นอนกลาง (สายหมอก) หุบเขาที่ TOKUSHIMA รีวิวโดย ล่ามติดเที่ยว

สวัสดีนักเดินทาง นักอ่านทุกคนครับ ช่วงนี้บันทึกการเดินทางก็จะคลอดออกมาถี่ๆเรื่อยๆ เพราะดองไว้หลายฉบับมาก เดี๋ยวยังมีตามมาอีกนะ ครั้งนี้เป็นการออกเดินทางไปนอนบนกลางหุบเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยภูเขา แม่น้ำ สายหมอกบางๆที่ลอยผ่านตลอดทั้งวันที่จังหวัดโทคุชิมะ ญี่ปุ่น เริ่มกันเลยดีกว่า ทำงานที่ญี่ปุ่นหยุดทุ

นอนกลาง (สายหมอก) หุบเขาที่ TOKUSHIMA

นอนกลาง (สายหมอก) หุบเขาที่ TOKUSHIMA

 วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เวลา 14.13 น.

 วันที่เดินทาง 13 ก.ค. 2562

สวัสดีนักเดินทาง นักอ่านทุกคนครับ
ช่วงนี้บันทึกการเดินทางก็จะคลอดออกมาถี่ๆเรื่อยๆ เพราะดองไว้หลายฉบับมาก เดี๋ยวยังมีตามมาอีกนะ ครั้งนี้เป็นการออกเดินทางไปนอนบนกลางหุบเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยภูเขา แม่น้ำ สายหมอกบางๆที่ลอยผ่านตลอดทั้งวันที่จังหวัดโทคุชิมะ ญี่ปุ่น

เริ่มกันเลยดีกว่า ทำงานที่ญี่ปุ่นหยุดทุกเสาร์อาทิตย์ แต่ก็ไม่ได้ออกไปเที่ยวทุกอาทิตย์นะ ซึ่งจะออกไปปั่นจักรยานแบบไปกลับซะมากกว่า ปั่นขึ้นเขาแถวๆที่พักไรงี้ แต่ครั้งนี้คือแบบใกล้เข้าช่วงงานยุ่งแล้ว อยากออกไปเที่ยวสักหน่อย ไปนอนค้างที่ไหนก็ได้ อยากไปพักชิลๆ ก็เลยมานั่งเปิดแผนที่ เปิดไอจีเช็คดู

จนเจอที่ที่อยากไปละ แต่ต้องเดินทางไกลด้วยรถไฟพอสมควรอยู่นะ ต้องต่อรถไฟถึง2สถานีกันเลยทีเดียวและสถานที่ที่จะไปพักบนเขาวันนี้คือ Guesthouse Momonga Village ตั้งอยู่ในหมู่บ้านกลางหุบเขา ต้องบอกก่อนว่าทริปนี้รูปตัวเองแทบไม่มีเลย ฮ่ะๆๆ งั้นเราออกเดินทางกันเลย เลสโกกกกกกก

เริ่มจากปั่นจักรยานไปสถานีรถไฟใกล้บ้าน เอาจักรยานฝากไว้ที่สถานีนั่นแหละ สำหรับการเดินทางด้วยรถไฟของทริปนี้ก็ Sakaide St. > Kotohira St. > Awa Ikeda St. > Awa Kawaguchi St. นั่งรถไฟกันไปยาวๆ ความจริงถ้ามีรถไฟแบบวิ่งตรงคือจะประหยัดเวลาได้เยอะมากนะ แต่บ้านนอกมันก็จะไม่สะดวกสบายแบบนี้แหละ มันทำให้การเดินทางมีสีสันมากขึ้นเช่นกันนะ

เริ่มเดินทางจาก Sakaide St. > Kotohira St. ใช้เวลาไม่นานก็ถึง เพิ่งรู้ว่าสถานนีนี้ใช้บะตรICOCAไม่ได้ ทำให้ต้องซื้อตั๋วใหม่แล้วค่อยไปรีฟันเงินที่แตะบัตรที่สถานีต้นทางอีกที โอเค ไม่มีปัญหา เรียบร้อยดีแต่กว่ารถไฟที่จะไปสถานีต่อไปจะมาอีกใน2ชม. คือเหลือเวลาอีกเยอะมากกกก ก็เลยเดินออกมาจากสถานีรถไฟไปเดินเล่นรอบๆ โดยไม่ได้เช็คมาก่อนว่าแถวนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง งั้นก็ออกไปเดินเล่นละกัน เผื่อเจออะไรน่าสนใจใหม่ๆ

