SAIGON จ๋าพี่มาเพื่อกิน - DAY3เดินอีกทีพี่ก็ไหว รีวิวโดย SOME ONE LIKE YOU

วันนี้มีความตั้งใจสูงว่าจะตื่นมาวิ่งตอนเช้า(จากที่เมื่อวานน๊อคแดดสลบไป) ตั้งนาฬิกาจ้าทั้งข้อมือและมือถือ แล้วก็ได้ตื่นสมใจ6โมงเช้าลงมา ประตูโรงแรมล๊อคอีก ต้องไปเรียกพนักงานมาเปิดให้ (ประตูก็ล๊อคดี๊ดี ใช้สายยูจักรยานล๊อคจ้า) เส้นทางวันนี้ง่ายๆ ไปกลับ โรงแรม-ไซง่อนสแควร์(จตุรัสที่มีมิสเตอร์โฮโบกมีอนั่

SAIGON จ๋าพี่มาเพื่อกิน - DAY3เดินอีกทีพี่ก็ไหว

SAIGON จ๋าพี่มาเพื่อกิน - DAY3เดินอีกทีพี่ก็ไหว

 วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 เวลา 17.32 น.

 วันที่เดินทาง 4 ก.พ. 2561

วันนี้มีความตั้งใจสูงว่าจะตื่นมาวิ่งตอนเช้า(จากที่เมื่อวานน๊อคแดดสลบไป) ตั้งนาฬิกาจ้าทั้งข้อมือและมือถือ แล้วก็ได้ตื่นสมใจ6โมงเช้าลงมา ประตูโรงแรมล๊อคอีก ต้องไปเรียกพนักงานมาเปิดให้ (ประตูก็ล๊อคดี๊ดี ใช้สายยูจักรยานล๊อคจ้า) เส้นทางวันนี้ง่ายๆ ไปกลับ โรงแรม-ไซง่อนสแควร์(จตุรัสที่มีมิสเตอร์โฮโบกมีอนั่นแหละ) แค่นี้พอเพราะกลัวหลง ไปแต่ตัวกับกุญแจแค่นั้น

เช้าวันอาทิตยืในโฮจิมินห์เงียบมากกกก ขนาดวันนี้ลงมาสาย(ประมาณ6โมงครึ่ง) ถนนหนทางโล่งที่สุด(แต่ก็ต้องมองซ้าย-ขวานะ) ในส่วนของร้าน Tan Lap นั้น หนุ่มสาวสายย่อก็มานั่งยองกินกาแฟกันตั้งแต่ร้านเปิดเลยจ้า (รึพวกเธอนั่งกันมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วก็ไม่รู้) ระยะทางจากโรงแรมไปถึงไซง่อนสแควร์ วงรอบไซง่อนสแควร์1รอบ แล้ววิ่งกลับอยู่ที่ประมาณ3กม.นิดๆ เพื่อนร่วมทางก็เยอะอยู่ ส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น เจอฝรั่งยกนิ้วให้ด้วย(นิ้วโป้งนะ) ก็ยิ้มให้ลุงแกแล้วก็วิ่งกลับ เพราะตอนนั้นหน้าคือเพลียแดดมาก แสงแดดที่นี่พอกับกทม.เลย 7โมงพระอาทิตย์มาไวมาก

อาบน้ำเสร็จลงมากินอาหารเช้าโรงแรม ก็คล้ายๆเดิมทุกวัน ยืนพื้นที่เฝอไก่ แต่ก็กินได้ทุกวันนะ ผลไม้ที่นี่มีเสาวรสให้กินทุกวันเลย จากที่กินไม่เป็นมากินเป็นที่นี่แหละ เอาใส่น้ำส้มปลอมก็อร่อยดี

แผนของวันนี้ไม่มีอะไรมาก ส่วนใหญ่สถานที่อยู่ใกล้ๆกัน คือ พิพิทธภัณฑ์ศิลปะ สะพาน ห้าง ร้านพิซซ่า ร้านบั๋นหมี่

