น่านไง...จะที่ไหนล่ะ - หนีงานที่รักไปพักร้อน / NAN On the Road 3D2N รีวิวโดย A Y E S I G H T

What's that ?!! ก็นี่ไง เฮ้ยย ก็นู่นไง เฮ้ยย ก็น่าน...ไง เฮ้ยย ถูกแล้ว !! ผ่ามพาม !! พอละ เล่นยาวกว่านี้คงไม่มีใครอ่านต่อ ฮ่าๆๆ อ่านมา 3 บรรทัดอย่าเพิ่งกดหนีมุกแป้กๆของผมนะครับ ขอความเมตตา เพิ่มโควต้าบรรทัดในการอ่านเรื่องราวของอายสักแปร๊บ...เริ่ม เรื่องมันเริ่มมาจาก...ออฟฟิศแห่งหนึ่ง อายเดินผ่า

น่านไง...จะที่ไหนล่ะ - หนีงานที่รักไปพักร้อน / NAN On the Road 3D2N

น่านไง...จะที่ไหนล่ะ - หนีงานที่รักไปพักร้อน / NAN On the Road 3D2N

 วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เวลา 21.03 น.

 วันที่เดินทาง 11 ต.ค. 2562

What's that ?!!

ก็นี่ไง เฮ้ยย ก็นู่นไง เฮ้ยย ก็น่าน...ไง เฮ้ยย ถูกแล้ว !! ผ่ามพาม !!

พอละ เล่นยาวกว่านี้คงไม่มีใครอ่านต่อ ฮ่าๆๆ อ่านมา 3 บรรทัดอย่าเพิ่งกดหนีมุกแป้กๆของผมนะครับ

ขอความเมตตา เพิ่มโควต้าบรรทัดในการอ่านเรื่องราวของอายสักแปร๊บ...เริ่ม

เรื่องมันเริ่มมาจาก...ออฟฟิศแห่งหนึ่ง อายเดินผ่านโต๊ะทำงานของเพื่อนร่วมงานเพื่อไปปริ๊นต์เอกสาร ด้วยจิตใจอันล่องลอย โสตประสาทหูเจ้ากรรมดันแว่วไปได้ยิน กลุ่มพี่ๆกำลังคุยเรื่องเที่ยววันหยุดที่กำลังใกล้จะถึงนี้ หลังจากปริ๊นต์งานเสร็จก็เลยแวะเวียนมาคุยเล่นตามปกติ รู้ตัวอีกที...อายก็ตัดสินใจไปเที่ยวน่าน...แบบไม่ทันตั้งตัวทัวร์ไฟไหม้กับพี่ๆเขาเสียแล้ว

น่านเป็นจังหวัดที่อายไม่ค่อยได้มีโอกาสไปสักเท่าไรนัก ( ไปล่าสุดตอนป.4 กับครอบครัวแบบผ่านๆ ) เพราะเส้นทางรถสาธารณะมีสายวิ่งน้อย ไม่อำนวยความสะดวกสายแบกเป้อย่างเราเท่าไร แต่ก็ยังคงเป็นจังหวัดในฝันที่อยากจะไปเยือนให้ได้

ตอนนี้มีโอกาส ก็บวกสิครับ รออัลไล...ไปเที่ยวน่านกันเล้ยยย

ช่วงเวลาที่เราเลือกเดินทาง : 11-14 ตุลาคม 2019 (ศ ส อา จ)

อุณหภูมิ : สูงสุด 33 ํ / ต่ำสุด 19 ํ

จุดหมายปลายทาง : บ่อเกลือ - ปัว

ออกเดินทางคืนวันศุกร์ 20.00 น.

เราเดินทางไปกันทั้งหมด 12 คน รถ 2 คัน ซึ่งเราและเพื่อนรุ่นเดียวกันอีกคน เป็นติ่งที่บวกเข้าไปในคณะนี้แบบงงๆ555 ( กราบขอบคุณพี่ๆร่วมทริปที่พาน้องไปด้วยค่ะ อิอิ ) กล้องพร้อม เป้พร้อม ใส่รถ หลับรอตื่นมาเจอน่านวันพรุ่งนี้...

