Julley!! Lost in Leh Ladakh 2019 >> Part 2 รีวิวโดย Mister.Koke'

Julley!! Lost in Leh Ladakh 2019 (Part 2) ใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนแรกไปตามอ่านกันได้ตามลิงค์นี้เลยครับ https://th.readme.me/p/26769 ผมขอลงแผนการเดินทางไว้ให้ดูอีกรอบนะครับ Day 1 25 May : BKK to New Delhi Day 2 26 May : New Delhi to Leh ladakh >> Shanti stupa, Namgyal Tsemo, Leh palace

Julley!! Lost in Leh Ladakh 2019 >> Part 2

Julley!! Lost in Leh Ladakh 2019 >> Part 2

 วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2562 เวลา 15.53 น.

 วันที่เดินทาง 25 พ.ค. 2562

Julley!! Lost in Leh Ladakh 2019 (Part 2)

ใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนแรกไปตามอ่านกันได้ตามลิงค์นี้เลยครับ

https://th.readme.me/p/26769

ผมขอลงแผนการเดินทางไว้ให้ดูอีกรอบนะครับ


Day 1 25 May : BKK to New Delhi

Day 2 26 May : New Delhi to Leh ladakh >> Shanti stupa, Namgyal Tsemo, Leh palace

Day 3 27 May : Leh to Lamayuru (ไปกลับ) >> Sangam of Indus & Zanskar rivers,Magnetic Hill,Moon land,Alchi Monastery,Likir monastery,Lamayuru monastery

Day 4 28 May :Leh to Nubra Valley(ไปค้าง) >>Khardongla Pass,Diskit & Hunder monastery,White sand dunes & Camel safari

Day 5 29 May : Nubra Valley to Pangong Lake(ไปค้าง) >>Shayok River way,Pangong lake

Day 6 30 May : Pangong Lake to Leh(กลับมาค้าง leh) >> Changla Pass,Hemis monastery,Thiksay monastery,Leh Bazaar

Day 7 31 May : Leh to Tsomoriri Lake(ไปค้าง)>> Chumathang Hot spring,Mahe Bridge,see Himalayan marmots on side way,Toskar lake(Small lake),Tsomoriri lake

Day 8 1 Jun : Tsomoriri Lake to Leh (กลับมาค้าง leh) >> Shopping at Leh city,Sigh seeing

Day 9 2 Jun : Leh to New Delhi (กลับแล้วจ้า)

ช่วงเวลาการเดินทาง 25 พฤษภาคม 2562 ถึง 2 มิถุนายน 2562 รวม 9 วัน 8 คืน จ้าาา ถือว่าพวกเราวางแผนช่วงเวลาได้ค่อนข้างดีนะครับ เพราะเวลาประมาณนี้ทำให้เราเก็บสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ Leh ได้ทั้งหมดแบบ 100% แบบไม่ต้องเร่งรีบมากจนเกินไป ดังนั้นใครที่กำลังจะเดินทางไปเที่ยว Leh ladakh แล้วอยากเก็บที่เที่ยวให้ครบหมดใน trip เดียวผมขอแนะนำว่าควรจะมีเวลาอย่างน้อยประมาณ 9-10 วันครับ

การเดินทาง

การเดินทางทั้งหมด 4 ขาเราใช้บริการ Full service ของ Air India จ้าา (แค่ได้ยินชื่อก็ขนลุกกันแล้วใช่มั้ย 55+)

**สังเกตุว่าเราเดินทางกลับกันวันที่ 4 มิถุนายน นะครับเนื่องจากเราอยู่เที่ยวที่อินเดียกันต่ออีก 2 วัน**

การเดินทางครั้งนี้ของเราถือว่าค่อนข้างราบรื่นครับ ไม่มีดีเลย์ ไม่มียกเลิกไฟลท์ ถือว่าเวลาเดินทางค่อนข้างเป๊ะโชคดีมากๆ ส่วนเรื่องการบริการบนเครื่องก็ทั่วๆไปครับ ไม่มีอะไรพิเศษ เรื่องที่กังวลสำหรับผมเกี่ยวกับสายการบินนี้มีอยู่แค่ 2 อย่างครับคืออาหารกับกลิ่น เรื่องแรกสำหรับใครที่ไม่ชอบอาหารอินเดีย หรืออาหารที่มีเครื่องเทศกลิ่นแรงแบบผม คงทานไม่ได้แน่ๆครับ ส่วนเรื่องกลิ่นบนเครื่องผมค่อนข้างโอเคนะครับไม่ได้แย่อย่างที่คิดไว้ 55+

