ไปไต้หวัน (นึกว่าว่าไปญี่ปุ่น) รีวิวโดย Auttapon Nakharaj

ไปไต้หวัน (นึกว่าว่าไปญี่ปุ่น) เคยมะเวลาไปเที่ยวไหนสักที่บนโลก คนชอบถามว่า ประเทศนี้ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย ไทเป เส้นทางการเดินทางของผมและเพื่อนๆในแก้งค์ เราเที่ยวด้วยกันในต่างแดนปีละครั้ง บันทึกสู่ไทเป เราและเพื่อนๆเริ่มขึ้นต่อจากนี้ครับ ภาพอื่นๆสามารถติดตามชมได้ในนี้ https://goo.gl/8

ไปไต้หวัน (นึกว่าว่าไปญี่ปุ่น)

ไปไต้หวัน (นึกว่าว่าไปญี่ปุ่น)

 วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 14.51 น.

 วันที่เดินทาง 5 พ.ค. 2561

ไปไต้หวัน (นึกว่าว่าไปญี่ปุ่น)



เคยมะเวลาไปเที่ยวไหนสักที่บนโลก คนชอบถามว่า ประเทศนี้ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย
ไทเป เส้นทางการเดินทางของผมและเพื่อนๆในแก้งค์ เราเที่ยวด้วยกันในต่างแดนปีละครั้ง
บันทึกสู่ไทเป เราและเพื่อนๆเริ่มขึ้นต่อจากนี้ครับ





ภาพอื่นๆสามารถติดตามชมได้ในนี้ https://goo.gl/8i6egh ครับ



การเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางช่วงวันที่ 5-8 พ.ค. ที่ผ่านมานะครับ



ไต้หวัน เมืองหลวง คือ ไทเป

บางคนก็บอกนี่มัน ญี่ปุ่นที่ผู้คนใช้ภาษาจีนชัดๆ

หรือไม่ก็ที่นี่คือญี่ปุ่นที่ค่าครองชีพไม่แพง



ก่อนเดินทางความอย่างรู้ก็พอหาข้อมูลประเทศนี้มาบ้าง ไต้หวัน เองไม่เหมือนกับที่ใครหลายๆคนพูด ไต้หวันมีมีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวครับ



หากพูดถึงไต้หวัน กับ จีน ต่างกันอย่างไร นึกง่ายๆ เลย จีนแบบคอมมิวนิสต์ก็คือจีนแผ่นดินใหญ่ (Mainland) ส่วนเรากำลังเดินทางไปเกาะแห่งนี้ คือ เกาะไต้หวัน จีนถือให้ไต้หวันเป็นเขตปกครองตนเอง (จีน มองแค่ว่า ไต้หวัน เป็นส่วนหนึ่งของจีน)



แต่ไต้หวัน : “ เองมองว่า ฉันคือ ไต้หวัน ฉันคือประเทศจีนแบบประชาธิปไตย”

จีน : “ ก็บอกไว้ว่า จีนจะตัดสัมพันธ์ที่ดี หากประเทศไหนบนโลกให้การยอมรับเอกราชของไต้หวัน”



“หัวใจแห่งเอเชีย” (Heart of Asia) ถูกขนานนามชื่อนี้ให้กับไต้หวัน (ที่มีขนาดเทียบง่ายๆ 1.75 เท่าของนครราชสีมาบ้านเรา) สมัยก่อนมีนักเดินเรือชาวโปรตุเกสแล่นเรือผ่านมาเห็นเกาะที่สวยงามแห่งนี้ จึงตั้งชื่อว่า เกาะฟอร์โมซา (Formosa) ครั้งหนึ่งไต้หวันก็เคยถูกปกครองโดยญี่ปุ่น 50 ปี นี่คือส่วนหนึ่งเรื่องระเบียบวินัย อ่อนน้อม ของไต้หวันที่ได้รับมาเต็มๆ



หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามไป เกาะแห่งนี้ก็ถูกส่งต่อมาสู่การดูแลของจีน มันก็เลยดูเหมือนมา มาเที่ยวไต้หวัน เราได้ซึบซับวัฒนธรรมแบบจีนผสมผสานกับญี่ปุ่นไปในตัว



