รีวิวเพื่อขจัดความร้อนจาก ก.ท.ม. สู่ เวียงจันทน์(ວຽງຈັນ)-วังเวียง (ວັງວຽງ) รีวิวโดย Jarupong.T

"หลังจากหยุดยาวช่วงวันแรงงานและวันหยุดที่รัฐบาลมอบให้ ตัวผมเองได้มีโอกาสไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทริปนี้เริ่มได้เพราะเพื่อนของผม ชวนไปเที่ยวช่วงนี้พอดี ประกอบกับผมเพิ่งลาออกจากงาน ทำให้ช่วงนี้มีเวลาว่างมากมายและยังได้มีเวลากับตัวเองอีกด้วย ผมเลยใช้ช่วงเวลานี้ออกเดินทางอีกครั้ง" ทริปน

รีวิวเพื่อขจัดความร้อนจาก ก.ท.ม. สู่ เวียงจันทน์(ວຽງຈັນ)-วังเวียง (ວັງວຽງ)

รีวิวเพื่อขจัดความร้อนจาก ก.ท.ม. สู่ เวียงจันทน์(ວຽງຈັນ)-วังเวียง (ວັງວຽງ)

 วันพฤหัสที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559 เวลา 14.08 น.

 วันที่เดินทาง 10 มี.ค. 2559

"หลังจากหยุดยาวช่วงวันแรงงานและวันหยุดที่รัฐบาลมอบให้ ตัวผมเองได้มีโอกาสไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทริปนี้เริ่มได้เพราะเพื่อนของผม ชวนไปเที่ยวช่วงนี้พอดี ประกอบกับผมเพิ่งลาออกจากงาน ทำให้ช่วงนี้มีเวลาว่างมากมายและยังได้มีเวลากับตัวเองอีกด้วย ผมเลยใช้ช่วงเวลานี้ออกเดินทางอีกครั้ง"


ทริปนี้เราชวนกันออกไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านคือ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือประเทศลาวนี้เอง ทริปนี้ใช้เวลา เที่ยว 4 วัน 3 คืน ตอนแรกว่าจะเดินทางด้วยรถบัสสาย กทม-เวียงจันทน์ แล้วต่อรถไปวังเวียง แต่ตามคาด หยุดยาวแบบนี้ มีแต่คนไปเที่ยวเที่ยวรถเต็มเป็นที่เรียบร้อย อีกอย่างเพื่อนผม มีงานเข้าด่วน ทำให้ผมต้องไปเที่ยวคนเดียวในวันแรกก่อน แล้วเพื่อนจะตามมาเจอกันที่ บขส เวียงจันทน์อีกที แต่ไปถึงนู่นก็จะมีเพื่อนที่ทำงานอยู่ฝั่งลาวมาเที่ยวด้วยกันในเวียงจันทน์เท่านั้นไม่ได้ต่อไป วังเวียงด้วยกัน

ผมเลยเลือกการเดินทางครั้งนี้โดยใช้รถไฟ ตู้นอน ขบวนที่ 69 กทม-หนองคาย ค่ารถไฟ 681 บาท ถึงหนองคายประมาณ 7.45 (รถไฟตรงเวลามาก) ที่นอนค่อนข้างดี บรรยากาศภายในตู้นอน มีหลายเตียงมากครับผม แต่อาหารแพงไปนิดครับ

ที่นอนบนรถไฟขบวนที่ 69

บรรยากาศภายในตู้นอน

พอมาถึงสถานีหนองคาย ก็เช้าพอดีอากาศกำลังดี ไม่ร้อนเกินไป ทำให้เช้านี้สดชื่นเป็นพิเศษ หลังจากนั้นก็เดินมาหน้าสถานีรถไฟจะเจอรถสองแถวจอดรอรับไปส่งที่สะพานมิตรภาพเลยครับ แต่ต้องรีบขึ้นให้ทันนะครับไม่งั้นก็ต้องเสียงเงินนั่งรถตุ๊กๆ ย้อนไปขนส่งหนองคายแล้วนั่งมาสะพานอีกรอบ จะย้อนเกินไปนิดสำหรับชาวแบ็คแพ็คเกอร์ พอรถมาส่งที่สะพานมิตรภาพแล้ว ก็เดินเข้าไปทำเรื่องข้ามแดนเลยครับ

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว



การทำเรื่องข้ามแดน

เดินเข้ามาที่ด่าน จะมีเจ้าหน้าที่แจกใบเขียนเข้า-ออกประเทศไทย ให้ไปเอาใบมาเขียนขาออกก่อน แล้วไปต่อแถวยื่นผ่านแดนพร้อมพาสปอร์ตได้เลย (ส่วนใบขาเข้าค่อยเขียนตอนที่ว่างก็ได้) แค่นี้ก็พร้อมออกเที่ยวได้แล้ว


การข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว

เมื่อทำเรื่องผ่านแดนฝั่งไทยเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางข้ามสะพานเพื่อเข้าประเทศลาวต่อ พอออกมาจากด่านฝั่งไทย จะเจอที่ขายตั๋วรถบัสเพื่อข้ามฝั่งอยู่ด้านขวามือ ราคา 20 บาท สภาพรถเหมือนรถบัสทั่วไป ใครมาก่อนได้ขึ้นก่อนเลยนะครับ

target="_blank"

รถโดยสารข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว


การทำเรื่องเข้าประเทศลาว

พอรถบัสเข้ามาจอดที่ด่านฝั่งลาวแล้วให้เดินไปที่ตู้เพื่อทำเรื่องเข้าลาวก่อน โดยเดินมาที่ตู้นี้เลยครับ ให้ยื่นพร้อมกับพาสปอร์ตนะครับ ตรงนี้คนต่อแถวเยอะมาก แต่ถ้าใครไม่อยากต่อแถวยาวๆ ให้ไปตู้ถัดไป (ที่อยู่ในรูปไกลๆ) ได้เลยครับ คาดว่าจะใช้ได้เหมือนกัน

target="_blank"

ต่อคิวทำบัตรผ่านแดนฝั่งลาว

เสียค่าเข้า คนละประมาณ 40 บาท แล้วก็จะได้บัตรสีเทาๆ แล้วก็เดินถัดมาอีกนิดจะมีใบเข้าประเทศลาวให้กรอก (ถ้าใครหาไม่เจอไปขอใบได้ที่เจ้าหน้าที่เลยครับ) พอกรอกเสร็จก็ยื่นพร้อมพาสปอร์ต แล้วก็เดินผ่านมา จะเจอทางออกเพื่อเข้าประเทศลาว ตรงนี้เราต้องใช้บัตรเพื่อผ่านเข้าประเทศครับ เท่านี้ก็เรียบร้อย เราก็เข้าประเทศลาวได้อย่างสมบูรณ์แล้วนะครับ

เดินออกมานิดหน่อยจะมีที่ให้แลกเงินตรงนี้ผมเลยแลกไป 3,000 บาท= 750,000 กีบ (อัตราแลกเปลี่ยน 1 บาท=250 กีบ ณ วันที่ 1 พค 58) ก็นั่นแหละครับพร้อมลุยกันแล้ว!!!


หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการทำเรื่องผ่านแดนตั้งแต่ฝั่งไทย-ฝั่งลาว แดดช่วงนี้เหมือนอยู่ห่างจากประเทศไทย ไม่ถึง 10 กิโล ก็ต้องหาทางเข้าเวียงจันทน์ให้เร็วที่สุด ผมเลยเดินไปถนนฝั่งขาเข้าประเทศลาว ลืมบอกไปครับ การสัญจรของประเทศลาวใช้เลนส์คนละฝั่งกับเรานะครับ ประเทศลาวขับรถด้านขวา แน่นอนถนนขาเข้าก็ต้องเป็นด้านขวาด้วย ผมก็เดินมาด้านขวาเพื่อจะหารถเข้าเวียงจันทน์ ก็เจอกับป้ายรถเมล์ ตรงที่จอดคล้ายๆรถยูโร บ้านเราแหละครับ สาย 168 ที่จะพาผมเข้าเวียงจันทน์ (ปล.จริงๆสายไหนก็ได้ครับ เพราะมีจอดคันเดียว และออกมาเป็นรอบ รอบละ 20 นาที) ราคาค่าตั๋ว 5,000-6,000 กีบ ก็ประมาณ 20 บาทครับ วิธีคิดว่าเงินกีบเป็นเงินไทยเท่าไหร่ก็ตัดเลขศูนย์ หลังจุด ออกไป แล้วก็คูณด้วย 4 ครับ เช่น 50.000 กีบ=200 บาท ประมาณนี้ครับผม

ป้ายรถมล์หน้าด่านฝั่งลาว

target="_blank"

ภายในรถเมล์


การเดินทางจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว มาสู่เมืองหลวงเวียงจันทน์นั้น ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที ขึ้นอยู่กับจำนวนคนลงจากรถ ถ้าจอดเยอะก็นานหน่อยครับผม

พอถึงบขส.เวียงจันทน์ คนเยอะมากทั้งคนท้องถิ่นแล้วก็นักท่องเที่ยว นั่งรอที่ขนส่งกันเพื่อต่อรถไปที่เที่ยวต่างๆ ชาวบ้านก็นำของป่ามาขาย เสียงตระโกนเพื่อเรียกขึ้นรถดังมาด้านซ้าย เสียงขายหวยขูดดังมาทางด้านขวา ต้องยอมรับว่าการนั่งพักหลังจากเดินทางมายาวนาน มีสีสันขึ้นมาเลยทีเดียว

target="_blank"

หวยขูด ณ ท่ารถเวียงจันทน์

target="_blank"

บรรยากาศภายใน บขส.เวียงจันทน์

target="_blank"

วิถีชีวิตของผู้คนในประเทศลาว

ผมนั่งไม่นาน เพื่อนที่ทำงานที่ฝั่งลาวก็มาถึง ที่แรกที่ต้องไปเลย คือเอากระเป๋าไปเก็บก่อน ผมกับเพื่อนเลยเดินเท้าจาก บขส.เวียงจันทน์เพื่อลัดไปทางตลาดเช้า (ຕະຫຼາດເຊົ້າ) ภายในติดแอร์เหมือนเดิน ประตูน้ำแหละครับ ชิลๆ เย็นๆของฝากแพงหน่อย มีของขายหลากหลาย ตั้งแต่กระเป๋าไปจนถึงโทรศัพท์ แต่ที่เยอะเป็นพิเศษคือหนังสือ ที่มีขายหลายร้านมาก

target="_blank"

ภายในตลาดเช้า

target="_blank"

ด้านในตลาดเช้า

เราเดินทะลุจากตลาดเช้าเพื่อ ออกไปทางถนนล้านช้าง มุ่งหน้าสู่ย้านเกสต์เฮ้าส์ ที่เรียกว่า ย่านน้ำพุ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก บขส. และอยู่ติดแม่น้ำโขงด้วย ย่านนี้ต้องบอกว่าห้องพักมีหลากหลายอีกทั้งราคาถูกอีกด้วย ไม่ไกลจากแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนและการไปเดินเล่นแถวตลาดมืด (คล้ายกับ ถนนคนเดิน) ไปไม่ยากอีกด้วย ทำให้ที่พักแถวนี้มีนักท่องเที่ยวมาพักมากมาย ผมเลยเลือกเดินไปแถวๆวัดมิไซ

target="_blank"

แผนที่วัดมิไซ

ด้วยความร้อนและความอยากจะไปถึงที่พักไวๆผมเลยเลือก ที่พักแบบรวม ซึ่งโชคดีมากที่ห้องผม มีแค่ผมคนเดียวที่พัก จากทั้งหมด 4 เตียง ทำให้ผมได้นอนห้องเดี่ยวในราคา 120 บาท หรือราคา 30,000 กีบ คุ้มมาก

target="_blank"

เกสเฮ้าส์แบ็คแพ็คเกอร์


สภาพห้องถ้าใครคาดหวังว่าห้องพักคงสวย เครื่องอำนวยความสะดวกครบ ก็ต้องผิดหวังนิดนึง เพราะห้องพักที่นี่เหมาะสำหรับแพ็คแพ็คเกอร์เท่านั้น มีแค่เตียง หมอน ผ้าห่ม เท่านั้น ห้องอาบน้ำเป็นห้องน้ำรวม 2 ห้อง แยกส่วนสุขา เป็น 2 ห้องรวมเป็น 4 ห้องน้ำ