มาต่อกันเลยครับ

Day 4 28 May : Leh to Nubra Valley(ไปค้าง) >>Khardongla Pass,White sand dunes & Camel safari

ออกเดินทางกันต่อเลยครับเนื่องจากวันนี้เราต้องเดินทางค่อนข้างไกลเลยออกเดินทางกันเช้าหน่อย การเดินทางวันนี้เส้นทางมีหลากหลายมากทั้งขึ้นเขา ลงเขา หิมะ ทางดิน โคลน หิน ครบเลยจ้าและเรายังต้องเดินทางผ่าน Khardongla Pass ซึ่งเป็นถนนที่มีความสูงที่สุดในโลกมีความสูงถึง 5,359 เมตร หรือประมาณ 18,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล แน่นอนว่าอากาศเบาบางมาก พวกเราจึงตกลงกันเช่าถัง Oxygen ไปด้วยเผื่อเกิดเหตุการฉุกเฉิน ออกเดินทางมาซักพักขึ้นเขามาเรื่อยๆก็ถึง view point แรก เป็นจุดที่มองลงไปเห็นตัวเมือง Leh จากอีกฝั่ง

จัดไปคนละ 1 shot ครับ จุดนี้วิวข้างหลังเหมือนเรายืนอยู่หน้าภาพวาดใน Gallery เลยครับ เอาเรื่องมากๆ

วิวด้านหลังอีกมุมนึงก็สวยไม่แพ้กันเลยขอจัด group shot กันไปอีกสักใบ กว่าจะหาจังหวะไม่มีคนได้นานเลยครับ ถือเป็นจุดยอดฮิตบนเส้นทางที่จะมั่งหน้าขึ้นไปยัง Khardongla Pass เลยก็ว่าได้

ออกเดินทางกันต่อเส้นทางก็ยังคงเป็นทางขึ้นเขาเรื่อยๆ เขาลูกนี้ว่าสูงแล้วยังมีลูกหน้าที่สูงกว่า ขึ้นไปสักพักสองข้าวทางเริ่มมีหิมะปกคลุม หิมะเริ่มตกลงมาเรื่อยๆ ฟีลดีมากครับ

ระหว่างทางถนนค่อนข้าง adventure พอสมควรเลยครับทั้งหลุมดิน ทั้งหิมะตามพื้นถนนที่จับตัวกันแข็งเป็นก้อนน้ำแข็ง แถมอากาศหนาว สำหรับใครที่คิดว่าตัวเองอาจจะมีปัญหากับสภาพอากาศเบาบาง ผมแนะนำให้คุยกับคนขับรถให้ขับขึ้นช้าๆเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวระหว่างทางก็ดีครับ ไม่นานเราก็เดินทางมาถึง Khardongla Pass วันนั้นอากาศค่อนข้าวหนาวมากครับแถมทัศนวิสัยไม่ค่อยดีเลยไม่ได้ถ่ายภาพไว้เท่าไหร่ จุดนนี้เป็นคล้ายๆกับจุดพักรถระหว่างทางที่มีค่ายทหาร ร้านอาหารและห้องน้ำให้ผู้เดินทางแวะพักได้ ส่วนพวกเราขอบายดีกว่าไม่ไหวจริงๆ


เราขึ้นไปบน Pass กันแค่ประมาณ 30 นาทีก็ตัดสินใจลงเนื่องจากอากาศหนาวและเบาบางมากกลัวพี่ในทริปมีอาการ AMS กำเริบบวกกับสู้กับกองทัพนักท่องเที่ยวแขกไม่ไหวขอบายดีกว่า เส้นทางลงเหมือนจะดีกว่าตอนขึ้นหน่อยนึง 55+


