นั่งรถไฟ...ไปปีนดอยขุนตาล รีวิวโดย ตะลุยเดี่ยวแบกเป้เที่ยว

ทริปนี้เกิดขึ้นเพราะมาเชียงใหม่พอดี และอยากไปอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลมานานแล้ว แต่ไปครั้งนี้แบบไม่ค่อยได้เตรียมตัวและเตรียมอุปกรณ์อะไรเลย มีแค่ใจที่อยากไป เช็คตารางเวลารถไฟแล้ว มีรถท้องถิ่น เชียงใหม่ - นครสวรรค์ ขบวน 408 ออกจากเชียงใหม่ 9:30 ค่าโดยสาร 15 บาท ขึ้นรถมาก็เลือกที่นั่งว่างได้ตามใ

นั่งรถไฟ...ไปปีนดอยขุนตาล

นั่งรถไฟ...ไปปีนดอยขุนตาล

 วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 10.14 น.

 วันที่เดินทาง 2 มิ.ย. 2562

ทริปนี้เกิดขึ้นเพราะมาเชียงใหม่พอดี และอยากไปอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลมานานแล้ว แต่ไปครั้งนี้แบบไม่ค่อยได้เตรียมตัวและเตรียมอุปกรณ์อะไรเลย มีแค่ใจที่อยากไป เช็คตารางเวลารถไฟแล้ว มีรถท้องถิ่น เชียงใหม่ - นครสวรรค์ ขบวน 408 ออกจากเชียงใหม่ 9:30 ค่าโดยสาร 15 บาท




ขึ้นรถมาก็เลือกที่นั่งว่างได้ตามใจชอบ คนไม่เยอะ นั่งชิลล์ไปตลอดทาง



รถออกตรงเวลา ระหว่างทางก็จะเต็มไปด้วยสีสัน สนุกสนานตลอด 1.5 ชั่วโมง





ถึงสถานีรถไฟขุนตานก็มาเก็บภาพที่อุโมงค์ขุนตานก่อน

อุโมงค์ขุนตาน เป็นอุโมงค์ทางรถไฟลอดผ่านที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาวถึง 1,352.10 เมตร ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ระหว่างอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง กับอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน เริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2450 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2461 โดยการรถไฟหลวงแห่งกรุงสยาม ที่มีพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยาการ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินเป็นผู้บัญชาการ และมีนายช่างชาวเยอรมันชื่อ เอมิล ไอเซนโฮเฟอร์ เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างทั้งหมด ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 11 ปี ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 1,362,050 บาท

อุโมงค์ขุนตาน มีขนาดกว้าง 5.20 เมตร สูง 5.50 เมตร และยาว 1,352.10 เมตร เป็นอุโมงค์ชนิดคอนกรีตเสริมเหล็กตลอดแนว อุโมงค์ด้านเหนือสูงกว่าด้านใต้ประมาณ 14 เมตร



คนรอถ่ายรถไฟลอดอุโมงค์กันเยอะมาก สำรวจรอบๆ บริเวณสถานีรถไฟขุนตาน






พอรถไฟลอดอุโมงค์แล้ว เราก็เริ่มต้นเดินขึ้นอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล จุดสังเกตก็มีป้ายชัดเจน เดินขึ้นเขาตามทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร ทางก็ชันน้อยบ้างเยอะบ้าง




เดินมาเจอถนน (ระมัดระวังกันด้วยมีรถสัญจรพอสมควร) ก็เดินโค้งขึ้นเขาตามถนนไปจนเจอหลักกิโลเมตรก็โค้งซ้ายขึ้นเขาไปอีกอึดใจเดียวก็ถึงจุดชำระค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ คนไทย 20 บาท




อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูนและอำเภอห้างฉัตร อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง สภาพพื้นที่เป็นป่าอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำ ป่าดอยขุนตาลเป็นป่า 1 ใน 14 แห่ง ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติในการประชุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2502 ให้จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งกรมป่าไม้ได้ประกาศให้ป่าในท้องที่บางส่วนของตำบลท่าปลาดุก อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน เป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยขุนตาล ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 116 (พ.ศ. 2506) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 80 ตอนที่ 82 วันที่ 13 สิงหาคม 2506 เนื้อที่ 39,206.25 ไร่ และในท้องที่บางส่วนของตำบลเวียงตาล ตำบลวอแก้ว อำเภอห้างฉัตร และตำบลบ้านเอื้อม อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยขุนตาลตาม กฎกระทรวงฉบับที่ 359 (พ.ศ. 2511) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 85 ตอนที่ 109 วันที่ 22 พฤศจิกายน 2511 เนื้อที่ 120,625 ไร่

