ทุ่งหญ้าสีทอง ณ ม่อนจอง ดอยต้องห้าม (พลาด) by นักเดินทางตัวน้อย รีวิวโดย นักเดินทางตัวน้อย

สวัสดีค่ะเพื่อนๆเหล่านักเดินทาง วันนี้แจ๊คมาอีกแล้ว พร้อมกับเรื่องราวการเดินทางครั้งใหม่ ครั้งนี้จะพาเพื่อนๆไปสัมผัสความสวยงามของดอยทางภาคเหนือกันอีกแล้ว นั่นก็คือ ดอยม่อนจอง อ.อมก๋อย จ. เชียงใหม่ ดอยนี้จัดว่าเดินง่าย ระยะทางเดินเท้า 4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดิน ราวๆ 1-2ชั่วโมง รีวิวนี้ ไม่มีอะไรม

ทุ่งหญ้าสีทอง ณ ม่อนจอง ดอยต้องห้าม (พลาด) by นักเดินทางตัวน้อย

ทุ่งหญ้าสีทอง ณ ม่อนจอง ดอยต้องห้าม (พลาด) by นักเดินทางตัวน้อย

 วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 เวลา 13.01 น.

 วันที่เดินทาง 2 ก.พ. 2562

สวัสดีค่ะเพื่อนๆเหล่านักเดินทาง วันนี้แจ๊คมาอีกแล้ว พร้อมกับเรื่องราวการเดินทางครั้งใหม่

ครั้งนี้จะพาเพื่อนๆไปสัมผัสความสวยงามของดอยทางภาคเหนือกันอีกแล้ว

นั่นก็คือ ดอยม่อนจอง อ.อมก๋อย จ. เชียงใหม่ ดอยนี้จัดว่าเดินง่าย ระยะทางเดินเท้า 4 กิโลเมตร ใช้เวลาเดิน ราวๆ 1-2ชั่วโมง

รีวิวนี้ ไม่มีอะไรมาก นอกจาก มุมถ่ายภาพเท่ๆ ตลอดแนวทางเดินไปผาหัวสิงห์

ก่อนเดินทางมารู้จักกันมากขึ้น ฝากติดตามการเดินทางของแจ๊คได้ที่เพจค่ะ

เพจเราชื่อ นักเดินทางตัวน้อย

https://www.facebook.com/journeymemories/

ฝากกดไลค์ให้กำลังใจด้วยนะคะ

ขายของเสร็จแล้ว เดินทางต่อได้ เฮะ!!!!

ข้อมูลดอยม่อนจอง

ดอยม่อนจอง ขึ้นกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ผืนป่ายังบริสุทธิ์ และเต็มไปด้วยสัตว์หายาก ครอบคลุมพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และ อำเภอสามเงา จังหวัดตาก คำว่า ม่อน เป็นภาษาคำเมือง หมายถึง ดอยหรือเนินเขา ส่วนคำว่า จอง ก็เป็นภาษาคำเมืองจะออกเสียงว่า จ๋อง หมายถึง ลักษณะจั่ว สามเหลี่ยมที่อยู่สูงที่สุด และยิ่งกว่านั้น ดอยม่อนจองแห่งนี้ ติดอันดับ 1 ใน 10 ของยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย โดยจุดสูงสุดของดอยม่อนจองมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,929 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า หัวสิงห์ เพราะมีลักษณะคล้ายหัวสิงโต ในอดีตดอยม่อนจองเป็นดินแดนแห่งสรรพสัตว์ ที่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่อย่างอิสระเสรี เช่นกวางผา หรือ ม้าเทวดาและเลียงผารวมทั้งโขลงช้างป่า แต่ปัจจุบันยังมีอยู่แต่หาชมได้ยากมาก และถ้าใครมีโอกาสได้พบสัตว์เหล่านี้แล้ว ถือว่าโชคดีมากเลยทีเดียว

กิจกรรมบนดอย

-ชมภูเขาสูงสลับซับซ้อนที่จะมาพร้อมภาพของทุ่งหญ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีทองในช่วงหน้าหนาวงดงามมาก นอกจากนี้