ระหว่างทางก็มีรถผ่านขึ้นมาเรื่อยๆ บีบแตรกันทุกโค้งเลยก็ว่าได้ครับ

เดินทางลงมากันได้ประมาณ 2 ชั่วโมงไกด์ก็แวะให้เราพักกินข้าวเที่ยง ระหว่างรอเราไกด์จะคอยทำความสะอาดรถโดยเฉพาะเช็ดกระจกทุกบานให้ใสสะอาดอยู่เสมอ สงสัยกลัวจะมองวิวข้างนอกรถไม่ชัด ผมนี่ยกตำแหน่งคนขับรถดีเด่นให้เลยครับ ลืมแนะนำครับไกด์ของเราชื่อ Otsal(อ่านว่า อ๊ดเซา) บริการดีมากครับ ขับรถดี ปลอดภัย พูดภาษาอังกฤษได้ในระดับพอสื่อสารได้ ใครสนใจติดต่อหลังไมค์มาถามรายละเอียดได้นะครับ


ออกเดินทางกันต่อครับสถานีต่อไปคือ Nubra valley ซึ่งเป็นที่ตั้งของ White sand dunes & Camel safari และภูมิประเทศแบบหุบเขา(Valley) มีช่วงต้นไม้เขียวๆเป็บบางจุดระหว่างทาง

ระหว่างทางจะมีสะพานข้ามลำธารหรือแม่น้ำอยู่เรื่อยๆ ซึ่งเกือบทุกสะพานจะต้องมีธงมนต์ผูกอยู่ แต่สะพานนี้พิเศษหน่อยมีวิวหุบเขาที่สวยมว๊าก

มาถึงอีกหนึ่ง view point คล้ายๆกับ Oasis กลางทะเลทรายเลยครับอยากให้มาเห็นด้วยตาครับสวยกว่าในภาพหลายเท่าจริงๆ


ออกเดินทางกันต่อไปยังจุดสุดท้ายของวันนี้นั่นก็คือ White sand dunes & Camel safari ตอนแรกแผนเดิมเราจะไป Diskit & Hunder monastery แต่ดูเวลาแล้วคงไม่ทัน วันนี้เราจะไปขี่อูฐในทะเลทรายกันเป็นกิจกรรมสุดท้าย 55+

ใช้เวลาจาก view point ไม่นานเราก็มาถึง Camel safari เป็นทะเลทรายขนาดไม่ใหญ่มากโอบล้อมด้วยภูเขาหินขนาดใหญ่ มีอูฐอยู่เต็มไปหมดเลยครับอูฐที่นี่เป็นอูฐสายพันธุ์หนอกเดียวตัวใหญ่เอาเรื่องเลยครับ โดยอูฐจะจับอยู่กันเป็นกลุ่มแยกกันตามเจ้าของ เราสามารถไปเลือกได้เลยว่าอยากใช้บริการขี่อูฐชมวิวกับเจ้าไหน(จริงก็เหมือนกันหมดจะพูดทำไม 55)

อัตราค่าบริการขี่อูฐเราเช่าทั้งหมด 4 ตัวคนละตัว ประมาณ 30 นาที ราคา 1,000 Rs/4 คน ราคาถือว่าถูกมากๆเลยครับคิดเป็นเงินไทยตกประมาณคนละ 110 บาท ถูกกว่าขี่ม้าแคระริมทะเลที่หัวหินอีก 55+ หลังจากเราตกลงราคาก็ไปเลือกอูฐกันตามใจชอบได้เลยครับ

หลังจากเลือกอูฐที่ถูกใจได้แล้วก็บอกเจ้าของเค้าจะพาเราขึ้นหลังอูฐและพาเดินชมทะเลทราย ตอนเดินจะเดินตามกันเป็นกลุ่มนะครับโดยเข้าของอูฐจะเดินไปกับเราด้วย พอได้ขึ้นขี่่อูฐจริงๆก็แอบเสียวอยู่เหมือนกันนะครับ สูงกว่าที่คิดไว้แถวโยกเยกเอาเรื่องอยู่แต่ก็ตื่นเต้นดีครับ

หลังจากใช้เวลาขี่อูฐกันอยู่ประมาณ 30 นาทีเราก็เดินไปถ่ายรูปกันตรงเนินทะเลทรายกันต่อแต่อยู่ได้ไม่นานมากเนื่องจากลมค่อนข้างแรงทรายปลิวจนมองกันไม่เห็นเลยขอบายดีกว่า