เดินต่อมาที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวติดต่อกางเต็นท์ หรือเลือกนอนบ้านพักได้ที่นี่ ใครมี Passport อุทยานแห่งชาติก็ประทับตราได้ที่นี่ เจ้าหน้าที่จะคอยอธิบายจุดต่างๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวภายในอุทยานฯ และหยิบแผ่นพับแนะนำอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลให้ด้วย อธิบายดีจนเราที่ไม่เตรียมอะไรมาก็เริ่มต้นคิดว่าจะไปไหนบ้างในเวลาที่พักที่นี่ จุดนี้ก็จะติดกับลานชมดาวที่เป็นจุดกางเต็นท์ที่เช่าเต็นท์ของอุทยานฯ ตรงข้ามมีร้านสวัสดิการมีอาหารตามสั่งบริการถึง 16:30 เป็นอุทยานแห่งชาติที่ท่องเที่ยวได้ถึง 2 จัง








ฝากกระเป๋าที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแล้วออกเดินเที่ยวกันก่อน ถ้าอยากไป ย.4 จะห่างจากจุดกางเต็นท์ที่ลานชมดาว 8 กิโลเมตร จุดแรกมาเจอหลักเขตจังหวัดลำพูน-ลำปาง



เดินต่อมาเจอผากลีบบัว และถ่ายโค้งถนนจากบนผากลีบบัว




เดินตามถนนสลับกับทางลัดชันๆ กันต่อไป



บ้านพักของอุทยานฯ 2 หลังนี้พักได้ 2 คน คืนละ 500 บาท



เดินขึ้นเขาตามถนนมาอีกนิดจะเจอจุดที่จะเดินไปยังเส้นทางธรรมชาติทั้ง 4ย.




จุดยุทธศาสตร์ที่ 1 หรือ ย.1 เป็นที่ตั้งบ้านพักรับรองของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ใช้เป็นที่ประทับแรมระหว่างการก่อสร้างอุโมงค์ ก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2460 สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 900 เมตร ระยะทางห่างจากที่ทำการอุทยาน 1,500 เมตร ปัจจุบันเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยว





จุดยุทธศาสตร์ที่ 2 หรือ ย.2 ระยะทางห่างจาก ย.1 ประมาณ 800 เมตร บริเวณนี้มีสนเขาอยู่หนาแน่น มีความร่มเย็นสวยงามตามธรรมชาติ ในอดีตเคยเป็นแค็มป์ของบริษัททำไม้ หลังจากนั้น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ซื้อพื้นที่นี้เพื่อสร้างบ้านพักและปลูกสวนดอกไม้ สวนผลไม้ เป็นสถานที่พักผ่อนส่วนตัว มีสวนลิ้นจี่ สถานที่นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จไปพักผ่อนอิริยาบถที่เรือนรับรองนี้ 2 ครั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2512 และ พ.ศ. 2516





ปีนขึ้นมาดูลานสนที่เป็นจุดกางเต็นท์สำหรับผู้มีเต็นท์มาเอง จุดนี้ไม่มีร้านสวัสดิการ มีห้องน้ำ และจุดซักล้าง เงียบสงบน่าพักมาก แต่เราไม่มีเต็นท์




เดินย้อนมาเพื่อไป ย.3 ระหว่างเดินก็เป็นทางราบเยอะที่สุดในการเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ



จุดยุทธศาสตร์ที่ 3 หรือ ย.3 ห่างจาก ย.2 ประมาณ 3,500 เมตร สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,225 เมตร มีสภาพเป็นป่าดิบเขา และมีนกป่า เช่น นกสาลิกาเขียว นกพญาไฟใหญ่ นกปีกลายสกอต นกไต่ไม้หน้าผากกำมะหยี่ บริเวณนี้เป็นสถานที่ที่คณะมิชชันนารีอเมริกันคริสตจักร ได้สร้างบ้านพักและเดินทางมาพักผ่อนในเดือนเมษายนเป็นประจำทุกปี ปัจจุบันบ้านพักอยู่ในการดูแลของมหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ และเปิดบริการให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วไป ตอนที่เราไปเจ้าหน้าที่เล่าว่าช่วงแล้งมีไฟป่าไหม้อาคารและบริเวณ ย.3 เกือบหมด ด้านบนหาน้ำมาดับไฟยาก