จากโรงแรมเดินไปพิพทธภัณฑ์ใกล้มากกก แต่ต้องเสี่ยงชีวิตโดยการเดินผ่านวงเวียนชีวิตที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าไปก่อน หลังจากที่เดินให้รถวิ่งเฉียดตัวเรามาแล้ว ก็จะเห็นตึกเหลืองๆใหญ่ๆ นั่นแหละart museum จะมีบูทขายตั๋วอยู่ขวามือ ราคาประมาณ 40บาท ดูได้ 3 ตึก ตึกแรกสีเหลืองๆ จะรวมงานศิลปะที่มีทั้งภาพวาดและประติมากรรม

งานส่วนใหญ่ก็จะสะท้อนชีวิตสงคราม (หดหู่ไปอีก) ด้านหลังจะมีสอนศิลปะเด็กในวันอาทิตย์

อีกตึกข้างๆก็จะมีนิทรรศการเปลี่ยนไปตลอดแล้วแต่ช่วง อันนี้เป็นนิทรรศการของศิลปินชาวเวียดนามที่มาจากฮานอย งานจะสดใสหน่อย

ตึกสุดท้ายจะเป็นพวกวัตถุโบราณ หม้อ ชาม ไห รูปปั้นต่างๆ ดูแล้วใครมีความรู้ทางนี้ช่วยมาบอกทีว่าของจริงป่าว เพราะพี่เขียนรหัสของลงบนผิวของเลย ด้วยปากกาเมจิก

ใช้เวลาเดินดู แบบดื่มด่ำเต็มที่ก็2ชม. แต่ถ้าอยากมาถ่ายรูปสวยๆก็ได้อยู่เพราะมีมุมตามประตู หน้าต่างแบบโบราณสวยๆเยอะอยู่ วันนี้มีทีมถ่ายแบบของหนุ่มสาวชาวเวียดนามมาออกกองด้วย

ตอนแรกว่าจะแวะหาแหนมเนืองทานแถวนี้มีอยู่ร้านนึงแต่ตอนนั้นคือจำชื่อร้านไม่ได้

มันคือประมาณฟิวชั่น เวียดนาม/เกาหลีงี้

เลยเดินไปสะพานกันก่อน สะพานCau Mongเป็นสะพานที่บ.ขนส่งของฝรั่งเศษขนเอามาใช้ในสมัยอาณานิคม เป็นเหล็กทั้งชิ้น นี่ความรู้ก็มา

ฝั่งตรงข้ามเป็นสถานที่ราชการ/ออฟฟิส/ธนาคาร มีทั้งตึกแบบเก่า/ใหม่ปนๆกันไป

Stark tower ชื่อจริงคือ Bitexco financial tower เป็นสำนักงาน/ร้านอาหาร แล้วก็มีให้ขึ้นไปชมวิวด้วยนะ แต่เราไม่ขึ้น เพราะกลัวความสูงงงง

ไปช่วงใกล้จะตรุษจีนแล้ว ตามร้านเลยมีการจัดกระเช้าขาย เป็นการจัดกระเช้าแบบทรงสูง แข่งกันสูงไปอีก

เดินจากสะพานลัดเลาะตามซอยมาเรื่อยๆก็จะเป็นห้างTakashimaya ใช่แล้วห้างญี่ปุ่นจ้า ของข้างในประมาณCentral worldบ้านเรา ขนาดห้างประมาณthe mallงามวงศ์วาน ราคาสินค้าพวกtop shop อะไรอย่างงี้ก็พอกับบ้านเรา แบบก็เยอะพอกันนะ สไตล์เค้าก็ใกล้เคียงกับบ้านเราแฟชั่นเยอะอยู่ ไม่เหมือนญี่ปุ่น เกาหลีที่จะเรียบๆซะเยอะ

มีความจัดdisplayต้อนรับตรุษจีน

ที่นี่ก็มีร้านอาหารอยู่พอสมควร มีบุฟเฟ่ต์อยู่ร้านนึง คล้ายๆโออิชิราคาก็ประมาณ6-700บาทอยู่ ห้างนี้มีคาเฟ่ที่recommendอยู่ร้านนึง แต่พลาดไม่ได้เข้าเพราะลืม

เป็นคาเฟ่นั่งเกร๋ๆในกรงไปอีก

เดินห้างพอให้หลบร้อนได้แล้วก็เดินอีกจ้า เดินกลับไปที่ตลาดเบนถั่นไปร้านพิซซ่า จริงๆที่ห้างนี้ก็มีสาขานะ แต่สาขาที่ตลาดเบนถั่นเกร๋กว่าค่ะ ไปกันนนนน