ช่วงหนึ่งที่สำคัญเลยของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในจีน พรรคชาตินิยม ได้เป็นใหญ่อยู่สักพัก ไม่นานก็เสียทีให้แก่พรรคสังคมนิยม พรรคชาตินิยมก็เลยต้องจึงหนีมายังเกาะไต้หวัน เขาสถาปนา สาธารณรัฐจีนขึ้นบนเกาะไต้หวัน



เจียงไคเช็ก ผู้นำรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ไม่ได้ถอยมาไต้หวันตัวเปล่านะครับ เงินทองซึ่งเป็นทุนสำรองของจีน เขาก็ขนมาให้มากที่สุดเท่าที่จะขนมาได้ รวมถึงสมบัติในพระราชวังต้องห้ามกว่า 20 ลำเรือ ยังนำผู้คนถึง 1.5 ล้านคนข้ามมาด้วย



ของในพระราชวังต้องห้ามนี่แหละเป็นของที่มีคุณค่าและมีความน่าสนใจทางประวัติศาสตร์มากมาย ขนมาเยอะมาก ปัจจุบันนี้อยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกู้กง บอกได้เลยเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีสมบัติอันล้ำค่ามากๆ ติด 1 ใน 5 มิวเซียมที่สำคัญระดับโลก เทียบกับ ลูฟ ที่ฝรั่งเศส เลยนะ (คือเขาบอกว่าถ้าจะไปดูสถาปัตกรรมแบบจีนๆ ให้ไปจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ถ้าอยากชม ถ้วย ชาม สมบัติโบราณวัตถุและศิลปะต่างๆของชาวจีนอยู่มากกว่า 700,000 ชิ้นงาน ให้มาชมได้ที่ไต้หวัน)



ซึ่งช่วงหลังๆ ไต้หวัน พัฒนาประเทศตัวเองแบบก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว 1 ใน 4 เสือแห่งเอเชียนะครับพูดได้เลยว่า หลายๆแบรนด์เทคโนโลยี นั่นละคือของไต้หวัน หลายๆอย่างนี่แหละคือไต้หวัน



สีมงคลต่างๆ แน่นอนว่าจะมีสีแดงแบบวัฒนธรรมจีน แต่ไต้หวันยังให้ความสำคัญ กับ สีน้ำเงิน สีขาว นี่ละ คืออิสระภาพของเขา มันคือความเท่าเทียมจะเห็นได้ตามอาคารสถานที่ต่างๆ ที่เน้น แดงขาวน้ำเงิน ธงชาติ บ้างก็มี



Landmark ที่สำคัญของไทเปอย่างหนึ่งคือ ตึกไทเป 101 คล้ายๆกับเราไปปารีสเราต้องไปถ่ายรูปคู่กับขอไอเฟล สิ่งปลูกสร้างอาคารสถาปัตกรรมอันงดงามนี้ มาจาก concept ที่ผสมผสานทางด้าน วิศวกรรม ความเชื่อ สิ่งที่เป็นมงคลของคนจีนอย่างหนึ่งก็คือไม้ไผ่ เขานำไม้ไผ่นั่นแหละมาเป็นหลักในการออกแบบโครงสร้าง ที่สามารถรองรับน้ำหนัก และป้องกันแผ่นดินไหวรุนแรงได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ครั้งหนึ่งเคยเป็นตึกที่สุงที่สุดในโลกด้วยนะ แถมมีลิฟต์ที่เร็วที่สุดในโลก (Ferrari of elevators)



หรือแม้แต่สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง คนไต้หวันให้ความสำคัญในงานศิลปะมากๆดังนั้นเขาจะมี Art Gallery , Creative Space มากมายรวมถึง World Design Capital® (WDC) เขาเป็นประเทศที่ 2 ในเอเซียที่ได้จัดงานนี้



*ข้อมูลผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ โอกาสนี้ก่อนนะครับ

หรือช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วยก็ได้ครับ

วันแรกของการเดินทาง เราแพคกระเป๋าเตรียมสัมภาระต่างๆไปให้น้อยที่สุด และเดินทางให้สะดวกสบายที่สุด



