Once upon a time : กาลครั้งหนึ่ง ฉันได้ไปดูทหารดินเผาของจิ๋นซีฮ่องเต้. รีวิวโดย เจ้าคลื่นน้อย Chao Kleun Noi

หากไม่มีรูปถ่ายสักใบ คุณคิดว่าจะยังคงจำเรื่องราวทั้งหมดในอดีตได้อยู่หรือไม่? แล้วถ้าหากในช่วงเวลานั้น ไม่มีแม้แต่กล้องถ่ายรูปหละ อะไรจะมาแทนความทรงจำได้บ้างนะ... ในช่วงเที่ยงของวันแสงแดดยังคงสว่างไสว สาดส่องอุณหภูมิความร้อนมาอย่างไม่ขาดสาย วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน 2562 ฉันกับพี่แพท หรือพี

Once upon a time : กาลครั้งหนึ่ง ฉันได้ไปดูทหารดินเผาของจิ๋นซีฮ่องเต้.

Once upon a time : กาลครั้งหนึ่ง ฉันได้ไปดูทหารดินเผาของจิ๋นซีฮ่องเต้.

 วันพฤหัสที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562 เวลา 23.34 น.

 วันที่เดินทาง 15 ก.ย. 2562

หากไม่มีรูปถ่ายสักใบ คุณคิดว่าจะยังคงจำเรื่องราวทั้งหมดในอดีตได้อยู่หรือไม่?


แล้วถ้าหากในช่วงเวลานั้น ไม่มีแม้แต่กล้องถ่ายรูปหละ อะไรจะมาแทนความทรงจำได้บ้างนะ...


ในช่วงเที่ยงของวันแสงแดดยังคงสว่างไสว สาดส่องอุณหภูมิความร้อนมาอย่างไม่ขาดสาย

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กันยายน 2562 ฉันกับพี่แพท หรือพี่คะน้า ที่หลายคนรู้จัก Blogger คนเก่งประจำ readme.me ในนาม “คะน้าน้อย” เราทั้งสองคนได้นัดเจอกัน


โดยปักหมุดไว้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

พี่คะน้าวางแพลนทุกอย่างไว้เรียบร้อย เว้นแค่ฉันที่ไม่รู้อะไรสักอย่าง จนกระทั่งค่ำคืนก่อนวันนัดหมาย


“พรุ่งนี้เราเจอกันบ่ายเนอะ”

“รับทราบค่ะพี่ เราจะเจอกันตรงไหขของพิพิธภัณฑ์เหรอคะ?”

“ตรงที่เขาจัดแสดง จิ๋นซีฮ่องเต้ เลย”

“จัดแสดง จิ๋นซีฮ่องเต้? ”

“นี่เราไม่รู้หรอว่ามีงานนี้จัดแสดงอยู่???”

“เอ่อ... งั้นเจอกันพรุ่งนี้นะคะ”


ประโยคจตัดบทสนทนาในเวลาเกือบเที่ยงคืนนั้น ใช้เพื่อกลบเกลื่อนความไม่รู้ข่าวสารอะไรเอาซะเลย...


“ไปอยู่ที่ไหนมาเนี่ย ถึงไม่รู้ว่าเขามีงานจัดแสดงที่นี่”


นั่นหนะสิ ฉันรู้ว่ามีงานนี้ ฉันรู้ว่าทุกคนให้ความสนใจมากๆรวมทั้งตัวฉัน


ฉันรู้ทุกอย่าง


ยกเว้นสถานที่จัดแสดงได้ยังไง...

นิทรรศการ จิ๋นซี ฮ่องเต้: จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา จะเปิดให้เข้าชม ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน ไปจนถึง 15 ธันวาคม 2562


โดยมีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม 30 บาท สำหรับชาวไทย และ 200 บาท สำหรับชาวต่างชาติ

*นักเรียน นักศึกษา นอกเครื่องแบบ และผู้สูงอายุเกิน 60 ปี เพียงแสดงบัตร เข้าชมฟรีกันไปเลยจ้าาา


เราสองคนเลือกไปวันธรรมดา เพราะคิดว่าผู้คนจะต้องน้อยกว่าวันหยุดแน่ๆ

แต่แล้วเมื่อสองเท้าก้าวเข้าสู่เขตของพิพิธภัณฑ์ ทำให้เข้าใจได้ว่า ‘ฉันคิดผิด!!’


