เจ็ดพันเอาอยู่ !! เที่ยวคูลๆ ครั้งแรกที่จีน รีวิวโดย สวัสดีคนแปลกหน้า

>> ติดตามเรื่องราวการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่ Facebook เพจสวัสดีคนแปลกหน้า https://www.facebook.com/hellostrangerpage/ . เจ็ดพันเอาอยู่ !! เที่ยวคูลๆ ครั้งแรกที่จีน การเดินทางในทริปนี้ต้องบอกก่อนเลยว่า เป็นการเที่ยวจีนครั้งแรก ซึ่งก็ทำการบ้านและเตรียมตัวมาพอสมควร พร้อมลุยและรับมือกับความหน

เจ็ดพันเอาอยู่ !! เที่ยวคูลๆ ครั้งแรกที่จีน

เจ็ดพันเอาอยู่ !! เที่ยวคูลๆ ครั้งแรกที่จีน

 วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 เวลา 10.07 น.

 วันที่เดินทาง 22 ต.ค. 2562

>> ติดตามเรื่องราวการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่ Facebook เพจสวัสดีคนแปลกหน้า

https://www.facebook.com/hellostrangerpage/

.

เจ็ดพันเอาอยู่ !! เที่ยวคูลๆ ครั้งแรกที่จีน

การเดินทางในทริปนี้ต้องบอกก่อนเลยว่า เป็นการเที่ยวจีนครั้งแรก ซึ่งก็ทำการบ้านและเตรียมตัวมาพอสมควร พร้อมลุยและรับมือกับความหนาวที่ไม่ค่อยจะชินสักเท่าไหร่ บวกกับเรื่องของภาษาจีน ที่ถึงแม้เราจะหน้าหมวย แต่ก็พูดได้แค่ “หนีห่าว” กับ “เซี่ย เซียะ” แค่นั้น ทำให้ทริปนี้ทั้งสนุก ท้าทาย และเป็นการเปิดโลกมุมมองใหม่ของเมืองจีนที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ทริปนี้เราจะพาทุกคนเดินทางไปที่ “ฉางซา” เมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม พร้อมดึงดูดให้เรามาสัมผัสกับความมหัศจรรย์และความยิ่งใหญ่ของจางเจียเจี้ย มรดกโลกทางธรรมชาติและอุทยานแห่งแรกของจีน และสถานที่ถ่ายทำหนังฟอร์มยักษ์ เรื่องอวตาร ที่ใครได้เห็นก็ต้องตะลึงและทึ่งจนลืมภาพจีนในอดีตไปอย่างแน่นอน

เที่ยวจีนเที่ยวง่ายและไม่แพงอย่างที่คิด สักครั้งในชีวิต...
เปิดใจออกไปเที่ยวจีน แล้วคุณจะรู้ว่า “เที่ยวจีนครั้งเดียวไม่เคยพอ”

สถานที่ท่องเที่ยว
DAY 1 Bangkok (DMK) - Changsha
DAY 2 Changsha : Meixihu International Culture & art Center / Juzi Island / Mao Zedong Youth Art Sculpture
DAY 3 Zhangjiajie National Forest Park
DAY 4 Yellow Dragon Cave
DAY 5 Tianmen Mountain National Park
DAY 6 Fenghuang - Bangkok (DMK)
>> ข้อมูลการเดินทางแบบละเอียด ค่าใช้จ่าย ค่ารถ โรงแรม อธิบายใต้รูปนะคะ (ไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน)

กล้องที่ใช้ในการถ่ายรูป GoPro Hero 7 Black / Nikon D5600



“ฉางซา” เป็นเมืองหลวงของมณฑลหูหนาน ถูกจัดให้เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของประเทศจีน เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม พร้อมดึงดูดให้เรามาสัมผัสกับความมหัศจรรย์และความยิ่งใหญ่ของมรดกโลกทางธรรมชาติ



