ล่องแก่งลำน้ำเข็ก กินเที่ยว 4 จังหวัด 4 วัน 3 คืน กับงบ 4,000 บาท รีวิวโดย เที่ยวหัวหกก้นขวิด

กินเที่ยว 4 จังหวัด 4 วัน 3 คืน กับงบไม่เกิน 4,000 บาท (รวมน้ำมันไปกลับบ้านลำพูนถึงที่เที่ยวต่างๆ) วันที่ 1 -วัดพระศรีมหาธาตุ(วัดใหญ่) -วัดราชบูรณะ -ไนซ์บาซ่าร์พิดโลก -งานเกษตรพิดโลก วันที 2 -เดินภูหินร่องกล้า ไปลานหินปุ่ม ลานหินแตก ผาชูธง ณ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า พิษณุโลก -ขับ

ล่องแก่งลำน้ำเข็ก กินเที่ยว 4 จังหวัด 4 วัน 3 คืน กับงบ 4,000 บาท

ล่องแก่งลำน้ำเข็ก กินเที่ยว 4 จังหวัด 4 วัน 3 คืน กับงบ 4,000 บาท

 วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 13.13 น.

 วันที่เดินทาง 10 ก.ค. 2562

กินเที่ยว 4 จังหวัด 4 วัน 3 คืน กับงบไม่เกิน 4,000 บาท (รวมน้ำมันไปกลับบ้านลำพูนถึงที่เที่ยวต่างๆ)



วันที่ 1



-วัดพระศรีมหาธาตุ(วัดใหญ่)

-วัดราชบูรณะ

-ไนซ์บาซ่าร์พิดโลก

-งานเกษตรพิดโลก



วันที 2



-เดินภูหินร่องกล้า ไปลานหินปุ่ม ลานหินแตก ผาชูธง ณ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า พิษณุโลก

-ขับรถเล่นภูทับเบิก เพชรบูรณ์

-เยือนวัดผาซ่อนแก้ว เพชรบูรณ์



วันที่ 3



-นอนเขาค้อ เพชรบูรณ์

-เก็บที่เที่ยวเขาค้อทุกจุด

-ล่องแก่งลำน้ำเข็ก พิษณุโลก



วันที่ 4

-อุทยานแห่งชาติประวัติศาสตร์สุโขทัย

-วัดศรีชุม

-พิพิธภัณฑ์แห่งชาติรามคำแหง



ทริปนี้เพื่อนๆสามารถปรับเปลี่ยนเองได้ ใครใคร่เดินป่า เดิน! ใครไม่ชอบเดินมาก อยากเที่ยวน้อยๆหรือไปมาแล้วก็ จัดทริปสั้นๆ เก็บแถวพิษณุโลก

แนะนำไปศาลเจ้าพ่อเสือและไหว้ขอพรเจ้าแม่กวนอิมหยกขาว ที่ว่ากันว่าใหญ่ที่สุดในโลกที่เขาสมอแคลง หรือที่คนท้องถื่นเรียกดอยสุเทพ 2 ขึ้นไปจนสุดเขาจะมีเจดีย์ด้วน ให้ไปชมกันด้วยค่ะ



เริ่มกันเลยดีมั้ยกับทริปของเรา

ล่องแก่งลำน้ำเข็กเป็นเป้าหมายหนึ่งเดียวของเราที่ชัดเจนและต้องไปทำให้สำเร็จ



ที่มามันอยู่ที่ว่า ช่วงก่อนเราอยู่บ้านกับยายทุกวัน แล้วยายเราก็จะฟังวิทยุทุกวันใช่ปะ มันก็จะมีโฆษณาล่องแก่งสุดมันส์ที่ลำน้ำเข็ก ฟังทุกวันๆ เป็นไงหล่ะ อยากไปมาก เค้าบอกว่าพลาดปีนี้ต้องรอถึงปีหน้าเลยทีเดียว เห็นปะ ตกเป็นเหยื่อของโฆษณาไปเลย

ก็ไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต เห้ย นี่มันล่องแก่งสายน้ำระดับต้นๆของเมืองไทยเลยนะเนี่ย น่าไปสุดๆ ไม่พลาด เราต้องไม่พลาด ทำธุระกงการไรเสร็จแพ็คเป้เลยค่ะ เช็ครถเช็คลมยาง



ตอนดึกคืนนั้น เห้ย เอารถไปเองจะไหวมั้ยอะ จะไปเส้นเขาค้อด้วย ได้ยินมาว่าขับยาก ทางคดเคี้ยว

(บ้านอยู่ลำพูนค่ะ เคยขับไปไกลแค่สุโขทัย แหะๆ ปกติไม่ค่อยขับรถไป จะนั่งรถโดยสาร ขึ้นเครื่อง หรือ พ่อจะเป็นคนขับรถพาเที่ยวมากกว่า) ด้วยอารมณ์ติสอยากล่องแก่งมาก ก่อนถึงวันเดินทางวันเดียว ก็เดินไปบอกพ่อว่า "อาปา เดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปพิดโลกนะ ฝากเช็คลมยางให้ด้วย" มันเป็นประโยคบอกเล่าแกมขออนุญาตที่ได้ผลจริงๆ พ่อ งง อ่อ เหรอ



ตอนกลางคืนมาคิดไปคิดมา เห้ย บ้าไปแล้วว่ะ จะขับรถไปคนเดียว เกิดโดนรถชนตายมาทำไง ไม่ได้เที่ยวรอบโลกซะงั้น เปลี่ยนแผนตอน 2 ทุ่ม

เห้ย มีรถไฟฟรีไปลงพิดโลกด้วย (ดูในเว็บ www.railway.co.th) รีบโทรไปถาม จนท เค้าบอกว่า 6:10 รถไฟออกจ้า ไม่ต้องซื้อตั๋วมาขึ้นได้เลย ตี 5:30 นะ เราดีใจมาก จะได้นั่ง รฟท ครั้งแรกคนเดียวในชีวิต และแล้ว คืนนั้นก็นอนไม่หลับ เม่าเศร้าเม่าเศร้า



