(Day 1 - 2) เยือนเมืองจีน..เที่ยวชมมรดกโลก “อู่อี๋ซาน” ที่เที่ยวแห่งใหม่ที่คุณต้องไปสัมผัสให้ได้สักครั้ง รีวิวโดย Asavaree Bunnate

อีกสักครั้งกับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ของประเทศจีน ... อุทยานมรดกโลกอู่อี๋ซาน ที่ที่ควรค่าแก่การมาท่องเที่ยวและฟอกปอด เพราะอากาศดีมาก ๆ และด้วยเหตุผลที่อากาศดีแบบนี้แหละ ที่ทำให้เกิดสุดยอดแห่งชาอู่หลง "ต้าหงเผา" ชมต้นชาโบราณ ที่มีอายุมากกว่า 340 ปี และมีมูลค่า(ประกัน) ถึง 500 ล้านบาท !! OMG รอบนี้

(Day 1 - 2) เยือนเมืองจีน..เที่ยวชมมรดกโลก “อู่อี๋ซาน” ที่เที่ยวแห่งใหม่ที่คุณต้องไปสัมผัสให้ได้สักครั้ง

(Day 1 - 2) เยือนเมืองจีน..เที่ยวชมมรดกโลก “อู่อี๋ซาน” ที่เที่ยวแห่งใหม่ที่คุณต้องไปสัมผัสให้ได้สักครั้ง

 วันพฤหัสที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2562 เวลา 16.09 น.

 วันที่เดินทาง 11 พ.ค. 2562

อีกสักครั้งกับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ของประเทศจีน ... อุทยานมรดกโลกอู่อี๋ซาน ที่ที่ควรค่าแก่การมาท่องเที่ยวและฟอกปอด เพราะอากาศดีมาก ๆ และด้วยเหตุผลที่อากาศดีแบบนี้แหละ ที่ทำให้เกิดสุดยอดแห่งชาอู่หลง "ต้าหงเผา" ชมต้นชาโบราณ ที่มีอายุมากกว่า 340 ปี และมีมูลค่า(ประกัน) ถึง 500 ล้านบาท !! OMG รอบนี้เราจองตั๋วมากับทาง Double Enjoy Travel เหมือนเดิมจ้า ราคาถูกและคุ้มสุด ปกติไปเที่ยวจีนต้องนั่งรถต่อไปนาน ๆ แต่สำหรับโปแกรมนี้คือ บินตรงไปลงกันถึงที่เลยทีเดียว ให้อารมณ์แบบมาเพื่อให้ได้พักผ่อนจริง ๆ แถมสุขภาพดีอีกด้วยน้า 55 (เดินออกกำลังกาย ชิมชาอายุยืน)

Day 1 เราเริ่มเดินทางกันช่วงบ่ายกับสายการบิน Sichuan Airline สายการบินนี้ที่จะพาเราบินตรงมุ่งหน้าสู่ สนามบินอู่อี๋ซาน และเป็นสายการบินที่บริการแบบ Full Service นะคะ เราเลยถือโอกาสรีวิวสายการไปด้วยเลย (ใหม่ของเรา) เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักเพิ่มอีก 1 สายการบินที่บินดี และบริการเยี่ยมค่ะ

เรามาถึงสนามบินสุวรรณภูมิกันตอน 13.00 น. และมาเช็คอินกันที่เคาน์เตอร์ 3U (เดินกันมายาว ๆ อยู่เกือบประตูสุดท้ายของอาคารผู้โดยสารขาออกค่ะ) พอได้บอร์ดดิ้งพาสกันเรียบร้อย เราก็เข้าไปด้านในกันเลยค่ะ หลังจากเดินช้อปปิ้งกันไปหลายรายการแล้วก็มานั่งกินชานมไข่มุกรอขึ้นเครื่องกันดีกว่า 55 (ของที่มันต้องกิน)


เวลาประมาณ 15.30 น. เครื่องบินพร้อมแล้วเราไปขึ้นเครื่องกันค่ะ มาดูข้างบนเครื่องกันว่าเป็นยังไงบ้าง เราได้นั่งที่ 6D , 5D (ที่นั่งบนเครื่องเป็นแบบ 3-3) ที่นั่งกว้างดี นั่งสบายเลย แถมพอมองขึ้นไปด้านบน ถัดไปอีก 2 แถวก็มีจอมอนิเตอร์ให้เราได้ดูเส้นทางการบินด้วย และแอร์ของสายการบินนี้น่ารักดี ยิ้มแย้มตลอดเวลา และบริการดี


