ใครไม่เข้ "หัวตะเข้" (ชุมชนอาร์ตๆริมน้ำ ณ ลาดกระบัง ถ่ายรูปรัวๆ) รีวิวโดย Teambong

ชุมชนหัวตะเข้ แค่ชื่อก็สะดุดหูแล้วใช่ไหมคะ หลายคนคงคิดไปว่า ชุมชนนี้ต้องมีจระเข้เยอะแน่ๆ และน่าจะอยู่ที่จังหวัดพิจิตรเป็นแน่ จริงอยู่ที่ที่นี่เมื่อก่อนมีจระเข้เยอะมาก แต่ชุมชนนี้ตั้งอยู่ที่ลาดกระบัง กรุงเทพฯนี่เองค่ะ การเดินทางมาก็สะดวกมากๆ แค่นั่งแอร์พอร์ต เรล ลิ้งก์มาลงที่สถานีลาดกระบัง แล้วต่อแท็

ใครไม่เข้ "หัวตะเข้" (ชุมชนอาร์ตๆริมน้ำ ณ ลาดกระบัง ถ่ายรูปรัวๆ)

ใครไม่เข้ "หัวตะเข้" (ชุมชนอาร์ตๆริมน้ำ ณ ลาดกระบัง ถ่ายรูปรัวๆ)

 วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562 เวลา 00.44 น.

 วันที่เดินทาง 3 มี.ค. 2562

ชุมชนหัวตะเข้ แค่ชื่อก็สะดุดหูแล้วใช่ไหมคะ หลายคนคงคิดไปว่า ชุมชนนี้ต้องมีจระเข้เยอะแน่ๆ และน่าจะอยู่ที่จังหวัดพิจิตรเป็นแน่ จริงอยู่ที่ที่นี่เมื่อก่อนมีจระเข้เยอะมาก แต่ชุมชนนี้ตั้งอยู่ที่ลาดกระบัง กรุงเทพฯนี่เองค่ะ การเดินทางมาก็สะดวกมากๆ แค่นั่งแอร์พอร์ต เรล ลิ้งก์มาลงที่สถานีลาดกระบัง แล้วต่อแท็กซี่ไม่กี่นาทีก็ถึงแล้วค่ะ

พวกเราเริ่มเดินทางจากอนุสาวรีย์ชัยฯ โดยนั่งBTSมาลงที่สถานีพญาไท เสียไปคนละ 16 บาท แล้วมาต่อรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์มาลงที่สถานีลาดกระบัง เสียไปคนละ 40 บาท แล้วต่อด้วยรถแท็กซี่มาที่ซอยลาดกระบัง17 ค่าแท็กซี่ 60 บาท เรามากัน 4 คน เลยเหลือเพียงคนละ 15 บาท หรือถ้าใครไม่อยากนั่งแท็กซี่ ที่สถานีแอร์พอร์ตลิ้งค์ก็มีรถสองแถว คนละ 9 บาทเท่านั้นค่ะ


เมื่อเดินเข้าซอยมาก็จะเจอตลาดหัวตะเข้ ให้สังเกตทางขวาจะมีซอยที่มีป้ายตลาดสดอุดมผล ให้เดินเข้าไปในซอยนี้จนสุด จะเจอกับศาลเจ้าดังภาพนี้ค่า


เหตุที่ชื่อว่า หัวตะเข้ เพราะในอดีตมีคนพบหัวกะโหลกจระเข้เยอะมาก ที่สี่แยกแม่น้ำดังภาพข้างล่างนี้ อันเกิดจากมีการขุดคลองประเวศบุรีรมย์ในสมัยร.5 จนมาตัดกับคลองลำปะทิว และด้วยเหตุที่พบหัวจระเข้เยอะ จึงเรียกสี่แยกแม่น้ำนี้ว่า สี่แยกหัวตะเข้ โดยหัวกะโหลกจระเข้ที่ยาวที่สุดที่พบนั้น ยาวถึง 1 เมตรเลย ปัจจุบัน ชาวบ้านก็ยังเก็บหัวกะโหลกจระเข้ไว้ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ และตั้งชื่อให้ว่า ศาลเจ้าพ่อหัวตะเข้

นอกจากชื่อ “หัวตะเข้” แล้ว ชุมชนนี้มีอีกชื่อว่า ชุมชน หลวงพรต-ท่านเลี่ยม ซึ่งเป็นชื่อแรกของชุมชน เหตุที่ชื่อนี้ เพราะหลวงพรตพิทยพยัต และ คุณหญิงเลี่ยม บุนนาค เป็นผู้บริจาคพื้นที่ให้ชาวบ้านได้อยู่อาศัยกัน และปัจจุบันชุมชนนี้ก็ยังใช้ทั้งสองชื่อ แต่คนส่วนใหญ่นิยมใช้ชื่อ“หัวตะเข้”กัน


มาเดินทางกันต่อค่ะ เรากลับมาที่ซอยเดิม แล้วเดินตรงต่อเข้าไป เราก็เจอกับโรงเจที่มีป้ายทางเข้ายิ่งใหญ่อลังการชื่อว่า โรงเจฮะเฮงตั้ว เลยเดินเข้าไปแวะชมสักหน่อย