เดินออกมาจากสถานีรถไฟไปเรื่อยๆก็เริ่มเห็นเสาโทริอิใหญ่ๆที่เป็นเหมือนประตูต้อนรับสู่เมืองนี้ ถนนหลัก2เลนลอดใต้เสา แสดงว่าแถวนี้มันต้องมีอะไรน่าสนใจแน่ๆ อยากรู้อยากเห็นต้องเดินไปเรื่อยๆ

พอเดินไปเรื่อยๆ เดินไปตามคนอื่น อยากรู้ว่าเขาเดินไปทางไหนกันก็เลยเดินตาม พอมาถึงตรงนี้ก็แอบอึ้งว่า เห้ย มีที่แบบนี้แถวนี้ด้วยเหรอวะ ทำไมไม่เคยรู้มาก่อน ก้เลยเปิดแผนที่ดูว่ามันคือที่ไหน ถึงได้รู้ว่า อ๋อออออออออมันคือ Konpirasan Shrine หรือที่รู้จักกันในชื่อ Konpirasan เป็นสถานที่ขึ้นชื่อของจังหวัดเลยล่ะ เห็นว่าช่วงซากุระจะสวยมาก เพื่อนเคยเล่าอยู่ว่าเพิ่งไปเที่ยวที่นี่มา ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะอยู่ใกล้ตัวเองขนาดนี้ ป่ะงั้นเดินไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง



ศาลเจ้าจะตั้งอยู่บนเขาสูง ต้องเดินขึ้นไปสูงมาก ให้ฟิลเหมือนเดินขึ้นบันไดที่ดอยสุเทพเชียงใหม่อ่ะ และคนก็เดินกันเยอะมาก ตลอดข้างทางของบันไดทางขึ้นก็จะมีร้านค้าต่างๆมากมายเรียงราย แต่เป็นบ้านแบบสไตล์โบราณญี่ปุ่นซึ่งมันได้บรรยากาศมากๆ



พอเดินขึ้นไปถึงข้างบน(ยังไม่สุด) ก็จะมีรูปปั้นสุนัขเขียนป้ายติดว่า Konpirainu ซึ่งไม่รู้ว่าปรนะวัติความเป็นมายังไงนะ แต่น่าจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับรูปปั้นสุนัขนี้แหละ อยากรู้ก็เปิดกูเกิ้ลหาเลยนะ ฮ่ะๆๆ



เนื่องจากวันนี้ฝนตกทำให้สภาพอากาศค่อนข้างเย็นและหมอกหนามากเช่นกัน วิวจากด้านบนจะมองเห็นแต่หมอก ถ้าไม่มีหมอกคงเห็นวิวในเมืองอยู่นะ แต่แบบนี้ก็ดี สวยไปอีกแบบ อากาศไม่ร้อนด้วย แต่เหงื่อออกเต็มตัวเลย เพราะเดินขึ้นบันไดนี่แหละ จากอากาศหนาวเป็นร้อนเลย ฮ่ะๆๆ



ส่วนตัวไม่ได้เข้าไปในศาลเจ้านะ ไม่รู้เข้าไปทำอะไรดี แค่เดินไปถึงทางเข้าศาลเจ้า พักสักแป๊บแล้วก็เดินลงเขา เดินขึ้นตั้งนานไปอยู่ด้านบนไม่ถึง10นาที เหนื่อยเลยกู แต่ไม่มาก็ไม่รู้ไม่มาก็ไม่ได้เห็นไง ฮ่ะๆๆ



จากนั้นก็เดินย้อนกลับไปที่สถานีรถไฟ เพื่อรอขึ้นรถไฟไปยังสถานีต่อไป แต่ระหว่างทางกลับก็เดินลัดเลาะในเมือง เดินกลับอีกทางจากทางที่เดินมาตอนแรก เดินข้ามสะพานสีแดง บ้านเรือนส่วนใหญ่จะยังคงสไตล์ญี่ปุ่นไว้นะ มีเสน่ห์และสวยเป็นเอกลักษณ์ดี



