ครั้งหนึ่งในชีวิต..ไปพิชิตป่าหูหยาง รีวิวโดย Asavaree Bunnate

“ใบไม้เปลี่ยนสี” ทางเลือกใหม่ไฉไลกว่าเดิมที่ “ป่าหูหยาง”หูหยาง : เกิดพันปีไม่ตาย > ตายพันปีไม่ล้ม > ล้มพันปีไม่เน่า ผมได้ยินชื่อนี้ครั้งแรกจากพี่คนหนึ่งที่รู้จักกัน แนะนำผมว่า … “แพททำทัวร์ไปดูป่าหูหยางเปลี่ยนสีสิ ยังไม่ค่อยมีคนทำ คนไทยยังไม่ค่อยรู้จัก มีแต่พวกกลุ่มช่างภาพที่ Backpack ไปกันเ

ครั้งหนึ่งในชีวิต..ไปพิชิตป่าหูหยาง

ครั้งหนึ่งในชีวิต..ไปพิชิตป่าหูหยาง

 วันพฤหัสที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2562 เวลา 16.04 น.

 วันที่เดินทาง 10 ต.ค. 2561

“ใบไม้เปลี่ยนสี” ทางเลือกใหม่ไฉไลกว่าเดิมที่ “ป่าหูหยาง”
หูหยาง : เกิดพันปีไม่ตาย > ตายพันปีไม่ล้ม > ล้มพันปีไม่เน่า

ผมได้ยินชื่อนี้ครั้งแรกจากพี่คนหนึ่งที่รู้จักกัน แนะนำผมว่า …

แพททำทัวร์ไปดูป่าหูหยางเปลี่ยนสีสิ ยังไม่ค่อยมีคนทำ คนไทยยังไม่ค่อยรู้จัก มีแต่พวกกลุ่มช่างภาพที่ Backpack ไปกันเอง ซึ่งก็น้อยมาก ๆ”

จากนั้นผมก็ลองค้นหาข้อมูลดูว่า ป่าหูหยางมันคืออะไร พอได้เห็นรูปเท่านั้นแหละ … ผมคิดในใจทันทีว่า ผมจะต้องทำทัวร์ไปที่นี่ให้ได้ เพื่อให้คนไทยได้ไปเห็นภาพสวย ๆ ด้วยตาตัวเองมากขึ้น


ผมพยายามติดต่อคู่ค้าที่เมืองจีน เพื่อพาผมไปสำรวจเส้นทาง แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะดูแล้ว ไม่ค่อยมีใครสนใจที่จะทำเลยสักคน ผมก็เป็นประเภท ไม่ชอบบังคับใครเสียด้วย ก็เลยไม่ได้ทำทัวร์ป่าหูหยางสักที แต่ผมก็ไม่ย่อท้อนะครับ เมื่อมีโอกาสได้รู้จักคู่ค้าใหม่ ๆ ผมก็จะพยายามชวนเขาไปสำรวจเส้นทางป่าหูหยางด้วยกัน

ผ่านไป 1 ปีเต็ม ๆ ที่ความพยายามของผมเริ่มเห็นผล เมื่อมาคู่ค้าเจ้าใหม่ เข้ามาหาผมที่ออฟฟิศ เพื่อเสนอเป็นแลนด์ทัวร์จิ่วจ้ายโกว ผมเลยสอบถามถึงเส้นทางป่าหูหยาง และความเป็นไปได้ที่จะไปสำรวจกัน เราใช้เวลาเตรียมตัวกันนานหลายเดือน เพื่อเตรียมข้อมูลในการสำรวจ และได้จังหวะลงตัวกันที่ เดือน ต.ค. 61 (ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี)

