มัลดีฟส์ 18,000 ก็ไปได้นะแต่........... รีวิวโดย Tharasaki

สวัสดีค่ะ มัลดีฟส์ทริปนี้เดินทางวันที่ 3 - 5 พฤษภาคม 2562 ไปกับพี่สาว 2 คน เดินทางด้วยสายการบินรแอร์เอเชียรวมอาหาร 1 มื้อไม่ซื้อนน.กระเป๋า 7,370 บาท จองตั๋วโปรล่วงหน้าเกือบ 1 ปีค่าประกันการเดินทาง 213 บาทโรงแรม Paradise Island resort and Spa ห้องการ์เด้นวิลล่าห้อง 2 คนรวมบุฟเฟ่อาหารเย็นและอาหารเช้า

มัลดีฟส์ 18,000 ก็ไปได้นะแต่...........

มัลดีฟส์ 18,000 ก็ไปได้นะแต่...........

 วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เวลา 13.56 น.

 วันที่เดินทาง 3 พ.ค. 2562

สวัสดีค่ะ

มัลดีฟส์ทริปนี้เดินทางวันที่ 3 - 5 พฤษภาคม 2562 ไปกับพี่สาว 2 คน
เดินทางด้วยสายการบินรแอร์เอเชียรวมอาหาร 1 มื้อไม่ซื้อนน.กระเป๋า 7,370 บาท จองตั๋วโปรล่วงหน้าเกือบ 1 ปี
ค่าประกันการเดินทาง 213 บาท
โรงแรม Paradise Island resort and Spa ห้องการ์เด้นวิลล่าห้อง 2 คนรวมบุฟเฟ่อาหารเย็นและอาหารเช้าคนละประมาณ 3,800 บาท จองผ่าน booking.com เลือกจ่ายเงินที่โรงแรม
ค่าเรือสปีดโบ้ทไปกลับโรงแรมคนละประมาณ 3,300 บาท
โรงแรม New Town Inn รวมค่ารถรับส่งสนามบินไม่รวมอาหารเช้า คนละประมาณ 1,240 บาท
จองผ่าน Agoda เลือกแบบจองก่อนจ่ายเงินที่หลัง
ค่าอาหาร ค่ารถค่าเรือ ซื้อของต่างๆ นานาอีกประมาณ 2,000 บาท ซิมโทรศัพท์ไม่ซื้อใช้ไวไฟโรงแรม
มัลดีฟส์ไม่แพงก็ไปได้ แต่มัลดีฟส์ของคุณจะเป็นแบบก็ไหนขึ้นอยู่กับงบประมาณนะคะ
สำหรับเรา ด้วยความที่โจทย์ของเราคืออยากถ่ายรูปกับวิลล่ากลางน้ำ ซึ่งทริปนี้ก็ตอบโจทย์เราแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่ามันไม่สุด มันยังขาดอะไรไป
การเดินทางของเราจะเป็นยังไงไปดูกันเลย

วันที่ 3 พ.ค. 2562 ออกเดินทางจากดอนเมือง 9.30 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4.40 ชั่วโมงถึงมัลดีฟส์เวลา 12.30 เวลาที่มัลดีฟส์ช้ากว่าไทย 2 ชั่วโมง พอเครื่องใก้ลจะแลนด์วิวข้างหน้าต่างสวยมาก


เราเลือกพักที่โรงแรม Paradise Island Resort & Spa ห้องราคาถูกที่สุดการ์เด้นวิลล่าราคาห้องพักเตียงคู่รวมอาหารเย็นและอาหารเช้าราคาประมาณ 7,600 บาท ค่าเรือสปีดโบ้ทไปกลับโรงแรมคนละ 104 Us เคาว์เตอร์เช็คอินของโรงแรมคือเคาว์เตอร์ 16 นั่งรอได้ไม่นานก็ไปขึ้นเรือกันค่ะ แค่น้ำทะเลที่สนามบินก็ทำให้เรากรี๊ดได้แล้วน้ำใสมาก



