1 Night in ​Nikko with Nikko Pass All Area รีวิวโดย ทุบกระปุก

1 Night in Nikko with Nikko Pass All Area ขอเริ่มด้วยคำถามที่มีคนสงสัยอยู่บ่อย ๆ นะครับ คือ "Nikko ควรไปไหม?""Nikko ไปวันเดียว ไปเช้าเย็นกลับได้ไหม?" ผมให้ข้อมูลไว้ใน blog นี้นะครับ แต่การตัดสินใจค้าง หรือไม่ค้าง ไปหรือไม่ไป ผมอาจจะช่วยตัดสินใจแทนไม่ได้น้า.. แต่ให้ความเห็นของผมจากที่ไปมา คือ "ควรไ

1 Night in ​Nikko with Nikko Pass All Area

1 Night in ​Nikko with Nikko Pass All Area

 วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เวลา 23.46 น.

 วันที่เดินทาง 17 ต.ค. 2561

1 Night in Nikko with Nikko Pass All Area

ขอเริ่มด้วยคำถามที่มีคนสงสัยอยู่บ่อย ๆ นะครับ คือ

"Nikko ควรไปไหม?"
"Nikko ไปวันเดียว ไปเช้าเย็นกลับได้ไหม?"

ผมให้ข้อมูลไว้ใน blog นี้นะครับ แต่การตัดสินใจค้าง หรือไม่ค้าง ไปหรือไม่ไป ผมอาจจะช่วยตัดสินใจแทนไม่ได้น้า.. แต่ให้ความเห็นของผมจากที่ไปมา คือ "ควรไป และควรค้างสัก 1 คืน" ครับ


เริ่มต้น ผมก็มีคำถามกับตัวเองเหมือนกัน สับสนว่า ควรซื้อ Pass แบบไหนดี ทั้งการเดินทางไป และการเดินทางภายใน Nikko แต่สุดท้าย ผมเลือกที่จะ "ไม่ใช้ JR Pass Nagano, Niigata Area" ที่ซื้อไว้ และเลือกที่จะซื้อ "Tobu Nikko Pass All Area 4-Days" และเพิ่มเงินอีก 1,000 กว่าเยน (ต่อเที่ยว แล้วแต่ประเภทรถไฟด้วยครับ) เพื่อให้ได้นั่งรถด่วน Kegon หรือ Kinu หรือ Kirifuri (ดูตารางรถไฟด่วน Spacia ที่นี่) พนักงานขายตั๋วจะถามเราว่า จองเวลาตั๋วขากลับไว้เลยไหม ซึ่งควรจองไว้ก่อนนะครับ เพราะถึงเวลาวันกลับ ถ้าเรากลับไม่ตรงเวลาที่จองไว้ เราก็ไปขอเค้าเปลี่ยนรอบเวลาขากลับได้ (ผมก็เปลี่ยน 555+)

รีบตื่นแต่เช้า ลงไปจัดอาหารเช้าฟรีของทางโรงแรม Wing International Select Ueno-Okachimachi ก่อนเลย จากนั้นก็ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม เพราะหลังจากกลับจาก Nikko เราจะกลับมานอนที่นี่อีก จึงเอากระเป๋าไปเท่าที่จำเป็น และรีบไปยังสถานี Asakusa เพื่อให้ทันรอบเช้า ๆ แต่ก็ยังไม่เช้าพอ รอบที่เร็วที่สุดที่เราได้ในวันนั้น คือ 9.30 น. เลย (ตอนแรกตั้งใจรอบก่อน 9.00 น. หรือรอบ 9.00 น. แต่ก็ไม่ทัน คนเยอะน่ะครับ) ก็เลยเดินเล่นรอในสถานีสักครู่ ก่อนที่รถไฟ Kegon ขบวนที่เราจะเดินทาง เทียบท่า และพาเราออกเดินทางสู่ Nikko