หลังจากทุกอย่างลงตัว ก็ได้เวลาไปตามล่าฝัน … สำรวจเส้นทางป่าหูหยาง

วันที่ 10-18 ต.ค. 61 คือวันที่เราเลือกกันไว้ เราเริ่มต้นด้วย แอร์ไชน่า (CA) มุ่งหน้าสู่เฉินตู เมืองที่เราถนัดและคุ้นเคยมากที่สุด (จากการทำทัวร์จิ่วจ้ายโกวมา 8 ปี) เราบินไปถึงเฉินตูตอนเย็น ๆ วันที่ 10 ต.ค. 61 ซึ่งงานนี้ได้รับเกียรติจากคู่ค้า มารับเราและเป็นหัวหน้าทีมสำรวจด้วยตัวเองเลย เราเลือกพักโรงแรมแถว ๆ สนามบิน เพราะเช้าวันรุ่งขึ้นเราต้องบินภายในต่อ ตั้งแต่เช้ามืด

เช้าวันรุ่งขึ้น (11 ต.ค. 61) พวกเราก็ไปสนามบิน เพื่อบินไปลงที่ จางเย่ โดยต้องเปลี่ยนเครื่องที่ หลันโจว ถึงจางเย่ ก็ประมาณเที่ยง แต่ทริปนี้เราไปสำรวจหลายที่ และ 1 ในนั้นก็คือ ภูเขาสายรุ้งที่จางเย่ แต่เราขอข้ามไปก่อน เพราะเราจะเน้นเฉพาะที่ ป่าหูหยางเท่านั้น (คืนนี้เรานอนที่จางเย่ 1 คืนครับ)


เช้าวันต่อมา (12 ต.ค. 61) เราออกเดินทางสู่ มองโกเลียใน (มีแวะที่แกรนด์แคนยอนก่อน 1 ที่) ตลอดเส้นทางที่เรานั่งรถไป มีแต่ทะเลทราย เวิ้งว้างไปหมด เป็นภาพที่พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน ต่างก็ตื่นเต้น + กังวล โดยกังวลว่า หากเกิดอะไรขึ้นกลางทาง เราจะทำอย่างไร ? ก็มีเหตุการณ์ให้ระทึกอยู่บ้าง เมื่อคนขับบอกว่า น้ำมันกำลังจะหมด ต้องหาที่เติมก่อน

ห๊ะ !! อะไรนะ … หาที่เติมน้ำมันกลางทะเลทรายเนี้ยนะ ?

เอาแล้ว ๆๆๆ พวกเรามองหน้ากัน พร้อมช่วยกันภาวนาให้เจอปั้ม จนแล้วจนรอด ก็ไปเจอบ้านชาวบ้าน ที่เขาสามารถแบ่งน้ำมันขายให้เราได้ (รอดตายกันไป)

พวกเราเดินทางไปถึง เมืองเอ๋อจี่น่าฉี่ ตอนค่ำ ๆ ก็แวะอะไรทานกันก่อน ผมถามหัวหน้าทีมสำรวจว่า คืนนี้เรานอนที่นี่ใช่มั้ย … เสียงตอบกลับมาว่า ไม่ใช่ครับ เราต้องเดินทางต่อกันอีก !! โอ้ววว … ยังไม่ถึงอีกเหรอ ? (จริง ๆ แล้วก็ถึงแล้วนั่นแหละ เพียงแต่ว่าช่วงที่ไปเป็นช่วงพีค โรงแรมเต็มหมด)

ป.ล. มื้อนี้ ผมได้ลองทาน เนื้ออูฐรมควัน ด้วยนะครับ ก็ถือว่า ลองให้รู้ครับ

ไฮไลท์ของวันก็มาถึง เมื่อโรงแรมที่เราพัก อยู่ติดกับชายแดนประเทศมองโกเลีย สภาพโรงแรมดูวังเวง และน่ากลัวมาก และที่หนักกว่านั้นคือ เจ้าหน้าที่โรงแรม ต้องโทรแจ้งตำรวจก่อนว่า มีคนไทยมาพัก กว่าจะได้เข้าห้องเล่นเอาเหนื่อย พลางคิดในใจว่า คืนนี้จะได้นอนมั้ยนะ และเมื่อขั้นตอนการ Check in อันแสนยุ่งยากผ่านไป ก็ได้เวลาเข้าไปในห้อง บอกเลยว่า … โคตรน่ากลัว ผมนอนไม่หลับแทบทั้งคืนเลย

