Julley!! Lost in Leh Ladakh 2019 >> Part 2 รีวิวโดย Mister.Koke'

Julley!! Lost in Leh Ladakh 2019 (Part 2) ใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนแรกไปตามอ่านกันได้ตามลิงค์นี้เลยครับ https://th.readme.me/p/26769 ผมขอลงแผนการเดินทางไว้ให้ดูอีกรอบนะครับ Day 1 25 May : BKK to New Delhi Day 2 26 May : New Delhi to Leh ladakh >> Shanti stupa, Namgyal Tsemo, Leh palace D

Julley!! Lost in Leh Ladakh 2019 >> Part 2

Julley!! Lost in Leh Ladakh 2019 >> Part 2

 วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2562 เวลา 15.53 น.

 วันที่เดินทาง 25 พ.ค. 2562

Julley!! Lost in Leh Ladakh 2019 (Part 2)

ใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนแรกไปตามอ่านกันได้ตามลิงค์นี้เลยครับ

https://th.readme.me/p/26769

ผมขอลงแผนการเดินทางไว้ให้ดูอีกรอบนะครับ


Day 1 25 May : BKK to New Delhi

Day 2 26 May : New Delhi to Leh ladakh >> Shanti stupa, Namgyal Tsemo, Leh palace

Day 3 27 May : Leh to Lamayuru (ไปกลับ) >> Sangam of Indus & Zanskar rivers,Magnetic Hill,Moon land,Alchi Monastery,Likir monastery,Lamayuru monastery

Day 4 28 May :Leh to Nubra Valley(ไปค้าง) >>Khardongla Pass,Diskit & Hunder monastery,White sand dunes & Camel safari

Day 5 29 May : Nubra Valley to Pangong Lake(ไปค้าง) >>Shayok River way,Pangong lake

Day 6 30 May : Pangong Lake to Leh(กลับมาค้าง leh) >> Changla Pass,Hemis monastery,Thiksay monastery,Leh Bazaar

Day 7 31 May : Leh to Tsomoriri Lake(ไปค้าง)>> Chumathang Hot spring,Mahe Bridge,see Himalayan marmots on side way,Toskar lake(Small lake),Tsomoriri lake

Day 8 1 Jun : Tsomoriri Lake to Leh (กลับมาค้าง leh) >> Shopping at Leh city,Sigh seeing

Day 9 2 Jun : Leh to New Delhi (กลับแล้วจ้า)

ช่วงเวลาการเดินทาง 25 พฤษภาคม 2562 ถึง 2 มิถุนายน 2562 รวม 9 วัน 8 คืน จ้าาา ถือว่าพวกเราวางแผนช่วงเวลาได้ค่อนข้างดีนะครับ เพราะเวลาประมาณนี้ทำให้เราเก็บสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ Leh ได้ทั้งหมดแบบ 100% แบบไม่ต้องเร่งรีบมากจนเกินไป ดังนั้นใครที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยว Leh ladakh แล้วอยากเก็บที่เที่ยวให้ครบหมดใน trip เดียวผมขอแนะนำว่าควรจะมีเวลาอย่างน้อยประมาณ 9-10 วันครับ

การเดินทาง

การเดินทางทั้งหมด 4 ขาเราใช้บริการ Full service ของ Air India จ้าา (แค่ได้ยินชื่อก็ขนลุกกันแล้วใช่มั้ย 55+)

**สังเกตุว่าเราเดินทางกลับกันวันที่ 4 มิถุนายน นะครับเนื่องจากเราอยู่เที่ยวที่อินเดียกันต่ออีก 2 วัน**

การเดินทางครั้งนี้ของเราถือว่าค่อนข้างราบรื่นครับ ไม่มีดีเลย์ ไม่มียกเลิกไฟลท์ ถือว่าเวลาเดินทางค่อนข้างเป๊ะโชคดีมากๆ ส่วนเรื่องการบริการบนเครื่องก็ทั่วๆไปครับ ไม่มีอะไรพิเศษ เรื่องที่กังวลสำหรับผมเกี่ยวกับสายการบินนี้มีอยู่แค่ 2 อย่างครับคืออาหารกับกลิ่น เรื่องแรกสำหรับใครที่ไม่ชอบอาหารอินเดีย หรืออาหารที่มีเครื่องเทศกลิ่นแรงแบบผม คงทานไม่ได้แน่ๆครับ ส่วนเรื่องกลิ่นบนเครื่องผมค่อนข้างโอเคนะครับไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้ 55+