DAY 1 เข้าสู่ตัวเมืองน่านพร้อมขึ้นบ่อเกลือ

ตื่นแล้วจ้าาาา...แต่ยังไม่ถึงเฟร้ยยย เพราะท้องมันร้อง ต้องหาอาหารไปอุดปากมันหน่อย เราเลยแวะร้านข้าวต้มนายเจือที่นครสวรรค์ ตอน 01.00 น.

ร้านใหญ่มาก อาหารอร่อย โดยเฉพาะกุ้ยช่ายขาวผัดหมูกรอบกับหมูสับผัดหนำเลี้ยบ
เสียอย่างเดียวไม่มียากันยุง ยุงกั๊ด แง้....

หนังพุงตึงหนังตาหย่อนได้ไม่นาน เราก็ตื่นมารับลมเย็นยามเช้า ดีใจมากกก หนาวแล้วโว้ย เราวิ่งไปบนถนน 1169 ผ่านตัวเมืองน่านแล้วไปต่อที่ถนน 1081 เพื่อเตรียมขึ้นไปพักที่บ่อเกลือ

ระหว่างทาง เราแวะพักจิบกาแฟยามเช้าที่ เดอะวิวกิ่วม่วง เป็นร้านเล็กๆข้างทาง ที่ตั้งอยู่บนลานกว้างใกล้ไหล่เขา จุดเด่นของที่นี่คือจะมีชานไม้ยื่นออกไป ที่เจ๋งคือช่วงเช้าหมอกลงหนักมาก วิวที่เห็นก็จะขาวโพลนจนมองไม่เห็นอะไรเหมือนเราเดินอยู่ท่ามกลางเมฆหมอก

แสงแดดตอนเช้าเริ่มสาดไล่หมอกขาวๆ ให้จางลง เหลือให้เห็นวิวไกลๆ อิแม่เอ้ยยย...เหมือนเปิดม่านเวทีมาแล้ววงออเคสตราก็เริ่มโอเวอร์เจอร์เลยอะ สวยมากกกทุกคน

เราสั่งโกโก้ร้อนมาชิม รสชาติเข้มข้นไม่ค่อยหวาน ใครที่ชอบกินหวานอาจจะไม่ปลื้มเท่าไร แต่เราชอบมากๆ


หลังจากจิบกาแฟ ชมวิว ถ่ายรูปชิวๆแล้ว ก็เดินทางกันต่อ . . .

ถนนลอยฟ้า 1081 . . .

มาถึงเส้นทางถนนลอยฟ้าในตำนาน จริงๆแล้วถนนลอยฟ้า มีหลายที่ตามหมายเลขถนน แต่ถนนลอยฟ้าเส้นนี้คือเส้นก่อนที่จะขึ้นไปบ่อเกลือ เขาแต่ละลูกมีความสลับซับซ้อนหลากสีสันไล่ไปตามแสงแดดที่ตกกระทบ ด้านล่างเขียวขจีไปด้วยทุ่งนา ไร่ข้าวโพด และสวนยาง

เสียดายที่ไม่ได้มาช่วงที่หมอกลง คงจะฟินกว่านี้

เส้นทางน่านเนี่ย...เป็นตัววัดใจคน พิสูจน์เครื่องยนต์เลยก็ว่าได้ ทางชันคดเคี้ยวไปตามสภาพเขาชวนอ้วกมาก แต่ว่าเห้ยยย วิวสวยมากอะ หลายคนบอกว่าไปเที่ยวป่าเที่ยวเขาที่ไหนมันก็เหมือนกันนั่นแหละ

บอกเลยว่า เราเป็นคนที่ขึ้นเหนือไปเส้นเชียงใหม่บ่อยมาก แม่ฮ่องสอนก็เคยไป แต่ว่าวิวเขามันคนละแบบเลย ป่าเขาที่น่านจะมีฟีลความเขียวชะอุ่มชุ่มชื่นมากกว่า ซึ่งธรรมชาติที่นี่ยังสมบูรณ์อยู่มาก

บ่อเกลือสินเธาว์ภูเขา . . .