พอใกล้เวลาก็กลับมารอที่สถานีรถไฟ คือสายไม่ได้นะ สายนี่คือต้องรอรถไฟไปอีก2ชม.อ่ะ ไม่ไหวนะ เที่ยวรถไฟมันน้อยไปและรอนานด้วย ดังนั้นต้องห้ามสาย ต้องเป๊ะเท่านั้น รอได้ไม่นานรถไฟก็มาถึงและพร้อมออกเดินทางไปยังสถานีต่อไปคือ จาก Kotohira St. > Awa Ikeda St. ซึ่งรถไฟสายนี้เองก็ไปสุดที่Awa Ikeda St. ไง นั่นทำให้ต้องลงไปเปลี่ยนสายรถไฟที่นี่อีกที ออกเดินทางกัน



ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงสถานี Awa Ikeda St. แล้ว น่าจะเกือบชั่วโมงได้อยู่นะ ระหว่างทางนี่คือแบบเข้าป่า เข้าเขา ลอดอุโมงคืภูเขาเยอะมาก บ่งบอกว่าเข้าบ้านนอกมากๆแล้ว แต่รถไฟเที่ยวต่อไปคือจะมาอีกในชั่วโมงกว่าๆอีกแล้ว เหลือเวลาเยอะอีกแล้ว เอาไงล่ะ ก็ออกไปเดินเล่นอีกดิ.


เป็นเมืองที่อยู่บ้านนอกและมันเงียบสงบมาก รถแทบไม่มี คนแทบไม่ได้เห็นเลย ไปไหนกันหมดนะ ทำไมมันดูวังเวงชอลกลยังไงก็ไม่รู้ ฮ่ะๆๆ แต่ก็เดินไปเรื่อย ดีกว่าต้องมานั่งรอที่สถานีรถไฟเบื่อๆ



เดินไปเดินมาตามแผนที่มันขึ้นเนินเรื่อยๆคือไม่รู้หรอกว่าทางข้างหน้า เนินด้านบนมีอะไรบ้าง พอขึ้นไปบนเนินเรื่อยๆก็เห็นวิวเมืองนี้ที่มีภูเขาเป็นพื้นหลัง มีหลอกหนาปกคลุมเหนือยอดเขา นี่มันบ่ายโมงกว่าละนะ หมอกยังหนาขนาดนี้เลย มันสวยมากๆ นั่งชมวิวอยู่ตรงนี้นานอยู่นะ


พอใกล้เวลาก็เดินย้อนกลับไปรอรถไฟที่สถานีเหมือนเดิม รอบนี้เปลี่ยนรถไฟรอบสุดท้ายแล้ว ใกล้ถึงปลายทางที่จะไปวันนี้แล้ว พอรถไฟมาก็รีบขึ้นรถไฟแล้วออกเดินทางไปยังสถานีปลายทางของวันนี้ จาก Awa Ikeda St. > Awa Kawaguchi St.


นั่งรถไฟประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงปลายทางที่สถานี Awa Kawaguchi St. แล้วววววมาถึงจนได้ กว่าจะมาถึงสถานีนี้คือต้อใช้เวลามากเลยนะ ทั้งๆที่ระยะทางไม่ได้ไกลขนาดนั้น แต่สนุกดี ได้แวะได้เห็นอะไรหลายๆอย่างระหว่างทาง

หน้าตาสถานีรถไฟ Awa Kawaguchi St. ก็น่ารักเกินไปนะ มันดูมุ้งมิ้งมาก ฮ่ะๆๆ มีแม่น้ำและภูเขาเป็นพื้นหลังอยู่ด้านหลังด้วย โคตรของโคตรธรรมชาติเลย เห็นแล้วสดชื่นมากกกกกก



พอถึงสถานีปลายทางก็โทรแจ้งพนักงานของเกสเฮ้าส์เพื่อให้มารับขึ้นเขาไปยังที่พัก แต่รถรับส่งของเกสเฮ้าส์จะมารับตอนบ่าย3 ซึ่งเป็นข้อกำหนดของทางเกสเฮ้าส์อยู่แล้ว ก็ยังพอมีเวลาเกือบชั่วโมง งั้นก็ออกไปเดินเล่นรอเวลาก่อนละกัน แถวนี้คือทุกล้อมไปด้วยภูเขาใหญ่เลยนะ กลางหุบเขาของจริงเลย


