รีวิว Work and Travel 2018 เมื่อฉันมาเป็นแม่บ้านไกลถึงอเมริกา ได้เงินเดือนเป็นแสนจริงหรือ? | @เขียดคุง in USA EP.3 🇺🇸 รีวิวโดย เซน เท่านั้น

Work & Travel Program USA 2018 บทความรีวิวครั้งนี้เป็น EP.3 ของการเดินทางมายัง สหรัฐอเมริกา เพื่อหาประสบการณ์ช่วงปิดภาคเรียน กับโครงการ Work & Travel Program in USA ปี 2018 สามารถติดตามรีวิวการเดินทางก่อนหน้านี้ได้จากลิ้งค์ด้านล่างนะครับ @เขียดคุง in USA EP.2 : https://th.readme.me/p/27940 @เขี

รีวิว Work and Travel 2018 เมื่อฉันมาเป็นแม่บ้านไกลถึงอเมริกา ได้เงินเดือนเป็นแสนจริงหรือ? | @เขียดคุง in USA

รีวิว Work and Travel 2018 เมื่อฉันมาเป็นแม่บ้านไกลถึงอเมริกา ได้เงินเดือนเป็นแสนจริงหรือ? | @เขียดคุง in USA EP.3 🇺🇸

 วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เวลา 11.24 น.

 วันที่เดินทาง 21 พ.ค. 2561

Work & Travel Program USA 2018

บทความรีวิวครั้งนี้เป็น EP.3 ของการเดินทางมายัง สหรัฐอเมริกา เพื่อหาประสบการณ์ช่วงปิดภาคเรียน กับโครงการ Work & Travel Program in USA ปี 2018 สามารถติดตามรีวิวการเดินทางก่อนหน้านี้ได้จากลิ้งค์ด้านล่างนะครับ

@เขียดคุง in USA EP.2 : https://th.readme.me/p/27940

@เขียดคุง in USA EP.1 : https://th.readme.me/p/27917

@เขียดคุง รีวิวอื่นๆ : https://th.readme.me/u/5cca9c6de6046424136e4f9d


Work & Travel Program คืออะไร?

เป็นโครงการแลกเปลี่ยนโครงการหนึ่ง ที่ดำเนินการภายใต้กฎบัญญัติความร่วมมือทางการศึกษา และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ปี 1961 (Mutual Educational and Cultural Exchange Act of 1961) โดยจุดประสงค์ หลัก คือ เพื่อสร้างเสริมความเข้าใจต่อกันระหว่าง ชาวอเมริกัน และ ประชาชนจากประเทศอื่นๆ โดยผ่านการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่ง เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ เนื่องจากเป็นวิธีที่ให้โอกาสอันมีค่าในการเรียนรู้ วิถีชีวิตของคนอเมริกันอย่างแท้จริง ซึ่ง โครงการแลกเปลี่ยนนี้ ดำเนินการโดยสำนักงานการประสานงานและจัดตั้งโครงการแลกเปลี่ยน (Office of Exchange Coordination and Designation) ภายใต้การดูแลของสำนักงานการศึกษาและวัฒนธรรม (Bureau of Educational and Cultural Affairs) เมื่อสิ้นสุดโครงการแลกเปลี่ยน ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเดินทางกลับประเทศของตน เพื่อนำประสบการณ์และทักษะต่างๆ ที่ได้รับระหว่างอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อประเทศนั้นๆ


ดังนั้น โครงการ Work and Travel USA นี้ ถือเป็นโครงการที่เปิด โอกาสให้นักศึกษาได้ ใช้ ชีวิตในสังคมอเมริกันด้วยตนเอง ได้เรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ และการทำงานจริง ในวัฒนธรรมอเมริกัน พร้อมพบปะเพื่อน นานาชาติที่ มีความ แตกต่าง เรียนรู้ การปรับตัว การแก้ปัญหา ซึ่งนับว่าเป็นการเรียนรู้นอกเหนือจากการเรียนในมหาวิทยาลัย และยังเป็นการส่งเสริม ให้นักศึกษาได้ใช้เวลาช่วงปิดภาคเรียน อย่างเป็นประโยชน์ อีกด้วย

ทั้งนี้ โครงการ Work and Travel USA ไม่ใช่การจัดหางานในตลาดแรงงาน เพราะผู้สมัคร จะต้องมีสถานภาพเป็นนักศึกษา ภาคปกติของมหาวิทยาลัยที่ได้รับการรับรอง และจะต้องทำการสอบคัดเลือกกับทางโครงการ เพื่อคัดเลือกผู้ เข้าร่วมโครงการได้อย่างถูกต้อง และค่าตอบแทนที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการนั้น เป็นเพียง ส่วนช่วย ใน ค่าใช้จ่ายระหว่างที่พำนักและท่องเที่ยว อยู่ ในสหรัฐอเมริกา ตามระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น มิได้ เป็นเป้าหมายหลักของโครงการ แต่อย่างใด

อ้างอิง : ข้อมูลจากเอเจนซี่ บริษัท ไฮเออร์ (ประเทศไทย) จำกัด


ทำไมถึงตัดสินใจไป Work & Travel Program

ท้าวความกลับไปเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา เจอเพื่อนคนนึงนางเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมต้นแล้ว บังเอิญเจอรูปนางในเฟสว่าเอ้ย มึงไปทำอะไรที่อเมริกาวะ เห็นลงรูปเที่ยวบ่อยมาก เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนหรือยังไง เพราะตอนนั้นเห็นว่ายังเรียนไม่จบกัน เลยทักไปถามส่วนตัวได้ความว่าออ นางไปโครงการ Work and Travel นางก็อธิบาย บลาๆๆๆๆๆๆ จนเข้าใจลึกซึ้ง และตัวผมเองด้วยความที่ชอบท่องเที่ยว และชอบเก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกบ้านอยู่แล้ว เลยมีความอยากที่จะไปตรงนั้นกับเพื่อนบ้าง เอาหละแต่ขั้นตอนมันก็ไม่ได้ง่ายขนาดที่คิดจะไปและไปได้เลย ไม่ใช่ครับ อาจจะทำให้งงๆได้เวลาอ่าน แนะนำเอาป๊อปคอนกับชาเย็นมากินไปอ่านไป เพื่อความอรรถรสนะครับ 5555


ทำไมต้องมีเอเจนซี่เมื่อไป Work & Travel Program

ตามหัวข้อเลยครับ ว่าทำไมต้องมีเอเจนซี่ เมื่อไป Work & Travel Program ผมขอใช้คำย่อนะครับ ว่า WAT ผมยังไม่เห็นการไป WAT ด้วยตัวเองโดยที่ไม่มีเอเจนซี่เลยครับ เพราะทั้งการติดต่องานที่ยุ่งยาก การส่งเอกสาร และลำดับขั้นตอน ถ้าเรามีเอเจนซี่คอยช่วยเหลือ เราก็จะสบายไปมากๆเลยครับ แต่ทั้งนี้แลกกับการเสียเงินค่าดำเนินการที่คิดว่ามาก แต่ก็คุ้ม เราก็ยอมครับ 5555 แต่การเลือกเอเจนซี่ก็สำคัญ ไม่ใช่เห็นค่าโครงการที่ราคาถูกและเลือกไป เราควรศึกษาประวัติ และ Feedback ว่าโอเคไหม บางคนถูกหลอกก็มีเยอะให้เห็น สรุปสั้นๆเอเจนซี่ที่ผมเลือกไปคือ Higher Education Thailand (นี่ไม่ได้ค่าแนะนำอะไรสักบาทนะครับ) แต่เพื่อมาบอกถึงรายละเอียดไม่อยากกั๊กอะไรเลย ดีก็บอกว่าดี ส่วนที่ไม่ดีก็มีครับ ถ้าสนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ไฮเออร์ ผมแปะลิ้งค์เอาไว้ให้นะครับ : https://higher.co.th/index.php