เกลือสินเธาว์ คืออัลไล...เคยรู้จักตอนเรียนวิชาภูมิศาสตร์ตอนม.2 แต่ไม่เคยเห็นจริงๆสักที

เกลือที่นี่ไม่เหมือนนาเกลือที่เราเห็นตามเส้นสมุทรสาคร ไปจนถึงเพชรบุรีนะจ๊ะ อันนั้นเรียกเกลือสมุทร เพราะพบในน้ำทะเลนั่นเอง แต่ถ้าพบในดินเค็มจะเรียกว่า เกลือสินเธาว์

ความพิเศษบ่อเกลือที่นี่ คือ เป็นบ่อเกลือสินเธาว์บนภูเขาแห่งเดียวของโลกตรงนี้สำรวจแล้วว่าไม่มีที่ไหนอีก ซึ่งมีอายุกว่า 800 ปี

ความเฟลของข้าพเจ้าคือ เป็นช่วงที่เขาไม่ต้มเกลือกันจย้า เพราะเป็นช่วงเข้าพรรษา จะต้มอีกทีคือรอออกษาก่อน ม่ายยย...จบเลย

แต่เท่าที่ถามชาวบ้านมา เขาบอกว่าปัจจุบันก็ยังคงต้มแกลือด้วยวิธีแบบดั้งเดิม คือจะตักน้ำเกลือจากบ่อส่งผ่านมาตามลำไม้ไผ่สู่บ่อพัก หลังจากนั้นก็นำน้ำเกลือที่ตักจากบ่อพักมาต้มในกระทะประมาณ 4 - 5 ชั่วโมงให้น้ำเกลือระเหยแห้ง จากนั้นนำไม้พายมาตักเกลือใส่ตะกร้าที่แขวนไว้เหนือกระทะเพื่อให้น้ำเกลือไหลลงมาในกระทะทำอย่างนี้ไปเรื่อยจนน้ำในกระทะแห้ง หลังจากนั้นใส่ถุงวางขายกันหน้าบ้านใครบ้านมัน


เจ็บช้ำจากบ่อเกลือโบราณ เลยมาดามหัวใจที่โฮมสเตย์กลิ่นไอเกลือ จริงๆก็คือแวะมากินข้าวกลางวันเฉยๆแหละ อยู่ใกล้กับบ่อเกลือโบราณเลยจ้า บรรยากาศร้านโมเดิร์น สะอาดดีมาก แถมกับข้าวอร่อยด้วย ถ้าใครคิดจะมาพักผ่อน (ช่วงที่เขามีต้มเกลือกันอะนะ) แนะนำที่นี่เลย น่าจะได้รูปฉวยๆ


น้ำตกสะปัน . . .

ในที่สุด...ก็เข้ามาถึงที่พักคืนนี้กันแล้ว ที่พักของเราชื่อ มีสะปัน อยู่ในหมู่บ้านสะปันน้อยๆอันเงียบสงบ ห้อมล้อมไปด้วยป่าเขาลำเนาไพรและทุ่งข้าว โอ้โหววว...All in One มากๆ

แต่เนื่องจากทางที่พักให้เช็คอินได้หลังบ่าย 2 ก็เลยไปฆ่าเวลาด้วยการไปเที่ยวน้ำตกสะปันกันก่อน ซึ่งอยู่ภายในตัวหมู่บ้านห่างจากที่พักประมาณ 600 เมตร