ตื่นแต่ตี 5 เตรียมกระเป๋าเมื่อคืนเสร็จประมาณเกือบตี 1 นอนไม่หลับอีก

เป้พี่น้องสองใบนี่แหล่ะที่จะไปเที่ยวกับเรา

นั่งรอรถไฟถึง 7 โมง =_= นายสถานีบอกว่า รถไฟเลท พอผ่านมาลำพูนต้องเอาไปทำความสะอาดโบกี้ที่เชียงใหม่ กว่าจะลงมาก็ 8 โมงเช้า เราเลยบอกให้แม่เอาเสื้อกันหนาวมาให้เพราะลืม กลัวว่าบนดอยจะหนาว ... คิดไปนั่น จริงๆไม่หนาวเลยแฮะ ไม่เหมือนดอยทางเหนือ แม่ก็มารับไปใส่บาตรกินข้าวก่อนจะมารอรถไฟอีกที



รถไฟมาประมาณ 8 โมงกว่า สรุป เราคงถึงพิดโลกจาก บ่าย 2 กลายเป็น 4 โมงเลยค่ะ

รถไฟฟรี ชั้น 3 แอร์ธรรมชาติ โบกี้หลังสุดเลยค่ะ เย็นสบายดี ไม่ร้อนเลย ดูเซฟและสะอาดกว่ารถไฟอินเดียวเยอะเลยค่ะ

ระหว่างทางบนรถไฟก็นั่งคิดว่าจะไปเที่ยวแต่ละที่ยังไงดี จะไปที่ไหนบ้าง คืนแรกเราพอมีที่พักในใจแล้ว อีกวันจะไปนอนไหนดี

ก็เปิดเน็ตแล้วโทรถามที่พักใกล้ๆ อุทยานภูหินร่องกล้าก่อน เค้าบอกว่า เหมารถจากที่พักไปภูหิน 1,000-1,500บาท นี่แค่ที่เดียวนะ

คือทริปนี้เป็นทริปแรกมั้งที่เราแทบไม่ได้วางแผนมาก่อนล่วงหน้า ทุกทีไปต่างประเทศจะเขียน Trip plan อย่างน้อยๆ 1-2 เดือน แบบรัดกุม คราวนี้ติสแตกอยากมาคนเดียวแบบไม่ได้วางแผน ตายเอาดาบหน้าเลยว่างั้น อยู่บนรถไฟ ก็คิดไม่ออกว่าจะเอาไงดี เอาเงินติดตัวมาน้อยนิด คิดไม่ออก หลับดีกว่า เข้าที่พักแล้วยังมีเวลาคิดอีก 1 คืน เอาน่า



ถึงสถานีพิดโลก 4 โมง คลาดเคลื่อนนิดหน่อย

มาถึงก็ตั้งใจจะเดินไปที่พัก ไปเจอที่นี่ในอินเตอร์เน็ต ราคาถูกและใกล้สถานีรถไฟ เค้าบอกเดินไปได้

ชื่อโรงแรมช้างเผือก อยู่หลังสถานีรถไฟพิษณุโลก ใกล้ๆกับโรงแรมโกลเด้นแกรนด์เลย

ถามเค้าห้องเท่าไหร่ พัดลม 200 แอร์ 300 .... คือ อะไรจะถูกขนาดนั้น แต่เราก็เลือกนอนห้องพัดลมนะ ไม่ค่อยชอบแอร์และอากาศหนาวค่ะ ทางเหนือเช้าๆ หนาวทั้งปี เบื่อมาก



พลางๆก็คิดในใจว่า ห้องจะเป็นไงว้า แต่เอาไงเอากัน มาทริปยาจกอยู่แล้วนี่ โฮสเทลจิ้งหรีดที่กัวลาลัมเปอร์เตียง 2 ชั้นแบบยุบแล้วยุบอีกก็เคยนอนมาแล้ว

เตียงเหล็กแบบไม่มีเบาะ ที่อินเดีย ก็เคยนอนมาแล้ว(หอในของมหาลัยที่Karunya U ที่อินเดีย)

เปิดมาก็เจอห้องสภาพแบบนี้

ปลอบใจตัวเอง เออที่นอนดีนี่หว่า นุ่มด้วย มีน้ำอุ่นด้วยแฮะ ฮ่าๆๆ นอนคืนเดียวเอง ไม่มีผีม้าง เกิดมายังไม่เคยเจอ ฮ่าๆๆๆๆ ถ้าโผล่มาจากผ้าม่านตอนกลางคืนนี่ขำไม่ออกนะ



เก็บข้าวเก็บของเสร็จ ก็เตรียมออกไปเดินเล่นแถวๆน้ำน่านหน้าวัดพระศรีมหาธาตุ นี่เตรียมชุดมาวิ่งด้วยนะ แต่เรายังไม่รู้พิกัดว่าเค้าวิ่งตรงไหนกัน



เนื่องจากวัดใหญ่ เรามาบ่อยมากค่ะ ตั้งแต่เด็ก และต้นเดือนนี้ก็พึ่งจะมา เลยแต่เดินผ่านหลังวัดทะลุไปหน้าวัดเฉยๆ แล้วเข้าไปเดินเที่ยวในวัดราชบูรณะแทน ที่อยู่ตรงข้ามวัดข้ามถนนไปก็เจอเลยค่ะ แต่อยู่ฝั่งแม่น้ำเดียวกัน

เดินไปข้างหน้าวัดราชบูรณะ จะเจอกับผู้คนมาออกกำลังกายเลียบริมน้ำกันเยอะแยะเลย เห้ย เห็นแล้วมันอยากเอากล้องไปเก็บแล้วมาวิ่งจังเลย

ก็ตัดสินใจเดินกลับ จะเอากล้องไปเก็บเนี่ยแหล่ะ จากตรงนี้ไปที่พักน่าจะสัก 2 โล ได้

แต่ก็หิวด้วยเนี่ยสิ เลยแวะกินข้าวมันไก่ข้างศาลปู่ดำค่ะ อร่อยมาก หนังไก่เกรียมๆ อร่อยดี อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรมโกลเด้นแกรนด์เลย