เกือบ ๆ 2 ช.ม. Kegon ก็พาเรามาถึงสถานี Tobu-Nikko เรียบร้อย ก็มองหาเส้นทางเดินไปยังโรงแรมที่จองไว้ ลากกระเป๋าออกมาหน้าสถานี ข้ามถนน และเดินไปตามซอยใหญ่ เลี้ยวเข้าซอยเล็กนิดเดียวก็เจอแล้ว นั่นคือ Nikko Station Hotel II เป็นโรงแรมที่ใหม่มากครับ มีคนไทยเข้าพักที่นี่พอสมควรเลย แต่ยังไม่ถึงเวลา Check-in ครับ ก็เลยฝากกระเป๋าไว้ก่อน แล้วเราก็ออกมามองหาป้ายรถเมล์ 2A ที่เราจะไปขึ้นกระเช้า Akechidaira กันก่อน เพื่อชมความงามของน้ำตก Kegon จากมุมสูง และวิวเขาด้านบนก่อนที่จะลงไปชมใกล้ ๆ กันอีกที

ตารางเดินรถบัสภายใน Nikko เป็นตามนี้ครับ (Link)

ใช้เวลาเดินทางนานพอสมควรนะครับ กว่าจะมาถึงป้ายที่ 24 | Akechidaira ซึ่งคนลงป้ายนี้ไม่เยอะมาก เพราะอะไรหรอครับ ก็เพราะว่า " มั น ไ ม่ ค่ อ ย มี อ ะ ไ ร น่ ะ สิ " 555+ แต่ไหน ๆ เราก็มาแล้ว และใครที่ถือ Nikko Pass All Area อยู่ล่ะก็ กระเช้า Akechidaira ขึ้นฟรีนะครับ ฉะนั้นมา Nikko แล้ว ก็ขึ้นมาชมวิวบนนี้กันสักหน่อย แต่ขาลง รอกระเช้านานนิดนึงนะครับ คนหลงขึ้นมาเยอะเลย 555+ (ถ้าใครไม่มี Pass ก็ซื้อบัตร Round Trip 730 เยนนะครับ)





เราใช้เวลาบนนี้ไม่นาน แต่รอคิวนาน ก็กลับลงมาถึงด้านล่าง แล้วก็รีบจ้ำไปรอรถบัสต่อที่ป้ายเดิม เพื่อจะไปที่ป้าย 26 | Chūzenji Onsen กันครับ รอรถบัสไม่นานนะ

รถบัสจอดที่ท่ารถบัสเลยครับ เพราะสุดสายนี้แล้ว ลงรถเสร็จ เดินออกมาจากท่ารถบัส แล้วเราเริ่มด้วยการไปชมความงามของน้ำตก Kegon ที่เราเห็นเมื่อสักครู่นี้ก่อนครับ เดินไปทางขวามือ (ถ้าทางซ้าย จะไปทะเลสาบ Chūzenji แต่เรายังไม่ไป) เดินไปเรื่อย ๆ ไม่ไกลมากครับ ก็ถึงทางลงไปยังน้ำตก Kegon คนก็มีเรื่อย ๆ ครับ เดินวนชมบรรยากาศสักครู่ แล้วเราก็เดินกลับออกมา..

ไปยังทะเลสาบ Chūzenji กันต่อครับ ก็เป็นวิวทะเลสาบกว้าง ๆ โล่ง ๆ แต่บังเอิญเจอนุ้งชิบะ มากับเจ้าของ ก็เลยขอถ่ายรูปเล่น ทักทายนุ้งชิบะกันหน่อยครับ เจ้าของก็สั่งให้นุ้งชิบะนั่งรอ แล้วเค้าเถิบไปนั่งตรงอื่น เพื่อให้เราได้ถ่ายรูปนุ้งชิบะ น่ารักทั้งชิบะ ทั้งเจ้าของเลยคร้าบ

เดินเล่นชิล ๆ ได้สักพัก เริ่มหิวละครับ แต่คือ.. ร้านก็ไม่ค่อยจะเปิด ร้านก็น้อย เดินวนไปวนมา ไม่เจอร้านที่กินได้เลย สุดท้ายก็เดินย้อนกลับมาเกือบถึงท่ารถบัสละครับ เจอร้านราเมนเก่า ๆ ร้านนึง เอาละว้า.. พอประทังชีวิตไปก่อนละกัน จัดไปครับ คนละชาม ก่อนที่จะต้องรีบเดินทางต่อ เพราะเดี๋ยวจะมืดซะก่อน