ประตูสวรรค์เทียนเหมินซาน Tianmen Mountain National Park (天门山)
ที่นี่คือ 1 ใน 4 ของภูเขาที่สวยที่สุดในจีน สาเหตุที่เรียกว่า ประตูสวรรค์ เป็นเพราะว่า มีโพรงถ้ำสูงใหญ่ที่เกิดเองตามธรรมชาติ สูงถึง 131.5 เมตร กว้าง 57 เมตร ลึก 60 เมตร เมื่อมองจากพื้นราบขึ้นไปจึงเปรียบเหมือนประตูสวรรค์จากฟากฟ้า เชื่อกันว่าที่นี่เป็นจุดบรรจบของ “โลกมนุษย์กับสวรรค์” ถ้าไปยืนรับพลังดี ๆ ก็จะนำโชคดีกลับไป

การเดินทางมายอดเขาเทียนเหมินซานก็ไม่ธรรมดา เราจะได้นั่งเคเบิลคาร์ที่ยาวที่สุดในโลก ชมวิวตลอดทางจากกลางเมืองจางเจียเจี้ยสู่ยอดเขาเทียนเหมินซาน ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น


อู่หลิงหยวน Wulingyuan Scenic and Historic Interest Area

ที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำหนังฟอร์มยักษ์ เรื่อง “อวตาร” นั่นเอง และยังได้รับฉายาว่าเป็น "The Monarch of the Peak" มีพื้นที่ 4 ส่วนที่อยู่ติดต่อกันกว่า 9,500 ตาราง กิโลเมตร ทั้งหมดถูกปกคลุมไปด้วยป่าสน พันปี โถงถ้ำ สะพานหิน น้ำตก แต่ไฮไลท์จะอยู่ที่ป่าหินยักษ์เป็นแท่งแหลมสูงเสียดฟ้ากว่า 3,100 ต้น ซ้อนกันสวยงาม มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญคือ สะพานหนึ่งในใต้หล้า ( 天下第一桥 เทียนเสี้ยตี้อี้เฉียว ) เป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับคู่รักที่จะมาคล้องกุญแจและผูกผ้าสีแดง


เมืองโบราณเฟิ่งหวง (凤凰古城) เมืองโบราณที่สวยที่สุดของจีน อายุกว่า 400 ปี มีมาตั้งแต่สมัยราชวงค์ชิง ตั้งอยู่สองฟากฝั่งแม่น้ำถัวเจียง ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวเผ่าถู่เจียและชาวม้งที่ยังคงใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ ยังซักผ้า ล้างผักริมสายน้ำ บ้านริมน้ำ ในเมืองโบราณเฟิ่งหวง จะมีการก่อสร้างแบบยกพื้นสูง เรียกว่า “เตี้ยวเจี่ยวโหลว” ซึ่งทุกวันนี้ถูกดัดแปลงมาเป็นที่พัก ร้านกาแฟริมน้ำ ให้นักท่องเที่ยว ได้นั่งชิลล์ ชมความงามและสีสัน ริมน้ำ ได้อย่างเต็มที่


>> เกริ่นมาพอสมควร ถ้าพร้อมแล้ว เรามาออกเดินทางไปด้วยกันนะคะ

DAY 1

การเดินทางไปจีน 6 วัน 5 คืน ในครั้งนี้ เราบินตรงจากกรุงเทพ ดอนเมือง – ฉางซา ด้วยสายการบินแอร์เอเชีย เจ้าเก่าเจ้าเดิม เที่ยวบิน FD540 เราเลือกบินตอนเย็นหลังเลิกงาน นั่งเครื่องเพลินๆ 3 ชั่วโมงกว่า ไปถึงฉางซาค่ำๆ ก็เช็คอินเข้าที่พักพอดี สำหรับใครที่อยากมาเที่ยวฉางซาแบบไม่ง้อทัวร์ แอร์เอเชียเขาก็ใจดี แจกแพลนเที่ยวที่ทำให้เราสามารถออกแบบการเดินทางง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง เข้าไปดูเล้ยย >> https://1th.me/oUXQc