ตอนนั่งทานข้าวมันไก่อยู่ ก็มีป้าก่ะลุงมานั่งทานโต๊ะเดียวกันด้วยเพราะโต๊ะเต็ม ก็คุยกันไปคุยกันมา เราบอกว่าเดี๋ยวจะไปเดินไนซ์บาซ่าร์ แกก็อาสาจะพาไปส่ง ไอ่เราก็สมยอมเลย สแกนแล้วไม่น่ากลัว สรุปเลยไม่ได้กลับไปวิ่งซะงั้น เพราะทานข้าวไปแล้วอีกอย่างก็ไปเดินไนซ์บาซ่าร์กับงานเกษตรต่อเลย



อ่อ เราก็โทรไปปรึกษาที่บ้าน ว่าจะไปเที่ยวยังไงดี แต่ละที่ถ้าไม่มีรถส่วนตัวยังไงก็ต้องเหมา ขนหน้าแข้งร่วงแน่ๆ ก็เลยบอกว่า เดี๋ยวล่องแก่งน้ำเข็กเสร็จ

จะนั่งรถไฟฟรีไปลงกรุงเทพ ละหารถไฟต่อไปเที่ยวเขาสกที่สุราษฎ์ นะ

พ่อบอกว่า เห้ย ไม่ต้องไปหรอก เดี่ยวจะขับรถไปเที่ยวด้วย ถามว่ามามะไหร่ บอกว่า เดี๋ยวปิดร้านเย็นนี้แล้วจะออกไปเลย

เราก็ว่า ห๊าาาาา จะมาทำม้ายยย เค้าบอกว่า จะไปล่องแก่งด้วยละก็จะได้ไป ภูหิน ภูทับเบิก เขาค้อ บลาๆๆๆๆๆ จะได้ไปไม่เสียเวลาไง๊



เราก็ .... เอิ่ม ตามใจ พ่อมาถึงโรงแรมถึงกับผงะ เห็นสภาพห้องแล้วคงกลัว



สรุปแล้ว ก็ได้คำตอบว่า พรุ่งนี้ก็จะมุ่งหน้าไปอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เขาหินแตก เขาหินปุ่ม และผาชูธง อย่างไร

แล้วที่นั่งรถไฟฟรีมานี่ ไม่มีความหมายเลยใช่ไหม ฮ่าๆๆๆๆ แต่เดี๋ยวทริปหน้า จะออกมาอีก อิอิ



ตื่นมาเช้าๆ ไปเดินเล่น หาร้านข้าวอร่อยๆทานมั่วๆ เจอร้าน โอชาบะหมี่เกี๊ยว

เลยลองสั่งเกี๊ยวเป็ดมากิน อร่อยมาก ข้างในเกี๊ยวเป็นหมูล้วน ไม่แป้งน้าาา



ทานเสร็จเดินกลับโรงแรม แล้วก็มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าทันที



(แก้ไขคำเขียนผิดค่ะ)

และวันนี้เราก็ยังไม่ได้จองที่พักหรือหาที่พักสำหรับคืนนี้ไว้

ตอนแรกว่าจะนอนในอุทยาน เค้าบอกว่าบ้านในอุทยานราคาต่ำสุด 800 บาท นอนได้ 4 ท่าน

แต่เที่ยวแค่ครึ่งวันก็เสร็จแล้ว โชคดีที่ไม่ได้ไปนอน



เดี๋ยวจะเดินไปลานหินปุ่มและผาชูธงกันค่ะ

เส้นทางจะเป็นหิน และมีน้ำไหล ผ่านตลอด แต่หน้าร้อนน้ำคงแห้งค่ะ เมื่อคืนฝนตกหนักมากด้วย บรรยากาศดีมาก ต้นไม้ใบไม้ชุ่มฉ่ำดูแล้วสบายตาดีค่ะ

ทั้งอุทยานตอนนี้มีแค่พวกเรา 2 คนค่ะ 10 โมงเช้า อากาศสบายๆ ไม่ร้อนไม่หนาว เดินไปสักพักจะมีหมอกลงมาเป็นระยะๆ ค่ะ

เริ่มเป็นทางป่า แคบลงๆ ละค่ะ เขียวมาก ชอบ>.<



ลัดเลาะธารน้ำตกเล็ก

เดินไปสักพัก ก็จะเหมือนหลุดออกจากป่า มาเจอปุ่มหินเยอะๆละค่ะ

เจ้าหน้าที่อุทยานก็ได้ทำทางไม้ให้เดินข้ามแบบนี้ บางจุดมองลงไปนี่เป็นซอกหินลึกหลายเมตร น่ากลัวเอาการอยู่ค่ะ



ที่นี่เดินไปได้เรื่อยๆ ไม่เหนื่อย ค่ะ อากาศไม่ร้อน เย็นสบายดี

มาถึงลานหินปุ่มแล้วค่ะ

อึ้งกับวิวมาก

คือมันสวยมากจริงๆ

อยากนั่งมันอยู่ตรงนี้ทั้งวันจัง บรรยากาศมันได้อะ พอตอนที่ชะโงกหน้าไปที่ขอบหินนะคะ ลมเย็นๆมันจะพุ่งมาปะทะหน้าเราเลย คือถ้าตกลงไป ก็ไม่ต้องถามหานะ สู่สวรรค์คาไลย เบยยย

อยากบอกว่า ต้นไม้ ที่มองไปข้างล่าง มันสวยมากๆ พริ้วไหวตามลม สีเข้มสลับสีอ่อนตามแดดที่ส่องลงมา ยังกะภาพสีน้ำ แต่ที่นี่ดูเป็นมิติกว่า

คือสวยมาก ดีใจที่ได้มา ชอบมากค่ะ ส่วนตัวชอบอะไรที่ธรรมชาติรังสรรค์อยู่แล้ว



แล้วก็เดินไปผาชูธงกันต่อ

เดินไปเพลินๆ

ดูอะไรเพลินๆ

ถึงแล้วๆๆ ผาชูธง

ที่ซึ่งอดีตกลุ่ม ผกค. จะขึ้นมาชูธงที่เป็นรูปค้อน-เคียว ทุกครั้งเมื่อรบชนะรัฐบาล แต่ตอนนี้กลายเป็นธงชาติไทยแล้วค่ะ