แพคกระเป๋าพร้อมเดินทางแล้ว ไม่มีอะไรมากมาย เพราะไม่ได้ซื้อโหลดเครื่องบิน เราถือกระเป๋าขึ้นเครื่อง 2 ใบได้คนละ 10 กิโล มันก็จะมีกล้องคู่ใจ ขาตั้งกล้อง กระเป๋าใส่เสื้อผ้า 2–3 ชุด เอาไปให้น้อยที่สุดครับ



บังเอิญได้โปร Tiger Air เพื่อนจองประมาณช่วงเดือน กพ ที่ผ่านมา ได้ตั๋วไปกลับ 4,XXX กว่าบาทเท่านั้น



แผนการท่องเที่ยว เราทำ Handbook เท่ๆเอาไว้ หากใครสนใจลองโหลดเก็บไว้ดูเล่นๆ ก็ได้นะครับ https://drive.google.com/file/d/1wpKjUaN_7zgWkO1YyWe1uBVT9McpxcfP/view?usp=sharing



เราใช้เวลาเดินทางออกจากประเทศไทย 19.20 น. ระหว่างอยู่บนเครื่องบิน แอร์ก็จะนำ ARRIVAL CARD มาให้เรากรอกข้อมูลก่อน (ช่วงนี้ เป็นการดีที่เราจะได้เที่ยวไต้หวันแบบ ยกเว้นการตรวจลงตรา (วีซ่า) เข้าไต้หวันให้กับคนไทย ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561 มาไต้หวันอยู่ได้ 30 วันนะ) รายละเอียดเขาจะขยายเวลาให้ไหม ดูในเว็บนี้อีกทีครับ https://www.roc-taiwan.org



รายละเอียดการกรอก ARRIVAL CARD สำหรับกรอกบนเครื่องบินและมายื่นที่ ตม.



มาถึงที่ สนามบินนานาชาติเถาหยวน สักเที่ยงคืนได้(ตามเวลาท้องถิ่น ปรับเวลาให้เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมงด้วยนะ) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ผ่าน ตม. ไต้หวัน มาอย่างรวดเร็ว ซึ่งตามแผนที่วางไว้คือ คืนนี้เราจะหาที่งืบ ในสถานบินก่อนและเช้าค่อยเดินทาง



อาหารมื้อแรกประทังความหิวไปก่อน เป็นข้าวกล่องและเวฟ ในร้านสะดวกซื้อด้านล่างของสนามบินที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่อดตายแล้ว ราคาก็ไม่ต่างจากไทยมากเลย



ออกมาเดินสำรวจรอบๆสนามบินยามค่ำคืน

วันที่ 2



พอเริ่มเช้าละ สัก 6.00 น เราเดินลงมาชั้นล่างหาป้าย MRT มาถึงช่องจำหน่ายบัตรโดยสาร เราซื้อบัตร EasyCard 1 ใบ บัตรนี้สะดวกมากจริงครับ จะกินเที่ยวเดินทางได้หมดเลยโดยเงินที่จะเติมลงบัตรจะหักค่าบัตร NT$100 ไป เช่น เราเติม NT$700 เราใช้ได้ NT$600 หักค่าบัตรไป NT$100 ครับ



รอขึ้นรถไฟ MRT จากสนามบินไป Taipei Main Station (ประมาณครึ่งชั่วโมงได้) Exprass Train เบาะสีม่วงก็สะดวกและไวดีนะครับ ประมาณ NT$160



นั่งมาเรื่อยๆ มาถึง Taipei Main Station บรรยากาศในเช้าวันอาทิตย์ค่อนข้างเงียบเหงาเลยทีเดียว ประกอบกับเราเห็นภาพบ้านเมืองที่สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ผมลองสอบถามเพื่อนที่อยู่ไทเปทีหลัง เขาบอกว่าคนที่นี่ส่วนใหญ่จะเปิดร้านค้าขายของประมาณ 10 โมงกัน หรือ 11 โมงเลยก็ว่าได้ อากาศที่นี่ยามเช้า สบายๆไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป เรารู้สึกสดชื่นมีแรงเดินได้อีกยาว