เดินทางกับแอร์เอเชีย อุ่นใจและสบายกระเป๋าเป็นที่สุด เราเลือกแพ็กสุดคุ้มพร้อมตั๋วในราคาประหยัด ได้บินสบายๆ แถมโหลดกระเป๋าได้ถึง 20 กก. พร้อมอาหารร้อนบนเครื่อง และมีประกันการเดินทางคุ้มครองความล่าช้าของสัมภาระและเที่ยวบินจาก Tune Protect อีกด้วย รับความคุ้มค่าทั้งหมดนี้เพียงแค่จองที่ AirAsia.com หรือ จองผ่านแอพก็ได้นะคะ




การมาเที่ยวประเทศจีน นอกจากจะต้องทำวีซ่าแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้ นั่นก็คือ การเตรียมความพร้อม ทั้งเรื่องของการแลกเงิน (สกุลเงินหยวน CNY) และการใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบไม่สะดุด กับ Pocket WiFi จาก Yogofi ซึ่งเหมาะสำหรับแบ็คแพ็คเกอร์อย่างเรามากๆ จะเข้าแอพแปลภาษา ดูแผนที่ Google Map หรือจะเล่นโซเชียลมีเดีย ก็ทำได้หมด โดยไม่ต้องโหลด VPN ให้วุ่นวาย...เที่ยวจีนแบบไร้กังวลเพราะเราพก Yogofi มาด้วย


การเดินทาง : หลังจากที่ลงเครื่องที่สนามบินฉางซาหวงฮัว แล้ว (Changsha Huanghua International Airport-长沙黄花国际机场) เราเดินทางเข้าเมืองฉางซากันต่อ ด้วย Airport Bus ติดต่อเคาน์เตอร์รถบัส ประตูทางออกที่ 5 เพื่อซื้อตั๋วไปลงที่ Changsha Railway Station ราคาคนละ 18 CNY ใช้เวลานั่งรถประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นก็ต่อรถแท็กซี่ไปลงที่โรงแรม Kaiserdom Hotel Changsha West Bus Station Branch ราคารวม 32 CNY ใช้เวลานั่งรถ 30 นาที

Note : แท็กซี่กดมิเตอร์เริ่มต้นที่ 10 CNY

ข้อดีของการพักที่โรงแรมนี้ก็คือ ราคาถูก แค่คืนละ135 CNY (ประมาณ 580 บาท) แถมทางลงรถไฟใต้ดินก็ยังอยู่หน้าโรงแรมอีกด้วย และยังสามารถเดินเท้าไป Changsha West Bus Station ได้ภายใน 5 นาที สะดวกสบายมากๆ


DAY 2 : Changsha

เริ่มต้นเที่ยวฉางซาชิวๆ กับบรรยากาศโมเดิร์นท่ามกลางสถาปัตยกรรมสุดล้ำของพิพิธภัณฑ์ Meixihu International Culture & Art Center การเดินทาง : จากที่พักของเราเมื่อคืนที่ Kaiserdom Hotel Changsha West Bus Station Branch ด้านหน้าโรงแรมมีทางลงไปรถไฟใต้ดิน Line 2 จากสถานี Wangchengpo ให้ไปลงที่สถานี Culture & art Center Station ทางออกที่ 2 ราคา 2 CNY (ประมาณ 9 บาท)


พิพิธภัณฑ์ Meixihu International Culture & art Center เป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมและศิลปะนานาชาติเมืองฉางชา ภายในเป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานและนิทรรศการต่างๆ น่าเสียดายที่ตอนเราไป เจ้าหน้าที่บอกว่ายังไม่เปิด เราจึงเดินถ่ายรูปเล่นอยู่แค่ด้านนอกเท่านั้น




ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์มากนัก เราไปเที่ยวกันต่อที่เกาะส้ม Juzi Island / Mao Zedong Youth Art Sculpture (橘子洲地铁站) ที่นี่เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ เราสามารถเดินเล่นเที่ยวชมวิวติดทะเลสาบได้ แต่ไฮไลท์ของการมาเที่ยวฉางซา นั่นก็คือการมาชมรูปปั้นท่านประธานเหมา เจ๋อ ตุง เนื่องจากฉางซาเป็นบ้านเกิดของท่านนั่นเอง

การเดินทาง : นั่งรถไฟใต้ดิน Line 2 จากสถานี Culture & Art Center มาลงที่สถานีJuzizhou ทางออกที่ 1 ราคา 3 CNY (ประมาณ 13 บาท)


เนื่องจากเกาะส้มนั้นกว้างมาก การเที่ยวชมเกาะส้มให้ทั่วทั้งหมด ส่วนใหญ่แล้วจึงนิยมนั่งรถรางกัน โดยซื้อตั๋วขึ้นรถรางในราคา 20 CNY (ประมาณ 86 บาท) นั่งเข้าไปเที่ยวในสวนสาธารณะ และแวะลงเป็นจุดๆ ตามสถานที่สำคัญๆ โดยรถจะวิ่งพาเราเที่ยวเป็นวงกลมจนสุดทางแล้วต้องเดินต่อไปอีก ก็จะเจอ รูปปั้นเหมา เจ๋อ ตุง



หลังจากที่เที่ยวเกาะส้มเสร็จ เราก็กลับไปที่โรงแรมอีกครั้งเพื่อไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ ในการเดินทางครั้งนี้สะดวกสบายมากๆ ด้วยกระเป๋าเดินทาง Legend Walker น้ำหนักเบา ทนทาน แข็งแรง พร้อมลุยและเดินทางต่อไปที่อู่หลิงหยวน เป้าหมายที่เราจะไปตามรอยหุบเขาอวตาร

ที่อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย นั่นเอง

การเดินทาง : จากฉางซาไปอู่หลิงหยวน เราเดินทางด้วยรถบัสจาก Changsha West Bus Station (长沙西汽车站) ไปลง Wulingyuan Bus Station (武陵源汽车站) ตั๋วราคา 103 CNY ค่าประกัน 5 CNY (รวมแล้วประมาณ 465 บาท) ใช้เวลา 4 ชั่วโมง มาถึงท่ารถอู่หลิงหยวนค่ำๆ เช็คอินเข้าที่พัก Zhangjiajie Destination Youth Hostel (ราคา 785 บาท / 2 คืน)


DAY 3 : Zhangjiajie National Forest Park

วันนี้เราตื่นกันตั้งแต่เช้า เพื่อมารอคิวขึ้นเคเบิลคาร์ ตอน 7.30 น. ที่พักของเราเมื่อคืน Zhangjiajie Destination Youth Hostel อยู่ใกล้กับประตูทางเข้าอุทยานมากๆ เดินมาแค่ 10 นาทีเท่านั้น เราให้เจ้าของโรงแรมช่วยจองตั๋วเข้าอุทยานให้ในราคา 228 CNY ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาไปต่อแถวซื้อบัตรเข้าในตอนเช้า



ต้องยอมรับเลยว่า ระบบการตรวจสอบและการรักษาความปลอดภัยด้านหน้าทางเข้าอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ยของจีน เขาเข้มงวดและมีระบบระเบียบมากๆ เริ่มตั้งแต่การสแกนกระเป๋า ตรวจบัตร ไปจนถึงการสแกนลายนิ้วมือกันเลยทีเดียว หลังจากผ่านจุดตรวจบัตรเข้ามาแล้ว เราก็ไปหารถบัส โดยให้เข้าช่องที่ไป Tianzi Mountain ซึ่งจะไปส่งเราเพื่อขึ้นเคเบิลคาร์ ใช้เวลานั่งรถประมาณ 30 นาที