ขั้นตอนคร่าวๆการไป WAT ที่โคตรจะซับซ้อน

  1. อันดับแรกเริ่มสมัครโครงการตั้งแต่เดือนสิงหาปี 60 เพื่อไป WAT เดือพฤษภาคม ปี 61
  2. ผ่านการทดสอบระดับภาษาจากเอเจนซี่ (A<B<C) ระดับภาษามีผลต่อการเลือกงาน
  3. ยืนยันการเข้าร่วมโครงการ และจ่ายเงินงวดแรก. (เดือนกันยายน)
  4. หลังจ่ายเงินจะมี Password ให้เข้าระบบ เพื่อเข้าเลือกงานที่เอเจนซี่แนะนำ (เดือนพฤศจิกายน)
  5. เอเจนซี่จะนัดวันสัมภาษณ์งานให้เรากับนายจ้างฝั่งเมกา (หลังเลือกงานไม่เกิน 2 สัปดาห์)
  6. สัมภาษณ์งานผ่านแล้ว ยืนยันงานกับเอเจนซี่ (ผลสัมภาษณ์รอหลังเสร็จประมาณ 1 สัปดาห์)
  7. รอพักใหญ่ๆประมาณ เดือนมีนาปี 61 และชำระเงินค่าโครงการที่เหลือทั้งหมด
  8. เตรียมเอกสารต่างๆ ให้ครบ (เอกสารการขอวีซ่าWAT) ยังไม่ล่าวถึงในตอนนี้
  9. สัมภาษณ์วีซ่ากับสถาณฑูตอเมริกาประจำประเทศไทย ซึ่งไม่ง่ายเลย 55+++. (เดือนเมษายน)
  10. รอผลสัมภาษณ์วีซ่าประมาณ 2 สัปดาห์ ทีมงานจะแจ้งผ่าน Email
  11. เมื่อทราบผลก็ทำการจองตั๋วเครื่องบิน (จองเองหรือผ่านเอเจนซี่ก็ได้) แต่ผมจองเองถูกกว่า
  12. Passport จะถูกส่งมาที่บ้าน และเก็บกระเป๋ารอเดินทาง (เดือนพฤษภาคม)
  13. มีการปฐมนิเทศรวม ก่อนออกเดินทางจากทางเอเจนซี่ และรับเอกสารเพิ่มเติมนิดหน่อย
  14. เมื่อทุกอย่างพร้อมก็ลากกระเป๋าเดินเข้า Runways ได้เลยครับ 5555


พูดถึงค่าใช้จ่ายการไป WAT ที่อ่านแล้วจะต้องอุทานออกมา ว่าE_แพงจังวะ!

  1. ค่าโครงการจ่ายให้เอเจนซี่ 2 งวด จำนวน 55,000 บาท (อันนี้รวมหักส่วนลด 7,000 บาท เรียบร้อย)
  2. ค่าสัมภาษณ์วีซ่าและการดำเนินการ จำนวน 10,000 บาท
  3. ค่าตั๋วเครื่องบิน ไป/กลับ เราเลือกจองเอง บินหลายไฟท์มาก จำนวน 31,000 บาท
  4. ค่าตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ เพิ่มเติม จำนวน 4,000 บาท
  5. ค่า Poket money ใช้จ่ายระหว่างอยู่ที่นี่ช่วงแรกๆ จำนวน 20,000 บาท

รวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ตีเลขกลมๆประมาณ 120,000 บาท นี่มันไม่ใช่น้อยๆเลยใช่มั้ยครับ สำหรับผมคือมันจำนวนเงินเยอะมาก ขนาดได้ส่วนลดจากเอเจนซี่ไปเยอะแล้วนะเนี่ย คิดอย่างเดียว เมกากูต้องรอด 555


ทำไมถึงเลือกงานแม่บ้าน Housekeeping

พูดแล้วก็ท้าวความกันหน่อยครับ ในระบบของเอเจนซี่งานจะมาเป็นล๊อตๆ (นึกภาพออกใช่มั้ยครับ) รายชื่องานจะเข้ามาเป็นรอบๆ ประมาณ 5 ครั้งภายใน 3 เดือน เอาจริงผมเลือกงานไปตั้งแต่ล๊อตแรก และรอสัมภาษณ์คือเป็นเวลานานมาก เกือบจะ 2 เดือน ทำไมถึงรอ?????? เพราะเป็นงานที่อยากทำมากๆๆๆๆๆ เป็นตำแหน่ง Housekeeping เหมือนกันนี่แหละ แต่มันทำที่รัฐอลาสก้า แน่นอนครับด้วยความที่เป็นหนุ่มไต้ เลยอยากจะทำงานที่มันได้สััมผัสกับความหนาว ที่หนาวมากในเมืองนี้ ผลสุดท้ายไม่รู้เอเจนซี่เขาประสานงานยังไง ผมก็ไม่ได้โทษนะครับ อาจจะเป็นเพราะเราไม่มีดวงได้ไปที่นี่ก็อาจเป็นได้ .... สรุปแล้วเหลือองานล๊อตสุดท้าย ได้งานช่วงเดือน กุมภาพันธ์แล้วครับแม่คุณ เดือนหน้าเตรียมตัวสัมภาษณ์วีซ่าแล้ว ถ้าไม่เอานี่อดไปนะครับ เลยได้งานแม่บ้าน หรือ Housekeeping งานอยู่ในเมือง Seattle , รัฐ Washington ของอเมริกา 🇺🇸 มาครอบครอง


พูดถึงรายละเอียดงาน/รายได้ กันหน่อยครับ

ชื่อบริษัท : 360 hotel group DBA.
ตำแหน่ง : Housekeeping
เรทเงิน : $12 / ชม.
กำหนดทำงาน : 5 วัน / สัปดาห์ ห้ามเกิน 40ชม / สัปดาห์
ค่าบ้าน : $140 / สัปดาห์ (ซึ่งแพงมาก)



เริ่มเข้าสู่การเป็นแม่บ้านกันเลยครับ

ผม Start หรือ เริ่มออกเดินทางจาก สนามินสุวรรณภูมิ ปลายทาง ซีแอตเทิล ข้ามน้ำข้ามทะเล รวมแวะเที่ยวแล้วใช้เวลาหลายวันกว่าจะถึงปายทาง 555 เส้นทางบินตามนี้ครับ BKK - HKG - LAX - SFO - SEA สามารถอ่านรายละเอียดการเดินทางย้อนหลังได้จาก EP.1-2 ก่อนหน้า อันนี้ไม่ขออธิบายเพิ่มเติมนะครับ


