หลีเป๊ะ เอะอะเที่ยว (ทะเลไทย น้ำใสมาก) รีวิวโดย เที่ยวยับ-ฉบับเรา

ทริปนี้เราเดินทาง 3 วัน 2 คืนไปกับครอบครัว ช่วงวันที่ 25 - 27 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา ต้นเรื่องคือ ไปเดินเที่ยวงานไทยเที่ยวไทย เมื่อปลายปี แล้วไปเจอแพ็คเกจเที่ยวหลีเป๊ะ แบบเห้ย!! น่าไปอ่ะ เลยจัดมา 6 ชุด ประเด็นคือ มีความอยากกันอยู่แล้ว ว่าเออ หลีเป๊ะ น่าไปจัง ดูจากรีวิวน้ำใสดี และแล้วก็ทำเรื่อ

หลีเป๊ะ เอะอะเที่ยว (ทะเลไทย น้ำใสมาก)

หลีเป๊ะ เอะอะเที่ยว (ทะเลไทย น้ำใสมาก)

 วันพฤหัสที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2562 เวลา 16.37 น.

 วันที่เดินทาง 19 ก.ย. 2562


ทริปนี้เราเดินทาง 3 วัน 2 คืนไปกับครอบครัว ช่วงวันที่ 25 - 27 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา



ต้นเรื่องคือ ไปเดินเที่ยวงานไทยเที่ยวไทย เมื่อปลายปี แล้วไปเจอแพ็คเกจเที่ยวหลีเป๊ะ แบบเห้ย!! น่าไปอ่ะ เลยจัดมา 6 ชุด ประเด็นคือ มีความอยากกันอยู่แล้ว ว่าเออ หลีเป๊ะ น่าไปจัง ดูจากรีวิวน้ำใสดี



และแล้วก็ทำเรื่องจองเรียบร้อย คือตอนจองในงาน เหมือนแบบเรายังไม่ต้องตัดสินใจว่า เราจะพักที่ไหน ไปวันไหน ไรงี้ คือเหมือนถ้าเราคิดว่าเราว่างช่วงไหน หรือหาตั๋วได้เมื่อไหร่ ก็ค่อยว่ากัน



ได้แพ็คเกจ แล้วก็มาหาตั๋วกันต่อ ใช้เส้นทาง กรุงเทพฯ - หาดใหญ่ เราเลือกไป ศุกร์ - อาทิตย์ เพราะจะได้ลางานแค่วันเดียว เลยได้ตั๋วมาค่อนข้างแพงหน่อย ไป - กลับต่อคน 2,500 กว่าบาท



ได้ตั๋วแล้ว ทีนี้เรามาเลือกกันว่าจะพักที่ไหน จริง ๆ แล้วที่พักเยอะมาก ๆ แต่เราคิดว่าไม่ต้องหรูหรา ขอแค่แบบใกล้หาด มีสิ่งอำนวยความสะดวก ใกล้สถานที่เที่ยวอื่น ๆ และก็มาลงเอยที่ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้Bundhaya Resort ด้วยแพคเกจคนละ 4,300 บาท (ราคาจองในงาน) 3 วัน 2 คืน ราคานี้ รวม

- กิจกรรมดำน้ำตื้น

- รถรับ - ส่ง จากสนามบินหาดใหญ่ มาท่าเรือปากบารา

- เรือ Speed Boat ไป - กลับ ท่าเรือ เกาะหลีเป๊ะ

- อาหารเช้า 2 มื้อ อาหารกลางวัน 1 มื้อ (วันดำน้ำ)



และวันเดินทางก็มาถึง



ไฟล์ทบินเราคือ 6 โมงเช้า เพราะจะต้องไปถึงที่สนามบินหาดใหญ่ก่อน 8:30 น. เพื่อความลงตัวของเวลาเที่ยว

ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 25 นาที ก็มาถึงสนามบินหาดใหญ๋



ได้เวลาต่อรถตู้จากสนามบิน ไปท่าเรือปากบารา จ.สตูล เพื่อต่อเรือไปเกาะหลีเป๊ะกัน



ใช้เวลานั่งรถตู้ประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงก็มาถึงท่าเรือปากบารา



** ลืมถ่ายภาพมา ขอบคุณภาพจากอากู๋นะคะ



มาถึงท่าเรือ เราก็ไปรับตั๋ว Speed Boat กับทางบริษัทที่เราติดต่อไว้ แล้วเดินเข้าไปในอาคาร เพื่อรอขึ้นเรือ



ของเราใช้บริการเรือของ Baramee รอบเวลา 11:30 น.