ขึ้นเคเบิลคาร์หรือกระเช้าลอยฟ้าในราคา 72 CNY(ประมาณ 310 บาท) กับวิวสุดอลังการ ช่วงเดือนตุลาคม ใบไม้เริ่มที่จะเปลี่ยนสีแล้ว ยิ่งช่วยให้วิวธรรมชาติระหว่างทางของยอดเขาเทียนจื่อซาน มีสีสันมากขึ้น



และแล้ว...เราก็ได้ขึ้นกระเช้าลอยฟ้าแบบสบายใจ ทั้งเคเบิลคาร์มีแค่เรากับน้องสาวเท่านั้น วีไอพีสุดๆ ไปเลย


เราออกจากเคเบิลคาร์ และต่อรถบัสไปลงที่ He long Park แล้วก็พบกับ สวนสาธารณะนายพลเห้อหลง(贺龙公园 เห้อหลงกงหยวน) ซึ่งท่านเป็น 1 ใน 10 จอมทัพ แห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีฝีมือในสมัยท่านประธานเหมา ด้านหลังเป็นวิวภูเขาเทียนจื่อซาน ถือว่าเป็นจุดชมวิวอีกจุดที่สามารถมองเห็นแท่งหินยักษ์หลายๆ แท่งแบบอลังการ ที่เที่ยวบริเวณนี้ยังมี Yubi Feng Peak ซึ่งถ้าออกจากโซนนี้มาก็จะเจอ Mc Donald’s เดินเลยไปจะเป็น Imperial Writing Brush Peaks อยู่ตรงข้ามกับ Fairy Dispersing Flowers และ Tiazi Pavillion



อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย (张家界国家森林公园) เป็นอุทยานที่ขึ้นชื่อลำดับต้นๆ ของประเทศจีน เรื่องการมาเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสี ช่วงเวลาที่เหมาะสมจะอยู่ในช่วงต้นเดือนตุลาคม – กลางพฤศจิกายน แต่ไม่ว่าจะมาช่วงฤดูไหน ที่นี่ก็สวยงามไม่แพ้กัน...และแล้วการมาจีนครั้งแรกของเราในครั้งนี้ ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะเราได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีบนวิวภูเขาเทียนจื่อซาน ที่ความสูงถึง 1,250 เมตร ท่ามกลางป่าและภูเขาหินสูงเฉียดฟ้าทั่วทั้งหุบเขา เนี่ยแหละที่เขาเรียกว่า วิวหลักล้าน ระดับ 5Aของจริง!! (สถานที่ท่องเที่ยวจีนแบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่ 1-5A โดย 5A หมายถึงสวยงามที่สุด)



อุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย (Zhangjiajie National Forest Park) หรืออุทยานแห่งชาติอู่หลิงหยวน ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกในปี 1992 อีกทั้งยังเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของจีนอีกด้วย



ความรู้สึกตอนดูรูปภาพ กับการได้มาสัมผัสด้วยตัวเองในสถานที่จริง มันช่างแตกต่างกันซะเหลือเกิน บรรยากาศตอนนี้ พูดได้คำเดียวเลยว่า เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในภาพยนตร์ หรือดินแดนเทพนิยาย เลยล่ะ



อีกหนึ่งจุดไฮไลท์ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ นั่นก็คือ สะพานหนึ่งเดียวใต้หล้า First Bridge under Heaven (天下第一桥 เทียนเสี้ยตี้อี้เฉียว) เป็นสะพานหินที่เชื่อมระหว่างเขา 2 ลูก ซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ และเป็นจุดชมวิวที่สวยมากอีกที่หนึ่งอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย



ภาพมุมสูงของสะพานหนึ่งเดียวใต้หล้า สะพานหินที่เชื่อมระหว่างเขา 2 ลูก ถูกปกคลุมด้วยต้นไม้สูงใหญ่จนแทบจะกลืนเป็นภูเขาลูกเดียว



