรูปนั้นเอง 555+

(อ้อลืมบอกไป ผมดันไปเจอเพื่อนที่ทำงาน โดยบังเอิญ มาเที่ยวก่อนผม 2 วัน ผมเลยได้ไกด์เลย โชคดีจริงๆ 555+)

ไกด์ (จำเป็น) เลยพาผมขี่จักรยานไปจุดต่างๆ รอบเมือง บรรยากาศช่วงเย็นอากาศดีครับ ไม่ร้อนเท่าไหร่ อันดับแรก ต้องไปแลกเงินเป็นเงินกีบก่อนครับ จุดแลกเงินมีเยอะมากครับ ตามสะดวกเลยครับ อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 10,000 กีบ ประมาณ 38 บาท ครับ

หลังจากแวะแลกเงินกีบแล้ว ก็ตะเวนแวะไปถ่ายรูปจุดต่างๆ ตามแผนที่เลยครับ

เส้นสีส้มคือเส้นทางจักรยานที่ผมปั่นครับ จุดแรกที่ไปแวะคือจุดบรรจบ แม่น้ำ Khan กับ แม่น้ำโขง

บริเวณนั้นจะมีสวนสาธารณะด้วย ยามเย็นเช่นนี้ ก็เริ่มมีคนมาออกกำลังกายกันบ้างแล้ว

จุดถัดมาไม่ไกลกันนัก ก็จะเป็นจุดมหาชนจุดหนึ่งของหลวงพระบางครับ วัดเชียงทอง นั่นเอง

อุโบสถสวยงามมากเลยครับ ถ่ายด้านหน้าเสียหน่อย

พระภิกษุกำลังทำวัตรเย็นกันพอดีครับ

เนื่องด้วยแสงเริ่มจะไม่มีแล้ว ผมคงต้องกลับมาซ้ำที่นี้ใหม่ในวันหลังแล้วหล่ะ 555+

จากนั้นไกด์ (จำเป็น) ของผมก็พาปั่นจักรยานไปต่อ ถนนเลียบแม่น้ำโขง บรรยากาศใช้ได้เลยครับ

และแล้วผมก็มาถึงร้านหมูกระทะปิ้งย่างเป็นที่เรียบร้อย ที่นี้จะเรียก "จิ้นดาด" นะครับ เป็นบุฟเฟ่ต์ หัวละ 60,000 กีบ (ประมาณ 220 บาท) ก็แอบแพงอยู่นะ 55+

ไม่รอช้า รีบไปตัก รีบมาปิ้ง ได้ที่ก็สั่ง "เบียร์ลาว" มาดื่มด้วย โอ้ววว ช่างเข้ากันสุดๆ

นั่งจนค่ำ อิ่มและมึนได้ที่ ก็แยกย้ายกับเพื่อน แล้วปั่นจักรยานกลับโรงแรม นอนพักเอาแรงสำหรับพรุ่งนี้ 555+


*******จบวันแรก******


ตื่นซัก 7 โมง บิดขี้เกียจ อาบน้ำ แต่งตัว ประมาณ 8 โมง ทางโรงแรมเห็นผมเปิดประตูชะโงกออกมา พนักงานก็รีบเดินมาถามว่าจะรับอาหารเช้าเลยไหม ผมก็บอก "OK" ไป ไม่นานก็มัอหารมาส่ง นั่งทานได้ที่โต๊ะหน้าห้องเลยครับ ดูดีเลยทีเดียว มีไข่เจียว ขนมปัง ผลไม้ แล้วก็น้ำมะนาว ตามรูปเลยครับ

วันนี้จะต้องเดินทางไกล จักรยานคงไม่รอด 555+ ก็เลยแจ้งพนักงานโรงแรมว่าอยากจะเช่ามอเตอร์ไซต์ ไม่นานก็มีคนขับมาส่งถึงหน้าประตูโรงแรม ราคาอยู่ที่วันละ 100,000 กีบ ได้ 24 ชม. ตามรูปด้านล่างเลยครับ (ขออภัยได้ครึ่งคัน มุมมันไม่ได้ มีรูปเดียว 555+)

จากนั้นผมก็ขับไปเติมน้ำมันก่อน แล้วยิงยาวจากหลวงพระบางไปน้ำตกตาดกองสีเลยครับ ระยะทาง 29 กม. ถนนลาดยางตลอด ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ใกล้เคียงกับที่ Google บอกเลยครับ แม่นจริงๆ 555+

เมื่อมาถึง ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการเข้าชมก่อนครับตรงข้างซุ้มประตูในรูปนี้แหล่ะ 10,000 กีบ

จากนั้นก็สามารถเดินเข้าไปในพื้นที่น้ำตกได้เลย น้ำสีเขียวจัดกับหินปูน สวยงามมากครับ

มีนักท่องเที่ยวกำลังเล่นน้ำ นั่งพักผ่อนบ้าง ประปราย...