พอบ่าย3ก็มีพนักงานขับรถมารับถึงสถานีรถไฟ จากนั้นก็นั่งรถขึ้นเขาไปยังที่พัก พนักงานบอกว่าที่นี่ก็มีรถเมล์วิ่งนะ แต่แบบวันละ2เที่ยว ช่วงเช้ากับช่วงบ่าย ทางที่พักก็เลยต้องมีบริการรับส่งแขกที่มาพักที่นี่ เพราะมันลำบาก


นั่งรถได้ประมาณ10นาทีก็มาถึงที่พัก Guset House Momonga Village แล้วววววววววววววววว

สำหรับที่พักครั้งนี้ก็ยังคงแบบเดิมคือแบบเตียงนอนรวม ราคาต้อคืน 550THB ซึ่งถือว่าถูกมากนะ เช็คอินแล้วก็สั่งอาหารเย็นไว้เป็นเซตข้าว ราคาเกือบเท่าค่าที่พักเลย ฮ่ะๆๆ จากนั้นก็เก็บของเสร็จก็ออกไปเดินเล่นข้างนแกหน่อย ฝนตกก็จะไป เพราะมีเวลาอยู่ไม่มากนัก


หมู่บ้านกลางหุบเขาใหญ่ที่เงียบสงบของโคตรเงียบเลย ไม่ได้ยินเสียงคนคุยกันเลย ได้ยินแต่เสียงธรรมชาติ เสียงนก เสียงแม่น้ำ เสียงลมพัด และเสียงฝนตก แบบโคตรฟิลกู๊ดเลย


เดินไปท่ามกลางสายฝน มองไปทางไหนก็เห็นสายหมอกที่ลอยปกคลุมไปทั่วบริเวณ มันน่านอนนัก


เดินไปเรื่องๆ เดิขึ้นไปบนเขาอีก เพราะเดินขึ้นเขาทีไรมันจะได้เห็นวิวสวยๆของสถานที่นั้นตลอด

สำหรับวันนี้ก็เดินทางสุดทางที่แม่น้ำแห่งน้ำ หมอกลอยเหนือแม่น้ำมันสวยจริงๆ ถ่ายจากสะพานข้ามแม่น้ำไปอีกหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมาก สามารถเดินไปได้ แต่ฝนเริ่มตกหนักก็เลยหยุดถ่ายรูปตรงนี้แล้วเดินย้อนกลับไปที่พัก เพราะตอนนี้ก็เริ่มเย็นแล้ว

ช่วงนี้เป็นฤดูดอกไม้บานของดอกชนิดนี้ ชื่อดอกไรไม่รู้ แต่มันมีทุกที่เลย โดยรวมแล้วสวยมากๆ

กลับมาที่พัก เพื่อมานั่งพักชิลๆรีแลกซ์กับบรรยากาศที่นี่ ด้านล่างที่พักจะมีแม่น้ำสายหลักไหลผ่าน

และนี่คือวิวสวยๆของธรรมชาติจากระเบียงของที่พัก งั้นก็นั่งพักผ่อนชมวิวอยู่ที่ระเบียงที่นี่เลยละกัน

เป็นการพักผ่อนที่โคตรชิลเลย นั่งจิบเบียร์เย็นๆ เปิดเพลงสากลฟัง มีเสียงฝนตกบรรเลงไปพร้อมๆกัน มันจะมีอะไรฟินไปกว่านี่อีกน้อออออ นั่งไปนั่งมาติดลม เผลอหลับไปตินไหนก็ไม่รู้ เบียร์ยังเหลืออีกครึ่งกระป๋องแหนะ สิ่งรอบข้างมันทำให้หลับจนเพลินเลยสินะเนียะ แต่เป็นการหลับที่โคตรผ่อนคลายเลย

พอใกล้6โมงเย็น พนักงานก็เอาอาหารที่สั่งไว้ตอนเช็คอินขึ้นมาเสิร์ฟ อื้อหือออออย่างเยอะเลย น่ากินมากๆ ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ มื้อนี้อร่อย กินอิ่มเลย และมันเป็นวิวมื้ออาหารที่โคตรจะฟินจริงๆ