บนสะพานหนึ่งเดียวใต้หล้า จะมีลูกกุญแจอยู่เต็มไปหมด ซึ่งเป็นความเชื่อของคนหนุ่มคนสาวที่ว่า หากคู่ไหนเอากุญแจไปคล้องไว้ที่สูง ๆ จะได้ไม่มีใครสามารถพรากคู่รักให้จากกันได้ หรือเราจะไม่พรากจากกันตราบชั่วนิรันดร์ สำหรับใครที่มาคนเดียวและไม่รู้จะคล้องกุญแจกับใคร ก็สามารถซื้อผ้าแดง ราคา 5 CNY มาเขียนคำอธิษฐานขอพร และผูกไว้ที่สะพานได้เช่นกัน



จริงๆ แล้วภายในอุทยานแห่งชาติจางเจียเจี้ย แบ่งออกเป็น 6 โซน ซึ่งกว้างมาก เที่ยววันเดียวไม่หมดแน่ๆ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงเลือกเที่ยวโซนที่เป็นไฮไลท์เด่นๆ นั่นก็คือ Yuanjiajie Scenic Area ('Yuan Family Territory' 袁家界) มีสถานที่ที่น่าสนใจคือ หุบเขาอวตาร และสะพานหนึ่งเดียวใต้หล้า แนะนำว่าให้หาเวลาเที่ยวที่นี่สัก 2 วัน กำลังดี จะได้ไม่รีบเที่ยวจนเกินไป และเดินเที่ยวรอบๆ ได้มากขึ้น



เสาหินแห่งฟ้าแดนใต้ Avatar Hallelujah Mountain ( 南天一柱 หนานเทียนอี๋จู้) ที่นี่เป็น 1 ใน 4 ขุนเขาที่สวยงามที่สุดในจีน จนกลายเป็นแรงบันดาลใจของภูเขาลอยฟ้าแห่งดาวแพนดอร่า หรือหุบเขาอวตาร ฉากเด่นในภาพยนตร์เรื่องอวตาร โดย เจมส์ แคมารอน นั่นเอง จากนั้นให้เดินเลยไปอีกนิด ก็จะเจอกับรูปปั้นนกจากนครแพนดอร่า



เที่ยวจีนไม่ต้องใช้ VPN ก็เล่นโซเชียล อัพรูปลงไอจีได้ ทริปนี้เราใช้ Pocket WiFi ของ Yogofi ไม่ว่าจะอยู่สูงแค่ไหน บนภูเขาลูกไหน ก็เล่น Facebook, Line, Instagram, Google ได้ สามารถเชื่อมต่อและใช้งานโซเชียลมีเดียที่จีนไม่อนุญาตได้ โดยไม่ต้องดาวน์โหลด VPN หรือตั้งค่าอะไรให้ยุ่งยาก ใช้งานงานง่าย และสะดวกสบายสุดๆ


เดินมาตั้งแต่เช้า พักขาหาอะไรกินเอาแรงกันก่อน อาหารและของกินส่วนใหญ่จะเป็นแบบของทานง่ายๆ แบบซื้อแล้วเดินกินได้ ก่อนซื้อแนะนำนิดนึงว่า ให้เดินดูทุกร้านพร้อมถามราคาแล้วค่อยซื้อ ราคาบางร้านจะแตกต่างกันนิดหน่อย สำหรับเรา จะเลือกร้านที่มีคนรุมซื้อเยอะๆ สรุปเราได้เต้าหู้ผัดซอสมากิน 1 ถ้วย ในราคา 15 CNY (ประมาณ 65 บาท)

ปล.นอกจากร้านอาหารแล้ว ด้านบนยังมีร้าน Mc'Donald ถ้าใครหิวก็แวะฝากท้องที่นี่ได้นะคะ