ภายในโรงเจเป็นโถงโล่งกว้าง ตรงกลางโถงเปิดโล่งไม่มีหลังคา ทำให้บรรยากาศเย็นสบาย ภายในมีทั้งพระพุทธรูปและเทพเจ้าจีนมากมายรายล้อม จากภาพข้างบน คือมีพระอยู่รอบๆเลยค่ะ ดูซิคะ เรายังไหว้ไปทางขวาเลย ถือได้ว่า ยิ่งใหญ่สมกับป้ายหน้าโรงเจจริงๆค่ะ

เมื่อไหว้พระสะสมบุญกันแล้ว ก็เดินทางต่อเข้าไปในซอยจะเจอกับป้ายต้อนรับและสะพานข้ามคลอง

บนสะพานวิวสวยมากค่ะ และตอนที่เราไปโชคดีมาก เราได้เห็นเครื่องบินบินผ่านหน้าเราไปด้วยค่ะ แต่เสียดายที่เราถ่ายรูปมาไม่ทัน เพราะที่นี่อยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ เราเลยได้เห็นเครื่องบินในระยะที่ใกล้มากๆ ชัดมากๆเลยค่ะ


พอเราข้ามสะพานมา เราก็จะพบกับชุมชนตลาดเรือนไม้เก่าริมน้ำอายุร้อยกว่าปี บรรยากาศเหมือนเราย้อนยุคไปสมัยก่อนที่รายล้อมด้วยบ้านไม้โบราณ ถือว่าเป็นจุดเด่นของที่นี่เลยค่ะ ขวามือเราก็เจอร้านกาแฟเล็กๆสวยๆ มีอาหารและเครื่องดื่มให้เราได้ลิ้มลองมากมาย



เดินมาเรื่อยๆเราก็จะเจอกับร้านตัดผมที่ชื่อว่า ร้านยศบาร์เบอร์ คุณลุงน่ารักมากเลยค่ะ ให้คำแนะนำพาชมบ้านของคุณลุง ซึ่งในสมัยก่อนคุณลุงเล่าให้ฟังว่า ร้านตัดผมนั้นเป็นของพ่อของคุณลุง ซึ่งเป็นที่นิยมมากในสมัยนั้น และคุณลุงยังเล่าเรื่องราวในชุมชนตอนที่คุณลุงยังเป็นเด็กให้ฟัง ซึ่งมันสนุกและให้ความรู้สึกเหมือนเราเข้าไปอยู่ในสมัยก่อนจริงๆเลยค่ะ


บรรยากาศภายในชุมชนมีร้านคาเฟ่ร้านอาหารต่างๆมากมาย ซึ่งแต่ละร้านจะมีการตกแต่งที่แตกต่างกันไป อย่างร้านหงีจิ้นหลี เป็นร้านขายของชำ จึงตกแต่งด้วยสินค้าแบบสมัยก่อน ส่วนร้านขายน้ำ จะมีการตกแต่งด้วยข้าวของแบบสมัยใหม่ แต่ทุกร้านยังคงเหลืออัตลักษณ์"ความเป็นบ้านเรือนไม้เก่าริมน้ำ"เอาไว้ได้เป็นอย่างดี

ตามทางเดิน มีการตกแต่งด้วยบอร์ดงานศิลปะสมัยใหม่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปกัน


ร้าน Nalatkrabang homemade café เป็นร้านคาเฟ่ไม้ ที่อยู่บริเวณท้ายตลาด บรรยากาศริมน้ำสบาย มีเมนูมากมาย เครื่องดื่ม ขนมปังปิ้ง ร้านนี้จะหยุดทุกของวันจันทร์


เดินมาเรื่อยๆ เราจะเจอกับร้านคาเฟ่ที่ชื่อว่า ATPress เป็นร้านสไตล์อาร์ตๆ และทางร้านมีกิจกรรมให้ลูกค้าวาดรูปหรือเขียนข้อความอะไรก็ได้ใส่กระดาษ แล้วแปะไว้ที่ร้าน เราเลยร่วมกิจกรรมนี้ซะหน่อย

น้ำปั่นร้านนี้อร่อยมากเลย โดยเฉพาะช็อคโกแลตกล้วยหอม อร่อยสุดๆไปเลยค่ะ แล้วพี่เจ้าของร้านยังน่ารักและตลกอีกด้วยค่ะ

ราคาน้ำช็อคโกแลตกล้วยหอม 35 บาทเองค่ะ ฟินสุดๆไปเลย เเละบรรยกาศภายในร้าน อย่างรูปด้านล่างเลยค่ะ


ต่อไปก็ตะลุยกินข้าวกลางวัน เราทานสเต็กกันที่ร้าน steak set & Save สเต็กอร่อยมาก ราคาย่อมเยา ร้านตั้งอยู่ริมน้ำเลยค่ะ ที่ร้านไม่ได้มีแต่สเต็กนะคะ ยังมีอาหารจำพวกข้าวอีกมากมายเลยค่ะ สเต็กที่เราสั่งราคาจานละ 50 บาทเอง ส่วนน้ำโค้กขวดละ 15 บาทค่ะ สเต็กน่าทานมากเลยดูสิคะ