ที่นั่งระหว่างรอเรือ

** ไม่ได้ถ่ายบนเรือตอนขาไปค่ะ เพราะคนเยอะมาก ในเรือมีประมาณ 70 กว่าคนได้ วุ่นวายมาก



ขาไป ของเราจะมีพาแวะเที่ยวอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีก็มาถึงเกาะนี้



ส่วนตัวเราว่าที่แรก ยังค่อนข้างวุ่นวาย ด้วยเรือ และคน น้ำยังไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ แต่แวะแล้วก็กราบไหว้สิ่งศักดิ์บนเกาะสักหน่อยค่ะ


หลังจากเดินเล่นบนเกาะนี้กันอยู่สักพักนึง เราไปต่อกันที่เกาะไข่กันดีกว่า เกาะนี้เค้าว่ากันว่าต้องมาเดินลอดซุ้มรักนิรันดร์กับคนรัก จะทำให้สมหวังและรักกันจนชั่วนิรันดร์นะ



เราว่าเกาะนี้ทัศนียภาพดีมาก น้ำใสมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เห็นทั้งเขาและเรา เอ้ย!! ภูเขา ทะเล



คือใครกลัวแดด มาที่จุดนี้ เตรียมใส่หมวกด้วยนะ เพราะจะบอกว่าสีผิวเปลี่ยนได้ภายใน 10 นาทีเล้ยยยยยยย



ได้รูปตามต้องการแล้ว ก็ไปต่อกันที่เกาะหลีเป๊ะกันค่ะ ที่ ๆ เราจะต้องอยู่อีก 2 คืน



นั่งเรือต่อมาอีกประมาณ ครึ่งชั่วโมง ก็ถึงเกาะหลีเป๊ะ แต่ละคนก็ให้มองหาป้ายชื่อที่พักของตัวเองเลย จะมี Staff คอยรอรับ ช่วยขนของไป Check - in



ที่พักเราไม่ต้องต่อรถ เพราะที่พักอยู่หน้าหาดเลย จัดว่าดีงาม



ถึงแล้ว Check - in เข้าที่พัก เก็บของกัน





วันที่ 2 แล้ว เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของทริป คือ ไปดำน้ำตื้น ทั้งวันเลย



แต่กองทัพต้องเดินด้วยท้องไปเติมพลังด้วยอาหารเช้ากันก่อน



นั่งทานอาหารเช้า กับวิวริมหาดหน้าที่พัก ฟินสุดดดดดดดดดดดดดดด


กินข้าวอิ่มเรียบร้อย เวลาประมาณ 10 โมง มานั่งเล่นกันที่หน้า Front เพราะว่านัดกับกัปตันเรือไว้ 10:30 น. จริง ๆ แพลนเราจะต้องเป็น 9:30 แต่ด้วยวันนี้ น้ำขึ้นช้า ทำให้เรือออกไม่ได้ เลยต้องยืดเวลาออกไปอีก ชั่วโมงนึง



ระหว่างรอเวลา ไปหาเดินเล่นริมหาด ถ่ายรูปกันเพลิน ๆ ก่อนดีกว่า




สำหรับใครชอบถ่ายรูป จะต้องฟินกับวิวมาก มีหลายมุมให้ถ่ายรูป เพลินสุด



ได้เวลา กัปตันเรือโทรตาม ป่ะ!! เตรียมของ พร้อมไปดำน้ำกัน



ไกด์พาไปที่แรก จะชื่อไม่ได้ว่าเรียกว่าเกาะอะไร แต่ไปได้แปปเดียว ก็ขึ้นเรือไปที่ต่อไป เพราะด้วยความที่คนเยอะ และน้ำตื้นเกินไป



ไกด์พามาที่ต่อไป ก็จำชื่อไม่ได้เหมือนเดิม 555 แต่ปะการังผักกาดเยอะมาก



ดำน้ำกันอยู่พักใหญ่ ๆ พี่คนนำดำน้ำก็บอกว่า ให้รีบขึ้นเถอะ เพราะแมงกระพรุนเริ่มมาเยอะ พอเราขึ้นมาบนเรือ มองลงไปบนผิวน้ำ เห็นเพียบเลย ตัวสีชมพูลอยอยู่