จากสนามบินเดินทางประมาณ 10 นาทีก็ถึงโรงแรมค่ะ เรือจอดที่ท่าเรือถ่ายรูปกับป้าย รร.ซะหน่อย



ป้ายแผนที่โรงแรม เรือจะจอดแถวท่าเรือคือมุมที่ติดจอด้านบนเดินข้ามสะพานมาจะเป็นส่วนเคาว์เตอร์เช็คอินและห้องอาหารสำหรับแขกที่พักโซนการ์เด้นวิลล่า และ Beach front เดินตรงไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นโซนของห้องพักวิลล่ากลางน้ำค่ะ



เข้าห้องพักเก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้วได้เวลาเดินสำรวจโรงแรม กับภาระกิจที่ตั้งใจมาจากบ้าน วิลล่ากลางน้ำ แล้วเราก็ได้เจอกัน



น้ำใสมากถ่ายมุมไหนก็สวย ราคาห้องพัก Water Villa คืนละประมาณ 20,000 บาท Heven Villa คืนละประมาณ 30,000 บาท



เสียดายวันที่ไปเมฆเยอะถ่ายรูปออกมาแสงไม่ค่อยสวยเท่าไหร่



ตรงนี้เป็นห้องอาหารสำหรับแขกที่พักโซนวิลล่ากลางน้ำค่



ห้องนี้คืนละประมาณ 20,000 บาท



น้ำทะเลใสมาก



ซุมน้ำใสๆ ให้ดูชัด ๆ



เดินสำรวจรอบเกาะแล้วก็มาว่ายน้ำที่สระน้ำของโรงแรมสระปิด 6 โมงเย็นค่ะ



สี่โมงเย็นของมัลดีฟส์ก็ประมาณ 6 โมงเย็นที่ไทยหิวข้าวแล้ว บุฟ่เฟ่ของโรงแรมเปิด 19.30 น. หิวข้าวมากเลยสั่งชุดนี้มากินรองท้องค่าเสียหาย Paradise club ประมาณ 600 บาท น้ำแตงโมประมาณ 210 บาท




เดินสำรวจรอบเกาะรอเวลาอาหารค่ำ


บริเวณด้านข้างของวิลล่ากลางน้ำ



ห้องพัก Beach Front คืนละประมาณ 12,000 บาท



ไม่มีอะไรทำก็ชมวิวทะเลไปเรื่อย ทรายขาวมาก น้ำทะเลใสมากแต่พื้นเป็นปะการังก็จะเจ็บเท้าหน่อยนะคะ




เวลาประมาณหนึ่งทุ่มจะมีโชว์ให้อาหารปลาค่ะ ก็จะมีกระเบน ปลาฉลามตัวเล็กๆ เค้าให้แขกลงไปให้อาหารปลาได้ด้วยบริเวณที่โชว์ก็จะอยู่ตรงชายหาดหน้าสระว่ายน้ำค่ะ สำหรับแขกที่พักโซนวิลล่ากลางน้ำก็จะโชว์แถวๆ ชายหาดก่อนเดินขึ้นสะพานค่ะ



เวลาทุ่มครึ่งได้เวลาอาหารเย็น มาดูไลน์อาหารกัน
จะมีทั้งอาหารตะวันตก ตะวันออก อาหารอินเดีย แต่ที่อลังการมากคือเบเกอรี่่ และผลไม้งานดีมากแค่กินเบเกอรี่ก็คุ้มมากๆ แล้ว เราเลือกจ่ายค่าอาหารแบบไม่รวมน้ำนะคะ เค้ามีน้ำเปล่าเสริฟ์ให้นะส่วนน้ำหวาน เครื่องดื่มต่างๆ ต้องจ่ายเพิ่มค่ะ



เช้าวันที่ 2 เราตื่นกันตั้งแต่ตีห้า ไม่รู้จะรีบตื่นมาทำไมก็เดินเล่นรอบโรงแรมกันอีกรอบ รอเวลาอาหารเช้า 7.30 เดินจนทั่วก็ยังไม่ได้เวลาอาหาร เห็นรถกอล์ฟจอดอยู่เลยขอให้พนักงานโรงแรมขับรถชมโรงแรมซะหน่อย ซึ่งจริงๆ โรงแรมไม่ได้มีบริการนะคะ