เราเดินทางกลับที่พักซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก camel safari มากนัก เดินทางประมาณ 15 นาทีโดยคืนนี้เราจะพักกันที่โรงแรม Hotel grand nubra โรงแรมคล้ายๆกับที่ตัวเมือง Leh แต่สำหรับผมคิดว่าการบริการและห้องพักดีกว่ามากเลยให้ 5 ดาวเลยครับ 55

มีเด็กๆมาต้อนรับพวกเราด้วยวันนี้ เลยแจกขนมไปคนละห่อสองห่อ

จบการเดินทางวันที่ 4 เป็นวันที่เดินทางกันทั้งวันไม่ค่อยได้แวะกันสักเท่าไหร่ สำหรับวันพรุ่งนี้(วันที่ 5)เราจะเดินทางกันไปต่อที่ Pangong lake

Day 5 29 May : Nubra Valley to Pangong Lake(ไปค้าง) >>Shayok River way,Pangong lake

วันที่ 5  แผนวันนี้คือเดินทางจาก Nubra Valley to Pangong Lake ไปค้าง 1 คืน ซึ่งวันนี้เนื่องจากต้องเดินทางค่อนข้างไกลเราก็ออกกันตั้งแต่เช้า 8 โมงเลยจ้า เด็กลูกของคนดูแลโรงแรมก็มาส่งพวกเราแต่เช้าเลยได้ถ่ายรูปเล่นกับแบ่งขนมให้น้องๆไปกินนิดหน่อย สงสัยจะติดใจจากเมื่อคืน

เราเดินทางโดยใช้เส้นทาง Shayok River way ซึ่งระยะทางจะใกล้กว่าแต่ถนนจะไม่ค่อยดีมากนัก และเส้นทางนี้หากเป็นฤดูฝนเส้นทางจะปิดไม่สามารถเดินทางได้ยังไงลองเช็คข้อมูลเส้นทางการเดินทางกันดูอีกทีนะครับ วันนี้เราจะมุ่งตรงไปที่ Pangong lake เลยเนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกลอาจจจะแวะไม่ได้มากนัก

ออกเดินทางจากโณงแรมมาได้สัก 30 นาทีเราก็มาแวะไหว้พระกันที่  Diskit & Hunder Monasteries ถ้าใครเคยอ่านรีวิวมาบ้างน่าจะคุ้นตาเนื่องจากมีพระพุทธรูปที่โดดเด่นเป็นสง่า


ขอให้ข้อมูลเส้นทางที่เราใช้วันนี้เพิ่มเติมนิดนึงครับเส้นทางนนี้จะเปิดถึงช่วงเดือน พฤษภาคมเท่านั้นนะครับ เดินทางกันต่อยาวๆเลยจ้า

เราใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมงมีแวะถ่ายรูประหว่างทางบ้าง ส่วนถนนหนทางนั้นค่อนข้างเอาเรื่องอยู่พอสมควรครับนั่งกันเมื่อยเลยทีเดียวแต่รับรองไม่มีเบื่อครับ เหมือนนั่งมองภาพวาดที่ค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามเส้นทางที่เราผ่าน

ก่อนจะถึง Pangong ประมาณ 1 ชั่วโมงจะมีลานหญ้ากว้างอยู่ริมถนนย้ำเลยว่าห้ามพลาดนะครับมองดีๆจะเห็นหลุมอยู่เต็มไปหมด จะเห็นเจ้า Himalayan marmot วิ่งเล่นอยู่จอดรถลงไปถ่ายรูปเล่นได้นะครับ แต่ผมแนะนำอย่างนึงคือเดินเข้าไปหามันแบบเงียบๆ เพราะเจ้า marmot จะตกใจเสียงง่ายและมันจะหนีลงรูไปซะก่อนครับ

เจ้า Himalayan marmot ลักษณะจะคล้ายๆกับกระรอกบ้านเราแต่ว่าตัวใหญ่กว่าประมาณ 3-4 เท่าได้ครับหลังจากแวะถ่ายรูปกันอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงเราก็ออกเดินทางกันต่อครับ และแล้วก็เริ่มมองเห็น lake อยู่ไกลๆ