ยามเช้า Taipei Main Station คนไม่เยอะมากมาย แต่เส้นทางมีหลายทางออกหลายประตู เนื่องจากเป็น Main หลัก ในการเชื่อมโยงการเดินทางต่างๆ เรารู้สึกจะหลงและงงนิดๆ เป็นเหมือนเมืองๆหนึ่งที่อยู่ใต้ดินเลยก็ว่าได้



เช้าๆ เงียบๆ แบบนี้ แทบไม่มีคน แทบไม่มีรถ ขอถ่ายรูปไว้หน่อย



เดินออกจาก Main Station มา ไม่ไกลจากที่พักมาก Plan ที่วางไว้คือ จะเอาสัมภาระกระเป๋าเดินทางมาฝากไว้ที่พักที่พักที่เราจองไว้ก่อนเดินทางมา ตกคนละ 700 / คืน เจ้าหน้าที่ที่น่ารัก บรรยากาศ สิ่งอำนายความสะดวก ความสะอาดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลยทีเดียว



Main Inn Taipei ที่พักทริปนี้ จองพักไว้ 2 คืน



หลังจากฝากกระเป๋าเดินทางแล้ว ดูเวลา เพิ่งจะ 8 โมงเช้า เตาม Plan ที่วางไว้ เราจะไป อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค(中正紀念堂) ประมาณ 1.4 Km จากที่พัก คุณสามารถนั่งรถไฟฟ้า MRT ไปลงสถานี Chiang Kai-Shek Memorial Hall ก็ได้นะ

ความรู้สึกแรกที่เห็น ชอบอาคารนี้ มันมีความโดดเด่นมาก โดยเฉพาะลวดลายมีเอกลักษณ์ อลังการณ์งานสร้างมากมาย อนุสรณ์สถานแห่งนี้มี 3 ส่วนใหญ่ คือ Concert Hall , National Theater และ อาคารของท่าน เจียงไคเช็ค



หลักจากพอถ่ายรูปหอมปากหอมคอ สมาชิกในทีมเริ่มเห็นตรงกัน ท้องเริ่มร้อง เราควรเดินหาร้านอาหารเช้ากินกันนะ แต่ร้านอาหารที่เปิดตอนเช้าหาได้กินได้ยาก เดินมาแทบไม่เห็นร้านไหนจะเปิด จึงลองค้นหาร้านปักหมุดจากแผนที่กันยกใหญ่



นี่ไต้หวันหรือญี่ปุ่นเนี่ย คำถามที่อยู่ในใจ ตักอักษรจีน แต่อารมณ์โทนของภาพที่เราเห็นตรงหน้ามันคล้ายๆญี่ปุ่นมากเลยครับ



มาเจอร้าน Jin Feng Braised Pork Rice 金峰魯肉飯 ของที่สั่งมา อารมณ์เหมือนร้านข้าวขาหมู แต่เนื่องจากเมนูเป็นภาษาจีน เราจึงชี้ๆเอา (มารู้ทีหลังร้านนี้มีเมนูภาษาอังกฤษด้วยนะ)



เมนูภาษาจีนอ่านไม่ออก ก็เลยชี้ๆสั่งมั่วๆไป



ได้ถ้วนจานนี้มา กินกับไข่พะโล้ด้วยรสชาติไม่เลวเลยครับ

ผ่านไป 10 โมงกว่าละ อากาศเริ่มร้อนๆ หน่อยๆ ใจก็คิดว่าห้างใกล้จะเปิด เหมือนบ้านเรา จึงอยากหาห้องแอร์เย็นๆ เดินเล่น



ทางทีม ตกลงกันว่า จะไป Ximending ซีเหมินติง(西門町) อารมณ์ที่นี่คล้ายๆสยาม บ้านเราเลย วิถีชีวิตที่นี่เริ่มมีอะไรที่เหมือนจีนและญี่ปุ่นอย่างที่เขาว่าจริงๆ