พอจัดแจงเก็บของอาบน้ำ ทำธุระส่วนตัวแล้วก็ได้เวลาเที่ยวแล้วครับ ที่แรกที่ไปคือ ไปหาอะไรทานก่อนครับ หิวมากเลย ตั้งแต่ลงรถไฟมา ประมาณ 7 โมงกว่าๆยังไม่ได้กินอะไรเลยครับ ตอนนี้ก็จะ เที่ยงแล้ว หิวมากเลย ก็นั่นแหละครับ เดินไปเจอร้านขายเฝอกับข้าวเปียกอยู่ บรรยากาศเป็นร้านค่อนข้างเก่า เคล้าวัฒนธรรมจีนนิดๆ เรียกได้ว่าอารมณ์คลาสสิคมาเต็มครับผม

target="_blank"

ร้านเฝอและข้าวเปียก

ผมเลยจัดมาเต็มๆ 1 ชามครับผม คนที่นี่กินเฝอต้องใส่ซอสพริกครับผม ถึงจะเข้าถึงรสชาติของคนท้องถิ่นครับ ผมสั่งเฝอเป็ดใหญ่ หนึ่งชาม ราคาประมาณ 80 บาท=20,000 กีบ ครับผม ราคาอาหารส่วนใหญ่จะประมาณ 10,000-25,000 กีบ ไม่มีที่ไหนราคาต่ำกว่านั้นเลยครับ เรียกได้ว่าค่อนข้างแพงนิดหนึ่งสำหรับชาวแบ็คแพ็คเกอร์

target="_blank"

เฝอเป็ดใส่ซอสพริก

target="_blank"

ข้าวเปียก


เมื่อกินอาหารคาวเสร็จแล้วก็มาต่อด้วยอาหารหวานครับ ร้านขนมปังนี้อยู่ใกล้ๆกับร้านเฝอเลยครับผม เป็นร้านสไตล์ Loft ปูนเปือย ตกแต่งได้สวยงามน่านั่ง แอร์เย็น เหมาะแก่การหลบแดดอย่างแรง จริงๆที่มานั่งร้านนี้เพราะต้องการหลบแดดแหละครับ เดินเที่ยวเวียงจันทน์ช่วงเที่ยงๆนี่ไม่ไหวครับ ร้อนมาก

target="_blank"

ร้าน PARISIEN CAFE

ผมเลยจัดมาคนละชิ้นกับเพื่อนผม เรียกได้ว่าน่าทานมากเลยครับ แต่ผมจำไม่ได้ว่าเรียกอะไร แต่รู้ว่าหมดค่าอาหารรวมเครื่องดื่มด้วยก็เกือบๆ 90,000 กีบแหละครับ ถือว่าแพงเอาเรื่องเลยครับผม แต่ก็ถือว่าได้ลองอะไรที่หลากหลายครับผม รสชาดอร่อยเลยครับอิ่มด้วย

target="_blank"

ขนมปัง


เมื่อท้องอิ่ม ก็ได้เวลาออกเดินทาง เที่ยวรอบเวียงจันทน์ กันแล้ว ที่แรกที่ไปเลยคือ วัดสีสะเกด (ວັດສີສະເກສ) ซึ่งเป็นวัดที่สร้างเป็นแห่งแรกในนครเวียงจันทน์ หรือวัดแสน เดิมเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชของประเทศลาว ศักดิ์ของวัดนี้เทียบเท่าวัดโพธิ์ ของไทย ที่เรียกชื่อวัดแสนเนื่องจากว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชและพุทธศาสนิกชนชาวลาวในอดีต ได้สร้างประพุทธรูปองค์เล็กองค์น้อย รวมกันประมาณ แสนองค์ จึงได้ชื่อเรียกว่าวัดเเสน ปัจจุบันมีพระพุทธรูปประมาณ 6,000-10,000 องค์ อย่างไรก็ตามวัดนี้ยังเป็นวัดที่มีพระพุทธรูปมาที่สุดในเวียงจันทน์ ภายในวัดสีสะเกดยังมีหอไตรเก่า ที่สวยงามอีกด้วย ค่าเข้าชมคนละ 20 บาท=5,000 กีบ เปิดให้เข้าชม ตั้งแต่ 8.00-12.00น. และ 13.00-16.00 น.

target="_blank"

วัดสีสะเกด

target="_blank"

หอไตรด้านข้างของวัดสีสะเกด

target="_blank"

พระพุทธรูปประดิษฐ์สถานในวัดสีสะเกด

target="_blank"

พระพุทธรูปประดิษฐ์สถานใรวัดสีสะเกด

target="_blank"

ป้ายเตือนนักท่องเที่ยวห้ามจับพระพุทธรูป

เมื่อออกจากบริเวณวัดสีสะเกดแล้วก็เดินไปทางหอไตรเก่า ซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นที่เก็บคัมภีร์และพระไตรปิฏกเก่าๆเอาไว้แต่เนื่องจากการสงครามระหว่างไทยกับลาว ทำให้คัมภีร์และพระไตรปิฏกต่างๆ ได้ถูกกองทัพสยามนำกลับไปที่ประเทศไทยพร้อมทั้งพระแก้วอีกด้วย

target="_blank"

หอไตรภายในวัดสีสะเกด


หลังจากเดินออกมาจากวัดสีสะเกดแล้ว ก็เดินไปทางประตูชัย เพราะว่าหอพระเเก้วที่อยู่บริเวณนั้นปิดบูรณะและยกช่อฟ้าใหม่ ระยะทางระหว่างวัดสีสะเกดถึงประตูชัยไม่ค่อยไกลเท่าไหร่ สามารถเดินไปถึงได้เลย

ประตูชัย หรือ ประตูไซ (ປະຕູໄຊ) สร้างขึ้นเพื่อ เป็นที่ระลึกถึงความเสียสละของประชาชนชาวลาว ในสงครามก่อนการประติวัติพรรคคอมมิวนิสต์

target="_blank"

ประตูชัย

target="_blank"

ทัศนียภาพด้านบนประตูชัย

ลักษณะสถาปัตยกรรมได้รับอิทธิพลมาจาก ประตูขัย (Arc de Triomphe) ของฝรั่งเศส แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นลาวเอาไว้ในรายละเอียดต่างๆของประตูชัยด้วยนั่นเอง ประตูชัยสร้างเสร็จเมื่อปี้ พ.ศ.2512 จริงๆแล้วประตูชัยมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า "รันเวย์แนวตั้ง" เพราะว่าปูนที่ใช้สร้างประตูชัย เป็นปูนที่ทหารอเมริกาต้องการมาสร้างสนามบิน แต่แพ้ไปเสียก่อน จริงนำปูนมาสร้างเป็นประตูชัยแทน

target="_blank"