หลังจากมองเห็น lake อยู่ไกลๆในที่สุดเราก็มาถึงสักที ต้องบอกก่อนนะครับว่า Pangong lake นี่ถือเป็นสถานที่เที่ยวยอดฮิตของ Leh ladakh เลยก็ว่าได้ดังนั้นจึงเป็นจุดศูนย์รวม facility ต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร ห้องน้ำ ร้านค้าต่างๆ พวกเราก็มาแวะกินอาหารมื้อแรกของวันกันที่นี่แหละครับ ปล.มี pizza ให้กินด้วยนะจะบอกให้แต่รสชาติจะเป็นยังไงนั้นอยากให้มาลองด้วยตัวเอง 

ใครที่จะเดินทางมา Pangong lake ต้องเตรียมแว่นกันแดด กับเสื้อกันหนาวๆหนาๆมาด้วยนะครับเพราะค่อนข้างหนาวและฝุ่นค่อนข้างเยอะ

เห็นในรูปว่าสวยแล้วถ้าได้ไปเห็นของจริงรับรองไม่ผิดหวังแน่นอนครับ paradise on earth ของจริง

ผมแนะนำใครที่ไปที่ Pangong lake ให้ขับเลยเข้าไปด้านในจะมีจุดจอกรถที่เราสามารถเดินลงไปใน lake ได้คล้ายทะเลแหวกเลยครับแถมคนน้อยด้วยแต่ว่าหนาวมาว๊ากกกกก ใครเป็นสาย photo ห้ามพลาดเลยแจร้

หลังจากถ่ายรูปกันจนพอบวกกับอากาศที่เย็นขึ้นเรื่อยก็ได้เวลาบอกลา Pangong lake กันละครับพวกเราจองโรงแรมไว้ด้านนอก lake โดยต้องขับย้อนกลับออกมาประมาณ 30 นาที ปล.ใครที่วางแผนจะพักที่ lake เลยก็เตรียมอุปกรณ์กันหนาวมาให้เพียงพอนะครับเพราะอากาศค่อนข้างเย็นมาก ลมแรงและมีหิมะตกเป็นช่วงๆ

หลังจากมาถึงพี่พักเป็นแนว Home stay ของคุณลุงแกก็เตรียมอาหารเตรียมกระติกน้ำอุ่นให้พวกเราไว้พร้อมเลยครับ เหมือนรู้ใจว่าหนาวแบบไม่ไหวแล้ว 555+ ตามสไตล์คนไทยครับอากาศแบบนี้ได้มาม่าร้อนๆสักถ้วยคงจะดี พอเราสนอคุณลุงก็จัดแจ้งให้เสร็จสับเลยครับ ใจดีมากๆ และแล้วการเดินทางวันนี้ก็จบลงพร้อมความหนาวเหน็บและหิมะตกในตอนกลางคืน ปล.ตอนแรกแพลนว่าจะออกมาถ่ายท้องฟ้าช่วงดึก แต่อากาศแบบนี้ขอบายอยู่ในผ้าห่มเหมือนเดิมดีกว่าครับ 

จบการเดินทางวันที่ 5 ต้องขอบคุณคุณลุง/ป้า เจ้าของโณงแรมมากๆเลยครับดูแลพวกเราอย่างดี

Day 6 30 May : Pangong Lake to Leh(กลับมาค้าง leh) >> Changla Pass,Hemis monastery,Thiksay monastery,Leh Bazaar

เริ่มวันที่ 6 กันเลยครับ วันนี้เราจะเดินทางกลับมาตั้งต้นกันที่โรงแรมที่ Leh กันอีกรอบครับการเดินทางวันนี้เราต้องผ่านเส้นทาง Changla Pass ซึ่งเป็นถนนที่สูงรองจาก Khardongla Pass ที่เราผ่านไปเมื่อวันก่อนที่เดินทางจาก Leh ไป Nubra valley โดยเส้นทางนี้มีความสูง 17,500 ft จากระดับน้ำทะเล ปล.โปรดเช็คร่างกายและอาการผิดปกติก่อนการเดินทางกันด้วยนะครับใครที่มีสัญญานบอกของอาการ AMS ก็ทานยาป้องกันไว้ก่อนหรือพก Oxygen tank ไว้เผื่อในรถด้วยนะจ๊ะ