มาถึงไม่ได้จองโต๊ะมาก่อนก็รอกันไปค่ะประมาณครึ่งชั่วโมง

สาขานี้เป็นสาขาแรก มีโชว์ทำพิซซ่าให้เห็นด้วย เป็นตึกเก่าแนวปูนเปลือย ให้คนเกร๋มานั่งซัดพิซซ่ากันด้วยมือเปล่า ความเป็นมาของร้านนี้คือเจ้าของเป็นคนญี่ปุ่นมาทำฟาร์มนมที่ดาลัท ทำชีสเองแล้วก็มาเปิดร้าน Pizza 4'P ในโฮจิมินห์

ลูกค้าในร้านเกินครึ่งเป็นชาวต่างชาติจ้า ทั้งยุโรป เกาหลี ญี่ปุ่น คนไทย คือร้านนี้ก็เป็นอีกร้านแนะนำเลย

อีก1ความเก๋ กำแพงบานเกล็ด เป็นโซนด้านนอก วันนี้อากาศร้อนได้โล่ขอนั่งข้างในละกันนะ

สั่งอาหารมา 3 อย่าง มีสลัด สปาเกตตี้ปู พิซซ่าฮาฟ2หน้า 4ชีสกับพาม่าแฮม

คือ ดีย์ย์ย์ย์ย์ย์ ต้องมาโดน บอกเลย แต่พาสต้าครีมปูแอบมีความคาวนิดนึง

บิลออกมา หืมมมม เกือบล้าน ราคาแรงที่สุดกว่าทุกมือใดๆ จ่ายไป1ล้าน ไม่ต้องทอนจ้า เปย์ทิปไปอีก

พนักงานร้านนี้เหมือนคัดมา ทั้งหน้าตาและบริการ สมกับเป็นร้านมาตรฐานชาวญี่ปุ่นจริงๆ

อิ่มแล้วกลิ้งกลับโรงแรมจ้า แอบเดินดูราคาของฝากด้วย พรุ่งนี้ค่อยมาตำ

นอนตากแอร์ในห้องซํกพักเผลอหลับจ้า ตื่นมา6โมงเย็น ยังอิ่มอยู่เลย ก็เลยว่าจะกินอะไรเบาๆ เดินจากโรงแรมไปนิดนึงจะมีร้านบั๋นมี่ชื่อดังอยู่ เอ้าเดินไปซิคะ รออะไร

ใกล้แค่ไหนคือไกล เดินไปลำบากประมาณนึงเพราะต้องผ่านวงเวียนที่มีมอ'ไซวิ่งวน ขนาดชาวต่างชาติต้องมายืนถ่ายรูปตรงวงเวียนนี้กันเลยทีเดียว

จำป้ายนี้ไว้เลย ร้านนี้เท่านั้น

คนต่อคิวยาวออกมานอกร้าน จะมี2แถว ถ้าหันหน้าเข้าร้านแถวขวามือคือสำหรับซื้อ2ชิ้นขึ้นไป แถวซ้ายมือคนละ1ชิ้นเท่านั้น เป็นการบริหารจัดการคิวได้ดีมาก

ร้านนี้จะขายทั้งบั๋นมี่ ขนมปังอย่างเดียว(ขายเป็นกิโล) แฮมหมูยอแบบต่างๆ ไปยืนจิ้มๆเอาได้

ใส่ไม่ใส่อะไรสั่งไม่เป็น สั่ง allแล้วเอามือวงๆ พนง.จะถามว่าชิลลี่? ก็เอาค่ะเผื่อมาตัดเลี่ยน

เป็นความลงตัวระหว่างขนมปังบาเกตปิ้งพอเปลือกนอกกรอบ ทาด้านในด้วยมาการีน มายองเนส ปาเตะตับไก่ แฮม หมูแดง หมูยอ พริกสด ต้นหอม แตงกวา หัวไชเท้าดอง หมูหย็องแบบเค็ม ความนัวก็มา ขนาดประมาณhalfของsubway ราคา 36,000 ด่อง (ประมาณ 55 บาท)

ปิดยอดของวันนี้จ้า










ความคิดเห็น