กลับมาที่ท่ารถบัสเดิม แต่คราวนี้เราขึ้นอีกป้ายนึง เพราะเราจะไปที่น้ำตก Ryūzu กันก่อนครับ ซึ่ง ณ เวลานั้น นักท่องเที่ยวเริ่มขึ้นรถป้ายที่จะกลับไปยังสถานี Nikko กันแล้ว แต่มีไม่กี่คนที่รอรถไปกับเรา รอนานพอสมควรเลยครับ กว่าสายที่เราจะไปจะมาถึง

ถึงแล้วครับ แบบงง ๆ มึน ๆ ว่าใช่ป้ายนี้ไหมนะ นั่นคือ ป้าย 37 | Ryūzu no Taki ก็ลงกันแค่ 2 กลุ่ม คือ เรา กับอีกกลุ่มนึงเท่านั้นครับ ลงแล้วก็เดินย้อนกลับลงไปจากป้ายรถบัสนิดนึง (ลงรถแล้ว อย่าลืมดูเวลารถบัสขากลับด้วยนะครับว่ามีรอบไหนที่เราจะกลับ จะได้เดินกลับมารอให้ทัน)

เดินเข้าไปตรงทางเข้าปุ๊บ เสียงน้ำตกปั๊บเลย อ้าว.. แค่ทางเข้าก็มีน้ำตกสวย ๆ มารอเราตรงสะพานแล้ว



จากนั้นก็เดินขึ้นไปด้านบน ก็เจอน้ำตกไหลลงมาเป็นทางยาว แต่คนไม่เยอะ แล้วเราก็เอะใจ.. เอ๊ะ!! ที่นี่ จุดสำคัญต้องเป็นจุดที่น้ำตก 2 สายมาเจอกันนี่นา มันอยู่ตรงไหนหว่า.. เดินกลับลงมาหน่อยดีกว่า



เจอแล้ววววว วิวสำคัญอยู่ตรงนี้นี่เอง เราเดินเลยทางเข้าไปแล้ว ดีนะ ยังย้อนกลับลงมาทันก่อนที่จะมืด ชักภาพสิครับรออะไร.. อ้อ!! ก็รอให้มีคนใจดีมาช่วยถ่ายรูปคู่ให้เรานั่นเองครับ มีคุณพี่ท่านนึงหลงเป็นเหยื่อถ่ายให้เราแล้ว ขอบคุณมากคร้าบ



ใกล้มืดแล้ว และก็.. รถใกล้มาแล้วนี่หว่า รีบเดินกลับไปป้ายรถบัสได้ละ เผื่อคนเยอะ แล้วคนก็เยอะประมาณนึงเหมือนกันนะครับ รออยู่พักนึง ก็มีบัสมา 2 คันติดกัน คิดว่า คงเป็นรอบท้าย ๆ แล้วรถก็เลยมาหลายคันพร้อมกันน่ะครับ ขึ้นรถแล้วก็หลับ ๆ ตื่น ๆ เลยครับ เพราะใช้เวลาพอสมควรกว่าจะกลับลงมาถึงสถานี Nikko น่ะครับ

ถึงแล้วครับ สถานี Nikko ท้องเริ่มร้องละ ลงรถมาเจอร้านขายซาลาเปาทอดไส้ถั่วแดงอันลือชื่อพอดี ก็เลยจัดมารองท้องกันสักหน่อย ก่อนที่จะเดินกลับไป Check-in และเก็บกระเป๋า

เก็บกระเป๋าเรียบร้อย ต้องหาอะไรกินสิครับ วันนี้แอบเหนื่อยอยู่นะ แม้จะนั่งรถก็ตาม (หรืออายุเรามากแล้วเนี่ย 555+) เดินชมความงามของตัวเมืองยามค่ำคืนไป ก็มองหาร้านกินข้าวไป ร้านน้อยจริง ๆ ครับ ยิ่งดึกก็ยิ่งไม่เจอร้านอะไร