เวลา 7.30 ได้เวลาอาหารเช้าก็จะมีทั้งสลัด ข้าวต้ม อาหารอินเดีย แต่เบเกอรี่ก็ยังเป็นอะไรที่ชอบมากที่สุดอยู่ดี สำหรับอาหารเช้ามีกาแฟ น้ำผลไม้ ให้ค่ะ จ่ายเงินแบบไม่รวมน้ำไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีน้ำกินนะ



ห้องพักการ์เด้นวิลล่าที่เราพักก็จะเป็นโซนห้องแถววิวป่่าแบบนี้



อุปกรณ์ในห้องก็จะออกแนวเรโทร โทรมๆ หน่อยเหมือนโรงแรมทั่วไป มีชากาแฟ กาน้ำร้อน น้ำเปล่าให้วันละ 2 ขวดแต่น้ำเปล่าเป็นขวดแก้วที่เติมน้ำลงไปนะคะ ไม่ได้เป็นน้ำขวดพลาสติกที่ขายตามร้านสะดวกซื้อนะ



เรานัดเรือกลับสนามบินประมาณ 9.30 โมง โรงแรมใช้เวลาเช็คเอ้าท์นานมากประมาณ 40 นาทีได้ ค่าอาหารและคชจ.เพิ่มต่างๆ เราจะจ่ายตอนเช็คเอ้าท์ทีเดียวนะคะ บริเวณนี้จะเป็นห้องอาหารโซนท่าเรือค่ะ



นั่งเรือมาประมาณ 10 นาทีก็ถึงสนามบิน วันนี้เราจะไปพักกันที่เกาะฮูลฮุมาเล นัดรถของโรงแรมมารับค่าบริการขาละ 10 ดอลลาร์ มายืนรอรถบริเวณที่เรียกรถแท็กซี่หน้าสนามบิน



ระหว่างทางไปโรงแรมคนขับก็ถามโปรแกรมเราว่าจะไปไหนบ้าง เราบอกว่าจะไปเดินเล่นเกาะมาเลกัน เค้าบอกว่าเขาจะไปมาเลพอดี ถ้าพวกคุณใช้เวลาเซ็คอินไม่นานก็ติดรถเขาไปได้เลย
ไม่รอช้า ไปถึงโรงแรม 10.30 ยังไม่ถึงเวลาเช็คอินก็ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมแล้วติดรถเขาไปเมืองมาเล ในรูปคือสะพานมิตรภาพจีน-มัลดีฟส์ ค่ะ สร้างขึ้นเพื่อข้ามระหว่างเกาะฮูลฮุมาเลและเมืองมาเล ค่ารถ 10 ดอลล่าร์ถือว่าคุ้มละ



มาเลถืเป็นเมืองหลวงที่เล็กที่สุดในโลก เรารู้สึกได้ว่าค่อนข้างแออัด สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ เราตั้งใจจะเดินเที่ยวให้ครบแต่อากาศร้อนมาก เลยไปแค่
พระราชวังมูลีอาเก Muliaage / มัสยิดฮูกุรุมิสกิ Hukuru Miskiy / อุทยานสุลต่าน Sultan park แล้วก็ไปช็อปปิ้งในห้างซื้ออินทผาลัมและชา ราคาไม่แพงและรสชาติดีมาก



ด้วยความที่เราไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เราเลยไม่สามารถเดินตาม Gps ได้ว่าสถานที่ไหนอยู่ตรงไหน ก็เลยเดินเลียบท่าเรือไปเรื่อยๆ จนมาเจอตลาดสดค่ะ ตลาดสดของเค้าก็จะเป็นเหมือนห้องสังกะสีอยู่ฝั่งเดียวกับท่าเรือ ของที่ขายส่วนมากก็จะเป็นผัก ผลไม้ อาหารแห้ง น้ำตาลมะพร้าว ในรูปคือพริกที่เค้าว่าเผ็ดที่สุดในโลก และสคูลพายราคาสองชิ้น 1 us เราชิมแล้วรสชาติเหมือนเปลือกมะพร้าวที่หอมๆ ค่ะ ความจริงที่ไทยก็มีนะคะเคยเห็นที่สัตหีบ