น้ำตกสะปันมี 3 ชั้นใหญ่ๆ สามารถเล่นน้ำได้บริเวณชั้นแรกและช่วงก่อนขึ้นไปชั้นที่ 2 น้ำตกสะปันไม่เหมาะกับผู้สูงอายุอย่างแรงนะคะ ใครที่ที่จะพาคุณพ่อคุณแม่มา อยากให้คิดอีกรอบ555 เพราะต้องเดินเท้าเข้าไปถึงตัวน้ำตก ทางเป็นบันไดเลียบป่าระยะทางประมาณ 200 เมตร แล้วทางก็จะเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่ดิน ให้ปีนป่ายกันเอง อันตรายอยู่นะคะถ้ารองเท้าไม่ดีเข้ามาถึงตัวน้ำตกชั้นที่ 2 แล้ว สูงประมาณ 5 เมตร ในความเห็นอายคือมันไม่ค่อยสวยมากเท่าไร อาจจะเป็นเพราะเราเคยไปเห็นน้ำตกที่สวยกว่านี้มาแล้วอย่างเอราวัณ (กาญจนบุรี) หรือ สาริกา (นครนายก) แต่ยกนิ้วให้ความร่มรื่นของธรรมชาติของที่นี่เพราะคนน้อยไม่พลุกพล่าน ไม่มีร้านอาหาร ไม่มีขยะหลังจากเดินเล่นชมน้ำตกกันสักพัก ฝนเริ่มตกพรำๆ เรากลับมาถึงที่พักในสภาพเปียกปอนสุดๆ เพราะดูเหมือนฝนจะตกลงมาหนักกว่าเดิม เลยวิ่งเข้ามาหลบฝนก่อนเอากระเป๋าลงจากรถ

ที่พักที่เราจองเป็นบ้านปูนเปลือยหลังใหญ่ นอนได้ประมาณ 8-10 คน มีห้องนั่งเล่นเล็กๆแยกออกมาอีก 1 ห้องพร้อมโซฟาตัวยาว มีน้ำอุ่นและผ้าขนหนูเตรียมให้ ห้องค่อนข้างสะอาดและสะดวกสบาย เหมาะสำหรับแก๊งที่มากันเยอะๆ แต่สำหรับคนที่อยากมาสัมผัสธรรมชาติแบบจริงจัง อายแนะนำโซนบ้านกระโจมริมน้ำเลยค่ะ เพราะตรงนั้นจะให้อารมณ์ธรรมชาติสุดๆ ไปเลย บ้านที่อายพักมีแอร์ตั้งโต๊ะ 1 ตัว และพัดลม 1 ตัว แต่เอาจริงๆแทบไม่ต้องเปิดเพราะอากาศค่อนข้างเย็นมากอยู่แล้ว หลังจากนอนพักผ่อนเอาแรงรอฝนหยุด ก็ได้เวลาแบกกล้องออกไปตะลุยล่าหมอกหลังฝนกันเลย

ช่วงขายเพื่อนนน...นี่เพื่อนนุ่นสุดคูลของเราเอง นางคนนี้สายลุย ตะลุยสาดกล้องไปทุกที่ ได้รูปดีๆหลายรูปเพราะนุ่นเล้ย
(เพื่อนโสดโปรดส่งใครมารักเพื่อนที555)

สำรวจหมู่บ้านสะปัน หมู่บ้านน้อยกลางหุบเขา . . .

เราออกมาตรงชานระเบียงริมลำธารข้างๆอุ่นไอมาง น้ำในลำธารเป็นสีส้มเนื่องจากฝนชะดินไหลมาตามกระแสน้ำ จุดนี้สามารถสั่งอาหารและเครื่องดื่มของที่พักมาทานแกล้มบรรยากาศได้ (อาหารอร่อย โดยเฉพาะเฟรนซ์ฟรายด์ คุณป้าเจ้าของใจดีเป็นกันเองมาก)


จุดขายของบ้านสะปันคือเจ้าหินก้อนใหญ่ก้อนเล็กที่อยู่ในลำธารและสะพานข้ามให้เราออกมาเดินเล่นกินบรรยากาศเพลินๆเห็นหมอกที่อยู่ด้ายหลังเราม้ายย...นี่แหละหมอกหลังฝนที่เราตามหา อุ้วๆๆ

เราเดินออกมาท้ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นวิวทุ่งนาทั้งหมดเหลืองอร่ามไปสุดลูกหูลูกตา (เนื่องจากเป็นช่วงเก็บเกี่ยว) อากาศเย็นสบายมากกกกก อายกับเพื่อนบอกกันว่าเราต้องสูดอากาศที่นี่ไปให้เต็มปอดเลยนะก่อนที่จะไม่มีโอกาสแบบนี้ ฮือออ

เราใช้เวลาเดินเล่นอยู่บริเวณนั้นประมาณ 1 ชม. แต่รู้สึกว่าเวลาตรงนี้มันเหมือนหยุดนิ่งไปนานกว่านั้น นีแหละวิถีสไลว์ไลฟ์ที่แท้ทรู

ถนนคนเดินสะปัน . . .