จากนั้น ก็เลาะออกทางอุทยานเลยค่ะ ไม่ต้องกลับทางเดิม เพื่อที่จะไปภูทับเบิกต่อ



ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงเทศกาล เลยไม่เห็นไรกะหล่ำงามๆ หมู่บ้านเงียบเหงา แต่วิวสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

อารมณ์คล้ายๆม่อนแจ่มที่เชียงใหม่ค่ะ แต่เหมือนเราขับรถขนานกับท้องฟ้า เมฆลอยตามเรา เห็นดอยเป็นม่อนๆ สวยอะ คิดถึงละอยากไปสัมผัสอีก

อากาศเย็นสบาย ไม่หนาวนี่แหล่ะ ของชอบ อิอิ

อยากขับรถพุ่งชนเมฆ อิอิ

เราขึ้นไปหมู่บ้านชาวดอยที่อยู่บนภูทับเบิกสักแป๊บนึงเองค่ะ ซื้อไข่ต้ม มันปิ้ง แล้วก็ลงมา สองข้างทางไม่มีเซเว่น ร้านอาหารน้อยมาก ตุนท้องไว้ได้แค่สิ่งเหล่านี้ค่ะ ถ้าช่วงฤดูท่องเที่ยว หรือฤดูหนาว รีสอร์ทที่นี่จะเต็มหมด รถติดเลยขอบอก มาช่วงนี้ สบายๆค่ะ ธรรมชาติเป็นของเราคนเดียว อิอิ



เดี๋ยวพาไปวัดผาซ่อนแก้วต่อค่ะ

ขับทางเส้นที่จะไปเขาค้อน่ะค่ะ หัวรถมุ่งหน้าไปทางพิดโลก ไม่ได้เข้าเพชรบูรณ์นะคะ ถามคนแถวนั้น รู้จักทางดีค่ะ ถามว่าไปวัดผาซ่อนแก้ว

อ้อ แวะทานก๋วยเตี๋ยวไก่มะระค่ะ

แปลกใจ บนโต๊ะมีกะปิ กับซอสพริก แต่วันก่อนอ่านเจอกระทู้นึงในพันทิพ ก็มีคนบอกว่าจังหวัดอะไรสักอย่างกินก๋วยเตี๋ยวใส่ซอสพริก อิอิ มาเจอของจริงแล้วสิ แต่ไม่ได้ใส่นะคะ ยังไม่ถึงช่วงลองของ ฮ่าๆๆๆๆ



ขับมาเรื่อยๆ

เอ้า เจอแล้วขวามือ

อยากบอกว่าทางสี่เลน ขับสบายมาก ไอ่เราก็นึกกลัวตอนแรก ไม่เอารถมาเอง ทางขับสบาย ไม่ลำบากค่ะ จะมีแต่โค้งเยอะนิดหน่อยตอนลงมาจากภูทับเบิก นอกนั้นชิลมากๆๆๆ



มาถึงแล้วค่ะ วัดผาซ่อนแก้ว

งดงาม วิจิตร มาก เค้าจะเอาจาน ถ้วย ลูกแก้ว พวกแก้วอะค่ะ มาประดับกับตัวอาคาร

ตอนแรกก็ใส่ขาสั้นใช่ปะ เอาผ้าพันคอมาทำเป็นกระโปรงซะเลย เวลาไปเที่ยวที่ไหนจะเอาผ้าพันคอตัวนี้ไปแทบทุกที่ค่ะ เผื่อได้ไปนอนในรถไฟสกปรกก็เอาเจ้านี่มาปูนอนได้ เอามารองกล้อง DSLR ให้มันเงยๆ ได้ อิอิ

เหมือนอยู่บนสวรรค์เลยค่ะ ไม่เคยไป แต่เดาว่าคงสวย บรรยากาศดี แล้วก็ ทำให้จิตเราสงบได้แบบนี้ อิอิ

โอโซนเยี่ยม บรรยากาศดี มีความสุขค่ะ

จากนี่ เราแพลนว่าจะไปนอนกันที่เขาค้อ

เกิดมาก็ยังไม่เคยไปเขาค้อ ไม่รู้จะเป็นยังไงน้อ ช่วงหน้าหนาวคนก็หลั่งไหลไปกัน เรามาหน้าฝนจะมีอะไรมั้ยนะ

เดี๋ยวขับไปหาที่พักกันเลยดีกว่า



ตั้งใจเข้าไปนอนในตัว ตำบลเขาค้อ อำเภอเขาค้อเลยค่ะ เพื่อที่อีกวันเราจะเก็บที่เที่ยวในเขาค้อให้หมดเลย

ได้ที่พักชื่อ เขาค้อฟ้าใสหมอกสวย ค่ะ วิวดีมากกกก

ห้อง 2 คนเต็มหมด โทรไปหลายเจ้านะคะแบบขับรถไปเจอป้าย ดูโลเคชั่น แล้วก็สอบถามราคา ที่อื่นไม่เต็มเลย แต่ที่นี่เหลือแค่ 2 หลังเองมั้ง

ได้ ห้อง 3 คน มาค่ะ ราคา 1,400 บาท รวมอาหารเช้า วิวหน้าบ้านดีมากกกกกกกกกกกก

โชคดีที่พ่อตัดสินใจตามเรามาเที่ยว ไม่งั้นไม่ได้เที่ยวภูหินร่องกล้า ภูทับเบิก แล้วก็เขาค้อแน่ๆ ตอนนี้คงไปอยู่กรุงเทพก่อนจะไปเขาสกแล้วหล่ะ อิอิ

วิวระเบียงมันได้อะ มาลุ้นว่าพรุ่งนี้เช้าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม

ตกแต่งเรียบๆค่ะ สิ่งอำนวยความสะดวกครบ แต่ไม่มีแอร์นะ

ตอนกลางคืนเราก็นึกว่าจะเย็น สะดุ้งตื่นเพราะร้อนเลยเปิดพัดลมนอนเลยค่ะ



เก็บสัมภาระแล้วออกไปทานข้าวเย็นกัน

พนักงานแนะนำ ครัวโม่งเม่งค่ะ

อยู่ตรงสามแยกน้ำตกภูดิษฐ์ มั้งคะ จำไม่ได้ แต่อยู่ตรงสามแยกเลย

สั่ง เห็ดหอมทอด ผัดผักรวม ต้มยำป่าไก่บ้าน และปลาทับทิมทอดน้ำปลา

เรากินจนจุกเลยค่ะ อิ่มมาก อาหารอร่อยมากค่ะ เจ้าของร้านใจดี เป็นกันเอง แนะนำต่อเลย