เพดานด้านบนของประตูชัย


หลังจากเที่ยวประตูชัยเสร็จแล้ว ไปสถานที่ต่อไปคือ พระธาตุหลวง โดยต้องนั่งรถตุ๊กๆไป คนละ 35 บาท ซึ่งระยะทางค่อนข้างไกลรวมถึง ความร้อนของอากาศช่วงเดือนพฤษภาคมด้วย เลยตัดสินใจนั่งรถตุ๊กๆกันไป ส่วนใหญ่แล้วการเดินทางของนักท่องเที่ยวจะเดินทางโดยรถตุ๊กๆกัน เพราะไม่มีรถสองแถวไว้บริการ ราคาแล้วแต่จะต่อรองกับคนขับเอง

target="_blank"

รถตุ๊กๆแถวประตูชัย

นั่งมาประมาณ 10 นาทีก็ถึง พระธาตุหลวง ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวลาวเป็นอย่างมาก

พระธาตุหลวง หรือ พระเจดีย์โลกะจุฬามณี (ພຣະທາດຫລວງ,ທາດຫລວງ) เป็นปูชณียสถานที่สำคัญในเวียงจันทน์ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวลาวทุกคน ตามตำนานคาดว่ามีความเกี่ยวพันกับพระธาตุพนม ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างนับพันปี และความเกี่ยวพันทางด้านประวัติศาสตร์ของดินแดนทางฝั่งขวามของแม่น้ำโขงอย่างแยกไม่ออก อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญและนำมาเป็นตราแผ่นดินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอีกด้วย

target="_blank"

พระธาตุหลวง

target="_blank"

ด้านนอกของพระธาตุหลวง


หลังจากเดินเที่ยวภายในพระธาตุหลวงจนเย็นแล้ว เราก็ไปเที่ยวต่อที่ตลาดมืด

ตลาดมืดหรือเรียกว่า ถนนคนเดิน เวียงจันทน์ (Vientiane Walking Street) ริมฝั่งแม่น้ำโขงนั้น ตั้งอยู่บนถนนฟ้างุ้มเลียบฝั่งแม่น้ำโขง มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เปิดตั้งแต่ 17.00-22.00 ทุกวัน ตลาดมืดนั้นเรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์ค สำหรับ คนหนุ่มสาวชาวลาว เพราะว่า เป็นแหล่งรวมตัวทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เดิน วิ่ง เต้นแอโรบิก เป็นที่พบปะกันในกลุ่มเพื่อน เรียกได้ว่าคล้ายๆ สยามเซ็นเตอร์ในบ้านเราก็ว่าได้ รวมถึงคนเฒ่าคนแก่ มาพูดคุยกัน เดินเล่นกัน เรียกได้ว่า เป็นแหล่งรวมตัวกันเลยทีเดียว

target="_blank"

บรรยากาศถนนคนเดิน เวียงจันทน์ (ตลาดมืด)

target="_blank"

บรรยากาศถนนคนเดิน เวียงจันทน์ (ตลาดมืด)

target="_blank"

บรรยากาศถนนคนเดิน เวียงจันทน์ (ตลาดมืด)

หลังจากกลับจากตลาดมืดแล้วก็ไปรับบรยากาศ Night Life ของชาวเวียงจนัทน์ ซะหน่อย พวกเราเลือกที่จะไปนั่งชิลแถวลานน้ำพุ เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศ ยามค่ำคืนของเวียงจันทน์ เรียกได้ว่า มาเวียงจันทน์ครั้งนี้คุ้มจริงๆ ผับที่เวียงจันทน์ไม่ค่อยเต้นกันนะครับเรียกได้ว่า นั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศและเสียงเพลงอย่างเดียว อีกอย่างถ้าใครเป็นขาแด๊นซ์ ก็คงต้องผิดหวังกันเพราะว่า เพลงที่เปิดในผับจะเป็นเพลงค่อนข้างเพราะมากกว่าค่อนข้างแด๊นซ์นะครับ เพลงที่เรียกได้ว่าเป็นเพลงประจำผับ ถ้าผับไหนไม่เปิดถือว่ามาไม่ถึงครับ คือเพลงนี้ครับผม เพลง "หอมกุหลาบปากเซ ( ຫອມກຸຫຼາບປາກເຊ)"

อย่างว่าแหละครับ สถานที่ท่องเที่ยวในลาวมีมากจริงๆ ตั้งแต่ลาวเหนือถึงลาวใต้ แค่มาเที่ยวเวียงจันทน์ ก็มาเที่ยวได้แค่ ส่วนเดียวของทั้งประเทศแล้ว นอกจากนั้นยังมี หลวงพระบาง ปากเซ และที่อื่นๆอีกมากมายรอให้ชาวแบ็กแพ็คเกอร์อย่างเราๆ ได้ไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ มากมาย

หลังจากตื่นมาด้วยอาการเมาเบียร์ลาว (ເບຍລາວ) ที่ลานน้ำพุ แถวๆเกสเฮาส์ ย่านวัดมิไซ ก็ได้เวลาเก็บของเตรียมตัวไป วังเวียงกันต่อ แต่ว่าต้องไปเจอกับเพื่อนที่ บขส.ลาว ก่อน ตอน 8 โมง ก็เลยต้องรีบหน่อย ระหว่างทางเลยแวะซื้อ ข้าวจี่ปาเต
(ເຊ້າຂີ່ປາເຕ້) หมู ที่ร้านระหว่างทางเดินไป บขส.เวียงจันทน์

ร้านขายข้าวจี่ปาเต

ต้องบอกว่าข้าวจี่ปาเต (pâté) มาจากภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่า เนื้อและตับ บดละเอียด และนำมาใส่เป็นใส้ของขนมปัง (Baguette) ใช้มะเขือเทศ ผักชี หัวหอม มาใส่เป็นใส้และราดด้วยซอสปาเต พร้อมรับประทาน เรียกได้ว่าเป็นอาหารพื้นเมืองที่คนท้องถิ่นนิยมทานมากที่สุดก็ว่าได้ เพราะถ้ามาประเทศลาวแล้วได้ชิมแค่ เฝอ กับ ข้าวเปียก ก็ถือว่ายังมาไม่ถึงประเทศลาว

target="_blank"