และพอเครื่อง Take-off กันได้สักพัก...ก็มาแล้ว!! กับอาหารมื้อเย็นของเรา เป็นอาหารจีน มีขนมปังกับโยเกิร์ตด้วย รสชาติของอาหารหลักก็ดีนะ แต่รสชาติจะกลาง ๆ ไม่เผ็ดเท่าไหร่ และมีเครื่องดื่มบริการตลอด ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ น้ำผลไม้ ไวน์ น้ำอัดลม (ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มค่ะ) หลังจากนอนพักผ่อนกันไปสักพัก ก็ใกล้ได้เวลาลงแล้ว ทุกอย่าลืมขอใบผ่านเข้า ตม. จีน มาเขียนกันนะคะ (เรานั่งเครื่องกันมาประมาณ 4 ชั่วโมง)


ออกจากสนามบินมาก็นั่งรถบัสขนาดกลางที่มารับไปโรงแรมที่อยู่กลางเมืองกันเลย อากาศออกจะเย็น ๆ สบายมากเลยนะคะทุกคน ตลอดทริปนี้เราพักกันที่ Minlu Hotel (โรงแรมแบบ 4 ดาว) โรงแรมใหญ่โตและตั้งอยู่ในย่านขายของอีกด้วย เราไปเช็คอินเข้าที่พักกันเลย เราได้ห้องพักที่ชั้น 3 ฝั่งติดถนนด้วย วิวห้องมองออกมาก็ดี ที่นี่ดูเป็นเมืองที่สะอาดมาก ผิดตาไปจากการเที่ยวเมืองจีนที่ผ่านมาเยอะมากค่ะ


ภายในห้องพักดูดีเลยทีเดียว เป็นแบบเตียงเดี่ยว 2 เตียง ในห้องมีอุปกรณ์ครบหมดทุกอย่าง และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ชุดกาน้ำชา และใบชาเกรดอย่างดี ให้เราได้ลองชิมกันอีกด้วย (เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องชามาก ๆ ค่ะ) แต่ที่ชอบคือ ภายในห้องพักจะมีแอร์ให้ แต่!!! เค้ามีหน้าต่างที่ติดมุ้งลวดอีกด้วย จากที่ถามมาจากพนักงาน คือ เมืองนี้อากาศเย็นสบายตลอด ยิ่งช่วงกลางคืน เราสามารถปิดแอร์ แล้วเปิดหน้าต่างนอนได้ด้วยค่ะ เราลองทำกัน อากาศดีจริง ๆ หลับสบาย แทบไม่ต้องเปิดแอร์เลยค่ะ



Day 2 สวัสดียามเช้า..อู่อี๋ซาน!! เช้านี้เราทานอาหารเช้ากันที่โรงแรมค่ะ อาหารก็จะเป็นพวกข้าวต้มขาว ทานกับเครื่องเคียงต่าง ๆ มีพวกสลัดและผลไม้ด้วย แนะนำสำหรับคนไทยที่ไปเที่ยวว่าควรพกหมูหยองหรือไข่เค็มไปด้วยก็ดีนะคะ เพราะกับข้าวส่วนใหญ่ที่นี่จะติดมีมัน ๆ หน่อย รสชาติก็กลาง ๆ พอทานได้ แต่ใครที่ไม่คุ้นอาจจะทานลำบากนิดนึง

โปรแกรมแรกสำหรับวันนี้เราไปกันที่ “อุทยานมรดกโลกอู่อี๋ซาน” เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ มีอาณาเขต 70 ตารางกิโลเมตร เขาอู่อี๋ซานครอบคลุมพื้นที่ของเขตอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมและ ธรรมชาติ 4 เขต ได้แก่ เขตทิวทัศน์เขาอู่อี๋ซาน เขตอนุรักษ์ธรรมชาติเขาอู่อี๋ซาน โบราณสถาน และเขตอนุรักษ์ต้นน้ำจิ่วชีว์ซี และยังเป็นแหล่งกำเนิดของวัฒนธรรมความเชื่อทางศาสนาตลอดจนแหล่งผลิตชาด้วย (ช่วง สาระดี..มีให้รู้)

เรามาถึงทางเข้าแล้ว การที่เราจะเข้าต้องซื้อตั๋วกันด้วยนะคะ แล้วต่อแถวเดินเข้ากันไป เพื่อไปต่อด้วยรถไฟรางค่ะ เราทุกคนต้องนั่งรถไฟรางไปทางด้านบน สถานีแรกที่เราจะไปกันคือจุดไฮไลท์เลยค่ะ “เขาเทียนโหยวฟง” และ “จุดชมวิวของเขาอู่อี๋ซาน”