เนื่องจากวันธรรมดาของเราสองคน เป็นวันกำหนดเปิดนิทรรศการ ทางพิพิธภัณฑ์เลยให้เข้าชมงานฟรี

ความครึกครื้นจึงบังเกิด ผู้คนต่างพากันมาต่อแถวเข้าชม มีตั้งแต่เด็กๆที่จองพื้นที่ให้คุณแม่

ไปจนถึงรุ่นอากง อาม่า ที่มาพร้อมเพื่อนๆในวัยเดียวกัน

ความร้อนไม่ใช่อุปสรรค์สำหรับการต่อแถว พี่ๆที่คอยให้บริการก็น่ารักเกินกว่าที่ใครจะกล้าเหวี่ยงใส่

อีกอย่าง คนที่มาที่นี่ เคารพกฏระเบียบ ถึงแม้ว่าแถวจะยาวแค่ไหนแต่พูดตรงๆ ไม่มีความรู้สึกว่ารอนานจนน่าเบื่อเลย


“บัตรสีเหลืองเดี๋ยวรับสติ๊กเกอร์แล้ว เตรียมตัวเข้าชมนิทรรศการได้เลยนะคะ”


ความตื่นเต้นค่อยๆเพิ่มขึ้น เมื่อประตูเปิดออก ในนี้มีแต่ของเก่าบอกเล่าเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้น

สื่อถึงวิถีชีวิตของผู้คนในช่วงราชวงค์ต่างๆ เป็นการหล่อหลอมที่ดำเนินมาก่อนหน้านั้นและเป็นลักษณะเฉพาะตัวของอารยรรมจีน ที่เก่าแก่และยิ่งใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่ง เมื่อเราสังเกตดีๆวิวัฒนาการมีที่มา

ที่ไปที่น่าสนใจทั้งสิ้น


“ของเขาเริ่มก่อนเรามีบ้านเชียงอีกอะ”


พี่คะน้าเอ่ยขึ้น ตอนที่เรากำลังยืนไล่ Timeline ของรางวงค์ตรงหน้า


-กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว ประเทศจีนก็เช่นกัน-


สิ่งที่ผู้คนในประเทศต้องเผชิญตั้งแต่หลายพันปีก่อน กว่าจะมาเป็นประเทศมหาอำนาจในทุกวันนี้ คงไม่ใช่เพราะโชคช่วย จะมีสักกี่คนที่มองย้อนกลับไปถึงอดีตที่พวกเขาค่อยๆสร้างและพัฒนา

ทุกๆก้าวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ฉันคิดว่าคงโรยด้วยเลือดเนื้อและสงครามเสียมากกว่า...


“ก่อนหน้าที่จักรพรรดิจิ๋นซี ผู้นำแห่งรัฐฉินจะรวบรวมแผ่นดินให้กลายเป็นหนึ่งรัฐฉิมพลี

มีพัฒนาการผ่านช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองและล่มสลายมาหลายครั้ง วัฒนธรรม และ เทคโนโลยีด้านต่างๆ ที่สั่งสมมาไม่น้อยกว่า 5 ศตวรรษ ตลอดสมัยราชวงศ์

โจวตะวันออกได้ปูทางสู่การก่อตัวเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็งทั้งยังเป็นรากฐานของธรรมเนียมความเชื่อในอารยธรรมจีน” - ประวัติความเป็นมาบนแผ่นป้ายบรรยายถึงเรื่องราวที่เคยเกิด


บรรดาวัตถุโบราณต่างๆ ข้าวของเครื่องใช้ มีด คันธนู หัวเข็มขัด ตะขอเกี่ยวเข็มขัด ตุ๊กตาหญิงรับใช้แผ่นจารึกพระบรมราชโองการ ชุดเกาะและหมวกหิน และภาชนะบรรจุเหล้า!


“มีแต่ภาชนะไว้ใส่แต่เหล้าเนอะ เขาไม่กินน้ำเปล่ากันบ้างรึไง” พี่คะน้าพูดขึ้นมาอีกครั้ง


ทุกสิ่งที่ฉันเล่าไปทั้งหมดมาล้วนเป็นสำริด รวมทั้งหมด 132 ชิ้น 86 รายการเลยทีเดียว


วัตถุแต่ละชิ้นที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยก่อน ผู้คนจะพิถีพิถันเป็นอย่างมาก ถ้าถามว่าดูจากอะไร...