คือบรรยากาศดีจริงๆ ครับ คือมันสวยมาก (แต่ผมถ่ายมามันไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ไม่มีฝีมือด้านนี้ 555+)

เดินขึ้นไปเรื่อยๆ รู้สึกดีตลอดเส้นทางเลยครับ

ก็ต้องเดินต่อไปอีกครับ ยังไม่ถึง (555+) ถ้าเหนื่อยก็มีม้านั่งไว้ให้พักระหว่างทางได้ครับ

พักเสร็จก็เดินไปต่ออีกนิดหน่อย จะเจอทางขึ้น ได้ยินเสียงน้ำตกดังสนั่น อากาศเย็นๆ ละอองน้ำสัมผัสใบหน้า นั่นแหล่ะครับ ใกล้แล้ว

และแล้วก็มาถึงจุดที่เป็นไฮไลท์ จุดมหาชน บริเวณตัวน้ำตกนั่นเอง ครับ ยิ่งใหญ่สวยงามสมคำร่ำลือจริงๆ

สูงมากครับ และไกลมากด้วย ลองดูมุมสูงดูครับ (แอบขัดใจตัวเองถ่ายมาไม่สวย 555+)

สะพานในรูปข้างล่างนี้เป็นจุดมหาชนในการถ่ายรูปกับน้ำตกเลยครับ โชคดีของผมคนไม่เยอะ

จากนั้น... ผมก็ขี่มอเตอร์ไซต์ยิงยาวกลับหลวงพระบางเลยครับ ถึงก็บ่ายกว่าๆ หาอะไรกินจากนั้นรู้สึกอยากโดนน้ำ ลองหาข้อมูลว่าที่ไหนพอเล่นได้บ้าง สรุปได้ที่นี้ครับ "La Pistoche Swimming Pool & Bar" ก็อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่พักสักเท่า

พอเข้าไปแล้วก็ดูดีเลยครับ ค่าเข้าราคาก็ไม่แพง แต่ผมจำไม่ได้นะ 555+

มีห้องให้อาบน้ำ เปลี่ยนชุดก่อนลงสระ จากนั้นก็กระโดด "ตู้มมมม" เลยครับ 555+

เดินขึ้นไปด้านบนมีสระเด็กด้วย น้ำตื้นครับบนนี้

เล่นน้ำจนเหนื่อยแล้ว สั่งอาหาร เครื่องดื่มมานั่งกิน มองดูคนเล่นน้ำ ชิลล์ๆ ได้เลยครับ (>-<)

กว่าจะออกจากสวนน้ำก็เย็นแล้ว กลับโรงแรมไปอาบน้ำ แต่งตัวใหม่ เพื่อเตรียมไปเดินถนนคนเดินต่อดีกว่า สถานที่ก็อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเช่นเคย

บรรยากาศก็เหมือนถนนคนเดินแถวบ้านเรา แต่มีของแปลกๆ ขายเยอะเหมือนกัน

อันดับแรกมุ่งหน้าสู่ โซนของกิน 555+ เลือกกินตามสะดวก

นั่งมองดูหน้าแม่ค้าทั้ง 2 คน ก็อิ่มแล้ว 555+

พอท้องอิ่มด็เดินไปต่อ

แปลกจังวันที่ผมมาคนไม่ค่อยเยอะ ไม่วุ่นวายดี

อันนี้ยาดอง มีดองสัตว์แปลกๆ เพียบเลย ได้แต่ส่องดู 555+

ดูจนพอใจแล้วก็เดินกลับไปขี่มอเตอร์ไซต์กลับโรงแรม เหนื่อยมาทั้งวัน คงได้นอนยาวๆ อีกวัน


******จบวันที่ 2 *******

วันนี้ วันสุดท้าย ต้องเก็บสถานที่ให้ได้เยอะหน่อย มีเวลาตั้งแต่เช้า 08:30 น. ถึง 15:00 น. ก่อนไปสนามบินกลับประเทศไทย กิจวัตรเช่นเดิม ตื่น 7:00 น. อาบน้ำ แต่งตัว เก็บของ จัดกระเป๋า กินข้าวเช้า วางแผนเที่ยว ออกเดินทางตั้งแต่ 08:30 น. วันนี้กลับมาเปลี่ยนเป็นเช่าจักยานแทน เพราะมีแต่ในเมือง ตามเส้นสีส้มในแผนที่