วันนี้เราไม่มีแพลนอะไรมากแค่แวะถ่ายรูประหว่างทางไปเรื่อยๆ และถ้าเวลาเหลือกะว่าจะเก็บ Hemis Monastery and Thiksay Monastery เนื่องจากจะได้ไม่ต้องย้อนมาวันสุดท้ายเพราะวัดอยู่ห่างจากตัวเมือง leh ประมาณ 1 ชั่วโมงและวันนี้เราจะผ่านพอดี

เส้นทางเดิมๆที่มองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ ระหว่างทางเราก็มีแวะถ่ายรูปกันบ้างตามโอกาศ set นี้อยากถ่าย 4 คนแนว The Beatles ครบแกงค์เลยต้องวานให้ไกด์ชาว leh ของเราช่วยถ่ายให้

โกโก next station  Khardongla Pass ย้ำนะครับช่วงขึ้น pass ใครเริ่มมีอาการให้แจ้งกับไกด์เลยนะครับเขาจะค่อยๆขับขึ้นไปช้าๆสลับหยุดเพื่อให้เราได้ปรับตัวกับสภาพอากาศที่ค่อนข้างเบาบาง พอเริ่มใกล้ขุดสูดสุดระหว่างทางจะเริ่มมีน้ำแข็งเยอะขึ้นและเริ่มมีหิมะตกลงมาเป็นระยะสัมผัสได้ถึงความเย็นที่อยุ่เบื้องหน้าและรู้สึกว่าต้องหายใจถี่ขึ้นและต้องเคลื่อนตัวให้น้อยลงเพราะเริ่มเหนื่อยง่ายกว่าเดิม 

ขับไต่ระดับความสูงขึ้นมาสักพักก็มาถึงจุดสูงสุดของถนน คือ Khardongla Pass เต็มไปด้วยหิมะน้ำแข็ง คนเยอะมากๆครับโดยเฉพาะชาวอินเดีย แต่อากาศถือว่าไม่เย็นมากนะครับหรือเพราะเริ่มปรับตัวได้ก็ไม่แน่ใจ พวกเรารีบลงไปถ่ายรูปอย่างรวดเร็วถ้าจำไม่ผิดน่าจะไม่เกิน 10 นาทีเพราะรถติดต่อแถวกันยาวเหยียดจริงๆ

ออกเดินทางกันต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆเราก็มาถึงที่ Hemis Monastery แวะไหว้พระกันสักหน่อยค่าเข้าชมสถานที่น่าจะประมาณ 100-200 rs ต่อคนจำไม่ได้แม่นๆนะครับ

แวะพักพอหายเหนื่อยก็ออกเดินทางมุ่งสู่ Leh city กันต่อครับโดยเราคำนวณเวลาแล้วน่าจะเหลือพอสำหรับการแวะจุดสุดท้ายของเราในวันนี้คือ  Thiksay monastry ที่นี่เราแวะกันแค่แป๊ปเดียวเนื่องจากอยากกลับไปนอนที่โรงแรมกันเต็มที่เลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูปไว้เท่าไหร่


จบวันที่ 6 ขอออกไปกินข้าวเย็นที่ตลาดจิบกาแฟสักแก้ว แล้วกลับไปนอนเอาแรงสำหรับการเดินทางไกลพรุ่งนี้กันต่อครับ

Day 7 31 May : Leh to Tsomoriri Lake(ไปค้าง)>> Chumathang Hot spring,Mahe Bridge,see Himalayan marmots on side way,Toskar lake(Small lake),Tsomoriri lake