แวะกินกาแฟหน่อย

จากนั้นเดินทางไปวัดหลงซาน Longshan Temple ต่อ



วัดหลงซาน Longshan Temple วัดเก่าที่มีงานเกาะสลักที่งดงามจริงๆ ความโดดเด่นของสถาปัตยกรรม งานแกะสลัก โดยเฉพาะเสาไม้โบราณ มีความวิจิตรมากจริงๆครับ เต็มไปด้วยเด็ก วัยรุ่น หนุ่มสาว คุณปู่คุณย่า ที่มาขอพรที่วัดนี้กันอย่างหนาแน่นจริงๆครับ



เที่ยงแล้ว ความหิวมาเต็ม จากการที่ดูรีวิวมาบ้าง ต้องจัดซะบ่ายนี้แล้วคือ ตลาดปลาไทเป Taipei Fish Market



ปลาดิบที่นี่ต้องบอกเลย สดจริง หวานจริง ผมไม่กินปลาดิบ มาถึงที่นี่ต้องกินครับ สุดยอดเลย



ช่วงเย็น เราวาง Plan ที่จะไปเขาช้าง เพื่อถ่ายรูปตึกไทเป 101 ต่อ



เขาช้าง หรือ Xiangshan Hiking Trail ถ้าอยากได้มุมสวยๆของกรุงไทเป ต้องมาที่นี่ครับ สถานที่คล้ายๆกับสวนสาธารณะให้คนมาออกกำลังกาย แต่มีทางเดินขึ้นเขา ให้เดินขึ้นไป ไม่ไกลมาก แต่ก็พอจะมีเหงื่อออกมาบ้าง แนะนำให้ขึ้นช่วงเย็นๆจะได้แสง และการเดินทางที่รู้สึกสบายตัวกว่า



วิวข้างบอกพลบค่ำก็จะประมาณนี้



ภาพยามค่ำคืนที่ได้ถ่ายกลับมาฝากครับ



เดินขารากมาทั้งวันกลับมานั่งดูว่าวันนี้เราเดินไปกี่ Km ได้ Tracking มือถือ จับไว้ว่าเราเดินทางกันไปวันนี้เกือบ 30 Km. ได้อย่างไม่น่าเชื่อ มาไต้หวันแทบไม่เห็นคนใช้รถส่วนตัวกันเท่าไรอาจจะมีบริการสาธารณะที่ดีมาก และครอบคลุม ราคาไม่แพง ไม่แออัด รู้สึกว่าเมืองเขาสะอาดมาก ผู้คนมีวินัยในตัวเองสูงมากจริงครับ



ตบท้ายด้วย Guo Pa Yang Guo คืนนี้ ราคาประมาณ 600 บาทไทย คุ้มค่าและราคาไม่แพงจริงๆครับ ชาบูหมาล่า รสชาติเผ็ดร้อนโดนใจคนไทยอย่างเราสุดครับ

แผนที่รถไฟฟ้า



เช็คแผนที่สถานี่รถไฟฟ้าต่างๆได้ที่นี

https://www.travelking.com.tw/eng/tourguide/taipei/taipeimrt/#mrtmap/104/



วันที่ 2



นัดหมายกันไว้ว่าเราจะออกเดินทางจากที่นี่สัก 8 โมงออกจากที่พัก เพราะวันนี้เราต้องเดินทางไกลหน่อย เรามาขึ้นรถที่ Taipei Main Station ขึ้นรถบัส KUO-KUANG สาย 1815 เดินทางไปยัง อุทยานธรณีเย่หลิว (Yehliu Geopark, 野柳地質公園) สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติของไต้หวัน ตั้งอยู่ทางทางตอนเหนือ



ถึงปากทาง เย่หลิว สักสิบโมงได้ มารถบัสต้องลงปากทางและเดินเข้าไปหน่อย



สถานที่ต่อไป เรานั่งรถจากปากทาง รถรถบัส 790 ไปเมืองคีลุงต่อ



คีลุง Keelung 基隆 วันที่ฝนพรำ ขนามนามว่า ท่าเรือสายฝน (雨港) เขาว่ากันว่า ปีหนึ่งๆเมืองจีหลง มีฝนตกกว่า200 วัน เมืองท่าที่สำคัญที่สุดทางภาคเหนือของไต้หวัน