ดอยม่อนจองยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตก

-ชมดอกกุหลาบพันปี ซึ่งจะบานในช่วงเดือนธันวาคมจนถึงเดือนมกราคม ว่ากันว่าต้นกุหลาบพันปีบนดอยม่อนจองต้นนี้ เป็นต้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ฤดูท่องเที่ยว

ดอยม่อนจองเปิดให้ท่องเที่ยวในช่วงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนไปจนถึง 15 กุมภาพันธ์ของทุกปี แต่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย บางปีก็เปิดยาวถึงสิ้นเดือนกุมภา บางปีก็ปิดก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะต้องระวังภัยเรื่องช้างป่าที่ออกมาหากิน รวมถึงสภาพอากาศที่ค่อนข้างแห้งจัดซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า

ข้อมูลติดต่อ จองรถ จองลูกหาบ ศูนย์บริการการท่องเที่ยวดอยม่อนจอง บริหารโดยชุนชมเพื่อ ชุนชม เบอร์ 0925597201

บันทึกนักเดินทาง 2-3กุมภาพันธ์ 62

จริงๆแล้ว เราเคยเดินทางไปเยือนดอยม่อนจอง 2ครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ภาพสวยๆ ปีนี้ เอาใหม่

ต้องได้ภาพสวยๆให้ได้ เราเลือกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่ทุ่งหญ้ากำลังเปลี่ยนเป็นสีทอง ได้กำหนดการมาเป็น2-3กุมภา

เราเดินทางกัน 19 ชีวิต เหมารถตู้จากกทม.และมีน้องอีกคนขี่มอไซค์มาจากแม่เสรียง

ทริปนี้บอกเลยว่า เราทำเวลาดีมาก เนื่องจากเรารู้ว่ามีคนขึ้นม่อนจองวันเดียวกับเราเยอะมาก ถ้าเราช้า จะได้กางเต็นท์ไกลมาก

เราวางแผนแบบนี้ค่ะ

ซื้อของทุกอย่างให้พร้อมมากจากกทม. เพื่อจะได้ไม่ต้องแวะตลาด

เราแวะแค่อมก๋อยเพื่อทานอาหารเช้า และซื้อขนมที่เซเว่นสุดท้าย หลังจากนั้นก็เดินทางต่อไปยังศูนย์มูเซอ

ลงทะเบียน ชั่งของ

ลูกหาบที่นี่ วันละ 300 บาท ทริป 2 วัน 1 คืน ก็จะอยู่ที่ 600 บาท แบกได้ 20 โล น้ำหนักส่วนเกิน กิโลละ 30 บาท

ชั่งของจัดแจงสัมภาระเสร็จแล้ว รับข้าวกลางวัน รับน้ำดื่ม

ก็โดดขึ้นรถกะบะเพื่อไปจุดเริ่มเดิน รถกะบะ คันละ 3,000 บาท ไป-กลับ นั่งได้ 10 คนค่ะ

ไม่นานเราก็ถึงด่าน ตรงนี้จอดจ่ายค่าธรรมเนียม และวางบัตรประชาชน รับถุงดำสำหรับใส่ขยะลงมาข้างล่าง

นั่งรถจากด่านไปอีก 11 กิโล

สภาพทางเป็นคอนกรีตและดิน เป็นหลุมเป็นบ่อ ฝุ่นตลบ ในรูปทางยังถือว่าดีค่ะ แต่บางช่วงจะโหดกว่านี้

ขอบคุณภาพจากน้องหญิง

ครั้งนี้เราขึ้นดอยเป็นกลุ่มแรก ถือว่าสุดยอดมากๆเพราะที่ผ่านมา เราไม่เคยทำเวลาได้เลย555


เมื่อถึงจุดเริ่มเดิน เราไม่รอช้า รีบเดินกันเลยจ้า เพราะมีที่นอน ทำเลดีๆเป็นเดิมพัน เราส่งน้อง 2 คนเป็นม้าเร็วไปจองที่ค่ะ