วิธีการทำข้าวจี่ปาเต

target="_blank"

นำไส้มาใส่ในขนมปัง Baguette

target="_blank"

ปาเตหมูพร้อมทานแล้ว

สำหรับการเที่ยวเวียงจันทน์คงจบแค่นี้ แต่ทริปยังไม่จบนะครับ ยังเหลือวังเวียง ที่เที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในตอนนี้ มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ตามมาเลยครับ


วังเวียง (ວັງວຽງ)

พอได้ของกินมาแล้วพลังในการเที่ยวก็เพิ่มขึ้น ฝ่าแดดที่ร้อน ถึงร้อนมาก กลางเมืองเวียงจันทน์ ไม่นานก็มาถึงท่ารถ ประมาณ 7 โมงกว่าๆ แล้วก็นั่งรอเหมือนเดิม แต่คราวนี้ระทึกใจหน่อยตรงที่ ทั้งผมและเพื่อนไม่ได้ซื้อซิมโทรศัพท์ของประเทศลาว ที่ทำได้ดีที่สุดคือ บอกเพื่อนว่า "มารอตรงท่ารถตรงกลาง ที่มีที่นั่งเยอะๆ ถ้าไม่เจอก็อย่างเพิ่งไปไหน เพราะจะรออยู่ตรงนั้นแหละ" ข้อความสุดท้ายที่ส่งไปก่อนจะออกจากเกสต์เฮ้าส์ ถ้าไม่เจอกันนี่ก็คงจะต้องจบทริปเพียงเท่านี้

เวลาผ่านไปประมาณ ประมาณ 8 โมงครึ่ง ยังไร้วี่แววรถจากฝั่งหนองคาย ก็นั่งรอไปเรื่อยๆหละครับก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่หันหน้าเข้าหาทางเข้า บขส.ด้วยใจหวังว่ารถจะมาไวๆ จนประมาณ 9โมง ครึ่งหละครับ เพื่อนก็มาถึง เราก็ตามเสต็ปเลยครับ ไปซื้อตั๋วเพื่อจะไปวังเวียง แต่ว่าเจ้าหน้าที่ขายตั๋วบอกว่า ต้องไปขึ้นรถที่ขนส่งสายเหนือเท่านั้น

พวกเราก็เลยเดินหารถเมลเลยครับ แต่โชคดีหน่อยรถเมลทุกสาย รวมถึงคันที่จะไปสายเหนือจะมีป้ายเขียนหน้ารถปลายทางไว้อย่างชัดเจน ต้องใช้การเดาศัพท์ ถึงจะอ่านออกครับ แต่อย่างว่ารากศัพท์คล้ายๆกันก็เดาไม่ยาก การเดินทางโดยรถเมลเป็นทางเลือกที่ประหยัดสุดแล้ว เพราะแค่ 20 บาท ก็ไปถึงท่ารถสายเหนือ แต่อาจจะนานหน่อย ขึ้นอยู่กับว่าจะจอดรับ-ส่ง เยอะหรือเปล่า ประมาณ 10 โมงกว่าๆ เราก็มาถึงแล้ว ท่ารถสายเหนือ ปากประตูสู่วังเวียง

target="_blank"

ท่ารถสายเหนือ

ไม่รอช้าแล้วครับจังหวะนี้ รีบไปช่องขายตั๋วเลยครับ ปรากฏว่า การซื้อตั๋วต้องไปจ่ายเงินกับคนขับรถเท่านั้น รถที่นั่งไปวังเวียง ก็เป็นรถตู้ครับผม ติดป้ายไว้ค่อนข้างชัดเจน เดินออกประตูมาก็เจอเลยคัรบ ราคาก็ประมาณ 50 พันกีบ หรือ 50,000 กีบ นั่นเอง ก็เท่ากับ 200 บาท หละครับ ระยะเวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงครึ่ง ถึง 4 ชั่วโมงครับ

target="_blank"

รถตู้ไปวังเวียง

แนะนำว่าซื้ออาหารและน้ำไว้เลย เพราะระยะทางค่อนข้างไกล ไม่ค่อยมีปั๊มให้เเวะ และประเด็นสำคัญอากาศค่อนข้างร้อนแอร์รถตู้ก็เอาไม่ค่อยจะอยู่ อีกอย่าง นั่งหน้าๆ จะดีสุดครับ สามารถยืดขาได้ และแอร์เย็นมาก

target="_blank"

ภายในรถตู้

รถตู้ไปวังเวียงต้องรีบขึ้นนะครับ เพราะว่าถ้าเต็มก็ออกทันที ถ้ามาไม่ทันก็รอรอบหน้าเท่านั้นครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าคนจะเยอะหรือเปล่า

รตู้จากสายเหนือจะไปจอดที่ ขนส่งที่วังเวียงครับ แต่ว่าที่วังเวียงมีขนส่ง 2ที่ ถ้าใครมารถบัสตรงจาก อุดร-วังเวียงก็ไปอีกที่นึงครับ แต่เรานั่งรถตู้เลยมาลงขนส่งภายในประเทศ ก็ต้องนั่งรถกระป๊อ จากขนส่งเข้าไปในวังเวียง โชคดีหน่อยตรงที่มีน้องที่นั่งรถมาด้วยกัน จะเข้าวังเวียงพอดี เราก็เลยได้ค่าโดยสารคนละ 40 บาท ส่งถึงหน้าโรงแรมเลยทีเดียว แต่เส้นทางนี่มีหลุมมีบ่อเยอะเลยครับ ใครนั่งรถไปวังเวียงนี่ เหมือนไปงานคอนเสร์ิ ร็อกเกอร์เลยครับ โยกหัวกันมันส์มาก แต่ก็มีสลับกับเป็นทางลาดยางนะครับ

target="_blank"

ถนนระหว่างทางไปวังเวียง

ตามคาดครับอากาศที่วังเวียงร้อนมาก อุณหภูมิประมาณ 35 องศา เรียกได้ว่าเกือบไหม้เลยทีเดียว เป้าหมายแรกคือ หาที่พักก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน ก็เลยเดินไปเรื่อยๆแหละครับ เพราะไม่ได้จองห้องพักไว้ แต่อีกใจก็กลัวจะเต็ม เพราะนักท่องเที่ยวเยอะมาก โดยเฉพาะ คนไทยและคนเกาหลี เดินไปตรงไหนได้ยินแต่คนพูดภาษาไทยครับ สงสัยน่าจะมาตามรีวิวจากเว็บบอร์ดแน่นอน