จุดแรก (1) เป็นสะพานเก่า ดู Classic ดี มีทางให้คนเดินได้ด้วย

ตอนนี้ให้แต่รถจักรยานและมอเตอร์ไซต์ใช้เท่านั้น รถใหญ่กว่านั้นเข้าไม่ได้

ระวางเดินข้ามสะพานไปตามทางเดิน ดูบรรยากาศด้านข้าง เป็นบ้านทรงเก่า ดู Classic เข้ากับสะพาน

เดินมาซักพักก็จะเป็นจุดข้ามแม่น้ำ Khan ที่จะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำโขง

จากสะพานเก่า ก็ปั่นจักรยานไปยังจุดที่ 2 ผ่านทางแยกนี้ก็ตรงไปก่อนครับ มีทางเข้าด้านซ้ายมือ นำจักรยานไปจอดแล้วก็เดินเข้าไปชมได้เลย

จุดที่ 2 นี้คือ "วัดวิชุนราช" ตั้งอยู่บนถนนวิชุนราช สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2046 ในสมัยพระเจ้าวิชุนราช ในบรรดาวัดทั้งหมดในเมืองหลวงพระบางเป็นต้องยกนิ้วให้วัดวิชุนในเรื่องมีความแปลกที่พระธาตุรูปร่างโค้งมนเหมือนผลแตงโม เสียค่าเข้าชม 10,000 กีบ รูปด้านล่างนี้คือ "พระธาตุหมากโม"

ตัวอุโบสถ เป็นรูปทรง "อาคารไทลื้อสิบสองปันนา" คือ มีจุดเด่นที่ส่วนคอชั้นสองจะยกระดับสูงขึ้น

ถ่ายกับป้ายเสียหน่อย 555+

ถัดจากอุโบสถ จะมีอาคารอีกหลังครับ

เดินลัดเลาะจากอาคารรูปบนจะเชื่อมต่อไปยังอีกวัดครับ

ดู Classic สวยงามดีครับ

อุโบสถก็สวยครับ (เสียเงินเข้ามาแล้ว ต้องเอาให้คุ้ม 555+)

ปั่นจักรยานต่อไปอีกหน่อย สถานที่ถัดไป จุดที่ 3 คือ "พระธาตุพูสี" ระหว่างทางปั้นมาเรื่อยๆ ก็ถึงทางขึ้นครับ ด้านข้างมีที่จอดจักรยานอยู่ ซึ่งพระธาตุพูสี ตั้งอยู่บนยอดเขาที่มีความสูงราว 150 เมตร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง บนยอดเขาภูษี จะทำให้เห็นเมืองหลวงพระบางได้โดยรอบ เห็นทั้งแม่น้ำ Khan และแม่น้ำโขง มีบันไดขึ้นยอดพูสีทั้งหมด 328 ขั้น ตลอดทางขึ้นร่มรื่นไปด้วยต้นจำปา ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติลาวครับ

มองไปฝั่งตรงข้ามถนนจะเป็นแม่น้ำ Khan ที่จะไหลไปลงแม่น้ำโขงนั่นเอง

จอดรถเสร็จก็ต้องเดินขึ้นสิครับ ชันเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

ขึ้นไปซักพักก็จะถึงทางราบหน่อย พอได้พักหายใจบ้าง ถัดจากจุดนี้ไปจะเป็นจุดเสียค่าเข้าชมครับ 20,000 กีบ

แล้วก็เดินขึ้นบันไดต่ออีกครับ 555+

เดินขึ้นมาซักพักจะเป็นศาลา แต่ผมไม่กล้าไปนั่งพักครับ เหมือนทางพี่น้องชาวลาว จะมีพิธีกรรมอะไรอยู่

ต้องก้มหน้าก้มตา เดินขึ้นบันไดต่อไป 555+ จุดที่อยู่ก็เริ่มสูงแล้ว พอจะมองเห็นสะพานเก่าข้ามแม่น้ำ Khan ได้แล้ว

เดินขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ก็เกือบถึงยอดแล้วครับ มีชาวต่างชาตินั่งพักเหนื่อยอยู่ ผมเลยเดินแซงขึ้นมา 555+

จากจุดนี้มองเห็นสนามบินหลวงพระบางด้วยครับ และฝนก็กำลังตก เอิ่มมมม 555+

สะพานเก่าข้ามแม่น้ำ Khan จากมุมที่สูงขึ้น

ด้านบนจะมีพระธาตุอยู่ครับ ตามประวัติกล่าวว่า สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอนุรุท ประมาณ พ.ศ. 2337 พระธาตุนี้ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของพูสี จึงทำให้สามารถมองพระธาตุนี้ได้แทบจะทุกมุมของเมืองหลวงพระบาง ตัวพระธาตุเป็นทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมทาสีทอง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยม ยอดประดับด้วยเศวตฉัตรทองสำริด 7 ชั้น สูงประมาณ 21 เมตร