“มองดีๆ ทุกอย่างมีลวดลายแกะสลักลงไปทุกชิ้นเลยอะ”


อย่างที่พี่คะน้าพูดแหละ ลวดลายเหล่านี้สื่อถึงความประนีตของคนทำได้จริงๆ

ความต่างทำให้ทุกอย่างดูสวยในแบบของมัน


หลังจากที่เดินอยู่นาน สุดท้ายพวกเราก็มาถึงห้องโถงใหญ่ ที่เรียกว่าเป็น Highlight เลยก็ย่อมได้


-อมตะ คือ ไม่ตาย

แต่แม้ยามวายชนม์

พระนามของพระองค์

ยังคงเป็นอมตะ-


ทุกคนคงรู้จักทหารดินเผา อันโด่งดังของจิ๋นซีเป็นอย่างดี ทหารที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ท่านมั่นใจว่าจะสามารถปกครองจักรวรรดิอันเกรียงไกรที่พิชิตได้ในโลกหน้าด้วย หมายถึง โลกหลังความตายนั่นเอง ซึ่งใช้เวลาในการสร้างถึง 35 ปี กับจำนวนทหารดินเผาทั้งหมดราว 8000 นาย


แต่ตอนนี้ทหารดินเผามายืนตระหง่าอยู่ตรงหน้าฉัน In Thailand แล้วจ้าาาาาา



แสงไฟสีส้มที่สาดส่องเข้าไปสู่ตู้กระจกจัดแสดง ให้ความรู้สึกลึกลับและน่าเกรงขามไปพร้อมๆกัน


“ตัวใหญ่มาก แค่เดินมาใกล้ๆก็กลัวแล้วอะ”


คนสมัยก่อนต้องตัวใหญ่ขนาดไหน นี่มายืนเทียบใกล้ๆรู้สึกว่าตัวเองตัวเท่ามดไปเลย.

ตอนนี้ฉันได้คำตอบแล้วหละ หากไม่มีรูปถ่ายสักใบคุณคิดว่าจะยังคงจำเรื่องราวทั้งหมดในอดีตได้ไหม?

ทหารตรงหน้าของฉันและพี่คะน้า , ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ก็คงทำให้คำตอบของฉันชัดเจนขึ้น

สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เมื่อเวลาผ่านผู้คนก็มักจะหลงลืมไป ทั้งๆสิ่งเหล่านั้น คือ การหลอมรวมให้เราเป็นเราในทุกวันนี้ ประเทศจีนก็เช่นกัน นิทรรศการสอนอะไรฉันได้ในหลายๆอย่าง และไม่ว่าคนเราจะยิ่งใหญ่ ไม่กลัวใครขนาดไหน ท้ายที่สุด ‘ความตาย’ ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่พร้อมที่จะเผชิญอยู่ดี จิ๋นซีฮ่องเต้ผู้กล้าหาญ รู้ตัวว่าความตายกำลังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ การสร้างทหารหลายพันคน


คงจะสื่อได้ว่า ‘ไม่มีใครอยากจากไปอย่างโดดเดี่ยว’ ในวาระสุดท้ายของชีวิต


ภาพที่ฉินซีมองรูปปั้นทหารที่ถูกสร้างขึ้นจนสำเร็จโดยใช้จำนวนคนถึง 7 แสนคนในการสร้างตอนนั้น คงเป็นภาพที่เขาภูมิใจในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพเดียวกันกับที่ฉันกำลังยืนมองในตอนนี้ เพียงแค่ฉันรู้จักทหารในนามองค์รักษ์พิทักษ์บุคคลที่จากไปแล้ว


สำหรับฉันมัน คือ ภาพของความสูญเสียมากกว่า


วัตถุเดิมแต่เวลาเปลี่ยน... ทำให้ภาพที่เคยสวยงามมากที่สุด กลับกลายเป็นภาพที่เศร้าที่สุดได้จริงๆ


ตัวอักษรอาจไม่เพียงพอต่อการบรรยายความรู้สึกทั้งหมดที่เกิดขึ้นขณะอยู่ในนิทรรศการแห่งนี้ แต่ทุกสิ่งสามารถซึมซับได้ด้วยตาเปล่า ไม่ผิดหวังเลยสักนิดสำหรับการไปชมนิทรรศการในครั้งนี้

ยังมีเวลาอีกนานพอสมควรที่คุณจะได้เข้าไปเห็นในสิ่งเดียวกันกับฉัน ไม่อย่างงั้นคงต้องเดินทางไปถึงประเทศจีน โอกาสแบบนี้ปล่อยไว้ คงน่าเสียดาย



Good things can come

From unexpected places.

บางครั้งสิ่งดี ๆ ก็อาจมาจากที่ซึ่งคุณคาดไม่ถึง


ปล. ขอบคุณภาพบางภาพที่พี่คะน้าใช้โทรศัพท์ฉันถ่ายด้วยนะ ^^


INFORMATION : นิทรรศการ จิ๋นซี ฮ่องเต้ ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน ไปจนถึง 15 ธันวาคม 2562 , ค่าใช้จ่ายในการเข้าชม 30 บาท สำหรับชาวไทย และ 200 บาท สำหรับชาวต่างชาติ (นักเรียน นักศึกษา นอกเครื่องแบบ และผู้สูงอายุเกิน 60 ปี เพียงแสดงบัตร)


ความคิดเห็น