ทางเดินเป็นทางลงบ้าง ขึ้นบ้าง ราบบ้าง ผสมๆกันไป แต่โดยรวมคือเดินง่ายค่ะ

แจ๊คถ่ายรูปทางเดินไว้น้อย เพิ่งหยิบกล้องออกจากกระเป๋า ตรงจุดพักที่เรียกว่าหินช่อ

นั่งพักตรงนี้ น้องวอมาบอกว่าถึงแล้ว 55555

พักแป๊ปนึง เราเดินกันต่อค่ะ เดินไปพักไป แต่ก็แอบยิ้มมุมปาก เพราะม้าเร็ว ไปจองที่เรียบร้อยแล้ว ได้ที่หน้าๆ เดินไม่ไกล และใกล้เจ้าหน้าที่

จุดสุดท้ายก่อนถึงแค้มป์คือจุดที่ชันที่สุด เมื่อก่อนเรียกว่าเนินหมาหอบ ปีนี้เปลี่ยนชื่อเป็นเนินฮิปหอบ ง่อววววววว โคตรเท่

ระยะทางจากจุดเริ่มเดิน ถึงจุดตั้งแค้มป์นั้นก็ไม่ใกล้ ไม่ไกล 4 กิโลเมตร ม้าเร็วของเราเฟียต กิต เดิน1ชั่วโมง

แต่แจ๊ค เต๋า เดินหนึ่งชั่วโมงสี่สิบนาที

ขึ้นมาแล้ว 4 คนแรก ถ่ายรูปรวมแก้งค์ 4 คนซะหน่อย นี่คือแก้งค้ ทริป 9 วัน แม่ฮ่องสอน ไม่เบื่อหน้ากันบ้างเหรอเนี่ย

สักพัก พี่ๆ น้องๆก็เริ่มทยอยขึ้นมา หลังจากทุกคนขึ้นมาครบ ยังเหลือเวลา พวกเราช่วยกันเตรียมอาหารเย็น หั่นผัก หมักไก่ หุงข้าว

ทริปนี้พ่อครัวเยอะ

แอดมินนั่งพับเพียบเรียบร้อย ออกคำสั่ง

ขอบคุณภาพจากกิตติคุณ

15.00น.จึงออกเดินไปผาหัวสิงห์ มีจุดถ่ายภาพมุมสวยๆเยอะมาก

แวะถ่ายภาพกันตลอดทาง

ถึงแล้วค่ะ ยอดหัวสิงห์ จุดสูงสุดของดอยม่อนจอง

ป้ายดีๆมี ก็ไม่ไปยืนถ่าย อันนี้ป้ายเก่าค่ะ

ขออภัยถ้าภาพจะเยอะมาก 55555

ถ่ายภาพแอคอาร์ตกันเต็มที่

งานโดดต้องมา

จากยอดหัวสิงห์ สามารถเดินต่อไปได้อีกยาวๆ

มีเจดีย์ให้ไปสักการะกันด้วยค่ะ

สมาชิกบางส่วนแรงเยอะ ก็เดินไปยันหัวลิง

เรากับน้องๆคิดว่าถ้าไปคงกลับมาไม่ทันแสงเย็นตรงสนามกอล์ฟช้าง เพราะพวกเรานัดกันจะถ่ายซิลูเอท เท่ๆกันตรงสนามกอล์ฟช้าง

เลยตัดสินใจ อยู่แค่หัวสิงห์ ถ่ายภาพเล่นกัน แล้วเดินกลับ

ขากลับก็ยังเก็บภาพกันเรื่อยๆ

เจอน้องอาร์ต มากับอีกกลุ่ม ไม่ได้เจอกันนานเลยตั้งแต่ทริปเชียงดาว เลยเข้าไปถ่ายรูปกับน้อง