เมื่อถึงสนามบินปลายทาง ซีแอตเทิล เรียกเต็มๆว่า Seattle Tacoma International Airport.(SEA) เอาจริงคือไม่ได้เก็บบรรยากาศอะไรมาเลย เพราะนั่งเครื่องมาจาก ซานฟรานซิสโก คือเช้ามาก ตี 5 ใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมง มาถึงก็ 7 โมงกว่าๆแล้ว ผมก็รีบเดินออกจากสนามบินมายังรถไฟฟ้า เพื่อนั่งเข้าเมืองและเดินทางต่อปยังที่พักครับ

เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา รัฐนี้อยู่ทางตอนเหนือของอเมริกา ซึ่งเวลาจะห่างจากประเทศไทย หรือช้ากว่า -14 ชม. สภาพอากาศซึ่งถือว่าชอบมาก ช่วงวันแรกที่มาถึง 10 องศาเบาๆ 😂😂อากาศเย็นมาก แต่สองสามวันก็ปรับตัวได้แล้ว โดยส่วนตัวเป็นคนลอบอากาศหนาวอยู่แล้วครับ ...


สำหรับที่อยู่อาศัย ตลอดระยะเวลา 3 เดือนของการมา WAT ครั้งนี้ ผมพักที่ Best Western Inn & Suites เป็นโรงแรมในเครือของโรงแรมที่ผมและเพื่อนมาทำงานครับ อ้อลืมบอกไปงานนี้มีเพื่อนคนไทยซึ่งมารู้จักกันที่นี่เกือบหมด จำนวน 6 คนครับ สบายละตรูไม่เหงาแน่ๆ 5555


ยังไม่จบเรื่องที่พักครับ คืออยากอวยว่าดีมาก เป็นห้องพักเตียงคู่ สำหรับ 2 คน มีครัวพร้อมอุปกรณ์สำหรับประกอบอาหาร มีทีวี ตู้เสื้อผ้า เตารีด เครื่องล้างจาน อ่างกุดชี่ในห้องน้ำ รวมถึงมีอาหารเช้าฟรีบริการทุกวัน ยังไม่หมด จะมีแม่บ้านมาทำความสะอาดห้องให้ทุกวัน ได้ยินไม่ผิดครับ+++ จะมีแม่บ้านมาทำความสะอาดห้องให้ทุกวัน ทั้งปูผ้าเตียงใหม่ทุกวัน เติมสบู่ เก็บขยะ แต่ไม่ล้างจานให้นะ 5555 ล้างเอง คือดีย์มาก แต่ก็นะแพงมากเหมือนกัน สมราคาที่จ่ายไป เราไม่สามารถเลือกที่พักเองได้ก็ต้องทำใจพักตามที่เขาระบุมาครับ


เช้าวันแรกของการไปทำงาน คือโคตรตื่นเต้นอะเอาจริง (ผมคิดว่าทุกคนก็คงเป็น) ผมและเพื่อนทั้งหมดลงมารอที่ล๊อบบี้โรงแรม และมีพี่ House man ขับรถไปส่งที่ Office ทำงานครับ เริ่มการพบปะแนะนำตัวกับทางผู้จัดการโรงแรมที่ทำงาน ได้ความว่าบริษัท 360 hotel group DBA. ของเรามี 3 โรงแรมใหญ่ๆ และจะแบ่งเด็กๆ ออกไปทำงานที่ละ 2 คน เพราะฉะนั้น ด้วยความที่มีผู้ชาย 2 คน เราจึงเลือกไปด้วยกัน 555 นั่นคือดีแล้วใช่มั้ย สถานที่ทำงานจริงของผมคือที่นี่ครับ Staybridge Suites Hotel น่าอยู่ใช่มั้ยครับ


การเดินทางไปทำงานในแต่ละวัน จะมีคนขับรถจากโรงแรม คอยวิ่งรับ/ส่ง จากที่พักไปยังที่ทำงานทุกวัน ใช้เวลานั่งรถประมาณ 15 นาที ก็ถึงครับ เวลาเข้างานคือ 08:00 น. - 17:00 น. ถ้าวันไหนมารับสายคือจะเซงมาก เพราะนั่นคือเราจะโดนหักเงินอะดิ เพราะที่ทำงานใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือและกดรหัสครับ และคนขับรถก็ชอบมาสายบ่อยด้วย มีวันนึงรอยัน 9:00 น. เพราะคนขับคิดว่าเป็นวันหยุดของผม จนหัวหน้าขับรถมารับ คือยังไงก็ต้องไปทำงาน ถ้าขาดนั่นแสดงว่าเงินหายไป 3 พันกว่าบาทต่อวันเลยนะ ฉันไม่ยอมแน่ๆ 5555


พูดถึงลักษณะงาน House Keeping หรือแม่บ้านนั่นเอง ตำแหน่งนี้ทำทุกอย่างที่อยู่ในโรงแรมครับ ไม่ใ่ช่แค่ทำความสะอาดหองพัก รวมถึงจัดข้าวของทุกอย่างลงรถเข็นประจำตำแหน่งในแต่ละวันก่อนเข้าทำงาน จริงๆแล้วมันจะมีขั้นตอนของมันตามระบบการจัดการของหัวหน้า


ถึงเวลาเริ่มงาน เริ่มงานเวลา 8:00 น. นั่นคือทุกคนต้องพร้อมที่ห้องรวม เพื่อฟังคำชี้แจงและรับบรีฟจากหัวหน้าในงานของวันนี้ ว่าจะได้จัดการกับห้องพักแบบไหน เช็คอิน เช็คเอ้ากี่โมง รวมถึงทีมว่าวันนี้จะได้ไปคู่กับใคร และแน่นอน แม่บ้านต้องมี รถประจำตำแหน่ง นั่นคือรถเก็บขยะและรถทำความสะอาดคันนี้นั่นเอง



การทำงานในตำแหน่ง House Keeping ก็ต้องมีชุดประจำตำแหน่งด้วยนะครับ เมเนเจอร์บรีฟว่าต้องเป็นดำทั้งชุด ทั้งเสื้อโปโลที่ทางโรงแรมแจกให้ 5 ตัว กางเกงซื้องเอง เอาสแล๊คใส่เรียนไปก็ได้ รองเท้าต้องผ้าใบสีดำ และที่ห้ามลืมก็คือป้ายชื่อครับ ไมงั้นไม่มีทางรู้แน่ๆว่าเราคือพนักงานหรือโจรปลอมตัวเข้ามา


ทุกสัปดาห์เมเนเจอร์ใหญ่ของทางโรงแรมจะเรียกมาปะชุม และแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ต่างๆให้กับพนักงานในโรงแรม ซึ่งไม่ใช่แค่ประชุม เจ๊เมเขาชอบหากิจกรรมเพื่อสร้างรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้กับเพื่อนร่วมงาน ได้ผ่อนคลายกันบ่อยมาก ทำเอาหลังๆผมนี่กลายเป็นคนกล้าแสดงออกขึ้นมาเลยครับ