สุดท้ายก็ได้ห้องพักครับ เป็นโรงแรมเล็กๆ อยู่ตรงกลางและเหมือนจะเป็นศูนย์กลางของย่านที่พักเลยครับ ชื่อว่า "เรือนเวียงวิไล" ตรงนี้เป็นแลนด์มาร์กเลยครับ เพราะว่าเป็นทั้งจุดลงรถ ซื้อแพ็คเก็จทัวร์ แม้กระทั่งซื้อตั๋วรถไปหลวงพระบาง และกลับเวียงจันทน์ หรือใครไม่รู้จะเริ่มไปทางไหน ใช้ที่นี่อ้างอิงเป็นจุดเริ่มต้นได้เลยครับ

target="_blank"

ถ่ายหลังจากกลับจากเดินชิลที่ ด้านหน้าเรือนเวียงวิไล

ที่พักนั้นมีให้เลือกหลากหลายครับ ตั้งแต่ห้องเดี่ยวสุดหรู ราคา 70,000 กีบ ไปจนถึงห้องรวมในราคา 30,000 กีบ เรียกได้ว่าราคานี้เอาใจชาวแบ็คแพ็คเกอร์เป็นอย่างมาก ผมเองก็เช่นกัน เลยจัดไป คนละเตียงกับเพื่อนเป็นห้องรวม ในราคา 30,000 กีบ=120 บาท ต่อคืน ส่วนสภาพห้องในราคา 120 บาทนั้น สะอาดมาก เตียงใหญ่ ผ้าห่มอุ่นดี ห่มได้ ห้องนึงพักประมาณ 6-8 คน ต่อห้อง ก็ถือได้ว่าคุ้ม สำหรับชาวแบ็กแพ็คเกอร์มากครับผม

ปล.สภาพห้องไม่สามารถถ่ายได้เนื่องจากเกรงใจเพื่อนร่วมห้องครับผม

เข้าห้องมา ก็ได้เพื่อนเลยครับ เป็นคุณครูสาวชาวแคนนาดา ชื่อ Haley อายุ 26 มาเที่ยวระหว่างรอไปทำงานที่ประเทศจีนครับ เราก็ทักทายกันตามปกติ สัพเพเหระ ทั่วไป นู่นนี่นั่น บลาๆ หลังจากนั้นก็จัดแจงทำธุระส่วนตัว รีแล็กซ์ แล้วก็ถึงเวลาอาบน้ำ ก็เตรียมของใช้อาบน้ำตามปกติแหละครับ พอไปถึงห้องน้ำก็ช็อคนิดๆครับ เพราะทั้งโรงแรมมีห้องน้ำแค่ 1 ห้องและห้องส้วมอีก 1 ห้อง ที่สำคัญประตูห้องน้ำปิดไม่ได้ครับ จะอาบน้ำทีต้องใช้เท้ายัน ขณะอาบน้ำ รู้สึกตื่นเต้นบอกไม่ถูกเลยครับ แต่อย่างว่าแหละครับประสบการณ์แปลกใหม่ ถ้าไม่มาเที่ยวก็ไม่เจอครับ

พออาบน้ำ ทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ได้เวลาเดินเที่ยวหละครับ พวกเราก็เดินเที่ยว ถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจากระแวกเกสเฮ้าส์และไปสุดที่แม่น้ำซองครับผม ด้านล่างจะเป็นรูปรัวๆนะครับ

target="_blank"

สะพานข้ามคลอง ในวังเวียง

target="_blank"

วิวริมแม่น้ำซอง

target="_blank"

กิจกรรมพายเรือคายัคในแม่น้ำซอง

target="_blank"

เด็กเล่นน้ำริมแม่น้ำซอง

target="_blank"

เด็กเล่นน้ำริมแม่น้ำซอง

target="_blank"

ฐานปล่อยบั้งไฟ ริมแม่น้ำซอง

target="_blank"

ฐานปล่อยบั้งไฟ ริมแม่น้ำซอง

หลังจากนั้นพวกเราก็มองหาที่นั่งชิลกันไปเรื่อยๆ บังเอิญเจอหนุ่มชาวเยอรมัน ชื่อ Mike อายุ 24 เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ที่มหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ ที่นั่งชิลอยู่คนเดียว พวกเราก็ไปขอนั่งด้วย แล้วก็ใช้เวลาในการคุยกันถามสารทุกข์สุขดิบกันตามสไตล์นักท่องเที่ยว และใช้เวลาพักผ่อนชิลๆแบบสโลว์ไลฟ์ เรียกได้ว่าชิลมากก จากนั้นไม่นานก็มีบักรินทน์และเพื่อนๆมาเล่นน้ำใกล้ๆ และก็ไม่พลาดที่จะเก็บเรื่องราวระหว่างรินทน์และเพื่อนๆ ที่มาเล่นน้ำริมแม่น้ำซอง

target="_blank"

นั่งชิลริมแม่น้ำซอง

target="_blank"

น้องรินทน์และเพื่อนๆ

target="_blank"

น้องรินทน์กำลังถ่ายรูป

target="_blank"

น้องรินทน์

target="_blank"

แก๊งค์ของน้องรินทน์

target="_blank"

แก๊งค์ของน้องรินทน์

target="_blank"

แก๊งค์ของน้องรินทน์

target="_blank"

แก๊งค์ของน้องรินทน์

target="_blank"

แก๊งค์ของน้องรินทน์

เมื่อเสียงบักรินทน์และเพื่อนๆจากไป พวกเราก็นั่งดูทัวร์พายเรือคายัค นั่งดูหนุ่มสาวจีบกัน ลมเย็นๆ พัดมา พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า พวกเราก็ไม่พลาดที่จะเก็บบรรยากาศและเรื่องราวต่างๆริมแม่น้ำซอง ณ วังเวียง แน่นอน

target="_blank"

วิวขณะพระอาทิตย์ตกริมแม่น้ำซอง

target="_blank"