รอบๆ พระธาตุจะมีทางเดินให้ชมวิวทิวทัศน์ของเมืองหลวงพระบาง ด้านทิศตะวันตกจะมองเห็นแม่น้ำโขง ซึ่งจะไหลไปยังภูเขาและต่อไปยังประเทศไทย

ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือไปยังทิศเหนือจะมองเห็นพระราชวังเดิมที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง เมืองบริเวณเมืองเก่า เป็นต้น

สามารถเข้าไปนมัสการพระพุทธรูปได้ครับ

เนื่องจากจุดนี้เป็นจุดสูงสุดของเมืองหลวงพระบาง ถือเป็นชัยภูมิที่ดีมากในทางยุทธศาสตร์ จึงถูกใช้เป็นที่ตั้งทางทหารด้วย รูปด้านล่างเป็นตำแหน่งที่ตั้งป้อมปืน

จากนั้นก็เดินลงมายังทางเดิม ไปเอาจักรยานที่จอดไว้แล้ว ปั่นต่อไปยังจุดที่ 4 "วัดเชียงทอง" ซึ่งผมเคยไปมาแล้วในวันแรกที่มาถึง แต่แสงไม่ได้และสถานที่บางแห่งห้ามเข้าแล้ว เลยไปเก็บใหม่ครับ และแล้วก็มาถึง จอดรถเสร็จฝั่งตรงข้ามประตูวัดสามารถเดินลงไปแม่น้ำโขงได้ครับ

เดินขึ้นมาจากบันไดแม่น้ำโขงก็จะเป็นประตูวัดพอดี

วัดเชียงทอง สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ก่อนจะย้ายเมืองหลวงไปยังนครเวียงจันทน์ไม่นานนัก โดยวัดนี้ยังเป็นวัดในพระราชูปถัมภ์ของเจ้ามหาชาติศรีสว่างวงศ์ และเจ้ามหาชาติศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์ 2 พระองค์สุดท้าย ของราชอาณาจักรลาวอีกด้วย โดยจะเสียค่าเข้าชม 20,000 กีบ

พระอุโบสถ ทรงหลังคาแอ่นโค้งลาดต่ำลงมาซ้อนกันอยู่สามชั้น ส่วนกลางของหลังคามีเครื่องยอดสีทองชาวลาวเรียกว่าช่อฟ้า ประกอบด้วย 17 เป็นศิลปะแบบหลวงพระบาง

พระประธาน หรือ "พระองค์หลวง" ประดิษฐานภายในพระอุโบสถ องค์ทองอร่ามงดงาม ด้านข้างพระประธานมีพระบางจำลอง

ฝาผนังทุกด้านของพระอุโบสถเป็นลวดลายสวยงามสีทองตัดกับสีพื้นที่เป็นสีดำ

อาคารฝั่งตรงข้ามพระอุโบสถ เป็นอาคารที่สำคัญอีกหลัง นั่นคือ โรงเมี้ยนโกศ หรือโรงเก็บราชรถ พระบรมโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2505 มีลักษณะเป็นโถงกว้าง ผนังด้านหน้าตั้งแต่หน้าบันลงมาจนถึงพื้นสามารถถอดออกได้เพื่อให้สามารถเคลื่อนราชรถออกมาได้ กลางโรงเมี้ยนโกศเป็นที่ตั้งราชรถไม้แกะสลักปิดทองคำเปลว มีพระโกศสามองค์ตรงกลาง (ภายในผมไม่ได้ถ่ายรูปมานะครับ) โดยจุดเด่นอีกอย่างของโรงเมี้ยนโกศแห่งนี้ คือ ประตูด้านนอกครับ เป็นภาพแกะสลักวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ลวดลายสวยงามมากครับ ตามรูปด้านล่างครับ

เสร็จแล้วก็แวะมาถ่ายกับป้านเสียหน่อย (รู้สึกจะเป็นอะไรกับป้ายไม่รู้ ทริปนี้ 555+)

ตอนนี้ก็เที่ยงกว่าแล้ว คงต้องหาอะไรเข้าท้องเสียก่อน มิเช่นนั้นจะลำบากเอาได้ ส่องดูเงินที่เหลือก่อน