เวลาพัก House Keeping จะให้เวลาพักแค่ 1 ชั่วโมง และจะมีห้องพักให้กินข้าว ผ่อนคลาย มีทีวี ให้ดู แลกเปลี่ยนวัฒธรรม แลกเปลี่ยนอาหารจากสัญชาติต่างๆ เพราะพนักงานที่นี่ไม่ใช่แค่คนอเมริกาเพียงอย่างเดียว มีทั้งแมกซิโก ญี่ปุ่น จีน ฟิลิปปินส์ และมีป้าคนไทยที่ประจำอยู่ที่นี่ 1 คนด้วย


พูดเรื่องทิ๊ปของลูกค้าในโรงแรม TIP ปกติที่เคยอ่านมา เป็นธรรมเนียมของชาวเมกัน หรือชาติอื่นๆก็แล้วแต่ เมื่อเข้ามาพักตามโรงแรมต่างๆหรือร้านอาหาร จะต้องมีธรรมเนียมในการให้ทิ๊ป บางร้านถึงกับหักอัตโนมัติในใบเสร็จตอนจ่ายเงิน คิดเป็น% กันเลยทีเดียว แต่พูดถึงทิ๊ปในโรงแรมที่ผมมาทำ เป็นทิ๊ปรวมจ้า ใครเก็บได้ก็เอามาให้เจ๊เมเนเนอร์ จะมีการแบ่งให้ House Keeping ทุกๆสิ้นเดือนพร้อมใบเช็คเงินเดือน .......... เอาจริงหวังไว้เยอะมากกับการได้ทิ๊ปจากลูกค้าเมื่อเช็คเอ้าต์ แต่ก็เอาเถอะ ได้น้อยก็ถือว่ายังได้เนาะ 555


ยังไม่จบเรื่องทิ๊ป เอาภาพมาให้ดูกันสักภาพ ทิ๊ปที่วางไว้บนโต๊ะหลังจากที่ลูกค้าเช็คเอ้าออกไปแล้ว แม่บ้านอย่างเราก็เปิดประตูเพื่อเข้าเช็คของและทำความสะอาดสำหรับการเข้าพักของแขกคนถัดไป สิ่งแรกที่มองหาเลยก็คือไอ้เจ้า TIP นี่แหละครับ เอาจริงหวังอะไรไม่ได้มาก เดาไม่ถูกจริงๆ บางห้องให้ $50 เหรียญก็มี บางห้องให้ $1 ก็มี บางห้องทิ้งขยะไว้เต็ม แต่ไม่มีสักบาทเลยก็มี ทำใจจริงๆครับ


เริ่มทำงานใหม่ๆ จะมีการเทรนงาน 2 อาทิตย์ ช่วงจังหวะนี้ผมกับไอ้แฟร้ง เพื่อนผู้ชายอีกคนที่เลือกมาที่นี่ด้วยกันก็จะโดนจับแยกครับ เพื่อเทรนงานกับแม่ๆป้าๆ House Keeping รุ่นใหญ่ ป้าบอกว่าทำแบบนี้นะ ทำแบบนี้นะ แบบนี้ทำไม่ได้นะ ไม่สวยนะ เอาจริงคิดในใจทำไมมันไม่ง่ายแบบที่คิดไว้นะ 5555 จำได้เลย 2 วันแรกคือกูต้องจำศัพท์เกี่ยวกับของและอุปกรณ์ในห้องพักให้ครบหมดทุกชิ้น เหยดเข้ันไม่ง่าย แรกๆจำไม่ได้ โดนด่าแบบหูชาแต่ก็ไม่ฟังอะ หน้าด้านต่อไปถึงจะรอด


บางครั้งเวลากับการทำความสะอาดแมร่งช่างโคตรกดดัน หลังจากช่วงเทรนงานจบ เข้าสู่โลกของความเป็นจริงครับ ผมเด็ก J1 ถึงแม้ไม่ใช่พนักงานประจำแต่ผมก็ต้องทำทุกอย่างเป็นเหมือนพนักงานปกติทุอย่าง จำได้เลยตารางงานวันแรกคือห้องพักเต็มและเช็คเอ้าเกือบทั้งหมด บอกกับตัวเองตายแน่ๆ 555 แต่ไม่ต้องห่วงครับไม่ได้ทำคนเดียว เราจะมีคู่บัดดี้ที่ไปกับเราในแต่ละวันซึ่งจะวนๆกันไป ไม่เหนื่อยคนเดียวแน่นอนครับ ปล. รูปด้านบนเป็นความต้องการของลูกค้าขอหมอน10 ใบ ผมก็จัดให้ตามคำขอครับ ....


30 นาทีกับห้องพักที่ต้องพร้อมสำหรับการเช็คอิน กล่าวคือตั้งแต่ไฟเขียวจากเมเนเจอร์ว่าห้องพร้อสำหรับการทำความสะอาดแล้ว เราก็เข้าไปทันทีครับ รื้อผ้าปูเตียงออกทั้งหมด ปลอกหมอนทุกชิ้น เปลี่ยนของใช้ในห้องน้ำ เช็คห้องครัว เก้บขยะทุกชิ้นออกให้หมด เติมของที่ขาด ห้ามใส่เกิน ดุดฝุ่น จัดทุกอย่างเข้าที่ ถ้าเสร็จช้า กลับบ้านช้า เมเนเจอร์ด่า ทำไม่เรียบร้อยกลับมาทำใหม่ โอ้โหแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว


วอกี้ทอกี้ หรือ วอล์วิทยุ เป็นอะไรที่หลอนมาก เมื่อสิ่งนี้อยู่กับฉัน คือทุกทีมในแต่ละวันจะมีวิทยุตัวนี้ติดตัว เพื่อรับฟังคำสั่งจากหัวหน้า หรือจากเพื่อนร่วมงานเมื่อมีการขอความช่วยเหลือ เคยมีวันหนึ่งฉันลืมเปิดเสียง และเมเนเจอร์วอลมาเรียกผมให้เอาของบางอย่างไปให้ลูกค้าที่ห้อง ปรากฎว่าฉันไม่ได้ยิน และนางก็เดินมาตามถึงห้อง สงสัยคิดว่าเราคงอู้งาน โดนด่าแบบยับเยินมาก ที่นี่เขาจริงจังกับการทำงานมาก เวลาเล่นก็จะมีความสุขไปอีกแบบเลย นับจากวันนั้นผมก้ไม่เคยปิดเสียงอีกเลยเปิดเสียงสุด เน็บไว้ที่เอวตอดเวลา 5555


ตารางการทำงาน ปกติเวลาทำงานจะเป็น 08:00 น - 17:00 น. และพัก 1 ชั่วโมงแล้วแต่ทีม บางคนพักเที่ยงตรง บางคนพักบ่ายโมง แล้วแต่บริหารเอา ของแต่ละวัน เอาจริงเมเนเจอร์ House Keeping นางเป็นคนใจดี ทุกวันนางจะชอบวาดรูปติกเกอร์แบบนี้ตรงมุมชื่อทีม ว่าวันนี้ใครไปกับใคร วาดทุกวันเออก็น่ารักดี อิอิ