แล้วเราก็เจอร้านนึง นั่นคือ " ร้ า น ร า เ ม น บ อ น เ ท น " แต่บอกเลยว่า อ่านชื่อร้านไม่ออกครับ ตอนแรกเดินผ่าน มองเข้าไปเห็นคนนั่งเยอะดี คิวไม่ยาวด้วย ก็เลยเอาฟระ เข้าเลยครับร้านนี้ เพราะมองไปแล้ว ไม่ค่อยมีร้านอะไรให้เลือกแล้วจริง ๆ แต่อย่างน้อย ถ้าไม่กินร้านนี้ ท่าไม้ตายก็คือ Family Mart ฝั่งตรงข้ามนั่นเอง


เข้ามาแล้วครับ เค้ากินอะไรกันหรอ เล็งเมนู แล้วจิ้มเลยครับ มั่วได้ราเมนมา 2 ชาม "ยักษ์" รอสักพัก ราเมนยกมาส่งคือ เอ่อ! รู้ได้ไงว่าเราหิวกัน ซะชามเบ้อเร่อเลยครับ

เป็นราเมนแบบเผ็ดทั้ง 2 ชามเลยครับ ชามนึงแบบพริก ชามนึงแบบกระเทียม และตบด้วยเกี๊ยวซ่าเบา ๆ อีกจานนึงครับ กินไปก็เผ็ดไป และเป็นครั้งแรก ที่ผมกินราเมนที่ญี่ปุ่นไม่หมด คือ ปกติผมมักจะกินชามผมหมด และกินชามเปิ้ลหมดด้วย (ที่เปิ้ลกินไม่หมด) แต่ครั้งนี้ ด้วยความที่เยอะ และเลี่ยนน่ะครับ เลยไม่สามารถแล้วจริง ๆ คือ อร่อยนะครับ อร่อยมาก ๆ เลยด้วย ทุกวันนี้ยังคิดถึงรสชาติราเมนร้านนี้อยู่เลย ผมชอบจริง ๆ แต่เยอะ และเลี่ยนไปหน่อย กินนาน ๆ แล้วน้ำมันจากซุปเค้าเลยทำให้เลี่ยนน่ะครับ

อิ่มแล้วคร้าบ คืนนี้ลากันไปก่อนด้วยราเมนเผ็ด ๆ 2 ชามนี้นะคร้าบ..



พาแว้บมาดูบรรยากาศภายในห้องพักของโรงแรม Nikko Station Hotel II กันหน่อยครับ ห้องไม่กว้าง ไม่แคบเกินไป ตามสไตล์ญี่ปุ่นครับ


อรุณสวัสดิ์ ณ Nikko แหล่งมรดกโลก

ตื่นเช้าด้วยอากาศสดชื่นในดินแดนมรดกโลก ลงมาลองอาหารเช้าแบบ Japan Breakfast กันดูสักหน่อย เป็นข้าวแกงกะหรี่ตามสไตล์ญี่ปุ่นกันครับ

อิ่มแล้ว ออกเดินทางได้ วันนี้เราสายวัดนะครับ เราจะเริ่มเดินทางโดยรถบัสสาย 2B กันนะครับ เพื่อไปที่ไกลสุดก่อน นั่นคือ ป้าย 85 | Taiyūin ซึ่งเป็น "ป้ายสุดท้าย" ของรถสาย 2B นี้นะครับ

"จะบอกว่า ใครไม่อยากเจอรถติดในเมือง ให้รีบเดินทางออกจากเมืองแต่เช้าตรู่นะครับ"

รถจอดที่หน้าทางเข้าวัดเลย และมีเพียงเรา 2 คนที่อยู่ในรถสายนี้ 555+ แอบงง และวังเวงว่า ผู้คนหายไปไหนกันหมด หรือว่าเราหลง แต่ไม่ใช่นะครับ เรามาถึงหน้าวัด Taiyūin จริง ๆ แต่เช้ามาก จึงยังไม่มีคนเลย

แต่เราเริ่มจากศาลเจ้า Futarasan Jinja ก่อนนะครับ (ขึ้นทางขวามือ) เดินขึ้นไปไหว้พระด้านนอก บูชาเครื่องรางเสร็จ เราก็เดินกลับลงมา เพื่อเข้าสู่วัด Taiyūin (ขึ้นทางซ้ายมือ)