(13 ต.ค. 61) เช้าก็ต้องตื่นแต่เช้ามืด เพราะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ ทะเลสาบจูหยวน” ไปแบบไม่รู้อะไรมากนัก ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก พอไปถึง … โคตรหนาววววว ลมก็แรงสุด ๆ เครื่องกันหนาวที่เตรียมไป เอาไม่อยู่ครับท่าน !! แต่ก็เอาน่ะ ลูกผู้ชายต้องอดทน … คนก็เยอะมาก รอคิวถ่ายรูปกัน มีเสียงจากคณะที่ไปสำรวจด้วยกันว่า … นี่ถ้าอากาศมันไม่หนาว นึกว่าอยู่ที่ “บางปู” (นกนางนวลเยอะมาก)

ป.ล. ผมเลยต้องถ่ายรูปที่มีอนุสาวรีย์มาด้วย จะได้รู้ว่า ไม่ใช่บางปูโว้ยยยย

จากนั้นหัวหน้าทีมสำรวจแจ้งว่า เราไม่มีเวลากลับโรงแรมแล้วนะ เราต้องไปป่าหูหยางกันเลย
เฮ้ยยยยยยยย … ไม่ได้เตรียมตัวไปป่าหูหยาง เตรียมมาแค่ดูพระอาทิตย์ขึ้น !! ไอ้โน่นก็ไม่ได้เอามา ไอ้นี่ก็ไม่ได้เอามา … จุดไฮไลท์ที่สุดของทริป กลับไม่พร้อม T T แต่ทำไงได้ล่ะครับ … ก็ต้องเลยตามเลย เข้าไปทั้งที่ไม่ได้เตรียมตัวมานี่แหละ

พอไปถึงหน้าอุทยาน หัวหน้าทีมสำรวจบอกว่า มีป้ายภาษาจีนเขียนไว้ว่า
“ป่าหูหยางแห่งนี้ รอคอยคุณมานานกว่า 3000 ปีแล้วนะ”
ผมฟังแล้วเฮ้ยยยย โดนอ่ะ ใช้คำได้กินใจมาก ๆ เลยยยยย

ได้บัตรเข้าอุทยานแล้วก็ลุย เดิน เดิน เดิน (ตื่นเต้นที่จะได้เห็นของจริง) ตอนเข้าไปไม่รู้ข้อมูลอะไรมากนัก เลยต้องไปที่ป้ายบอกข้อมูลการเที่ยว สรุปคร่าว ๆ ว่ามันมีจุดให้เที่ยวทั้งหมด 8 จุด (เรียกเป็น สะพาน 1-8) เราดูแผนที่แล้วก็ไม่ได้คิดอะไร คือไม่รู้ว่าแต่ละสะพานมันเดินไกลแค่ไหน ก็เดิน ดุ่ม ๆ เข้าไปเลย เรียงตามสะพานหรือเปล่าก็ไม่รู้



จุดแรกที่เจอ ถึงกับอุทานในใจ (เหี้ยยยย !! ป่าอะไรวะ โคตรสวยเลย) มันเป็นต้นไม้โบราณ ที่มีฟอร์มสวยงาม ดูประหลาดตา ที่สำคัญคือ มันเหลืองทองอร่ามไปทั้งต้น และทุกต้นเหลืองอร่ามเต็มท้องทุ่งเลย โอ้ยยยยย ไม่รู้จะเริ่มถ่ายจากตรงไหน

ผมเลยเริ่มด้วยการ Live ผ่าน FB เพราะอยากให้ทุกคนได้เห็นไปพร้อมกับผมเลย และทุกที่ที่สวย ๆ ผมก็จะ Live ให้เพื่อน ๆ ได้ชม จนลืมคิดไปว่า เรามาสำรวจเส้นทาง … เราต้องเก็บภาพ เก็บวิดีโอ เพื่อเอากลับไปทำข้อมูล และลืมคิดไปว่า File ที่ Live มันใช้งานไม่ได้ T T สรุปคือ แทบไม่มี Video กลับไปทำงานเลย เพราะมัวแต่ Live

พวกเราเดินกันไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พัก เพราะจินตนาการไม่ออกว่ามันกว้างขนาดไหน มีอยู่ช่วงหนึ่ง ต้องเดินกลางแดดเปรี้ยงตอนบ่าย และเดินยาวไกลมาก เป็นช่วงสะพาน 3 ป่าไม้หลิ่วสีแดง ก่อนจะถึงสะพาน 4 ป่าหูหยางโบราณ (ป่า Hero) กล้องก็หนัก ของก็เยอะ คิดในใจว่า … เราจะต้องเดินไปอีกไกลแค่ไหน ?

แต่ความเหนื่อย ก็แทบจะมลายหายไปในฉับพลัน เมื่อเดินพ้นป่าไม้หลิ่วสีแดง มาสักพัก (ระหว่างทางไป สะพาน 4 ป่า Hero) บอกเลย โคตรสวยยยยยยย !! ทั้งถ่ายรูป วิดีโอ และ Live จนแบตหมด (คือไม่มี Power Bank เพราะคิดว่าจะกลับโรงแรมก่อนมาป่าหูหยาง)

แต่นาทีนั้น ผมยืนซึมซับความงดงาม อยู่พักใหญ่ ๆ จนรู้สึกว่า ไม่อยากไปที่ไหนอีกแล้ว มันสวยมากเพียงพอแล้ว และแม้จะแบตหมด ผมก็ยังจะพยายามหาวิธี Live ให้ได้ เพราะอยากให้เพื่อน ๆ ได้เห็นความงามไปพร้อม ๆ กับผมเลย






จบที่นี่ ยังคงต้องเดินต่อ เพราะยังแคลงใจว่า ขนาดระหว่างทางไป ป่า Hero ยังสวยขนาดนี้ แล้วป่า Hero จะสวยขนาดไหน แล้วก็ต้องผิดหวังอย่างแรง เมื่อมาถึงป่า Hero ที่คิดว่าเป็นไฮไลท์ที่สุดของทริปนี้ เพราะใบไม้ร่วงหมดแล้ว ไม่หลงเหลือภาพในหนังเรื่อง Hero เลย แต่ก็ไม่ได้เสียใจอะไร เพราะผมได้ผ่านจุดที่ประทับใจที่สุดมาแล้ววววว

จากนั้นก็นั่งรถกลับไปที่หน้าอุทยาน เพื่อกลับไปที่โรงแรม เพราะไปต่อไม่ไหวแล้วครับ เราเที่ยวได้แค่ 4 สะพาน จากทั้งหมด 8 สะพาน และอีกจุดหนึ่งที่พลาดก็คือ เฮยสุ่ย กว้ายซู่หลิน” ป่าหูหยางที่กลายเป็นฟอสซิลไม้ คงต้องรอไว้ตอนที่พาลูกค้าไปเที่ยวอีกรอบ ถึงจะเก็บได้ครบ

ปล. เส้นทางใหม่ "ป่าหูหยาง" เปิดเพียงปีละครั้งเท่านั้นนะครับ (เดือนตุลาคม) ห้ามพลาดกันเลยทีเดียว!!!

แล้วก็ขอจบการ รีวิวป่าหูหยาง ในแบบฉบับของมือใหม่หัดรีวิวไว้เพียงเท่านี้ ครั้งต่อไปจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นไปนะครับ..ขอบคุณครับผม

#นี่ไงที่ไปมา #เที่ยวสนุกสุขคูณสอง
ขอบคุณไฟล์ VDO สวย ๆ จาก Double Enjoy Travel นะครับ
ถ้าท่านใดสนใจไปเที่ยวเส้นทางทริปใหม่ ๆ แบบนี้ สามารถติดต่อได้ที่ Double Enjoy Travel ครับ


ความคิดเห็น