แสงดี วิวดี

โอ้ยยยยยย ตรงไหนก็สวย

พระอาทิตย์ก็กำลังลับขอบฟ้าไป

พวกเราเดินมาถึงสนามกอล์ฟช้าง ถ่ายภาพเท่ๆกัน

มาดูภาพเซ็ทนี้จากปาล์มค่ะ มาๆๆๆดูๆๆๆค่ะ


เท่ป๊ะล่ะ

นี่ๆๆๆนิสัยไม่ดี แกล้งช่างภาพ 5555

หลังจากแสงหมด และถ่ายภาพกันจนหนำใจ ก็ได้เวลากลับแค้มป์อย่างหิวโหย 5555

มุมนี้สวย จริงๆแล้ว เราจะไปยืนถ่ายกันแบบนี้ แต่คนเยอะ เต็มเฟรมไปหมด

หลังจากถึงแค้มป์ พวกเราช่วยกันทำกับข้าวอย่างชุนลมุน พ่อครัวแม่ครัวเยอะ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ

ความสนุกอยู่ตรงนี้ล่ะค่ะตรงที่เราช่วยกัน

ถ่ายภาพไว้แค่นี้เองหิวมากค่ะ

กับข้าวเริ่มลำเรียงเข้าวง สมาชิกหิวกันมาก เริ่มกินกันตั้งแต่กับข้าวยังไม่ครบ

เมื่ออิ่มหนำสำราญกันแล้ว ก็พักผ่อนตามอัธยาไส สังสรรค์

ดูดาว ผิงไฟ เม้าท์มอย แล้วแยกย้ายกันเข้านอน เรามีนัดกันออกไปล่าทางช้างเผือกตอนตี5

Day 2 กล้องพร้อม ขาตั้งพร้อม พวกเราออกเดินกันตี 5 ปรึกษากัน หามุมถ่ายภาพ เราตกลงจะไปเก็บภาพกันที่เนินฮิปหอบ

เพื่อจะเก็บมุมกว้าง ผาหัวสิงห์อยู่ไกลๆ

มาดูทางช้างเผือกของแจ๊คกันค่ะ นี่ใบแรกของปีเลย

ถ่ายภาพกันเรื่อยๆ จนสว่าง

มีทะเลหมอกหน่อยๆ ให้ชื่นใจ

เมื่อแสงมา นายแบบนางแบบก็เริ่มทำงาน

ภาพเซ็ทนี้จากพี่ทัชค่ะ

เดี๋ยวววววว คนนี้เป็นอะไร เหมือนลืมกินยา 5555


ชมภาพสวยๆจากพี่ทัชไปแล้ว มาชมภาพสวยๆจากเทพปาล์มกันค่ะ

พอย้ายมุม ปาล์มเจอมุมทุ่งหญ้าตรงนี้ รีบเรียกเรา แจ๊คๆๆๆ หญ้าๆๆๆ แหม เรียกเหมือนให้ฉันมากินหญ้า

ฟรุ้งฟริ้งดีแท้


มาๆๆๆๆ 4 คน มารวมกันหน่อย 5555

ได้เวลาอันสมควร แจ๊คและน้องๆกลับแค้มป์ ไปทำอาหารเช้าให้ทุกคน

ถุงมือใครไม่รู้ เก็บได้ตามทาง เลยเอามาไว้ตรงนี้ 555 เผื่อเจ้าของเดินผ่าน

นี่ค่ะป้ายบอกทางไปแค้มป์ ถ้าแคมป์ล่างจะใหกล้ลำธาร แต่บางกลุ่มจ้างลูกหาบมาจองไว้ก่อน

พวกเราเลยได้แค้มป์บน

และนี่ก็คือแค้มป์ของพวกเราค่ะ หลังจากกลับแคมป์ ทานอาหารเช้ากันเสร็จ เก็บของ เก็บสัมภาระ ได้เวลาอำลาดอยม่อนจอง

แจ๊คขอจบรีวิวดอยม่อนจองไว้เพียงเท่านี้นะคะ

ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม หวังว่ารีวิวนี้จะเป็นแรงบรรดาลใจให้ใครสักคนออกเดินทาง

แล้วพบกันใหม่ค่ะ

แจ๊ค:นักเดินทางตัวน้อย

https://www.facebook.com/journeymemories

ไม่สบายเหมือนเดินห้างแต่มีคนเดินข้างๆมันโอเค


ความคิดเห็น