สถานีแรกที่เราจะไปกันคือจุดไฮไลท์เลยค่ะ “เขาเทียนโหยวฟง” และ “จุดชมวิวของเขาอู่อี๋ซาน” แต่ไม่ใช่ว่าลงรถไฟแล้วถึงเลยนะคะ เราต้องเดินกันต่อไปอีก เพื่อเข้าไปชมยังจุดต่าง เอ้า!!มาเริ่มต้นเดินกันได้ GoGo (ดีหน่อยที่ตลอดทางเดินมีต้นไม้เป็นร่มเงาตลอด และอากาศก็เย็นสบาย ทำให้เราเดินกันได้สบาย ๆ ค่ะ)


เดินกันมาสักพักเราก็มาถึงจุดแรกคือ “สะพานผ่านฟ้า” ค่ะ ถ้าเรามองลงไปด้านล่างจะเห็นแม่น้ำที่เค้าจะล่องแพไม้ไผ่กัน ตรงจุดนี้จะเห็นวิวที่สวยมาก โดยล้อมรอบด้วยภูเขาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น “เขาเทียนโหวยฟง”, “เขาราชา”, “เขานางฟ้า”


และเราก็เดินทางกันต่อไป ตามทางเดินจะมีจุดให้เรานั่งพักกันได้ตลอด เหนื่อยก็นั่งพักถ่ายรูปกันเก๋ ๆ ไปค่ะ อย่างเราเองก็ไม่พลาด ได้ภาพตามมุมสวย ๆ มาเพียบ เดินกันมาสักพักไกด์ก็แวะพาเราไปชม “โรงเรียนสอนนักปราชณ์” จะตั้งอยู่บริเวณตีนเขาของที่นี่ โดยโรงเรียนนี้ได้เปิดทำการสอนเมื่อ 800 ปีก่อน ซึ่งตอนนี้ก็จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เราเข้าไปชมกันค่ะ



เดินชมและถ่ายรูปกันพักใหญ่ พอหายเหนื่อยเราก็ออกเดินกันต่อไป คราวนี้เรามุ่งหน้าสู่ “เขาเทียนโหยวฟง” กันเพื่อขึ้นไปชมวิวจากมุมบนยอดเขาสู่ผืนน้ำ ตลอดเส้นทางการเดินไปที่ทางขึ้นเขาก็จะมีที่ให้นั่งตลอดเส้นทาง แต่จะวางอยู่ตามซอกเขาที่เราเดินผ่าน ที่นั่งเค้าเก๋ดีค่ะ

แล้วเราก็เดินกันมาจนถึง “เขาเทียนโหยวฟง” แต่เราต้องเดินผ่านช่องเขาที่เรียกว่า “เส้นผ่านฟ้า” เพื่อขึ้นไปชมวิวกัน เอ้า!!GoGo ตามที่เห็นเลยค่ะ ทางเดินจะค่อนข้างแคบและชันมาก แต่ดีอย่างที่ตลอดทางเดินจะมีราวโซ่เหล็กให้จับไปตลอดทาง



และแล้วเราก็เดินกันจนมาถึงบนจุดชมวิวที่ยอดเขาเทียนโหยวฟง ถึงจะเหนื่อยแต่วิวบนนี้สวยมากค่ะ พอมองลงไปจะเห็นวิวโค้งน้ำ บนนี้บรรยากาศดีมาก ลมพัดเย็นสบาย นั่งพักกันพอให้หายเหนื่อย แล้วเราก็หามุมถ่ายภาพกันสักหน่อย



หลังจากชมวิวกันจุใจแล้ว ก็กลับลงมาจากเขา และก็ได้เวลาไปทานอาหารเที่ยงกัน ที่นี่เราไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูนะคะ เนื่องจากหิวกันมากจากการใช้แรงเดินเยอะ เลยก้มหน้าก้มตากินข้าวกันอย่างเร็ว 55 หลังจากนั้นทางไกด์ก็พาเราเดินไปต่อแถวเพื่อที่จะไป “ล่องแพไม้ไผ่ ลำธาร 9 โค้ง” รอบนี้เราจะได้ชมวิวแบบว่าจากผืนน้ำสู่ยอดเขากันบ้าง ว่าจะสวยกันขนาดไหน ไปกันเลยจ้า!!