มาเริ่มวันที่ 7 กันเลยจ้าวันนี้เดินทางไกลกันอีกแล้วครับ แพลนวันนี้คืออกเดินทางไป Tsomoriri Lake และค้าง 1 คืนวันนี้เป็นวันที่การเดินทางยาวนานและเส้นทางเอาเรื่องที่สุดกว่าทุกวัน ใครจะมาที่นี่แนะนำให้พักผ่อนให้เพียงพอนะจ๊ะ แต่ระหว่างเส้นทางก็ยังสวยงามเหมือนเดิม โดยใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมงพวกเราเลยไม่ได้แวะที่จุดไหนเลยมีแวะถ่ายรูประหว่างทางบ้างนิดหน่อย ระหว่างทางก็แวะกินข้าวกันที่ Chumathang Hot spring แตาตรงนี้ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลยครับเพราะไม่ค่อยมีอะไรเป็นจุดพักรถให้ทานข้าวเฉยๆ น้ำพุร้อนที่ว่าก็คือบ่อน้ำร้อนธรรมด๊า ธรรมดานี่แหละครับ

มีแอบแวะถ่ายรูปตามข้างทางบ้างครับ ปล.ระหว่างทางใครต้องการเข้าห้องน้ำบอกเลยว่าแทบจะไม่มีเลยครับ เป็นแนวรักน้ำรักปลารักธรรมชาติ จัดกันแบบ open air ไปเลยจ้าหามุมซอกหินกันเอาเอง 55+

ช่วงก่อนถึง lake จะเป็นทุ่งกว้างมีเทือกเขารอบล้อมแถวนี้จะมีชาวบ้านที่ทำอาชีพเลี้ยงแกะกันค่อนข้างเยอะเราจะเห็นแกะเดินกันชิลๆเต็มไปหมดเลยนั่นแปลว่าอีกไม่เกิน 2 ชั่วโมงเราก็จะถึง lake แล้วจ้า

ขับเข้ามาอีกสักพักจะมีแนวเขาที่มีลักษณะค่อนข้างโดนเด่นเหมาะแก่การปีนขึ้นหลังคารถไปนั่งเก็บภาะสวยๆ อย่าพลาดเด็ดขาดเลยครับวิวนี้

จัดเป็นคนละใบกับอีกหนึ่งกรุ๊ปช็อต  เลยจากจุดนนี้ไปสักหน่อยริมข้างทางจะมีทุ่งหญ้าคล้ายๆกับเส้นทางไป Pangong lake และเราจะได้พบกับเจ้า Himalayan marmot กันอีกรอบ ใครที่ถ่ายรูปก่อนหน้านี้ยังไม่สะใจก็มาแก้ตัวที่นี่กันได้จ้า

อีกไม่ถึง 1 ชั่วโฒงเราก็จะถึงจุดหมายกันแล้วจ้าต้องบอกก่อนว่าก่อนที่เราจะถึง Tsomoriri Lake เราจะได้เห็นมะเลสาบเล็ก หรือ Toskar lake(Small lake) ก่อนซึ่งตอนแรกเราไม่ได้ทำข้อมูลไปก็แอบเซ็งคิดว่าที่นี่เป็น Tsomoriri Lake เพราะมันดูเล็กกว่าที่คิดไว้แต่มาถึงบางอ้อตอนที่ไกด์บอกว่านี่ไม่ใช่นะค่อยโล่งใจหน่อย เลยจากทะเลสาบเล็กมา 30 นาทีเราก็มาถึงที่ Lake อากาศคือหนาวแบบสุดจัดปลัดบอกมากๆ จำได้ว่าเราไปถึงช่วงบ่าย 3 โมงอุณหภูมิน่าจะประมาณ 0-3 องศาเซลเซียสได้ อย่าลืมเกียมเสื้อกันหนาวหนาๆกันมาด้วยนะ อย่างน้อย 3 ชั้นต้องมี

ถ่ายรูปกันอยู่ได้สักพักก็ต้องพ่ายแพ้ต่อความหนาวแบบไม่ไหวแล้ว ขอกลับโรงแรมก่อนดีกว่ากลับถึงโรงแรมสิ่งแรกเลยคือขอกระเป๋าน้ำร้อนมานอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มก่อนเลยครับอากาศตอนค่ำนี่ยิ่งเย็นมากขึ้นไปอีกจนไปอยากออกไปกินข้าวข้างนอกเลยทีเดียว ตื่นเช้ามาถามพนักงานที่โรงแรมว่าเมื่อคืนอุณหภูมิเท่าไหร่เพราะห่มผ้ายังไงก็ไม่อุ่นสักทีสรุปว่าเมื่อคืนต่ำสุดประมาณ -5 องศาเซลเซียส 