รอรถ 788 จาก คีลุง เพื่อที่จะไป จิ่วเฟิ่นต่อ ระหว่างนั้นฝนตกโปรยปรายพอดี เมืองท่าที่ฝนกตกตลอดสมคำร่ำลือ



มาถึง จิ่วเฟิ่น(Jiufen Old Street, 九份) ชอบที่นี่หลงรักที่นี่ มันติดทะเล เป็นเมืองโบราณกลางภูเขา มันมีเสน่ห์ มนต์ขลังยังไงบอกไม่ถูก แต่ขอบอกเลยว่ามันสวยมาก มีของขายโดยเฉพาะของกิน ของที่ระลึกมากมายครับ



สักหกโมงกว่าเริ่มเย็นแล้ว นั่งรถบัสไปลง Taipei Main Station เพื่อที่จะไปหาอะไรอร่อยๆกินที่ Shilin Night Market (士林夜市) ต่อ

คล้ายๆ ก๊วยเตี๋ยววบ้านเรา แต่อร่อยและเด็ดมาก



วันที่ 3 หลังจากเที่ยวเต็มที่ 2 วันที่ผ่านมา วันสุดท้ายเรา Plan ไว้ว่า เราจะไปหาของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน ที่ Carrefour ต่อ



ข้าง Carrefour มีร้านอาหารแบบ Streetfood เปิดยามเช้าพอดี หันไปเห็นร้านอาหารลุงป้าท่านหนึ่ง น่าจะเป็นอาหารที่เรารับประทานได้ จึงสั่งเอาหลายๆอย่างมาผสมๆกัน รสชาติมันก็จะอร่อยๆไปอีกแบบ



สักบ่ายๆ เราก็เดินทางกลับประเทศไทย การมาทริปนี้ ไต้หวันมนครั้งนี้ บอกได้เลยจริงๆว่า เสียดายเวลา เราต้องมาครั้งที่ 2 อย่างแน่นอน ประเทศแห่งนี้ มีอะไรน่าค้นหาอีกเยอะ และมีหลายๆสถานที่ที่เราอยากไป แต่เวลามีจำกัด ความเป็นอยู่ที่นี่ดึงพาให้เราและเพื่อนๆอยากกลับมาจริงๆครับ



สรุปการเดินทาง


งบประมาณ

- เครื่องบิน ไปกลับ ประมาณ 4,700 บาท

- ที่พัก Main Inn Taipei เฉลี่ยหารกับเพื่อน 1,400 บาท

- รถไฟประมาณ 900 บาท (รวมค่าธรรมเนียมบัตร Easy Card)

- กินสำราญ + ของฝากนิดหน่อย 3,000 บาท

รวมทั้งหมด ไม่เกิน 10,000 บาท



ความสะดวก

- Wifi สามารถหาได้ตามพื้นที่ต่างๆ เกือบจะทั่วเมืองเลยก็ว่าได้ การเข้าได้ก็ง่ายมาก ไม่ต้อง Register อะไรครับ

- รถไฟฟ้าที่คลอบคลุม บัตรโดยสารที่เดินทางง่ายสะดวก บัตรเดี่ยวนั่งได้กับรถทุกประเภทเลย

- น้ำดื่ม น้ำเย็น น้ำร้อน บางจุดบริการต่างๆจะมีน้ำดื่มให้กดฟรี เพื่อนผมพกขวดพลาสติกติดตัวไว้เลย

- ที่นั่งผู้สูงอายุ ห้ามนั่งเด็ดขาด การใช้บริการสาธารณะ จะมีเก้าอี้โดยสารสำหรับผู้สูงอายุหรือคนพิการไว้โดยเฉพาะ แม้แต่เจ้าอี้จะว่างก็ตาม คนที่นี่ก็จะไม่นั่งครับ

- ถุงพลาสติกราคาแพง เวลาซื้อของที่นี่จะไม่ใส่ถุงพลาสติกให้ แต่ถ้าต้องการ ราคาถุงพสาติกจะบวกเพิ่มไปอีก


ความคิดเห็น