เหมือนจะเหลือเยอะพอสมควร กินหรูหน่อยดีกว่า เช่นนั้นจึง ปั่นจักรยานเลียบไปตามแม่น้ำโขง ไม่ไกลนักก็จะมาเจอร้าน "Sa Sa Sunset Cruise and Bar" ซึ่งเป็นจุดที่ 5 ในแผนที่ เป็นร้านอาหารริมฝั่งโขง เอาไว้ดูพระอาทิตย์ตกจะสวยมาก แต่ผมคงไม่ได้ดู ถ้าผมรอดูคงตกเครื่อง 555+

ระหว่างที่สั่งอาหารไปแล้ว เหมือนขาดอะไรไปอย่าง ก็ต้องเบียร์ลาวสิครับ จิบเบียร์เย็นๆ นั่งชิลล์ริมฝั่งโขง ได้บรรยากาศสุดๆ ครับ

ไม่นานนักอาหารที่สั่งก็มา สเต็กเนื้อ นั่นเอง รสชาติใช้ได้เลยครับ เข้ากับเบียร์ลาวมากจริงๆ

รู้สึกไม่อิ่ม (มันน้อยไป) เลยสั่งอย่างอื่นเพิ่มเหมือนปอเปี๊ยะสดครับ รสชาติแปลกๆ แต่ก็อร่อยดีครับ

กินอิ่มแล้วก็ปั่นต่อไปยังจุดที่ 5 ในแผนที่ นั่นคือ "พระบรมมหาราชวังหลวงพระบาง" นั่นเองครับ โดยพระราชวังหลวงพระบางปัจจุบันเป็นการสร้างขึ้นมาใหม่โดยใช้สถานที่เดิม ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส จึงเป็นสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสผสมลาว โดยด้านหน้าจะหันเข้าหาพระธาตุพูสี และถนนหน้าพระราชวัง ที่ได้เดินผ่านไปแล้วตอนมาเดินถนนคนเดินคืนวันที่ 2 สถานที่แห่งนี้เปิดเป็นเวลานะครับ มี 2 ช่วง คือ 08.00 - 11.30 น. และ 13.30 - 16.30 น. เสียค่าเข้าชม 30,000 กีบ

เนื่องจากภายในห้ามถ่ายภาพ ผมจึงไม่ได้ถ่ายมานะครับ แต่บอกได้เลยมีสิ่งที่น่าสนใจเพียบเลยครับ ต้องมาดูด้วยตาตนเองเท่านั้นครับ 555+

****** จบการตระเวนเที่ยวรอบเมือง******

ขณะนี้เป็นเวลา 15:00 น. เป็นเวลาอันควรที่ต้องรีบไปนำจักรยานไปคืนและไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้กับโรงแรมได้แล้ว มิเช่นนั้น จะตกเครื่องจริงๆ คราวนี้ 555+ คืนรถและเอากระเป๋าเสร็จให้ทางโรงแรมเรียกรถไปส่งสนามบินให้ ได้รถสุด Cool จริงๆ ผมถ่ายได้แค่นี้จริงๆ พี่ท่านซิ่งมาก >-<

และแล้วก็มาถึงสนามบินได้ภายในเวลาที่กำหนด 15:40 น. คนไม่เยอะครับ ผ่าน ตม. แล้วยังเหลือเวลาอีกตั้งเยอะ ไปนั่งกินของว่างในเลาจน์ของบางกอกแอร์แวย์รอขึ้นเครื่องได้สบาย (พลาดที่ไทย กินไม่ทัน 555+)

ถึงเวลา Boarding เจ้าหน้าที่ของบางกอกแอร์ก็แจ้ง เดินลงไป Gate เปิดรออยู่แล้วครับ

เนื่องจากเป็นเครื่องเล็กแบบ ATR จึงต้องเดินออกไปขึ้นเครื่องเอง แบบชิลล์ๆ 555+ แต่ฝนเริ่มตั้งเค้าอีกแล้ว

เจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อมของเครื่อง เราก็เดินอ้อมไปขึ้นประตูด้านหลัง

ขึ้นเครื่องกลับประเทศไทยโดนสวัสดิภาพ

จบการเดินทางท่องเที่ยวหลวงพระบาง 3 วัน 2 คืน แต่เพียงเท่านี้ หวังว่าจะมีประโยชน์กับท่านที่สนใจนะครับ ทั้งทริปนี้ ไม่รวมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ผมหมดไปประมาณ 3,000 บาทเองครับ

***** จบการเดินทาง*****



สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ของผม

Blog : https://goalonetravel.blogspot.com/

FB page : https://www.facebook.com/คนเดียวก็ไปเที่ยวได้-1238634139627858/


ความคิดเห็น