บรรยากาศชิวสุดๆ แถมอาหารยังอร่อยกับหลากหลายเมนูอีกด้วย



ที่นี่ร้านสเต็ก มีน้องๆ อิอิ น่ารักกกก



เดินมาเรื่อยๆตรงนี้จะเป็นโรงเรียนศึกษาพัฒนา ที่โรงเรียนมีกิจกรรมสอนทำพวกกุญแจ ทำโมบาย ทำต่างหู ที่ทำจากพลาสติกเรียกได้ว่าเป็นการรีไซเคิลที่ให้มูลค่ามากเลยค่ะ เราสามารถทำพวกกุญแจรูปอะไรก็ได้ ซึ่งจะมีคนสอนเราทำทุกขั้นตอน เราทำไม่ได้ ก็ให้เราทำใหม่ สนุกมากเลยค่ะ ส่วนค่ากิจกรรม ทางชุมชนให้เราจ่ายเท่าไรก็ได้ ตามสมัครใจ เป็นชุมชนที่มีน้ำใจไมตรีกับนักท่องเที่ยวมากเลยค่ะ ประทับใจมาก


ที่นี่นิยมทำเป็นรูปจระเข้ ไม่ว่าจะเป็นพวงกุญแจจระเข้ ตั่งหูลายจระเข้ ซึ่งเป็นชื่อของชุมชนนั่นเอง สามารถซื้อไปเป็นของฝากของที่ระลึกกันได้ค่ะ




เดินมาเรื่อยๆเราก็เจอกับสะพานไม้ และบรรยากาศสี่แยกหัวตะเข้ที่เย็นสบาย



พอข้ามมาก็เจอกับกำแพงที่ถูกวาดลวดลายโดยนักเรียนวิทยาลัยช่างศิลป์ ลาดกระบัง กำแพงนี้เป็นจุดยอดฮิตที่เมื่อมาถึงที่นี่ต้องมาถ่ายรูปกัน ชาวบ้านเรียกกันว่า กำแพงหัวตะเข้






ระหว่างที่เดินชม เราก็แวะซื้อของฝากอร่อยๆอย่าง ทองม้วนสดร้านเด็ดกล่องละ 25 บาท อิ่มฟินมาก ขนมดอกกระจอก และอื่นๆอีกมากมายค่ะ




ใครที่อยากเดินทางตามเรา

การเดินทางง่ายๆ

  • ถ้าเริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นั่ง BTS ไปลงสถานีพญาไท คนละ 16 บาท
  • ต่อแอร์พอร์ต เรล ลิ้งก์ ที่สถานีพญาไท ไปลงสถานีลาดกะบัง คนละ 40 บาท
  • ถึงสถานีลาดกระบัง ต่อแท็กซี่ไปซอยลาดกระบัง17 (ตลาดหัวตะเข้) ประมาณ 60 บาทต่อคัน ก็ถึงแล้วค่ะ

วัน-เวลาทำการ : ชุมชนเปิดให้เที่ยวชมได้ทุกวัน เวลา 10.00 – 19.00 น แต่คึกคักเป็นพิเศษในวันเสาร์-อาทิตย์

ช่องทางการติดต่อ

Facebook Fanpage : ชุมชนคนรักหัวตะเข้ https://www.facebook.com/LoveHuatakhe/?ref=br_tf&epa=SEARCH_BOX

สามารถโทรไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 083-771-4111 และ 083-043-1845


เราจะ สรุปค่าใช้จ่าย ให้ทุกคนได้ลองพิจารณากันดูค่ะ

1. ค่าเดินทาง รวมค่าเดินทางขาไป-ขากลับของพวกเรา อยู่ที่คนละ 142 บาท (เนื่องจากเราไปกัน 4 คน เลยหารค่าแท็กซี่เหลือ คนละ 15 บาทค่ะ)

2. ร้านคาเฟ่ ATPress เราซื้อน้ำช็อคโกแลต 35 บาท

3. ร้าน steak set & Save สเต็กจานละ 50 บาทเอง บวกกับน้ำโค้กขวดละ 15 บาท

4. ทองม้วนร้านเด็ดกล่องละ 25 บาท

5. กิจกรรมของโรงเรียนศึกษาพัฒนาทำกิจกรรมฟรี แล้วแต่เราจะให้เลย เราให้ไป 30 บาท กับพวงกุญแจหนึ่งอัน

ก็ถือว่าค่าใช้จ่ายกำลังพอดี ไม่มากเกินกำลังคนงบน้อยอย่างเราๆเลยค่ะ หวังว่าทุกคนจะมาเที่ยวตามรอยพวกเรากันนะคะ

เรามีวิดีโอรีวิวให้ทุกคนได้ดูด้วยค่ะ กดลิ้งค์เข้าไปดูกันเลย


ความคิดเห็น