นั่งเล่นอยู่ตรงนี้จนใกล้ค่ำ ก็เข้าไปอาบน้ำแล้วไปนั่งคุยกับคนอื่นๆ ตอนนั้นคือเอามือถือไว้บนเตียง ไม่ได้แตะมือถือเลยจวบจนเวลาเกือบ4ทุ่มถึงเข้าไปนอนพักผ่อน วันนี้แค่นี้ก่อน พรุ่งนี้เช้าก็ต้องกลับแล้ว

สวัสดีเช้าวันใหม่ เมื่อคืนหลับเพลินหลับสนิทมาก ตื่นมาได้ยินเสียงน้ำไหลผ่าน ฟังแล้วคือสดชื่นมากๆ ตื่นมาอาบน้ำ แต่งตัว แล้วเตรียมตัวเช็คเอ้าท์กลับกัน ตื่นเกือบ10โมงเลยนะ นอนนานมากๆ

ตอนเช็คเอ้าท์พนักงานก็บอกว่ารอแป๊บนะ ตอนนี้รถกำลังขึ้นมาจากไปส่งแขกที่สถานี แต่วันนี้ตั้งใจจะไม่ให้ไปส่งอยู่แล้ว เพราะอยากเดินไปมากกว่า จะได้ชมธรรมชาติระหว่างลงไปด้วย อีกทั้งยังมีเวลาอีกเยอะกว่ารถไฟเที่ยวต่อไปจะมาถึง

เดินมาเรื่อยๆ เดินเกือบชั่วโมงเลยนะ เพราะแวะถ่ายรูปนี่นั่น ฮ่ะๆๆ คือไม่มีใครเดินด้วย เดินลงมาคนเดียวตลอดทาง แต่ก็มีรถวิ่งผ่านไปมาเยอะอยู่ จนเดินมาถึงหมู่บ้านข้างล่าง

ยังมีเวลาเหลืออีกหน่อย ก็เลยเดินลงไปแช่เท้าที่แม่น้ำ จุ่มเท้าลงปึ๊บอื้อหือออออออ น้ำเย็นมากกกกกก

พอใกล้เวลาก้เดินไปรอที่สถานีรถไฟ และนี่คือรูปแรกของทริปที่ถ่ายตัวเอง ปกติจะมีแต่รูปตัวเอง แต่ทริปนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปตัวเอง ไม่ใช่ไรหรอก กูลืมถ่าย ฮ่ะๆๆ เอ่อ ลืมไปได้ไงวะ ไม่น่าเชื่อจริงๆ

ระหว่างที่รอรถไฟ อยู่ๆก็มีลุงป้าคู่หนึ่งถือของอะไรไม่รู้เยอะแยะมากมายมาที่สถานีแล้วดูเร่งรีบมาก และของที่ลุงป้าเอามาก็คือ ชุดมาสคอต เพื่อมาต้อนรับรถไฟท่องเที่ยวที่จะวิ่งผ่านสถานีนี้ซึ่งกำลังจะมาถึง พอลุงป้าแต่งตัวเสร็จ ลุงก้เดินมาบอกว่ามาโบกต้นรับด้วยกันไหม เอ้า งง ฮ่ะๆๆ โอเคไม่ปฏิเสธ ฮ่ะๆๆ

พอรถไฟท่องเที่ยวผ่านไปลุงก็ถอดหน้ากากแล้วยื่นมาให้ พร้อมกับพูดว่า เอาสวมหน้ากากดูไหม เดี๋ยวถ่ายรูปให้ มีเรอะจะปฏิเสธ จัดไปครับ ลุงป้าใจดีมากๆ พูดคุยอยู่ได้สัดพักรุไฟก็มาถึง และต้องขอตัวกลับก่อน ลุงป้าก็อวยพรให้โชคดีแล้วเดินทางปลอดภัย จากนั้นก็เดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย

จบแล้วสำหรับทริปสั้นๆเสาร์อาทิตย์ ไว้มีโอกาสจะกลับที่นี่อีกช่วงใบไม้เปลี่ยนสี เพราะเขาบอกว่าฤดูใบไม้ร่วงที่นี่จะสวยมาก เพราะภูเขาจะเปลี่ยนเป็นสีต่างๆ ไว้เจออันใหม่นะ ขอบคุณทุกคนที่เข่ามาอ่านครับ








ความคิดเห็น