เคยไปนอนลักษณะนี้แต่ที่เชียงราย มุงคา บ้านไม้ไผ่ มีชานบ้าน เปิดประตูตอนเช้ามาช็อคกับสิ่งนี้ ฟีลเดียวกันกับที่เขาค้อนี้เลย

ตอน 6 โมงเช้า

นี่ 7 โมงแระมั้ง

เก็บของแระๆๆ เดี๋ยวเก็บที่เที่ยวเขาค้อให้หมดเลยย

เดินเล่นถ่ายรูป วิวแถวๆรีสอร์ท ก่อนไปทานอาหารเช้ากันที่ตึกฝั่งตรงข้ามค่ะ

อาหารเช้าใช้ได้ค่ะ เดินกลับมาหมอกลงจัดมาก ถ่ายรูปแทบมองไม่เห็น ฮ่าๆ

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามค่ะ



มีกำลังใจปั่นรีวิวเยอะเลย อิอิ นี่ยังไม่ถึงไคลแมกซ์ ที่ว่าไปล่องแก่งนะ ฮ่าๆ



ขอบคุณอีกรอบค่ะ

เจดีย์กาญจนาภิเษก อยู่ใกล้ๆที่พักเลยค่ะ เราจะต้องผ่านอยู่แล้ว ตอนจะไปที่พัก

วันนี้ก็เอาผ้าพันคอมาทำกระโปรงอีกแล้ว ทุกครั้งที่เข้าวัด จะต้องแปลงร่างค่ะ กลัวโดนเจ้าหน้าที่ด่า อิอิ



ขับมาพระตำหนักเขาค้อ

ทางสบายๆ ค่ะ ทั้งทริปนี่ เปิดกระจกรถ ชิลมากเลย ลมเย็นสบาย ไม่หนาว ไม่ร้อน

วิวสวยอีกแล้ว จริงๆก่อนจะถึง ก็นึกภาพไว้ในใจ ว่าจะเหมือนพระตำหนักภูพิงค์ที่เชียงใหม่ป่าว แต่ไม่เหมือนค่ะ โซนนั้นเหมือนเค้าไม่ให้เข้า เราก็เลยต้องถ่ายรูปวิวสวยๆ ข้างนอกแทน แต่ก็ไม่เฟลนะ วิวสวยจริงๆ ชอบ

แล้วก็ไป พิพิธภัณฑ์ อาวุธ ต่อ

ไปดูฐานจำลอง อาวุธ ครื่องมือ ของการสู้รบกันในอดีต เพียงเพราะความแตกต่างด้านความคิดและอุดมการณ์

ที่นี่ เด็กๆ น่าจะชอบกัน อิอิ

รูปโหลดไม่ได้อะค่ะ เดี๋ยวเอามาแปะให้ทีหลังน้าาา



อนุสาวรีย์ผู้เสียสละเขาค้อ



เที่ยวเสร็จ พวกเราเปลี่ยนแผน ตอนแรกที่จะล่องแก่งวันพรุ่งนี้ เปลี่ยนเป็นล่องวันนี้เลย

แล้วไปนอนสุโขทัยเอา ไม่นอนพิดโลกแล้วค่ะ ตื่นเต้นๆๆๆ จัง

ออกจากเขาค้อ สัก 11 โมงกว่า ขับมุ่งหน้าไปทางจังหวัดพิษณุโลก

เราก็แวะทานข้าวกันข้างทาง ที่ ขนมจีน ไร่วันเย็นค่ะ ตอนแรกคุยกันว่าจะจอดทานข้าวกัน 10 นาที

ดูจากรูปทำไม่ได้ค่ะ ห้าๆๆๆ เหมือนจัดเต็มเลย ขนมจีน 3 น้ำ อร่อย+จุกกันเลยทีเดียว

จากเขาค้อ ให้ขับไปเส้นวังทอง แต่ยังไม่ถึงอำเภอวังทองนะคะ



ให้มองหา กิโลเมตรที่ 45 แถวๆ วนธารารีสอร์ท จะเจอจุดพาไปล่องแก่งแถวนั้นมีหลายเจ้า มากองรวมกันให้คุณได้เลือกเลยค่ะ

แต่ของชิใช้บริการของชมรมล่องแก่งพิษณุโลกค่ะ สังเกตุป้ายหน้าซุ้ม (เรียกซุ้มละกันนะ) จะเขียนว่า Adventure Camp ค่ะ เห็นเบอร์โทรในโปสเตอร์ร้านอาหารครัวโม่งเม่งเมื่อคืน เลยโทรไปสอบถาม

ได้ราคา 600 บาท/คน ที่หาข้อมูลมาจะอยู่ราวๆ 600-700 บาทต่อคนค่ะ



จอดรถหน้า แอดเวนเจอร์แคมป์ แล้วเค้าจะพานั่งรถไปพร้อมกับเรือยาง พร้อมแล้วก็ลงน้ำกันเลยยย

แก่งโหดๆ มีอยู่ 4-5 แก่ง ค่ะ ลงแก่งโหดเสร็จ นั่งลอยไปตามน้ำพักชมวิว ชิลๆ ก่อนจะถึงอีกแก่งโหด

มันส์ดีค่ะ ลำนี้ มีเฉพาะเรากับพ่อ นอกนั้นเป็นสตาฟที่เค้าฝากมาเทรนด้วยหมดเลย ออกแนว VIP

แต่เราว่ามันยังไม่ได้ฟิลล่องแก่งโหดอะค่ะ เพราะ ดูไม่อันตรายเท่าไหร่ อีกอย่างสตาฟจะเล่นกันเอง อาจจะเพราะเราไปกันสองคน เค้าเลยขอเทรนพนักงานเค้าด้วยเลย แต่ข้อดีอีกอย่างคือ เค้าถ่ายรูปให้ฟรีเลย แล้วแต่จะให้เป็นสินน้ำใจค่ะ ปกติ DVD อยู่ที่แผ่นละ 700 บาท (บ่นอุบอิบในใจ ว่าแพงจัง ถ้าได้จ่ายเองเนี่ยนะ ไม่ได้ภาพสวยๆแน่เลย ฮ่าาๆๆ )