มาต่อกันเลยครับ

Day 4 28 May : Leh to Nubra Valley(ไปค้าง) >>Khardongla Pass,White sand dunes & Camel safari

ออกเดินทางกันต่อเลยครับเนื่องจากวันนี้เราต้องเดินทางค่อนข้างไกลเลยออกเดินทางกันเช้าหน่อย การเดินทางวันนี้เส้นทางมีหลากหลายมากทั้งขึ้นเขา ลงเขา หิมะ ทางดิน โคลน หิน ครบเลยจ้าและเรายังต้องเดินทางผ่าน Khardongla Pass ซึ่งเป็นถนนที่มีความสูงที่สุดในโลกมีความสูงถึง 5,359 เมตร หรือประมาณ 18,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล แน่นอนว่าอากาศเบาบางมาก พวกเราจึงตกลงกันเช่าถัง Oxygen ไปด้วยเผื่อเกิดเหตุการฉุกเฉิน ออกเดินทางมาซักพักขึ้นเขามาเรื่อยๆก็ถึง view point แรก เป็นจุดที่มองลงไปเห็นตัวเมือง Leh จากอีกฝั่ง

จัดไปคนละ 1 shot ครับ จุดนี้วิวข้างหลังเหมือนเรายืนอยู่หน้าภาพวาดใน Gallery เลยครับ เอาเรื่องมากๆ

วิวด้านหลังอีกมุมนึงก็สวยไม่แพ้กันเลยขอจัด group shot กันไปอีกสักใบ กว่าจะหาจังหวะไม่มีคนได้นานเลยครับ ถือเป็นจุดยอดฮิตบนเส้นทางที่จะมั่งหน้าขึ้นไปยัง Khardongla Pass เลยก็ว่าได้

ออกเดินทางกันต่อเส้นทางก็ยังคงเป็นทางขึ้นเขาเรื่อยๆ เขาลูกนี้ว่าสูงแล้วยังมีลูกหน้าที่สูงกว่า ขึ้นไปสักพักสองข้าวทางเริ่มมีหิมะปกคลุม หิมะเริ่มตกลงมาเรื่อยๆ ฟีลดีมากครับ

ระหว่างทางถนนค่อนข้าง adventure พอสมควรเลยครับทั้งหลุมดิน ทั้งหิมะตามพื้นถนนที่จับตัวกันแข็งเป็นก้อนน้ำแข็ง แถมอากาศหนาว สำหรับใครที่คิดว่าตัวเองอาจจะมีปัญหากับสภาพอากาศเบาบาง ผมแนะนำให้คุยกับคนขับรถให้ขับขึ้นช้าๆเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวระหว่างทางก็ดีครับ ไม่นานเราก็เดินทางมาถึง Khardongla Pass วันนั้นอากาศค่อนข้าวหนาวมากครับแถมทัศนวิสัยไม่ค่อยดีเลยไม่ได้ถ่ายภาพไว้เท่าไหร่ จุดนนี้เป็นคล้ายๆกับจุดพักรถระหว่างทางที่มีค่ายทหาร ร้านอาหารและห้องน้ำให้ผู้เดินทางแวะพักได้ ส่วนพวกเราขอบายดีกว่าไม่ไหวจริงๆ


เราขึ้นไปบน Pass กันแค่ประมาณ 30 นาทีก็ตัดสินใจลงเนื่องจากอากาศหนาวและเบาบางมากกลัวพี่ในทริปมีอาการ AMS กำเริบบวกกับสู้กับกองทัพนักท่องเที่ยวแขกไม่ไหวขอบายดีกว่า เส้นทางลงเหมือนจะดีกว่าตอนขึ้นหน่อยนึง 55+


ระหว่างทางก็มีรถผ่านขึ้นมาเรื่อยๆ บีบแตรกันทุกโค้งเลยก็ว่าได้ครับ

เดินทางลงมากันได้ประมาณ 2 ชั่วโมงไกด์ก็แวะให้เราพักกินข้าวเที่ยง ระหว่างรอเราไกด์จะคอยทำความสะอาดรถโดยเฉพาะเช็ดกระจกทุกบานให้ใสสะอาดอยู่เสมอ สงสัยกลัวจะมองวิวข้างนอกรถไม่ชัด ผมนี่ยกตำแหน่งคนขับรถดีเด่นให้เลยครับ ลืมแนะนำครับไกด์ของเราชื่อ Otsal(อ่านว่า อ๊ดเซา) บริการดีมากครับ ขับรถดี ปลอดภัย พูดภาษาอังกฤษได้ในระดับพอสื่อสารได้ ใครสนใจติดต่อหลังไมค์มาถามรายละเอียดได้นะครับ