ของกินในห้องพักหลังจากลูกค้าเช็คเอ้าต์แล้ว จริงๆไม่แน่ใจว่าทุกโรงแรมทำกันยังไง แต่สำหรับที่โรงแรมนี้ เมื่อเราเจอของกินทุกๆอย่างไม่ว่าจะเป็นของสด ของในตู้เย็นต่างๆ เราต้องเอาใส่รถเข็นกลับมา และเขียนชื่อห้องกับคนรับผิดชอบนั้นๆ วางไว้ ในห้อง House Keeping 1 วันเพราะบางครั้งลุกค้าเขาจะกลับมาเอาจ้า แต่ถ้าเป็นเหล้าหรือเบียร์ เจ้เมเขาไม่ให้เอากลับนะ ไม่รู้ว่ายึดไว้ที่โรงแรมหรือเอากลับไปกินเอง 5555 แต่ก็นะเป็นไปไม่ได้ที่วัยรุ่นอย่างเราจะพลาด มีบ้างที่แอบหยิบกลับห้องเวลามีปาร์ตี้กับเพื่อนก็หวานคอเลยครับ ....


มีอย่างอื่นทำไหมนอกจากงานทำความสะอาด เอาจริงๆห้องพักที่นี่ก็มีไม่เยอะเท่าไหร่ และด้วยความที่เป็นคนขยันทำงานมาก บางวันก็เสร็จก่อน 17:00 น. คือเสร็จก่อนเวลาเลิกงาน เอาจริงป้าๆเฮ้าคนอื่นเมื่อเสร็จเขาก็กลับบ้านกันเลย แต่ผมยังไม่ยอมกลับครับ เพราะถ้ากลับก่อนชั่วโมงงานก็จะไม่ครบ 8 ชม./วัน ทำให้ขาดรายได้ไม่ตรงตามที่ใบจ้างงานเขียนยไว้ ผมกับเพื่อนเลยของานหัวหน้าทำต่อจ้า และงานของเราที่ว่าก็คือ ดูดฝุ่นบ้าง เช็คประตูห้องบ้าง ซักผ้า พับผ้าในห้องซักรีดบ้าง เดินขึ้นลงบันได 5 ชั่นไปมาบ้าง 5555 มีให้ทำทุกวันโคตรตลอกอะ ก็คนอยากได้ตังค์นี่หว่า เนาะ


ไปทำบัตร SSC. หรือเรียกว่า Social Security Card อันนี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เมื่อทุกคนเข้ามาทำงานที่ สหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นแรงงานจากประเทศไหนก็ต้องมาทำ SSC เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ยืนยันว่าเรามาทำงานอย่างถูกกฎหมาย และเป็นใบเบิกทางเมื่อทำการยื่นเรื่องขอเคลมภาษีที่โดนหักไปแต่ละเดือน รู้สึกจะเป็นสัปดาห์แรกที่ทำงานและเจ้เมเนอร์ใหย่ก็ให้พี่คนขับรถพาไปทำ สำนักงานก็จะมีในทุกๆเขตของแต่ละหน่วยพื้นที่ทำงาน ทำให้ไม่ต้องทำงานเป็นเวลาครึ่งวัน รับตังฟรีๆ สบายกันไปเลยจ้า


สุขสันต์วันเช็คออก เป็นอะไรที่ยิ้มแก้มปริมาก ปกติเงินจะเข้าเดือนละ 2 ครั้ง ทุกๆ 14 วัน นั่นก็คือวันที่เช็คออกออก เลิกงานให้พี่คนขับพาไปแวะขึ้นเงินที่ธนาคารเลยครับ โคตรดีใจวันที่ไปขึ้นเช็คครั้งแรก ฉันทำงาน 14 วัน มีเงินเข้าในบัญชี 20,000 กว่าบาท หักค่าห้องเรียบร้อยแล้ว หายเหนื่อยไปสามวิ 5555 ลองคิดเล่นๆ ทำงาน 3 เดือน เฉลี่ยเดือนละ 40,000 บาท X 3 = 120,000 เท่าทุนพอดี แต่ได้กำไรชีวิต!

เปิดบัญชีธนาคาร ทุกคนที่ทำงานต้องมีบัญชีของตัวเอง เพื่อสิ้นเดือนเงินจะเข้าในบัญชี หรือบางที่ก็รับเป็นเช็ค และเอาเงินจากเช็คเข้าบัญชีไม่ยากครับ อันนี้มาถึงอเมริกาช่วงแรกๆ หรือตรงกับวันหยุดก็หาเวลาไปเปิดได้ครับ ใช้แค่ Passport และเอกสารการทำงานนิดหน่อยก็ไปทำได้เลย ฟรีค่าธรรมเนียม แต่ต้องเอาเงินฝากก้อนแรกประมาณ $100 และถอนออกได้ปกติครับ


วันที่ดี/แย่ ในการทำงาน ผมเชื่อว่าทุกคนก็คงมีวันที่ดีและที่แย่ในการทำงานกันทุกคน แต่สำหรับผม ผมคิดว่าหากเรามองปัญหาที่มันแย่ๆให้เป็นเหมือนเกม และเราก็ค่อยๆแก้ปัญหาและสนุกกับมัน ผมคิดว่าเราจะผ่านมันไปได้อย่างมีความสุขครับ วันที่แย่สำหรับผมคือวันที่ไม่ได้ทำงาน หรือทำงานไม่ครบ 8 ชั่วโมงแล้วหัวหน้าให้กลับบ้าน เพราะนั่นคือขาดรายได้ไปเต็มๆครับ หึหึ


House Keeping มีเวลาว่างไหม. จริงงานนนี้ก็ไม่ได้หนักอะไรมากมายครับ ถ้าทำมาสักระยะหนึ่งก็จะเห็นได้ว่าสนุก ไม่เครียดอะไรเลย ถ้าเมเนเจอร์ไม่มากดดัน 555 แต่ก็นะโรงแรมอื่นผมไม่รู้ แต่โรงแรมที่ผมทำคือทุกคนดี เพื่อนร่วมงานดี ไม่ได้ต้องทำแต่งานตลอดเวลา มีเวลาพักเบรค Coffee time เช้า/บ่าย ถ้าทำไม่ทันจริงๆก็จะมีป้าๆเฮ้ามาช่วย ส่วนมากจะว่างและของานทำต่อมากกว่า


การสังสรรค์กับเพื่อนที่หอพัก อันนี้ถ้าพูดหมดคือยาวครับ อ่าน 3 วันไม่จบ 555 คือถ้าถามว่าสังสรรค์กับเพื่อนที่หอพัก นี่ตอบได้เลยว่าแทบจะทุกคืน หรือแทบจะทุกอาทิตย์ ปาร์ตี้สุกี้เอย ปาร์กี้วันเกิดเอย ปาร์ตี้เพื่อนเลิกกับแฟนเอย ปาร์ตี้อยากกินเอย มีบ่อยมาก จนทำให้รู้สึกหายเหนื่อยจากการทำงาน และคลายความเหงาคิดถึงบ้านไปได้ในช่วงหนึ่ง