ลบภาพถนนคนเดินเก่าๆที่เคยไปออกให้หมดเลย ถนนคนเดินที่สะปันไม่วุ่นวายเลย แล้วก็ธรรมดามากๆ ชาวบ้านแค่น้ำโต๊ะมาตั้งแล้วขายของเท่านั้นเอง ถนนคนเดินจะอยู่บริเวณสะพานข้ามลำธารในหมู่บ้าน แต่ชาวบ้านบางคนก็พอใจจะตั้งขายกันหน้าบ้านของตัวเองเลย

ที่เราซื้อมาลองกินคือไข่ยัดไส้ กะไข่ป่าม เพราะเห็นว่ามันแปลกดี แล้วรสชาติก็หอมใบตอง อร่อยด้วย

ไข่ยัดไส้ อย่าถามว่าไส้อะไรนะ เพราะมันคือไข่ยัดด้วยไส้จริงๆ (น้ำจิ้มเด็ด)
ไข่ป่าม คือไข่ที่ถูกตีใส่กระทงใบตองแล้วเอาไปปิ้งบนเตาถ่าน (ป้าบอกว่าเป็นอาหารล้านนาโบราณเลยนะจะบอกให้)

DAY 2 ย้ายก้นจากบ่อเกลือ ไปชมท้องนาที่ปัว

ตื่นเช้ามารับอากาศยามเช้าตั้งแต่ 05.40 น. กะว่าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ดอยอิงดาวใกล้ๆ แต่ว่าคงเป็นเพราะฝนตกหนักเมื่อวาน หมอกเลยลงจัดมากจนมองอะไรไม่เห็นเลย ได้บรรยากาศมัวๆไปอี๊ก

ตรงนี้เป็นสะพานข้ามลำน้ำว้าที่อยู่ท้ายหมู่บ้านที่เรามาเมื่อเย็นวาน อยากให้ลองมาสูดอากาศทั้งตอนเช้าตอนเย็นเลย

สรุปต้องลงมาอาบน้ำ กินข้าวเช้า แล้วเตรียมตัวออกเดินทางไปปัว (ข้ามต้มอร่อยมาก)

ระหว่างทางเราแวะตรงจุดชมวิวถนนลอยฟ้าจะมีร้านเล็กๆชื่อ ดอยกว่าง ขายอาหาร ส้มตำ และเครื่องดื่มซึ่งบอกเลยว่าต้องมาโดนนน ป้าทำอร่อยมาก เมารถมาจากเส้นบ่อเกลือ แวะดื่มน้ำผึ้งป่ามะนาวสักแก้ว รับรองสดชื่นแน่นอน

ที่เรียกว่าดอยกว่างน่าจะเป็นเพราะที่นี่มีด้วงกว่าง ตัวใหญ่มากๆ นี่มันมูชิคิงชัดๆ มีทั้งแบบ 2 เขา 3 เขา ตัวขนาดประมาณครึ่งฝ่ามือ ถูกนำมาวางใส่แก้วโชว์ให้ดูในร้านกาแฟด้วยล่ะ

วัดศรีมงคล (วัดก๋ง) . . .

วันออกพรรษาทั้งทีต้องมาเก็บแต้มบุญเพิ่มเสียหน่อย วันนี้คนค่อนข้างเยอะเพราะเป็นวันสำคัญทางศาสนา ตามทางเดินมีสีสันคัลเลอร์ฟูลไปด้วยโคมยี่เป็งและตุง (ธงทำจากผ้าทอของชาวล้านนา)ภายในวัด

มีพิพิธภัณฑ์มงคลธรรมรังสี เรือนไทยล้านนาประยุกต์ซึ่งใช้ไม้สักทองทั้งหมด ไฮไลท์ของงานนี้คงไม่พ้นจ้องแดงโบราณ (ร่มทำมือของชาวล้านนา) ซึ่งทุกคนต่างนำมาเป็นพร็อพในการถ่ายรูป อิอิ อายชอบงานผ้าของทางเหนือนะ เนื้อผ้าลวดลายมันมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองชัดเจนมาก

เนื่องจากมีเวลาไม่มาก อายกับเพื่อนก็เลยเข้าไปไหว้พระในพระอุโบสถ แล้วบังเอิญว่าไปเจอมุมๆหนึ่ง ที่มีผู้เฒ่าผู้แก่นั่งเรียงกันอยู่ประมาณ 2-3 คน เพื่อคอยผูกข้อมือของคนที่อยากจะรับขวัญเพื่อเป็นสิริมงคล

อายก็ไม่รอช้ายื่นมือเข้าไปขอพรคุณยายทันที คุณยายสวดบริกรรมอะไรบางอย่างและจบด้วยการเอาใบตองพับเป็นก้อนกลมๆจุ่มลงในขันน้ำมนต์ แล้วค่อยๆพรมมาที่หัวเรา

นอกจากนี้ หากใครมีเวลาหน่อยสามารถไปถ่ายรูป นั่งจิบกาแฟ กินลมชมวิวท้องนาและดอยภูคา ที่เฮือนโอชาได้ด้วยน้า

วังน้ำปัว . . .

ใครที่เป็นสายเล่นน้ำ สายเที่ยวน้ำตก ก็ลองมาดูได้ วังน้ำปัวเป็นสถานที่พักผ่อนกลางป่า มีลำธารน้ำเชี่ยว (แต่ไม่ลึก) ไหลผ่าน ถนนทางเข้าค่อนข้างทุรกันดารเป็นดินลูกรัง หากจะมาแนะนำให้ตรวจสภาพรถดีๆนะคะ ที่นี่เงียบสงบจนได้ยินเสียงป่า บรรยากาศดีมาก

เอาเท้าแช่น้ำเย็นๆ นั่งปิคนิคกันริมธารผ่อนคลายได้ดีเลยทีเดียว แต่ไม่เชียร์ถ้าจะสั่งอาหาร เพราะบริการไม่ค่อยดี อาหารออกช้ามาก แล้วรสชาติไม่ถูกปากด้วย

ด้วยความหิวจัด เลยตัดสินใจออกจากวังน้ำปัว ไปฝากท้องที่ร้าน ครัวลินดา แทน ถึงอาหารจะออกช้า แต่ไม่ทำให้ผิดหวังเลยจริงๆ อาหารจานโตมาก ราคาคุ้มค่า ถือว่าไม่แพงเลยสำหรับ 12 คน เมนูเด็ดๆที่เราชอบคือไข่ภูคาก้อนโต แกงส้มชะอมกุ้ง ไก่มะแขว่น ผัดโป๊ยเซียน ต้มยำไก่บ้าน (ไม่ได้ถ่ายรูปมานะหิวมาก555)

ฮิมนาปัว . . .

ที่พักของเราอยู่ใกล้กับวัดสวนดอก (เรียกได้ว่าติดกันเลยดีกว่า) และอยู่ไม่ห่างจากวัดภูเก็ตมากนัก

ที่นี่มีที่พักหลายแบบทั้งบ้านหลังขนาดเล็ก กระโจมขนาดเล็ก เราจองเป็นบ้านหลังใหญ่ปูนเปลือย 2 ชั้น เป็นชั้นล่างและชั้นลอย มีระเบียงเปิดออกไปชมทุ่งนาด้านนอกทั้ง 2 ชั้น


DAY 3 เที่ยวเมืองน่านก่อนเดินทางกลับ

นี่คือ...บรรยากาศยามเช้าที่ฮิมนาปัว สวยมากกกกกกกก ไม่เคยคิดว่าจะได้มีโอกาสตื่นขึ้นมายามเช้าแล้วจะเห็นตัวเราอยู่กลางทุ่งนาข้าว พร้อมกับเห็นวิวภูเขาล้อมไปด้วยสายหมอกอยู่ไกลๆ

ตอนนี้นาข้าวกำลังออกรวงสีทองเหลืองอร่ามไปทั้งทุ่ง รู้สึกโชคดีมากจริงๆ

ชุมชนหัตถกรรมผ้าทอไทลื้อบ้านเก็ต . . .