ต้องขอบอกว่าบรรยากาศดีมาก ถึงจะมีแดดบางช่วงแต่ก็มีลมเย็นพัดมาปะทะหน้าตลอด นั่งกันเพลินเลยกับ 9 โค้ง 18 เลี้ยว ลำธารเป็นสีเขียวใสสะอาดดุจกระจกเงา ชมทิวทัศน์อันสวยงามดุจแดนสวรรค์สองฝั่งธารน้ำ พร้อมฟังตำนานเรื่องเล่าต่างๆ จากผู้ค้ำถ่อแพไม้ไผ่ เราต้องมีจินตนาการตามด้วยนะคะ เค้าจะให้เรามองตามยอดเขาต่าง ๆ จะมีเรื่องราวมากมาย แล้วภูเขาหรือหินแต่ละก้อนก็จะมีรูปร่างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ภูเขานางฟ้าเอย หรืออีกมากมาย เอ้า!!ไม่ใช่แค่นั่งชมบรรยากาศ เราต้องมาเป็นศิลปินกันซะหน่อยแล้ว สนุกสนามเพลิดเพลินตลอดเส้นทางเลยค่ะ

หลังจากล่องแพไม้ไผ่เสร็จแล้ว เราก็มาเดินกันต่อที่ “ถนนโบราณราชวงศ์ซ่ง” ถนนเส้นนี้ ก่อสร้างเลียนแบบสไตล์รราชวงศ์ซ่ง มีร้านจำหน่ายสินค้า อาทิ เช่น ร้านชา ร้านเหล้า และร้านขายของที่ระลึกต่างๆ ความยาวประมาณ 300 เมตรค่ะ



“ถนนโบราณราชวงศ์ซ่ง” จะมีจุดให้เราถ่ายรูปค่อนข้างเยอะ แถมตลอดทั้งถนนยังมีร้านขายของมากมาย และที่เราชอบที่สุดเห็นจะเป็นร้านเครื่องปั้นดินเผาค่ะ เค้าทำให้ดูกันเลย ตั้งแต่ขั้นตอนปั้น โดยเฉพาะถ้วยชา มเค้าออกแบบมาสวยมาก ทั้งลวดลายและผิวสัมผัส แต่อากาศแบบนี้ขอเติมความหวานเข้าร่างกายนิดนึงนะคะ จัดไปกับไอศครีมสตอเบอรี่ หลังจากนั้นทางไกด์ก็พาเราทุกคนกลับออกมาจากอุทยานอู่อี๋ซานเพื่อไปทานอาหารเย็นกัน มื้อนี้เราได้ทานกันที่ภัตตาคารอาหารจีน หมู เห็ด เป็ด ไก่ มากันครบ อาหารสำหรับที่นี่ไม่เลียนมาก มีรสเผ็ดมาตัดบ้าง รสชาติโอเคเลยค่ะ


ช่วงค่ำวันนี้เรามีนัดกันไปชม “โชว์ IMPRESSION ต้าหงเผา” เป็น 1 ใน 5 โชว์ของผู้กำกับชื่อดัง จางอวี้โหมว เป็นการแสดงกลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่ตระการตา เวทีที่ใช้มองด้วยสายตามีความยาวที่สุดในโลกถึง 12,000 เมตร และเป็นโชว์เดียวในโลกที่มีที่นั่งหมุนได้ 360 องศา เพื่อเพิ่มอรรถรสในการชม โชว์นี้ใช้วัฒนธรรมชาเพื่อบอกเล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรม ธรรมชาติ และความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นนี้ค่ะ ต้องบอกว่าเป็นโชว์ที่งดงามมากเลย ตลอดการชมเรานั่งอยู่กับที่ตลอด แต่ที่นั่งของเรามันจะหมุนเองไปตามเนื้อเรื่องที่ดำเนินไป สนุกและน่าติดตามชมมากค่ะ (เราเอาภาพบรรยากาศบางส่วนมาให้ชมกันด้วย)




หลังจากเราชมกันเสร็จเรียบร้อยก้เดินทางกลับมาพักผ่อนที่โรงแรมกัน แต่สำหรับเราเมื่อกลับมาถึงโรงแรม ก็ออกไปเดินเล่นรอบ ๆ โรงแรมกันต่อ จะมีร้านขายของฝากให้เดินชมกันเยอะเหมือนกนค่ะ โดยเฉพาะร้านขายพวกชาต้าหงเผ่า หรือพวกชุดกาน้ำชา ถ้วยชา และที่ขาดไม่ได้เมื่อมาถึงที่นี่แล้วก็คือ ต้องได้ลองลิ้มรสอาหารพื้นบ้านกันสักหน่อย เราเลยเลือกร้านอาหารหมาล่าชิมกันค่ะ หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันพักผ่อน เพื่อเก็บแรงไว้สำหรับทริปในวันต่อไป

ทริปเที่ยวครั้งนี้มีโปรแกรมเดินทางถึง 4 วัน 3 คืน และกิจกรรมเยอะมาก ๆ เราเลยขอแบ่งการเล่าเรื่องราวเป็น 2 ช่วงนะคะ สามารถติดตามช่วงต่อไปได้ที่ https://th.readme.me/p/27186

。^‿^。... ASAVa ชีวิตคือการเดินทาง ...。^‿^。


ความคิดเห็น