เข้าชมวัด Taiyūin กันครับ (ค่าเข้าชมเพียง 550 เยน แต่ความงามสุดคุ้มจริง ๆ ครับ)


ชมความงามของตัววัดสีทองอร่ามกันเต็มที่แล้ว ก็ค่อย ๆ เดินกลับกันครับ วัดนี้ค่อนข้างกว้างขวางพอสมควรเลยครับ ชมความงามได้ตามสบายใจเลย

ตรงทางออก จะมียักษ์ ทำท่าแปลก ๆ ในสายตาผมนะครับ ลองพิจารณาท่าทางของยักษ์กันเองนะครับ

ออกจากวัด Taiyūin เราก็ค่อย ๆ มุ่งหน้าสู่วัดถัดไป นั่นก็คือ ศาลเจ้า Toshogu Shrine ระหว่างทาง ก็พบคุณลุงช่างภาพชาวญี่ปุ่นท่านนึง แบกกล้องมา 4-5 อันได้ ก็เลย.. รบกวนคุณลุงเลยครับ ไหน ๆ ก็ดูท่าทางเป็นช่างภาพมืออาชีพแล้ว ถ่ายภาพคู่ให้เราหน่อยนะคร้าบบบ


พอมาถึงศาลเจ้า ปรากฎว่า ที่นี่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากมาย ไหนจะกลุ่มเด็กนักเรียนที่มาทัศนศึกษาอีก นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และด้วยค่าเข้าที่แพงกว่าทุก ๆ วัดแถวนี้ เราจึงตัดสินใจไม่เข้าไปชมภายใน ขอชมความงามแค่ด้านนอกพอครับ และขอเก็บเงินไว้ไปหาอะไรกินดีกว่า 555+

เดินต่อมา จนถึงวัด Rynnoji ซึ่งกำลังบูรณะซ่อมแซมภายนอกอยู่ ด้วยความอิ่มตัวกับความงามของวัด 2-3 แห่งแล้ว เราก็เลยขอผ่านวัดนี้ไปเช่นกันครับ

เดินกลับมาเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเราก็กลับมาถึงสะพาน Shynkyo ซึ่งถือว่าเป็น "สัญลักษณ์ของ Nikko" นะครับ ใครที่มา Nikko ต้องมีภาพสะพานนี้กลับไปนะครับ ไม่งั้นจะถือว่ามาไม่ถึง Nikko นะครับ 555+


ขอบคุณน้องคนไทยคู่นึงนะครับ ที่ถ่ายภาพคู่ให้เรา เราเดินเจอกัน 2-3 ครั้งใน Nikko รวมทั้งพักโรงแรมเดียวกันด้วย เดินเจอกันบ่อยเลยทริปนี้..

หมดแล้วครับ Nikko สำหรับเราในทริปนี้ ค่อย ๆ เดินย้อนกลับมาจนถึง Tobu-Nikko Station และไปขอเปลี่ยนรอบรถไฟ เพราะตอนแรกเราคิดว่าคงกลับบ่ายแก่ ๆ เลย แต่ภารกิจเช้านี้เราเสร็จก่อนเที่ยงครับ ก็เลยขอเปลี่ยนเป็นรอบเร็วที่สุด ณ ตอนนั้น ก็เลยได้ตั๋วรอบ 12.22 น. มา

รีบกลับเข้าโรงแรม ลากกระเป๋าที่ Check-Out ไว้แล้ว และกลับมาที่สถานีรถไฟ เพื่อเตรียมตัวกลับเข้าสู่ Tokyo แล้วครับ ขอลา 2 วัน 1 คืนในเมืองแห่งมรดกที่งดงามแห่งนี้ไปก่อนนะครับ..

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม อ่านจนจบนะครับ แวะไปชมภาพเพิ่มเติม ทริปอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ facebook: ทุบกระปุก

ปล. สงสัยข้อมูลตรงไหนในทริปนี้ พอช่วยเหลือให้ข้อมูลได้ ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งนะครับ ถามเร็ว ๆ นะ ก่อนที่จะลืม เพราะแก่แว้ว 555+

ความคิดเห็น