ออกเดินทางกันต่อครับสถานีต่อไปคือ Nubra valley ซึ่งเป็นที่ตั้งของ White sand dunes & Camel safari และภูมิประเทศแบบหุบเขา(Valley) มีช่วงต้นไม้เขียวๆเป็บบางจุดระหว่างทาง

ระหว่างทางจะมีสะพานข้ามลำธารหรือแม่น้ำอยู่เรื่อยๆ ซึ่งเกือบทุกสะพานจะต้องมีธงมนต์ผูกอยู่ แต่สะพานนี้พิเศษหน่อยมีวิวหุบเขาที่สวยมว๊าก

มาถึงอีกหนึ่ง view point คล้ายๆกับ Oasis กลางทะเลทรายเลยครับอยากให้มาเห็นด้วยตาครับสวยกว่าในภาพหลายเท่าจริงๆ


ออกเดินทางกันต่อไปยังจุดสุดท้ายของวันนี้นั่นก็คือ White sand dunes & Camel safari ตอนแรกแผนเดิมเราจะไป Diskit & Hunder monastery แต่ดูเวลาแล้วคงไม่ทัน วันนี้เราจะไปขี่อูฐในทะเลทรายกันเป็นกิจกรรมสุดท้าย 55+

ใช้เวลาจาก view point ไม่นานเราก็มาถึง Camel safari เป็นทะเลทรายขนาดไม่ใหญ่มากโอบล้อมด้วยภูเขาหินขนาดใหญ่ มีอูฐอยู่เต็มไปหมดเลยครับอูฐที่นี่เป็นอูฐสายพันธุ์หนอกเดียวตัวใหญ่เอาเรื่องเลยครับ โดยอูฐจะจับอยู่กันเป็นกลุ่มแยกกันตามเจ้าของ เราสามารถไปเลือกได้เลยว่าอยากใช้บริการขี่อูฐชมวิวกับเจ้าไหน(จริงก็เหมือนกันหมดจะพูดทำไม 55)

อัตราค่าบริการขี่อูฐเราเช่าทั้งหมด 4 ตัวคนละตัว ประมาณ 30 นาที ราคา 1,000 Rs/4 คน ราคาถือว่าถูกมากๆเลยครับคิดเป็นเงินไทยตกประมาณคนละ 110 บาท ถูกกว่าขี่ม้าแคระริมทะเลที่หัวหินอีก 55+ หลังจากเราตกลงราคาก็ไปเลือกอูฐกันตามใจชอบได้เลยครับ

หลังจากเลือกอูฐที่ถูกใจได้แล้วก็บอกเจ้าของเค้าจะพาเราขึ้นหลังอูฐและพาเดินชมทะเลทราย ตอนเดินจะเดินตามกันเป็นกลุ่มนะครับโดยเข้าของอูฐจะเดินไปกับเราด้วย พอได้ขึ้นขี่่อูฐจริงๆก็แอบเสียวอยู่เหมือนกันนะครับ สูงกว่าที่คิดไว้แถวโยกเยกเอาเรื่องอยู่แต่ก็ตื่นเต้นดีครับ






หลังจากใช้เวลาขี่อูฐกันอยู่ประมาณ 30 นาทีเราก็เดินไปถ่ายรูปกันตรงเนินทะเลทรายกันต่อแต่อยู่ได้ไม่นานมากเนื่องจากลมค่อนข้างแรงทรายปลิวจนมองกันไม่เห็นเลยขอบายดีกว่า


เราเดินทางกลับที่พักซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก camel safari มากนัก เดินทางประมาณ 15 นาทีโดยคืนนี้เราจะพักกันที่โรงแรม Hotel grand nubra โรงแรมคล้ายๆกับที่ตัวเมือง Leh แต่สำหรับผมคิดว่าการบริการและห้องพักดีกว่ามากเลยให้ 5 ดาวเลยครับ 55


มีเด็กๆมาต้อนรับพวกเราด้วยวันนี้ เลยแจกขนมไปคนละห่อสองห่อ


จบการเดินทางวันที่ 4 เป็นวันที่เดินทางกันทั้งวันไม่ค่อยได้แวะกันสักเท่าไหร่ สำหรับวันพรุ่งนี้(วันที่ 5)เราจะเดินทางกันไปต่อที่ Pangong lake

เดี๋ยวพรุ่งนี้มาเขียนต่อนะครับ ฝากติดตามกันด้วยจ้าา 09/09/2019


ความคิดเห็น