แถมความเฟลอีกอันหนึ่งคือ ตอนแรก ทีมงานจับเรานั่งกลาง ให้พ่อเราพายคนเดียว นอกนั้นสตาฟพาย

อันนี้เฟลมากๆ บอกตามตรงค่ะ ล่องแก่งพายเรือด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่เราอยากมาทำมากๆ

แล้วโดนบล็อคไม่ส่งไม้พายให้เรา เราถามว่า แล้วไม้พายหนูล่ะ ไม่มีใครตอบ เงียบ เลยรู้สึกนอยมากตอนล่องแรกๆ หน้าบูดเลยค่ะ

ผ่านไปแก่งแรก เลยขอเปลี่ยนพ่อพาย ไม่งั้นทริปนี้ที่เราตั้งใจนั่งรถไฟมาหลายชั่วโมงเพื่อแลกกับการมานั่งในแพยางเฉยๆ คิดกลับไปกลับมา คงช้ำใจตายอะ ((ขนาดนั้น)) คงเสียดายมาก ความทรงจำเราคงแย่มากๆ เลยแลกที่นั่งกัน ให้พ่อไปนั่งเฉยๆ แทน

เก็บแว่นแล้วไปนั่งเฉยๆเลย อิอิ



ตอนแรกๆ ก็โดนน้ำซัดตกลงไปกองในเรือ แต่หลังๆ มาพอรู้เทคนิคก็ไม่ตกแล้วค่ะ แพไม่คว่ำด้วย

((เพราะไปกับสตาฟไง เลยไม่คว่ำ ไม่ตก ไม่อะไรสักอย่าง ใจจริงอยากโดนหมด เรือคว่ำ ตกเรือ ชนแก่ง เห้ออออ ไว้ไปล่องน้ำว้า ที่น่านดีกว่า เค้าบอกมีตั้ง 80 แก่งแน่ะ ใครจะไปทักมาด้วยนะคะ ไปคนเดียวบางทีก็เสียเปรียบแบบนี้ค่ะ เค้าเห็นเราเป็นผู้หญิงแล้วคิดว่าจะอ่อนแอเสมอ ))



บรรยากาศดีจริงๆค่ะ ล่องแพที่นี่ ฟ้าเป็นสีฟ้าแบบอยู่ลำพูนหาดูได้ยากแบบนี้ สายน้ำเข็กกว้างใหญ่มาก จะมีจุดแคบไม่กี่จุด

เอาจริงๆถ้าไม่โดนปัจจัยที่ทำให้นอยต่างๆเหล่านี้ ตัดมันออกไปมันจะเป็นการล่องแก่งที่เพอเฟคมาก มันส์ดี ให้ความสนุกได้โอเคระดับหนึ่ง

กิจกรรมที่เราคิดว่าสนุก ต้องตื่นเต้น ท้าทาย ทำให้เราใจเต้นตุบๆได้ คงจะเป็นการโดดหอ เล่นเจตสกี หรือ โรยตัว พวกนี้แหล่ะชอบมากๆ หรือไม่ก็พวกรถไฟเหาะของต่างประเทศไปเลย

มีลุงคนหนึ่งมาแนะนำที่ล่องแก่งปราบเซียนให้ฟัง อยู่ที่ซาลาวัก มาเลเซีย เค้าบอก แทบไม่มีเวลานั่งกินลมชมวิว แก่งติดแก่งเลย ...ฟังแล้ว อยากไปมากค่ะ อันนี้น่าไปนะ



ล่องแก่งที่นี่ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยว และสายน้ำค่ะ

ระดับความโหด 2-5+

ระยะทาง 8-9 กม.

เค้าบอกว่าน้ำลึกประมาณ 7-8 เมตร

อย่าลืมเตรียมครีมกันแดด ไปด้วยนะคะ

แต่ทาไป ล่องมาเสร็จ ก็ดำอยู่ดี ฮี่ๆ

ล่องแก่งเสร็จ ตอนแรกกะนอนพิดโลก

แต่เปลี่ยนแผนอีกแล้วค่ะ จะไปนอนโขทัย

พ่อยังไม่เคยไปวัดศรีชุม เดี๋ยวจะพาไปค่ะ



ตอนเด็กๆ พ่อเคยพามาเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยบ่อยมากๆๆๆ ตอนโตเราก็มาอีกหลายรอบ

แต่พ่อไม่เคยพาไปวัดศรีชุมเลย เพราะวัดอยู่นอกเขตอุทยานไป อีกนิดหน่อย แต่ตอนโตมาเราก็ได้ไปก่อนพ่อนะ อิอิ

คราวนี้เลยจะพาพ่อไป



มุ่งหน้าไปนอนกันแถวๆ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเลยค่ะ ได้ยินว่ามีตลาดคนเดินโบราณที่ข้างพิพิธภัณฑ์รามคำแหง



ได้ที่พักในซอยหน้าพิพิธภัณธ์เลยค่ะ หาง่ายมาก ชื่อ Old City GuestHouse หรือ เกสเฮาส์เมืองเก่านั่นเอง

เจ้าของใจดีมาก ถึงแม้วันแรกที่เราไป เค้าจะออกแนวถามคำตอบคำก็ตาม แต่เราคิดว่าเค้าคงเหนื่อยมากกว่า เพราะเรารู้ว่าคนสุโขทัยใจดีมากๆ

อิอิ

ห้องพักอยู่หน้ารถวีโก้สีบรอนซ์ ชั้นล่าง เลยค่ะ

ห้องแอร์ 500 บาท

ชั้นบนจะเป็นพัดลม 350 บาท ค่ะ

ห้องโอเคค่ะ เปิดมาสิบยี่สิบปีแล้ว ลุงบอกนะ ห้องน้ำสะอาดเลย



ตอนเย็น พวกเราก็แวะไปตลาดโบราณข้างพิพิธภัณฑ์กันสักหน่อย ก่อนจะไปหาอะไรทานที่ถนนคนเดินในตัวเมือง หรือที่สวนสาธารณะในเมืองนั่นเอง