เริ่มเหนื่อย เริ่มหิว เริ่มเพลีย ไปพักกินข้าวกันเถอะ



พี่ไกด์พาไปแวะนั่งเล่นบนหาดทรายขาว ที่ ๆ เรียกได้ว่าหลายๆ คนก็มาแวะพักกินข้าวกันที่นี่



ที่นี่เป็นอุทยาน มีห้องน้ำ ร้านอาหารให้บริการ แต่ที่ต้องระวังคือ เจ้าลิงค่ะ เยอะอยู่ ระวังกล่องข้าวกันให้ดี เดี๋ยวจะมีคนมาช่วยกินนะ





อิ่มกันแล้ว นั่งพักเหนื่อย พร้อมลุยกันต่อ ที่ต่อไปที่เราจะไปคือ เกาะหินงาม เรียกได้ว่าเป็นอีกจุดที่ต้องแวะ



ที่นี่เค้าออกกฎ ว่าห้ามเรียงหิน แล้วน้า ใครไป ก็อย่ามัวแต่ไปตั้งหินกัน เพราะเค้าบอกว่าเป็นการทำลายธรรมชาติค่ะ



ฟินกับความสวยงามจากหินกันแล้ว ถึงภารกิจที่ต้องไปดำน้ำต่อกันที่สุดท้ายแล้ว



รูปใต้น้ำ อาจจะไม่ชัด และไม่สวยเท่าไหร่ เพราะเราใช้กล้องที่ความละเอียดน้อย เรียกง่าย ๆ ว่าของถูก 555



แต่อยากให้คนที่มีโอกาสได้มา มาเห็นด้วยตัวเอง ธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์ ปลาเล็ก ปลาน้อยเยอะมาก ปะการังตายแทบไม่มี คือเราประทับใจกับสิ่งที่เห็นเลย



ไหน ๆ ก็ที่สุดท้ายแล้ว ดำน้ำกันอยู่กว่าครึ่งชั่วโมง เพลินมาก แต่ที่สุดท้ายคลื่นและลมแรง ทำให้เหนื่อยไว



และแล้วก็ถึงเวลากลับเข้าฝั่งกันแล้ว...



ตัดภาพไปหลังจากถึงที่พัก อาบน้ำเปลี่ยนชุด นอนเล่นกันตื่นนึง ก็ออกมาดูพระอาทิตย์ตกริมหาดกัน



ขอบอกว่าโรแมนติค สุด ๆ



เย็นนี้ เรานัดกันว่า จะไปหาของกินกันที่เดิม แต่จะจัดหนัก เพราะว่าเป็นคืน Birthday ของคุณพ่อ



และแล้วก็มาลงเอยกันที่ร้าน King Crab ตั้งอยู่ในถนนคนเดิน ร้านอยู่หัวมุมพอดี


รสชาติใช้ได้เลย ราคาถือว่ากลาง ๆ ไม่แรง คนต่อคิวทานร้านนี้เยอะมาก แต่ดีที่เรามาเร็ว มาถึงได้โต๊ะเลย



และค่ำคืนนี้ของเราก็เป็นอีกวันที่แสนชิล นั่งกินบรรยากาศกันต่อที่ริมหาดหน้าที่พัก เป็นอะไรที่แบบ Slow life สุด ๆ

วันสุดท้ายแล้ว ทำไมเวลาผ่านไปไวจัง ถึงวันที่จะต้องกลับแล้วหรออ



ตื่นมาแล้ว กินอาหารเช้าเรียบร้อย พร้อมกับทะยอยเก็บกระเป๋า เราก็ออกมาเดินเล่น เสพธรรมชาติกันก่อนกลับ




ประมาณ 11:30 น. ถึงเวลา Check out เราเตรียมขนของมาไว้ตรง Front เพื่อรอเวลากลับคือ 13:30 น.