ฉลองวันเกิดตัวเอง คือเป็นวันที่ประทับใจมากวันหนึ่งที่อยู่ในอเมริกา ไม่คิดว่าเพื่อนที่อยู่ด้วยกันจะทราบว่าวันนี้คือวันเกิดเรา ทีแรกก็ชวนกินสุกี้ปกติด้วยกันปกติทั่วไป และไม่คิดว่าเพื่อนจะทำเซอไพร์วันเกิดจ้า เอาเค้กมาให้ เราก็โคตรจะดีใจ ยังเก็บความทรงจำวันนั้นได้ดี รักทีม 360 มาก. 09/06/2018


เมาเละก่อนกลับไทยทำไฟเกือบไหม้โรงแรม อันนี้ไม่เขียนยังจะดีกว่ามั้ง 555 ถ้าจำไม่ผิด วีคนั้นเป็นวีคสุดท้ายก่อนบินกลับไทย ทุกคนเต็มที่มาก เราจัดปาร์ตี้กันแบบเหล้ามี 10 ขวดคือกินหมด 10 ขวด ทำอาหารกินกันและตอนนั้นกำลังตั้งน้ำมันเพื่อทอดเฟร้นฟรายน์ ทันไดนั้นลืมเอาเฟร้นฟรานย์ลงกระทะครับ มาร้องเพลงจบไปเป็นเพลงๆ สักพักควันก็ลอยมาเลยครับ ด้วยความที่ที่พักเป็นโรงแรมและมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีมาก ควันในครัวก็ลอยเข้าในจุดจับควัน ทันไดนั้นเสียงเตือนก็ดังขึ้นจากดังแค่ในห้องกลับดังทั่วโรงแรม ทำเอาทุกคนต้องอพยพลงมาหน้าโรงแรม และสักพักเจ้าหน้าที่รถดับเพลิงก็มาสิคราบบ เราก็ด้วยความที่กลัวผิดมาก เลยรีบไปบอกเมเนเจอร์ที่พักว่าต้นตอมาจากหองผมเอง และเจ้าหน้าที่ก็ได้ทำการเคลียทุกอย่างจนกลับมาเป็นเหมือนเดิม คืนนั้นน่าจะเป็นคืนที่อัปอายและกลัวที่สุดสำหรับการอยู่ที่อเมริกาแล้วก็ว่าได้


มีวันหยุดประจำปี ไปเที่ยว One day Trip จริงๆวันนี้ก็ทำงานปกตินะครับ แต่ด้วยความที่นายจ้างคงไม่อยากจ้างงานค่าแรง X2 ก็เลยให้เด็กๆ J1 อย่างพวกเราได้หยุดพักผ่อนกันทั้งหมด เราจึงมีแพลนเช่ารถขับไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน


มาเที่ยวกันที่ Mount Rainier National Park ซึ่งบนยอดภูเขาของที่นี่จะมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี ทำให้เราสามารถสัมผัสกับหิมะแบบ Full Options ใช้เวลาขับรถประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ โคตรคุ้มค่ากับประสบการณ์ที่ได้รับในครั้งนี้สุดๆ


แถมอีกรูปครับ เอาธงชาติประเทศไทยมากางให้รู้ว่ารักชาติมากแค่ไหน 555 จริงๆอยากเรียนรีวิวการเดินทางมาที่นี่แยกมาก ถ้ามีเวลาเขียนแล้วจะเอาลิ้งค์มาแปะแก้ไขให้อ่านเพิ่มเติมนะครับ และถ้าเพื่อนๆอย่าเข้าอ่านรายละเอียดการมาเที่ยวที่นี่ฉบับเต็ม สามารถคลิกอ่านได้จากลิ้งค์นี้นะครับ : mount rainier


เทศกาลช๊อปปิ้ง ของลดทั่วอเมริกา จริงๆไม่ใช่แค่ของแบรนเนม ทุกๆอย่างของอเมกามากกว่า 80% จะลดทั้งหมดในช่วงเทศกาลวันชาติของอเมริกา หรือ 4th July ของทุกๆปี ทำให้ช่วงนี้สำหรับขาช๊อปปิ้งอย่างเราๆก็ละลายทรัพยืกันเพลินเลยครับ มีเพื่อนคนนึงนางช๊อปปิ้งวันเดียวหมดไป 1 แสนบาทไทย ป๊าดดโธ๋ มึงจะอะไรขนาดนั้น แต่ก็เข้าใจว่าถึงเวลาช๊อปก็จัดให้เต็มที่ไม่ว่ากัน


วันหยุดประจำสัปดาห์ แน่นอนครับว่าทุกๆอาทิตย์ของการหยุดงาน ซึ่งจะมีสัปดาห์ละ 2 วัน ตรงเสาร์อาทิตย์บ้าง ไม่ตรงบ้าง ตรงวันหยุดกับเพื่อนบ้าง บางครั้งก้หยุดคนเดียวเพื่อนไม่ได้หยุด การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สำหรับผม คือการออกไปท่องโลกครับ ในที่นี่คือการออกไปศึกษาเส้นทางการท่องเที่ยวในระแวกใกล้เคียงบ้าง ไปในเมืองบ้าง เพื่อเปิดประสบการณ์ให้เราได้มีความกล้ามากขึ้นด้วยครับ


ผมมีโอกาสได้ไปเดินเที่ยวที่นี่ University of Washington คือมหาลัยนี้วิวดีมาก มองเห็นภูเขาหิมะที่ไปเที่ยวมาในวันก่อน และในมหาิทยาลัยแห่งนี้จะมีห้องสมุดที่ใหญ่โตอลังมาก รูปแบบเดียวกับห้องโถงประกอบหนังแฮรี่พอตเตอร์ ถ้าเพื่อนๆได้ดูหนังแฮรี่พอตเตอร์ คงนึกถึงสถานที่นี้ได้ดี


Suzzalo Library at the University of Washington ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน แห่งนี้ ที่เข้ามาด้านในแล้วทำให้รู้สึกสัมผัสได้ถึงความลังของที่นี่ เหมือนหุดเข้ามาในโลกของเวทมนตร์ จากหนังเรื่อง Harry Potter เหมือนกำลังเรียนอยู่ในฮอกวอตส์ เลยทีเดียว

Space Needle เป็นสัญลักษณ์แห่งหนึ่งของเมืองซีแอตเทิลเลยก็ว่าได้ครับ ก่อนกลับไทยประมาณ 2 วัน เจ๊เมเนเจอร์ใหญ่ให้บัตรท่องเที่ยวแบบครึ่งวัน ไม่ต้องทำงานและได้เที่ยวฟรีๆคือดีไปเลย ถ้าใครมีโอกาสมาเที่ยวซีแอตเทิลอย่าลืมขึ้นไปข้างบนนะครับวิวสวยมาก สูงมาก ถ้ามาเย็นๆจะได้ชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าตัดน้ำทะเลที่มีเรือใบวิ่งแล่นกลับเข้าฝั่งคือสุดๆไปเลยครับ