คนขายไม่เยอะ คนเดินไม่ค่อยมีเลยค่ะ สงสารคุณป้า คุณยาย เค้าแต่งตัวย้อนยุคมาขายของ หรืออาจเป็นไปได้ว่าวันนี้วันเสาร์ มีถนนคนเดินในเมืองมันเลยตรงกัน แต่จากตัวเมืองมาเมืองเก่ามัน 12 โลแน่ะ เราว่านักท่องเที่ยวไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เลยไม่ค่อยมีคนเดิน คนส่วนใหญ่น่าจะนอนในเมืองกัน สงสารคุณตาคุณยายอ่าาา



พวกเราไปหาอะไรทานกันที่ถนนคนเดินในเมืองค่ะ มีตรงกับวันเสาร์ที่พวกเราไปพอดิบพอดี

ถนนคนเดิน สุโขทัย "เอ็ง" !!??

บอกได้ว่า แทบทุกอย่างของที่นี่ ราคาไม่แพงเลยค่ะ ของกินในถนนคนเดิน

อันนี้เต้าหู้นมสด แก้วปกติ ทุกทีจะเห็นขาย 20 มั่ง 25 มั่ง

ที่นี่ขาย 12 บาท ซื้อ 2 แก้ว พ่อจ่ายไป 25 ด้วยความสงสารบอกไม่ต้องทอน ลุงก็คะยั้นคะยอ ทอนให้ บอกไม่เอาๆ ค่ะ

ชอบคนสุโขทัย ดูเป็นคนซื่อๆ ดี อิอิ น่ารักก



นี่เลย "ปลาเห็ด"

ถ้าไม่ได้อ่านกระทู้นั้นในพันทิพมาก่อน ไม่รู้เลย ปลาเห็ดคืออะไร

มันคือ ทอดมัน ดีดีนี่เองค่ะ เนื้อล้วนไม่แป้งด้วย 20 บาท ได้เยอะมากกกก ไม่บาง ด้วย



มื้อเย็นพวกเราเดินจากถนนคนเดินไปตลาดโต้รุ่งที่อยุ่ข้างๆ เพราะลุงเจ้าของเกสเฮาส์แนะนำมา

เค้าบอกแถวเมืองเก่าไม่มีไรอร่อยๆกินเล้ย ต้องมาในเมือง

ตลาดโต้รุ่งน่ะ ผัดไทโบราณเจ้านั้น อร่อย พวกเราเลยจัดไปคนละจานค่ะ

จานนี้สำหรับคนติดดินนะ จานละ 30 บาท กินข้างตลาด เป็นร้านรถเข็นริมทาง

รสชาติหรอ ? อร่อยมากกกกกกกกกกกกกก ใส่ถั่วฝักยาว ใส่ผักกาดขาว คงหากินที่บ้านไม่ได้อ่ะ แปลกและก็อร่อยด้วย อิอิ



แล้วก็กลับมาเดินถนนคนเดินต่อค่ะ

คืออยากกินทุกอย่างอะ แต่ได้แต่ชายตามอง เพราะอิ่มเกิ๊น ของถูกมากๆ ห้าๆๆๆ



เดินเสร็จก่อนกลับที่พักขอพ่อไปถ่ายรูปแถวๆเมืองเก่าหน่อย ไม่ได้ซื้อตั๋วเข้านะคะ

ขับรถ ไปขนาบข้างๆ

ถ่ายได้รูปเดียวเอง เพราะเค้าไม่เปิดไฟไปมากกว่านี้แล้วค่ะ

ปรับๆกล้อง แล้วถ่ายได้สัก 5-6 ใบ กับที่เดียวเนี่ยแหล่ะ

หมาหอนซะงั้น ดังมาก

วิ่งขึ้นรถแทบไม่ทันเลยค่ะ ขนลุกซู่ ห้าๆๆๆๆๆ



เดี่ยวมาต่อ

ขออนุญาตไปวิ่งก่อนนะคะ เดี่ยวมืดซะก่อน อิอิ

วันสุดท้ายแล้ว

เช็คเอาท์แต่เช้าค่ะ สอบถามเส้นทางและล่ำลาลุงเจ้าของเกสเฮาส์เสร็จ ก็เตรียมตัวออกเดินทาง แปดโมงละเนี่ย



มีแพลนทานอาหารเช้าที่ร้านก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยบ้านนาค่ะ คนท้องถิ่นแนะนำมา

ร้านจะอยู่ใกล้ๆ โรงแรมไพลิน เลย น่าจะเป็นร้านดังค่ะ ร้านใหญ่ด้วย

จัดมาด้วย ก๋วยเตี๋ยวต้มยำสุโขทัย และผัดไทวุ้นเส้นโบราณ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ก๋วยเตี๋ยวรสชาติงั้นๆอะ ผัดไท อร่อย ใช้ได้เลย อิอิ

ในรูปก๋วยเตี๋ยวฟองเยอะไปนะ



ทานเสร็จ ขับรถย้อนกลับมาทางเมืองเก่า เพราะเราจะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติรามคำแหงกันค่ะ

มาเมืองเก่าทีไร ไม่เคยแวะเลย เดี๋ยวจะเข้าไปชมลายสือไท กับศิลาจารึกให้ได้เลยวันนี้

แต่ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ดันบอกว่า ศิลาจารึกที่นี่เป็นของจำลอง ของจริงนั้นถูกเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์พระนครที่กรุงเทพค่ะ T^T เค้าเอาไปหมดเลยอ่า

พิพิธภัณฑ์เปิดให้บริการทุกวันค่ะ ตั้งแต่เวลา 9 โมง ไปจนถีง 4 โมงเย็นค่ะ



ตอนที่มาถึง พิพิธภัณฑ์ยังไม่เปิดค่ะ

สัมภาระ กระเป๋าทุกอย่างต้องเก็บไว้ที่ล็อคเกอร์ ใส่ล็อคเกอร์แล้วหยิบกุญแจติดตัวไปด้วย ไม่มีค่าใช้จ่าย

ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์มีของจำลองให้เดินชมเล่นๆ ก่อนเข้า เช่นเตาทุเรียง รูปปั้นช้างที่ติดกับกำแพง

จำลองมาจากวัดช้างรอบกำแพงเพชร ท่อส่งระบายน้ำแบบดินเผาที่ถูกค้นพบที่วัดพระพายหลวง เป็นต้น



ด้านในสามารถเอากล้องถ่ายรูปไปถ่ายได้ค่ะ



ทุกครั้งที่ไปพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม เราจะคิดถึงหนังเรื่อง Night at the Museum ทุกครั้งเลยอะ เพื่อนๆเป็นเหมือนกันรึเปล่า

พอไปเห็น โซนที่เค้าจำลองวิถีชีวิตคนสมัยก่อน มีบ้าน ต้นไม้ คนกำลังทำกิจวัตรประจำวัน ยิ่งนึกถึงในหนังเรื่องนั้น ฮ่า ๆ ดึกๆ ก็ออกมาสร้างความวุ่นวายภายในพิพิธภัณฑ์ อิอิ



ใช้เวลาในพิพิธภัณฑ์ สักชั่วโมงนึงเองค่ะ แล้วก็ออกมา

เราสคิบ โปรแกรมชมอุทยานประวัติศาตร์ไปนะคะ เพราะไปบ่อยมาก

คราวนี้ จะมาพาพ่อไปวัดพระพายหลวง กับวัดศรีชุมค่ะ อย่างที่บอก พ่อพามาเมืองเก่าหลายทีมาก แต่ไม่เคยมาวัดศรีชุมแฮะ อิอิ

ท้องฟ้าสวยเน๊อะ

จากวัดพระพายหลวง เราก็ไปวัดศรีชุมต่อเลยค่ะ



เรื่องเล่าตอนไปซุ้มขายตั๋ว

อชิรญาณ์ : สวัสดีค่าาาาา 2 คนเท่าไหร่คะ

เจ้าหน้าที่ : คนไทย?

อชิ : ค่า



เจ้าหน้าที่หันมองหน้ากัน



เจ้าหน้าที่ : 200 บาท

อชิ : ห๊าาาา

เจ้าหน้าที่ : คนไทยแน่เหรอ

อชิ : ค่าา

เจ้าหน้าที่หันมองหน้ากันอีกรอบ

เจ้าหน้าที่ : นึกว่าคนจีน , คนไทยฟรีค่ะ

อชิ :

เกือบได้จ่าย 200 แล้ว กำลังยืนคิดอยู่โดยที่ไม่พูดอะไรออกไป กำลังคิดว่าจะแสดงตัวยังไงว่าเป็นคนไทย เพราะบัตรประชาชนอยู่ในรถค่ะ

เดินผ่านซุ้มขายตั๋วมาก็ได้เข้ามาในเขตวัดแล้วค่ะ

กำแพงวิหารเก่าแบบเปิดโล่งสีขาว ตัดกับสีท้องฟ้าได้เป็นอย่างดีเหมือนเช่นเคย

จบโปรแกรมวัดศรีชุม พวกเราก็ออกเดินทางไปอำเภอศรีนคร แวะไหว้พระที่วัดบ้านเหมือง

หลังจากนั้นก็มุ่งหน้าไปทานข้าวกลางวันที่อุตรดิตถ์เป็นโปรแกรมสุดท้าย



อ่านเจอว่า ของขึ้นชื่อของจังหวัดนี้คือ ข้าวพันผัก เราเลยไปหาทานที่ห้าง Friday

โชคดีจริงๆ ในร้านเดียวกันที่ขายข้าวพันผัก มี "หมี่พัน" ของโปรดด้วย

ที่ลำพูนเชียงใหม่ หาทานยากมากๆๆๆ เมื่อก่อนเคยเจอที่ถนนคนเดินเชียงใหม่ ตอนนี้เหมือนไม่เห็นมีแล้วอะ

เห็นแล้วน้ำตาจะไหล ไม่ได้กินมาเป็นปีแล้ว

ข้าวพันผักที่ว่าคือ เค้าจะเอาแป้งที่เป็นน้ำใส่งาดำนิดหน่อย ( นิดหน่อยจริงๆ ) มาราดบนหม้อเหมือนหม้อที่ใช้ทำข้าวเกรียบปากหม้อค่ะ

เสร็จแล้วก็จะเอาผักสดตระกูลต่างๆที่ใช้ทำสุกี้ เอาไปวางบนแป้งนั้นอีกที

พอแป้งเป็นแผ่นได้ที่ ก็เริ่มห่อค่ะ ใส่เครื่อง เช่น หมูสับ เต้าหู้ที่อยู่ในผัดไทลงไป

ตักวางบนจาน

ใส่ไข่ดาวเพิ่ม 5 บาท

จะทานกับน้ำจิ้มสุกี้ หรือ ซอสแมกกี้ก็อร่อยดีค่ะ คล้ายๆจะเป็นอาหารสำหรับคนลดความอ้วน



จบแล้วค่ะ สำหรับรีวิวนี้

เป็นไงบ้างคะ ทริปนี้ น่าสนใจป่าวเอ่ย

ใครชอบท่องเที่ยวมาเป็นเพื่อนกันในแฟนเพจได้นะคะ ขอบคุณมากๆค่ะสำหรับกำลังใจ และติดตามอ่านจนจบ http://www.facebook.com/gotravelgotri

ค่าใช้จ่ายแต่ละจุด แต่ละมื้อหลังไมค์มาถามได้นะคะ

ค่าน้ำมันทั้งหมด ตั้งแต่ลำพูน ไป แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ แค่ 4,000 บาทค่ะ รถวีโก้ ประหยัดน้ำมันดี

ขาไปขึ้นรถไฟฟรี ค่าใช้จ่ายส่วนตัวเลยตกแต่ไม่เกิน 2,000 บาทค่ะ

ค่าที่พัก อาหาร รวมของจุบจิบ ไม่รวมของฝาก ก็ราวๆ นั้นค่ะ 2 พันนิดๆ



ทริปหน้า อีกไม่นาน จะไปลุยต่อ แต่คงไปคนเดียว ทำให้จบภารกิจ อิอิ

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ





ความคิดเห็น