ชุมชนที่นี่ยังอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้าจากบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นการทอผ้าแบบชาวไทลื้อดั้งเดิม ที่นี่จะอยู่ตรงบันไดทางขึ้นวัดภูเก็ตพอดีเลย มาดูวิถีชีวิตภูมิปัญญาการทอผ้าอย่างใกล้ชิดได้ที่นี่น้า

ร้านกาแฟบ้านไทลื้อ . . .

จริงๆแล้ว เดิมที่นี่เป็นร้านขายของที่ระลึกชื่อดัง ซึ่งขายพวกผ้าทอไทลื้อ ผ้าทอน้ำไหล ลายโบราณ ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ที่สำคัญคือราคาถูกมากกก เริ่มต้นเพียงหลักสิบ ใครที่เป็นสายผ้าไทยไม่ควรพลาดเลยจริงๆ แถมมีบริการเครื่องดื่มให้จิบพลางชมบรรยากาศทุ่งนา ดอกไม้ ขุนเขา และผ้าไทลื้อหลากสีสันที่ปลิวไปตามลม

กระเทยเล่นผ้าต้องมาแล้วปะ 5555

ที่นี่มุมถ่ายรูปเยอะมากจริงๆ ถ้าจะไปเดินสะพานไม้ไผ่ก็ค่อยๆเดินกันนะจ๊ะ สะพานมันยวบยาบจนขาของอิชั้นวูบลงไปติดร่องไม้มันมาแล้วจ้า

วัดภูมินทร์ กระซับรักบรรลือโลก . . .

ได้โอกาสเข้ามาในเมืองขอแวะกินข้าวก่อนที่ร้าน วันดา-ข้าวซอยเจ้าอร่อย สาขาดั้งเดิม ร้านวันดามี 2 สาขา สาขาใหม่จะขายเฉพาะก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ส่วนอายมากินสาขาแรกเพราะอยากกินข้าวซอย อิอิ

ไม่ได้มีแค่ข้าวซอยแสนอร่อยเท่านั้น ยังมีข้าวแกง ส้มตำ หมูสะเต๊ะ และของหวาน อายคอนเฟิร์มได้เลยว่าเด็ดทุกอย่างจย้าาา

กินอิ่มแล้ว พร้อมออกแรงสู้แดดเมืองเหนือละจ้าว ในเมืองมีคาเฟ่สวยๆน่านั่งเยอะอยู่น้า อาจจะเยอะไม่เท่าเชียงใหม่ แต่คิดว่านี่ก็เริ่มเยอะแล้ว เสียดาย...วันนี้วันสุดท้าย ต้องรักษาเวลาเลยไม่ได้แวะคาเฟ่ที่ไหนเลย

กินข้าวเสร็จก็รีบมาชมจิตรกรรมฝาผนังในตำนานที่วัดภูมินทร์ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือพระอุโบสถเป็นทรงจตุรมุข พระประธานจตุรพักตร์ ซึ่งมีประตูไม้ทั้งสี่ทิศ แกะสลักลวดลายโดยช่างฝีมือล้านนาสวยงาม

นอกจากนี้ฝาผนังยังแสดงถึงชีวิตและ วัฒนธรรมของยุคสมัยที่ผ่านมาตามพงศาวดารของเมืองน่านอีกด้วย ถ้าใครแวะไปชมจิตรกรรมฝาผนัง ไม่ต้องกลัวว่าจะดูไม่รู้เรื่องนะคะ เพราะมีน้องๆมัคคุเทศน์ตัวน้อย จะเข้ามาสะกิดๆ และอธิบายโดยละเอียดให้พวกเราฟังเองค่ะ

ภาพของปู่ม่านย่าม่านซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุดทั้งด้านองค์ประกอบและอารมณ์

คำว่า "ปู่" นี่คือผู้ชายที่พ้นวัยเด็กผู้ชาย ถ้าพ้นวัยเด็กผู้หญิงจะเรียก "ย่า" ซึ่งที่จริงออกเสียง "ง่า" ไม่ใช่ปู่ย่าตายายที่เราเข้าใจแต่อย่างใดเลยเน้อ