บรรยากาศริมแม่น้ำซอง

หลังจากพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว เราก็ได้เพื่อนเพิ่มมาอีก หนึ่งคน แล้วก็พร้อมจะไปกินข้าวเย็นกันแล้วซึ่งเราได้นัดกับ Haley ไว้ที่หน้าโรงแรม แล้วก็เลอืกร้านอาหารที่คนเยอะที่สุด เพราะพวกเราเห็นว่าคนเยอะสุดน่าจะเวิร์คสุด หลังจากกินข้าวกันเสร็จก็ ไปหาร้านเบียร์เบาๆ แล้วปิดท้ายด้วยซากูระบาร์

SAKURA BAR เป็นบาร์ชื่อดังที่สุดในวังเวียง เพราะเป็นแหล่งรวมตัวของนักท่องเที่ยวทุกชาติ ที่มาเที่ยวในวังเวียงก็ว่าได้ แต่ว่าจะปิดประมาณ เที่ยงคืน และถ้ามาก่อน 3 ทุ่ม จะได้เบียร์ฟรี 1 กระป๋อง นะครับ

target="_blank"

SAKURA BAR

มาถึงวันแรกก็จัดเต็มซะแล้วสำหรับการเดินเที่ยวชิลๆในวังเวียง เรียกได้ว่า ได้ทั้งธรรมชาติ วิถีชีวิตและบรรยากาศยามราตรีของที่นี่ คุ้มจริงๆกับการเที่ยววันแรก


วันต่อมาเราก็ตกลงกันว่าจะซื้อทัวร์ วันเดย์ทริป เพื่อเที่ยวให้ครบที่สุดในวังเวียง เราก็เลยเลือกซื้อทัวร์หน้าโรงแรมแหละครับ เป็นจุดขายใหญ่ที่สุดแล้วในวังเวียง ทัวร์ที่เราซื้อจะเป็น วันเดย์ทริป เรียกสั้นๆว่า คายัค+บลูลากูน ในแพ็คเก็จ จะรวมการไปเที่ยวถ้ำช้าง (Tam Xang)-ถ้ำน้ำ-พายเรือคายัค และปิดทริปด้วย บลูลากูน (Blue Lagoon) รถจะมารอรับที่หน้าโรงแรมเวลา 8 โมงเช้า และมาส่งที่โรงแรมตอน 6 โมงเย็น

ในทริปนี้มี Mike มาซื้อทัวร์รอบนี้กับเราด้วยครับ ก็เลยไปกัน 3 คน ก็ได้เพื่อนเพิ่มมา 1 คน เที่ยวได้ไม่เหงาแล้วครับ แต่ก่อนจะไปกับขอแวะซื้ออาหารเช้าก่อนนะครับ

อาหารที่นี่จะคล้ายๆกับที่เวียงจันทน์ครับ เปิดขาย 24 ชม เลยครับผม แม่ค้าที่มาขายก็จะเป็นรถเข็นครับจอดปักหลักรอหน้าโรงแรม และที่เที่ยวกลางคืน ส่วนราคาอาหารก็ประมาณ 10,000-15,000 กีบ= 40-60 บาท แล้วแต่เมนูว่าจะใส่อะไรเพิ่มครับผม


target="_blank"

รถเข็นขายอาหารหน้าโฮสเทล

เมื่อกินมื้อเช้าเสร็จแล้วก็เตรียมตัวขึ้นรถออกเดินทางไปกับทัวร์ได้เลยครับผม รถจะมาจอดรอหน้าโรงแรมอยู่แล้ว เลยเดินชิลๆได้เลยครับ

ถ้ำช้าง (Tam Xang)

ตั้งอยู่ห่างจากทางเหนือของวังเวียง ประมาณ 14 กิโลเมตร ถายในมีพระพุทธรูป รอยพระบาท และหินงอกหินย้อยคล้ายรูปช้าง ชาวบ้านจึนงเรียกว่าถ้ำช้าง พอมาถึงต้องเดินเข้าไปครับ อากาศค่อนข้างร้อน จากจุดจอดรถจนถึงถ้ำช้าง ประมาณ 500 เมตร ครับผม ไม่ใกล้และก็ไม่ไกลมาก แต่ทางที่ดีควรพกหมวกติดตัวไปด้วยนะครับแล้วก็ทาครีมกันแดดไปด้วยก็จะดีเป็นอย่างยิ่งครับผม

target="_blank"

ทางเดินไปถ้ำช้าง

target="_blank"

ทางไปถ้ำช้าง

target="_blank"

นักท่องเที่ยวบริเวณถ้ำช้าง

target="_blank"

รอยพระพุทธบาท

target="_blank"

หินงอกหินย้อยรูปช้าง

หลังจากเดินชมถ้ำช้างกันเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินออกมาเพื่อที่จะไปลอดถ้ำน้ำต่อครับ การลอดถ้ำน้ำต้องนั่งห่วงยางในการลอดถ้ำครับผม

ถ้ำน้ำ

ห่างจากถ้ำช้างประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นทางน้ำไหลผ่าน ทำให้เพดานถ้ำโปร่ง และมีน้ำไหลผ่านตลอดปี มีเส้นทางลอดถ้ำมีสองเส้นทาง เมื่อเข้าไปในถ้ำประมาณ 4 กิโลเมตร จะพบทางแยก หากไปทางซ้าย ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร จุดสิ้นสุดที่ ถ้ำเมืองซาง แต่เส้นทางนี้ค่อนข้างอันตราย ไกด์ไม่นิยมให้ไป เส้นทางที่สองไปทางขวา จะพบพื้นดินเล็กๆไว้นั่งพัก และวนกลับออกมาทางออกเดิม

บริเวณถ้ำน้ำมีกิจกรรม Zip-line หรือ Zip-wire ให้เล่นด้วยแต่ต้องซื้อโปรแกรมทัวร์มาก่อนนะครับ ถึงจะเล่นได้ครับ

target="_blank"

Zip-line หรือ Zip-wire กิจกรรมโหนสลิง บริเวณถ้ำน้ำ

พวกเราก็มานั่งกินข้าว พักผ่อน และเตรียมตัวเพื่อที่จะนั่งห่วงยางลอดถ้ำครับผม ตรงนี้ถ้ากรุ๊ปไหนมาก่อนก็จะได้เข้าก่อนครับ ต้องต่อคิวกันเข้า แต่วันนี้นักท่องเที่ยวเยอะมาก ก็เลยต้องรอกันเกือบๆชั่วโมง ถึงจะได้ลอดถ้ำครับ