จริง ๆ แล้วมีให้เลือกว่าจะไปรอบ 11:30 หรือ 13:30 น. เราเลือกรอบบ่าย เพราะไม่อยากรีบ ด้วยความที่จองตั๋วกลับไฟล์ทดึกด้วย เลยไม่ต้องรีบ



ไหน ๆ ก็มีเวลาเหลือเยอะ ขอกินข้าวรองท้องก่อนขึ้นเรือสักหน่อย



สักประมาณ 13:10 น. จะมี Staff เรียกเรา ช่วยขนของ มาที่ท่าเรือ



ได้เวลาแล้ว ลงเรือกัน



ขากลับดีหน่อย ได้เรือที่ไม่แออัดมากเท่าขามา แต่จะบอกว่า คลื่นแรงมาก แบบเรือกระแทกคลื่นตลอด แทบอ้วกกกกก



คือต้องอยู่บนเรือเกือบ 2 ชั่วโมง ขอบอกว่าสุด -_-


มาถึงแล้ว ท่าเรือปากบารา ที่เดิมกับวันที่มาถึง เรามาถึงประมาณ 15:30 น. รถตู้รอรับพอดี



เราชอบอย่างนึงตรงที่ ค่อนข้างตรงเวลา เพราะในแพลนจะต้องไปถึงสนามบินหาดใหญ่ประมาณ 17:30 น.



ไฟล์ทบินกลับเรา สามทุ่มกว่า เลยแบบเอ้อ !! เหลือเวลาเยอะ



เปิดเนต หาที่ฝากกระเป๋าสนามบินกันดีกว่า และแล้วก็มีที่รับฝากกระเป๋าจริงด้วย สามารถเดินไปฝากได้ที่ เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ได้เลย



ค่าบริการใบละ 10 บาท ถือว่าถูกมาก เราก็จัดแจงฝากเลยจ้า



และแพลนเร่งรัดของเราคือ ไปหาของกินใกล้ ๆ สนามบิน นั่นก็คือ ร้านไก่ทอดเดชา สาขาสนามบินนั่นเอง


อาหารอร่อย ราคาไม่แพง แต่แพงที่ค่ารถ เข้า ออก สนามบินเนี่ยแหละจ้า -___-



ขาออกจากสนามบินมาร้าน เราก็เดินไปถามแท๊กซี่ ที่เห็นว่าเขียนป้าย แท๊กซี่มิเตอร์ แต่พอเราไปถามพี่เค้าบอกมีแต่เหมานะครับ คันละ 300 บาท ซึ่งร้านอยู่ห่างจากสนามบินประมาณ 5 กม. ส่วนตัวเรารู้สึกว่าแพงมาก เพราะเราต้องเหมาไป 2 คัน ก็ตก 600 บาท



เลยตัดสินใจนั่งรถบัสสนามบินออกมา ราคาคนละ 60 บาท ประหยัดไปได้นิดนึง



ส่วนขากลับ ทางร้านแนะนำว่าถ้านั่งแท๊กซี่ จะไม่มีขับผ่านหน้าร้านนะ จะต้องโทรเรียก แต่ต้องเรียกก่อนสักครึ่งชม. เราก็นึกในใจทำไมลำบากจัง เลยถามเค้าว่ามีทางเลือกอื่นมั้ย สรุปก็ไปจบที่นั่งรถสองแถวสนามบินจ้า คนละ 15 บาท



คือดีงามมากขากลับ จัดว่าถูกเลยแหละ ไม่งั้นต้องเสียค่าแท๊กซี่กลับอี้ก



ทริปเราก็ประมาณนี้ เฮฮา สนุกสนาน ตามภาษาครอบครัว แต่ความประทับใจเกิดจากทะเลไทย ที่สวยใส หาดทรายขาว น้ำใสเห็นตัวปลา คือฟินมากก เกินความคาดหมายของเรา



ค่าใช้จ่ายทริปนี้ ^^



- ค่าแพ๊คเกจ คนละ 4,300 บาท (ราคานี้ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน และอาหารต่าง ๆ นอกเหนือจากอาหารเช้า 2 มื้อของที่พัก และอาหารกลางวัน วันดำน้ำ)

- ค่าตั๋วไป - กลับ กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) - หาดใหญ่ คนละ 2,500 นิด ๆ

- ค่ากิน และค่าอื่น ๆ ต่อคนประมาณ 1 พันนิด ๆ แล้วแต่ความต้องการ

- ค่าทิปให้ไกด์พาไปดำน้ำ 2 คน 600 บาท



รวม ประมาณเกือบ 8,000 บาท ขอแนะนำว่าให้กดตั๋วช่วงโปรดีกว่า จะได้ราคาดี ลดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเลย ^_^


ความคิดเห็น