ขึ้นชื่อว่าเป็นตำนานรัก...ทุกคนก็จะไปขอพรเรื่องความรัก หากใครได้ชวนคนรักลอด ซุ้มพญานาคคู่ขวัญ อายุกว่า 400 ปีหน้าพระอุโบสถ เดินวนทวนเข็มนาฬิกาสามรอบ แล้วค่อยมาขอพรจาก “ปู่ม่านย่าม่าน” ความรักจะยั่งยืนนาน แต่อีนี่มาคนเดียวจ้ะ...เศร้าาา


ซุ้มลีลาวดี . . .

ข้ามถนนมาอีกฝั่ง ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน จะเจอซุ้มลีลาวดีปลายฝนต้นหนาว ใบร่วงเกือบหมดแล้วแต่ก็ให้ฟีลสวยไปอีกแบบนะ โคเรีย เจแปนนิดๆ555

พระธาตุแช่แห้ง จ.น่าน . . .

พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวน่าน พระธาตุประจำปีเถาะ ใครเกิดปีกระต่ายอย่าลืมแวะกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคลกันน้า

พระธาตุช่อแฮ จ.แพร่ . . .

พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวแพร่ พระธาตุประจำปีขาล มีความสวยงามตระการตามาก แต่สำหรับเราแล้วพระธาตุดอยสุเทพ ก็ยังเป็นที่สุดของความสวยงามอยู่ดี (ยกเว้น พระธาตุชเวดากองที่ยังไม่เคยไปสัมผัส)

ขากลับรู้สึกว่าหมดแรงมากๆ เพราะวันแรกเจออากาศหนาว วันที่สองต้องสู้ฝน ส่วนวันสุดท้ายนี่กรอบเลย (เข้าวัดแล้วร้อน เจ้ยยย) เจอครบ 3 ฤดูในทริปเดียว ใครมาเที่ยาวน่านอย่าลืมเตรียมหยูกยาให้เรียบร้อยนะคะ รวมไปถึงเช็คเครื่องยนต์ด้วย จะได้เดินทางกันอย่างปลอดภัยค่ะ


จบแล้ววว ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะ เป็นยังไงกันบ้างหวังว่าจะชอบกันน้า สำหรับทริป น่านไง...จะที่ไหนล่ะ - หนีงานที่รักไปพักร้อน ใครที่เริ่มมีความคิดว่าจะออกมาเที่ยว อยากให้มาลองสัมผัส จ.น่านดู เพราะคุณจะได้ชาร์จแบตแบบเต็มๆสุดๆไปเลย ที่สำคัญ เที่ยวเมืองรองก็จะไม่ไปเจอคนเยอะๆด้วย


PS

อายขอจบการเขียนอันยาวเหยียดไว้เท่านี้ ฝากรีวิวนี้ไว้ในใจทุกคนด้วยหวังว่าอ่านแล้วจะอิน ตื่นตาไปพร้อมกับเรา ถ้ามีโอกาสต้องมาให้ได้นะสวยงามมากๆ เราทำสรุปค่าใช้จ่ายไว้ด่านล่าง...ขอบคุณค่า
ราคา ต่อ คน
- ค่าเดินทาง : 950 บาท (เฉพาะค่าน้ำมัน)
- ค่าที่พัก 2 คืน : 700 บาท (มีสะปัน 400 , ฮิมนาปัว 300)
- ค่าอาหาร : 1,000 บาท
รวม 2,650 บาท

สรุปค่าอาหารรวมสำหรับ 12 คน
- ข้าวต้มนายเจือ : 1,260 บาท
- กลิ่นไอเกลือ : 2,190 บาท
- ครัวลินดา : 2,570 บาท
- วันดา : 965 บาท
- ครัวครูกุ้ง : 2,560 บาท
ติดตามเรื่องราวการเดินทางแบบนี้ได้อีกใน Facebook fanpage : A Y E S I G H T
หรือ กดเข้าไปที่ โปรไฟล์ของอาย เพื่อเลือกอ่านเรื่องราวดีๆได้เลยนะค้าบบบ


ความคิดเห็น