อาหารและการทำกับข้าวที่ไม่เป็นเลย บอกเลยว่าก่อนมา WAT ผมทำกับข้าวไม่เป็นเลยจริงๆ ก่อนมานี่ได้ทำการโหลดผงปรุงรสชาตอาการสำเร็จรูป หรือที่เรียกว่า ผงโลโป้น นั่นเอง โหลดมาเยอะมากประมาณ 30 ห่อ แต่เอาจริงก็ไม่พอหรอกครับ แต่ด้วยความที่ดวงดีก็ว่าได้ เพื่อนรูมเมจหรือไอแฟร้งนางทำอาหารเก่งมาก ด้วยความที่นางเป็นคนเชียงใหม่ เลยได้กินอาหารพื้นเมืองจากฝีมือนางบ่อยครั้ง และนางก็สอนผมทำอาหารจนกินเองได้ 555 แต่คนอื่นไม่รู้จะกินได้ไหมไม่แน่ใจ ต้องขอบคุณจริงๆ


Starbucks ที่กินได้ทุกวันเพียงทำงานแค่ 15 นาที จะหาว่าโม้ก็ได้นะ เอาจริๆตอนอยู่ไทยไม่เคยกินเลยไอ้เจ้า Starbucks นี่อะเพราะคิดว่าแพงมาก กินแค่ชาพะยอมก็ได้แล้ว แต่ร้านสตาร์บัคที่นี่มีแทบจะทุกหมู่บ้านเลยจริงๆ และด้วยราคาถ้าไม่คิดว่าเป็นเงินไทยก็แค่ 3-4 ดอล เลยทำให้ง่ายต่อการดื่มเกือบจะทุกวันเลยจริงๆ แต่หลังจากกลับมาไทยก็ไม่คิดจะกินเลยนะ เพราะด้วยเงินไทยที่แพงแล้ว และกินชาพะยอมก็อร่อยเหมือนกันครับ ถ้าเมกามีชาพะยอม ผมก็เลือกกินชาพะยอมครับ 5555


ความผูกพันธ์กับพี่ๆที่ทำงานและป้าๆ House Keeping เอาจริงผมได้อะไรจากการมา WAT เยอะมาก ทั้งการทำงานที่ต้องใช้ความอดทน แข่งกับเวลา และความรักความเอ็นดูจากป้าๆเฮ้าแล้ว ป้าๆหรือพี่ๆทุกคนที่ทำงานคือน่ารักมาก เรื่องงานก็สอนกันเต็มที่ ถ้าวันไหนงานผมเสร็จช้าก็จะลงมาช่วยโดยไม่บ่นสักคำ วันสุดท้ายที่ทำงานผมนี่เข้าไปกอดกับทุกคนและน้ำตาไหลบอกไม่ถูก คือไม่อยากกลับไทยเลยเอาจริงอยากอยู่ต่อ



ขอกล่าวถึง ป้าฺBetsy ผู้หญิงน่ารักๆคนนี้หน่อยนะครับ ผมมีความผู้พันธ์กับป้าเบสซี่มาก ป้าเบสซี่เป็นเหมือนแม่ เป็นเหมือนยาย เป็นเหมือนเพื่อน ป้าเบสซี่จะทำงานอยู่แผนก Londry หรือแผนกซักรีดครับ ป้าพูดเก่งมาก คอยสอนงานให้ผมในห้องซักรีดตั้งแต่แยกผ้า เอาผ้าลงเครื่อง วืธีการพับ หรือจัดเซ็ตของเข้าชั้น ว่างๆจากการทำงานผมก็มาช่วยป้าที่ห้องซักรีดแทบจะทุกวัน ป้าเบสซี่ชอบดอกกล้วยไม้มาก ทุกวันที่นางมาทำงาน นางจะมีดอกไม้ติดอยู่ที่หัว และเป็นเพื่อนร่วมงานที่ผมรักมาก ป้าชอบหยอกให้ผมหัวเราะเวลาผมมาบ่นให้ป้าฟังว่าวันนี้เหนื่อยจัง ขี้เกียจทำงานจัง 5555 ป้าแกก็บอกว่าอยากฟังเพลงไหม ไปเปิดเลยต่อบลูทธ เผื่อจะได้สดชื่นเปิดให้ดังไปเลยแลัวเต้นด้วย โอ้โหป้าเอาใจไปเลยครับรักที่สุด ก่อนกลับได้เข้าไปกอดและนางก็ร้องไห้น้ำตาไหลหวังว่าวันหนึ่งคงจะได้มีโอกาสเจอกันอีกครั้ง ผมรักป้าเบสซี่มาก


นางแชกกรีร่า พูดถึงป้าแล้วต้องพูดถึงแม่นางคนนี้บ้าง นางแชกกรีร่า สาวสวยชาวเมกันแท้ๆ อายุแค่ 18 ปี นางเรียนจบแค่มอปลาย และก็มาทำงานเลย สนิทกับนางเพราะเจ๊เมชอบจับคู่ให้ผมไปกับนางบ่อยมาก เจอแบบอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง นางเป็นผู้หญิงตลกมาก อยู่วันหนึ่งตอนนั้นนางกำลังล้างห้องน้ำอยู่และนางก็อ้วกเว้ย ฉันก็ถามว่าเธอเป็นอะไร นางบอกว่านางคงแพ้ท้องงงงง ป๊าดดดดด นางกำลังจะมีลูกจ้านางบอกว่ากำลังท้องได้ประมาณ 3 เดือนกว่าๆแล้ว แต่ยังไม่รู้เลยว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย จากนั้นผมก็บอกเธอว่าโอเคหลังจากนี้เธอทำแต่ของง่ายๆพอนะ ของใช้กำลังมากๆเดี่ยวฉันจัดการเอง น่างน่าเอ็นดูมากแต่หลังจากนั้นประมาณ 1 อาทิตย์ก่อนผมกลับไทย นางหายตัวไปจากที่ทำงานจ้า วันแรกไม่มา วันที่สี่ห้ายังไม่มา และเจ๊เมเนใหย่บอกว่านางคงออกไปแล้ว เรายังไม่ได้ร่ำลากันเลยนางแชก หายไปซะแล้ว ไม่ได้ขอ Contact ไว้ด้วยตอนนั้นติดต่อก็ไม่ได้ด้วยความที่เป็นห่วง .... Update เมื่อไม่นานมานี้นางก็ Follow IG ผมมา คือดีใจมาก ที่ยังไม่ลืมกัน และตอนนี้นางก็ได้ลูกสาวตามี่ใฝ่ฝันเอาไว้ ดีใจด้วยกับนางจริงๆ


ความผู้พันธ์กับเพื่อนคนไทยที่ก่อนมาไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เอาจริงคือโคตรผูกพันธ์กับเพื่อนทุกคนโดยเฉพาะอีแฟร้ง รูมเมจของผมเอง ถ้ามึงเข้ามาอ่านก็ขอบคุณสำหรับทุกๆอย่างที่คอยช่วยเหลือตรูทุกๆอย่าง ขอบคุณที่ทนฟังเสียงกรนตรูก่อนนอนทุกคืน 5555 พูดแล้วจะร้องไห้ วันกลับคือแบบไม่อยากจะกลับเลยเอาจริง