ตอนแรกเรามีโปรแกรมจะไป เกาะ Villingili กัน แต่ไม่ไหวอากาศร้อนมากๆ เลยตัดสินใจนั่งเรือกลับฮูลฮุมาเล ดีกว่าค่าเรือคนละ 10 รูฟิย่า กะว่าไปพักเอาแรงที่โรงแรมแล้วตอนเย็นค่อยไปเดินเล่นชายหาดกัน นั่งเรือไปประมาณ 20 นาที เวลาประมาณบ่ายสองก็ถึงท่าเรือฮูลฮุมาเล เรานั่งรถบัสสาย N2 ค่ารถคนละ 3 รูฟิย่า นั่งไปประมาณ 5 ป้ายก็ถึงโรงแรมป้ายรถเมล์อยู่หน้าโรงแรมเลยสะดวกมาก



พนักงานโรงแรมแนะนำว่าประมาณห้าโมงเย็นจะมีตลาดนัด เปิดขายของอยู่ติดกับโรงแรม เราก็เลยไปเดินเล่นตลาดนัดกันบรรยากาศก็เหมือนตลาดนัดบ้านเราค่ะ



มาเดินเล่นกันต่อที่ชายหาดหลังโรงแรมเจอคนมาทำเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานกันด้วย



เรากินอาหารเย็นกันที่ร้านอาหารอินเดียของโรงแรม ซึ่งรสชาติไม่ถูกปากเอาซะเลย ข้าวผัดอินเดีย จานละประมาณ 160 บาท เค็มมาก นานชีทประมาณ 60 บาทอร่อยดี ต้มยำกุ้งประมาณ 130 บาทไม่มีความอร่อยเลย



เช้าวันที่ 3 ตื่นกันตั้งแต่หกโมงเช้า เราจองโรงแรมมาแบบไม่รวมอาหารเช้าและเมื่อได้กินมื้อค่ำที่ร้านอาหารของโรงแรมแล้วเลยตัดสินในกินขนมปังที่ซื้อจากร้านมินิมาร์ทเป็นอาหารเช้าดีกว่า กินอิ่มแล้วเราไปเดินเล่นที่เกาะฮูลฮุมาเลกันต่อ รอบนี้เราเดินไปฝั่งตรงข้ามกับเมื่อวานเพื่อไปมัสยิด Masjid Hamad bin Khalifa Al-Thani



กลับไปเดินเล่นชายหาดกันอีกรอบ ที่เห็นในรูปเป็นสระว่ายน้ำกลางทะเล เพราะทะเลที่นี่คลื่นค่อนข้างแรง เค้าก็จะทำแนวกั้นคลื่น



เดินเที่ยวในมัลดีฟส์เราไม่เจออาหารทะเลเลยค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นไก่ และปลาทูน่า เดินสำรวจบ้านเรือนของคนท้องถิ่นแล้ว เวลาประมาณ 9 ก็ให้รถของโรงแรมไปส่งที่สนามบินค่ารถ 10 us
ที่สนามบินมาเล หลังจากเช็คอินผ่านตม. มาแล้วมีดิวตี้ฟรีให้ช็อปปิ้ง และมีร้านอาหารให้เลือกกินอยู่หลายร้านนะคะ
เครื่องออกเวลา 12.25 เดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงก็ถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ



จบทริปมัลดีฟส์ 3 วัน 2 คืน 18,000 บาท ซึ่งถ้าถามว่าไปกลับมาแล้วรู้สึกอย่างไร เราตอบได้เลยว่าก็ไม่ได้แย่แต่ยังไม่สุด แนะนำว่าถ้ามีเวลาน้อยแบบเราวันที่สองให้เลือกไปทริปดำน้ำ แล้วค่อย กลับมาเดินเที่ยวเมืองมาเลตอนเย็นดีกว่า


ขอบคุณที่เข้ามาชมรีวิวค่ะ


ความคิดเห็น