ระหว่างรอเราก็นั่งคุยกับคนในทริปนี้แหละครับ คุยกันสัพเพเหระ ก็ต้องเรียกว่า เมาท์มอยกันจัดเต็มเลยทีเดียว เพราะในทริป มีคนไทย ที่มาด้วยกัน ประมาณ 10 คนครับ ตามประสา ก็คุยกันสนุกสนานครับผม เลยได้เพื่อน ร่วมทริปเพิ่มไปอีก 5 คนครับ

พูดคุยเมาท์มอยกันมาประมาณชั่วโมงกว่า ก็ได้เวลาเข้าถ้ำแล้วครับ ที่นี่เค้ามีไฟฉายให้ลูกทัวร์ทุกคนครับ ต้องรอต่อคิวเปลี่ยนไฟฉายกับห่วงยางจากกรุ๊ปก่อนหน้าด้วย เรียกได้ว่า แท็กทีมเปลี่ยนไฟฉายกันเลยทีเดียวครับ

ก่อนเข้าถ้ำก็ต้องนั่งห่วงยางต่อคิวกันเข้าไป ในถ้ำก็มีเชือกให้ดึงกันเข้าไปในถ้ำ ข้างบนก็มีคนโหนสลิงข้างล่างก็มีคนต่อคิวเข้าถ้ำ มีสีสันในการท่องเที่ยวมากครับ

target="_blank"

กิจกรรมบริเวณถ้ำน้ำ

เมื่อกลับออกมาจากถ้ำน้ำแล้วก็ถึงกิจกรรมที่รอคอยแล้วครับนั่นคือ พายเรือคายัค ล่องตามแม่น้ำซอง เป็นกิจกรรมหลักของที่นี่ก็ว่าได้ครับ เพราะใช้ระยะเวลานานและ ได้พักผ่อนอย่างจริงจังเสียที

target="_blank"

เตรียมเรือคายัค

target="_blank"

เตรียมตัวพายเรือคายัค

target="_blank"

ไกด์พายเรือคายัคกับลูกทัวร์

target="_blank"

ที่พักระหว่างพายเรือ

target="_blank"

วิวริมฝั่งแม่น้ำซอง

พายกันไป ชมบรรยากาศกันไป เล่นน้ำกันไป สนุกจริงๆครับ กับการมาพายเรือคายัคพักผ่อนช่วงหน้าร้อนที่วังเวียงแห่งนี้ คุ้มจริงๆที่ได้มาครับผม ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตรได้มั้งครับ กว่าจะถึงจุดสิ้นสุด หมดแรงกันไปเลยทีเดียว แต่อย่างว่าหละครับ ยังไม่จบทริป ยังเหลืออีกหนึ่งสถานที่ ที่ต้องไปต่อครับ

บลูลากูน (Blue Lagoon) ห่างจากตัวเมืองวังเวียงประมาณ 6 กิโลเมตรครับ อย่าคิดว่าไม่ไกลมากแล้วจะเดินทางสบายนะครับ เพราะทางไปบลูลากูน ต้องฝ่าฟันกับพายุฝุ่น ตลอดทางจนกว่าจะถึงครับผม เท่านั้นยังไม่พอยังมีหลุมมรณะ ให้หัวสั่นหัวคลอนกันตลอดการเดินทาง แนะนำว่าถ้าเอารถมาให้จอดไว้แล้วเช่ามอเตอร์ไซค์ ในราคา 200 บาท+ค่าเติมน้ำมันประมาณ 40 บาท หรือไม่ก็มากับทัวร์เถอะครับ จะสบายกว่าขับเองเยอะครับผม

บลูลากูน ตั้งอยู่ที่ ถ้ำปูคำ เป็นสระมรกตสีเขียว อยู่หน้าภูเขาสูงตระหง่าน เป็นทางผ่านไปเข้าถ้ำปูคำ สระมรกตสีเขียว ค่อนข้างลึก ทำให้สามารถกระโดดน้ำจากต้นไม้ลงมาได้ ซึ่งต้องบอกว่า วันนี้นักท่องเที่ยวเยอะเป็นพิเศษ ทำให้เกิดการเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน บางคนโดดแบบกล้าๆกลัวๆ บางคนขึ้นไปแล้วไม่กล้าโดด บางคนมีท่ากระโดดเฉพาะตัวค่อนข้างสวย ทำให้บรรยากาศโดยรอบ ครื้นเครงตลอดการเล่นน้ำที่สระมรกต

target="_blank"

บรรยากาศรอบสระมรกต (Blue Lagoon)

target="_blank"

บรรยากาศรอบสระมรกต (Blue Lagoon)

target="_blank"

ท่ายากก็มา (Blue Lagoon)

target="_blank"

พุ่งหลาวจากชั้นบนสุดก็เฟี๊ยวนะครับ

ประมาณ 5 โมงกว่าๆได้ โชวเฟอร์ก็มาเรียกให้กลับกันครับ ก็ทำให้การเที่ยววันเดย์ทริปต้องจบทริปไปอย่างสนุกสนานและเหน็ดเหนื่อยกับการเล่นน้ำตลอดทั้งวันเลยครับ

รถก็มาส่งที่โรงแรม พวกเรา 8 คนก็แยกย้าย ทำธุระส่วนตัว แล้วก็นัดกินข้าวกันตอนเย็นแล้วก็ชวน Haley ที่วันนี้ ไปซื้อบัตรขึ้นบอลลูน ราคา ประมาณ 2,400 บาท เพื่อดูวิวที่วังเวียงแล้วก็เช่ารถมอเตอร์ไซค์ ตระเวนเที่ยวในวังเวียงหละครับ เราทั้ง 9 ก็มาเจอกันที่หน้าโรงแรม แล้วก็ชวนกันไปกินอาหารเย็น แล้วก็ไปต่อกันที่แพริมแม่น้ำซองครับผม เป็นอันจบทริป 1 วัน ณ วังเวียง

ต้องบอกว่าการมาเที่ยวที่วังเวียงคราวนี้ คุ้มมากครับ เพราะได้การพักผ่อน ความสนุกสนาน มิตรภาพใหม่ๆ จากเพื่อนร่วมทาง ต้องบอกว่าการมาเที่ยวแบ็กเเพ็ค คราวนี้คุ้มจริงๆครับ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆมากมาย ขอบคุณครับ "วังเวียง (ວັງວຽງ)"

Jarupong.T


ความคิดเห็น