มาถึง ย.3 ก็ล่วงเลยมาที่ 15:45 แล้ว เราตัดใจไม่ไปต่อ รีบลงไปก่อนครัวปิด 16:30 เรื่องกินเรื่องใหญ่เสมอ พรุ่งนี้ค่อยมาแก้ตัวกันใหม่ ขาลงใช้เวลาเร็วกว่าที่คิดเยอะมาก ลงมาทันครัวปิด

อาหารการกินที่เรากิน ชอบข้าวที่นี่มากสีออกม่วงฟ้า พริกป่นที่นี่เผ็ดมาก คำแรกนี่สะดุ้งมาก เราซื้อตุนสำหรับมื้อดึกด้วย




ระหว่างรอเจ้าหน้าที่กางเต็นท์ก็สำรวจห้องน้ำรวมกันสักนิด มีรองเท้าให้เปลี่ยนก่อนเข้า สะอาดดี น้ำแรงและเย็น



ก่อนอาทิตย์ิตยตกนั่งคุยกับน้องที่มาจากชลบุรี ได้ภาพก่อนอาทิตย์ตกมานิดหน่อย



มุดเข้าเต็นท์หนียุง



บอกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ว่าจะถ่ายทางช้างเผือก 3 ทุ่มเจ้าหน้าที่เดินมาปิดไฟจุดที่สว่างรบกวนการถ่ายดาว (อันนี้ต้องขอบคุณมากๆครับ) แต่วันนี่ฟ้าไม่เปิด เมฆเยอะมากๆ ตัดใจนอนตั้งแต่ 5 ทุ่ม ตั้งใจตื่น 5:00 จะขึ้น ย.4

เช้ารุ่งขึ้นเราตื่น 6 โมง มือถือปลุกตั้งแต่ 5:00 ไม่ตื่น ขออภัยเต็นท์ใกล้ๆ ที่ทั้งลานชมดาวมีแค่ 3 เต็นท์ สายแล้วแต่ยังไม่มีคน ไม่มีรถก็ออกมานอนขวาง 2 จังหวัดตามที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่มาถึง

***คำเตือน*** โปรดระมัดระวัง ถนนมีรถผ่านจริงๆ



เริ่มเดินจากลานชมดาวตอน 6:10 ไม่คาดหวังอะไรมากแค่ให้ถึง ย.4 เป็นพอ วันแรกที่มาถึงเจ้าหน้าที่บอกระยะทางจากลานชมดาวถึง ย.4 8 กิโลเมตร โอเคเมื่อวานเดินถึง ย.3 เดินเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบอะไร สวนกลับกลุ่มที่นอนที่ลานสนที่ขึ้นไปดูอาทิตย์ขึ้นตรงกลางทาง ย.3 เดินมาเจอป้ายเนินวัดใจตอน 7:50 แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ทางชันช่วงสุดท้ายนี้วัดใจจริงๆ



รูปแรกที่ถึง ย.4 หรือม่อนส่องกล้อง ถ่ายตอน 7:56



จุดยุทธศาสตร์ที่ 4 หรือ ย.4 อยู่ห่างจาก ย.3 มาประมาณ 1,000 เมตร สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,373 เมตร เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของทิวเขาขุนตาน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสถานที่ส่องกล้องทางไกล ซึ่งเรียกว่า ม่อนส่องกล้อง สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้อย่างชัดเจน ห่างจากลานชมดาว (จุดกางเต็นท์) 8 กิโลเมตร คุ้มค่าการเดินมาก







นี่เรามาจ่ายตลาดหรือมาเดินขึ้นเขา 8 กิโลเมตรนะ วันนี้เรามาด้วยถุงผ้า



เราอยู่ด้านบน 1 ชั่วโมง ลมเย็นสบายมากๆ หลงรักที่นี่มาก ระหว่างทางลงก็ได้เก็บภาพไปเรื่อยๆ ไม่ได้รีบร้อนมากนัก





ลงมาถึงก็อาบน้ำ กินข้าว ชาร์จมือถือ เราคืนเต็นท์ตอน 11:30 ก่อนเดินลงไปยังสถานีรถไฟขุนตาน เก็บภาพรอบๆ สถานีรถไฟขุนตานกันก่อน ไปแปลกใจที่ใครๆ ก็ชอบมาถ่ายรูปที่นี่





ขากลับเชียงใหม่ได้รถท้องถิ่นนครสวรรค์-เชียงใหม่ ขบวน 407 เที่ยวเวลา 13:29 ค่าโดยสาร 15 บาท ขากลับตั้งใจจะถ่ายสะพานขาวทาชมภูอีกรอบ และรอบนี้ฟินมากถึงมากที่สุด เป็น 12 วินาทีที่ดีมาก





ความคิดเห็น