Day 8 1 Jun : Tsomoriri Lake to Leh (กลับมาค้าง leh) >> Shopping at Leh city,Sigh seeing

หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จเราก็เดินทางกลับ Leh กันเลยครับไม่ได้แวะพักระหว่างทางอะไรเพราะกะว่าอยากให้ถึงตัวเทืองก่อนค่ำจะได้ออกไปซื้อของฝากกัน เดินทางประมาณ 4 ชั่วโมงกว่าๆก็มาถึงโรงแรมอาบน้ำเปลี่ยนชุดเตรียมตัวออกไปเดินตลาดกันครับ ปล.การได้อาบน้ำอุ่นเป็นลาภอันประเสริฐ 555+

วันนี้ที่โรงแรมเรามีโชว์การแสดงเต้นรำพื้นเมืองให้ดูด้วย 

ได้เวลาช๊อปปิ้งกันแล้ว การเลือกซื้อของที่นี่โดยเฉพาะถ้าเป็นนักท่องเที่ยวการต่อรองราคาเป็นเรื่องสำคัญมากผมแนะนำให้ทำเดิน research ราคาหลายๆร้านแล้วเลือกร้านที่ของและราคาดีที่สุดจากนั้นให้ต่อรองราคาลงสัก 40-50 % สินค้าน่าสนใจของที่นี่คือ กำไลหิน,ผ้าแคชเมียร์,ธงมนต์ และสินค้า brand Himalaya ซึ่งราคาถูกกว่าไทยประมาณเท่าหนึ่งได้ 

หลังจากช๊อปปิ้งกันจนคอแห้งเพราะกว่าจะคุยต่อราคากันรู้เรื่อง55 ก็ได้เวลากลับโรงแรมเพื่อเตรียมตัวเก็บกระเป๋าบินกลับ New-Delhi กันตอนสายๆ

Day 9 2 Jun : Leh to New Delhi (กลับแล้วจ้า)

เช้าวันสุดท้ายอากาศเย็นกำลังดีไม่หนาวมากเราบินกัน 11 โมงเลย Check-out ออกจากโรงแรมกันประมาณ 9 โมงระยะทางจากโณงแรมถึงสนามบินเดินทางประมาณ 20 นาที(โรงแรมพวกเราอยู่ใกล้ๆกับ main bazaar) 

ขั้นตอนที่สนามบินก็คล้ายกับเมืองไทยเลยครับไม่น่ากลัวอะไร เหมือนเราบินกลับกรุงเทพจากสนามบินต่างจังหวัดเลยครับ  

ปิดทริป 8 วัน 7 คืน กับ 4 คน+1คนไกด์ที่ leh ไปอย่างสนุกสนานมีครบทุกรสชาติ สักครั้งในชีวิตหากร่างกายพร้อมควรมาสัมผัสด้วยตัวเองครับอย่างที่มีคนเคยพูดไว้ว่าถ้าคุณยังไม่เคยไปสวิสเซอร์แลนด์คุณควรไปนิวซีแลนด์ก่อนถ้าคูณยังไม่เคยไปนิวซีแลนด์คุณควรไปเลห์ลาดักก่อน ส่วนตัวผมยังไม่เคยไปทั้งสวิสเซอร์แลนด์และนิวซีแลนด์ แต่เพื่อนร่วมทริปไปสวิสเซอร์แลนด์มาแล้วก็บอกว่าสวยไม่แพ้กันในราคาประหยัดกว่า 3-4 เท่าเลยจ้า

หลังจากกลับถึง New Dheli เราอยู่ที่อินเดียกันอีก 2 วันเป็นทริปนั่งรถไฟ(ไป-กลับ)เที่ยวชัยปุระ มหานครสีชมพู ถ้าไม่ขี้เกียจจะมาเขียนให้อ่านกันใหม่นะจ๊ะ สำหรับทริปนี้ขอลาไปก่อน

ตามไปอ่านตอนที่ 1 กันได้ที่นี่ครับ https://th.readme.me/p/26769

ความคิดเห็น