สิ่งที่ได้รับจากการเป็นแม่บ้าน House Keeping ถ้าถามว่าได้อะไรจากการเป็นแม่บ้าน ตอบได้เลยว่าเอี้ยมาก คือเอาจริงถ้าผ่านจุดๆนี้มาได้คุณจะกลายเป็นคนที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น ฝึกความอดทน เมื่อกลับมาไทยแน่นอนเห็นะอไรในห้องหรือในบ้านที่ไม่เรียบร้อย ไม่เป็นระเบียบ คุณจะจัดการกับมันทันที และนิสัยแบบนี้ก็จะติดตัวคุณไปตลอด อาจทำให้คุณเป็นพ่อบ้านแม่บ้านใจกล้าไปตลอดเลยก็ว่าได้ 555 เว่อหละ


สิ่งที่ได้รับจากการมา Work and Travel ครั้งนี้ ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ครั้งนี้เป็นที่สุด ถ้าวันนั้นไม่ตัดสินใจมา ก็ไม่รู้เลยว่าการทำงานมันเป็นอย่างไร ไม่รู้การใช้วิตในต่างแดน ได้ฝึกการใช้ภาษาอังกฤษที่รู้ได้เลยว่าพัฒนาขึ้นมาก แถมได้ภาษาที่สามมาากป้าๆชาวแมกซิกันด้วย อ้อออ ...... น้ำหนักลดไป 7 โลด้วยครับ จะบอกว่า House Keeping เป็นยาลดน้ำหนักชั้นดีจริงๆ ดีใจที่ได้ไปในที่ต่างๆ และคงเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับผมตลอดไปเลย


เมื่อถึงวันที่ต้องบินกลับไทย เอาจริงคือตอนมาแรกๆก็คิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน พอวันจะกลับบ้านบอกไม่อยากกลับแล้ว อะไรของมรึงงง 5555 เดินเข้าไปในห้องเพื่อนคนไทยเพื่อที่จะบอกว่า พวกมรึงงงกูกลับก่อนนะ ใจมันแป้วมาก และเป็นภาพสุดท้ายก่อนที่ฉันจะแยกย้ายกลับประเทศไทยในวันพรุ่งนี้


เจ๊เมเนเจอร์ใหญ่จองรถ Uber ส่วนตัวสุดหรูไปส่งที่สนามบินวันกลับ อื้อหือก่อนกลับ2 วันผมแจ้งทางบริษัทว่ามีไฟท์บินกลับประเทศไทยในตอนเช้าประมาณ 7 โมงเช้า และต้องไปให้ถึงสนามบินประมาณตี 05:00 น. จากนั้นก็มี Email แจ้งบอกว่าจะมีรถมารับจากที่พักเพื่อไปส่งที่สนามบินในเวลานี้ๆๆ คือดีใจมากที่มีบริการดูแลเอาใจใส่เด็กตาดำๆคนนี้ตั้งแต่วันแรกที่มาจนถึงวันกลับ


นี่ฉันต้องเดินทางกลับประเทศไทยแล้วหรอนี่ วันที่อยู่สนามบินซีแอตเทิล SEA ตอนนั้นคือร้อนรนมาก ว่านี่หมดเวลาของเราใน USA จริงๆแล้วหรอเนี่ย พรุ่งนี้กลับถึงไทยผมก็คงไม่ใช่ House Keeping อีกแล้ว แต่ผมก็จะไม่ลืมเรื่องราวที่น่าจดจำตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่อยู่ที่นี่ ผมจะคิดถึงทุกคนและทุกสถานที่ที่ได้ไปสัมผัส ถ้ามีโอกาสเราคงได้จอกันอีก Seattle , Washingtan , USA


ทำไมถึงไม่เที่ยวต่อหลังจบ WAT ต้องบอกก่อนครับว่าจริงๆแล้ว วีซ่าชนิดทำงานระยะสั้นหรือวีซ่าที่ผมได้รับเป็นประเภท J1 VISA. ซึ่งสามารถทำานได้ไม่เกิน 3 เดือนตามขอบเขตเวลาในการจ้างงาน และสามารถท่องเที่ยวในอเมริกาได้ทุกที่ 30 วัน นับจากวันที่จบงาน แต่ทั้งนี้ผมไม่ได้ไปไหนครับบินกลับไทยเลย เพราะมีแพลนเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยครับ หลังจากถึงไทยได้ แค่ 2 วันก็ต้องไปซ้อมเลย


ไฟท์บินที่ยาวนาน รวม 30 ชั่วโมง กับการเดินทางกลับประเทศไทย เนื่องจากผมจองเที่ยวบินของสายการบิน Hongkong Airlines เอาไว้ สายการบินนี้ไม่มีเส้นทางการบินที่สนามบิน Seattle ครับ เพราะฉะนั้นผมต้องบินจากซีแอตเทิล เพื่อรอต่อเครื่องที่สนามบินลอสแองเจอลิท เช่นเดียวกับตอนมาครับ รายละเอียดเส้นทางการบินขากลับเป็นดังนี้ SEA - LAX - HKT - BKK ต่อเครื่องกันสนุกเลยครับ และกลับถึงไทยในวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ซึ่งเวลาที่ประเทศไทยเร็วกว่า Seattle +14 ชั่วโมงครับ


ยังไม่จบ จริงๆยังมีอีกหลายๆอย่างที่ยังเขียนไม่หมด ถ้าให้นึกทุกๆประสบการณ์ออกมาเล่าให้เพื่อนๆฟังทั้งหมด น่าจะเป็น @เขียดคุง in USA ประมาณ 100 EP. 555 เอาเป็นว่าพอประมาณก็แล้วกันเนาะ

เป็นยังไงบ้าง ขอบคุณสำหรับคนที่กลั้นใจอ่านมาจนถึงตอนนี้ เพราะมันยาวมากจริงๆ แต่ผมก็ตั้งใจมาแชร์ประสบการณ์ตรงนี้ เพื่อให้รุ่นน้องที่จะไป WAT ในปีต่อๆไปได้อ่าน และเพื่อสร้างแรงบรรดาลใจให้กับใครหลายๆคนที่แบบ อยากจะออกค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ และหวังว่าทุกคนจะมีความสุขสำหรับการอ่านบันทึกในครั้งนี้นะครับ

ขอบคุณสำหรับการติดตาม และคอยเป็นกำลังใจให้ผมตลอดมา ในนามผู้เขียน (#เขียดคุง) ผมต้องขอบคุณ Readme.me สำหรับพื้นที่แบ่งปันสาระดีๆด้วยนะครับ



สำหรับบันทึกการเดินทางครั้งถัดไป จะมีที่ไหนมาให้อ่านรอติดตามสัปดาห์หน้านะครับ

สัญญาว่าถ่าว่างๆจะเขียนให้อา่นกันจนเบื่อไปเลย

ขอบคุณด้วยหัวใจคราบบบ


@เขียดคุง in USA EP.3 🇺🇸


ความคิดเห็น