มีอาหารที่ไหน มีลิงที่นั่น ไม่เว้นแม้แต่ลิงที่จีน โซนขายอาหารให้นักท่องเที่ยวลิงจะเยอะมากเป็นพิเศษ



ลิฟต์แก้วไป่หลงหรือลิฟต์แก้วร้อยมังกร Hundred Dragon Elevator, Bailong Elevator (白龙天梯)ค่าลิฟต์ราคาคนละ 65 CNY(ประมาณ 280 บาท) นี่คือลิฟต์แก้วแห่งแรกของเอเชียที่สูงถึง 326 เมตร เป็นลิฟต์แก้วแบบ outdoor ที่สูงที่สุดในโลกและเร็วที่สุดในโลก ใช้เวลาไม่ถึง 2 นาที เจ้าหน้าที่จะจำกัดจำนวนคนเข้าลิฟต์ต่อหนึ่งครั้งที่ 20 คน ใครได้เข้าไปอยู่ด้านในสุดชิดริมกระจก ก็ถือว่าโชคดีมากๆ เพราะจะได้เห็นวิวภูเขาแท่งหินสูงเป็นร้อยๆ แท่ง



พอออกจากลิฟต์มา ก็จะเจอลานกว้างๆ เป็นจุดให้ถ่ายรูปกัน สามารถมองเห็นลิฟต์อยู่ข้างนอก กำลังเลื่อนขึ้นลง จากนั้นเราก็เดินตามทางออกมาจะเจอจุดขึ้นรถบัส เราไปเที่ยวกันต่อที่ภาพวาดสิบลี้ Ten-Mile Gallery และ ลำธารจินเปียนซีหรือลำธารแส้ทอง Gold Whip Stream

ฟ้าครื้มๆ วันนี้คงไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ตกดินแน่ๆ เราจึงตัดสินใจ นั่งรถบัสกลับออกมาที่ประทางเข้าอุทยานทางเดิม และเดินกลับที่พักตอน 6 โมงเย็น


DAY 4 : Yellow Dragon Cave

ถ้ำมังกรเหลือง หรือ Yellow Dragon Cave (黄龙洞) เป็นจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงในบริเวณจุดชมวิวอู่หลิงหยวน เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกว่าเป็น ''สิ่งมหัศจรรย์ของถ้ำบนโลก'' และเป็นถ้ำที่สวยที่สุดในประเทศจีนอีกด้วย



ฝนตกตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเช้า วันนี้เราเลยตัดสินใจตื่นกันสายหน่อย เดินเล่นหาอะไรกินแถวๆ โรงแรม และให้เวลาทั้งวันกับการเที่ยวถ้ำมังกรเหลือง



การเดินทาง : ถ้านั่งแท็กซี่จะราคาประมาณ 30 CNY แต่เรานั่งรถเมล์สาย 1 ไปขึ้นที่ถนนเส้นหลัก ถนนที่ตรงกับทางเข้าอุทยานจางเจียเจี้ย ราคาคนละ 1 CNY นั่งรถเมล์ประมาณ 20 นาที ให้ลงที่ทางเข้าซึ่งมีจุดสังเกตคือ แท่งหินหน้าทางเข้าที่มีสลักตัวอักษรจีนแผ่นใหญ่มาก วางอยู่หน้าทางเข้า ฝั่งตรงข้ามที่เป็นจุดสังเกตอีกจุดหนึ่งคือ ร้าน Many ลงและข้ามถนนมาฝั่งตรงข้าม เพื่อไปซื้อตั๋วที่ทางเข้า ราคาคนละ 96 CNY เวลาเปิดปิด 07:00-17:00 น.



จุดไฮไลท์ที่น่าสนใจ ได้แก่

Dragon Dance Palace (Wulong Ting 舞龙厅) โถงที่เล็กที่สุดในจำนวนโถงทั้งหมด 13 โถง อยู่ลำดับแรก

Dragon Palace (Long Gong 龙宫) โถงที่ใหญ่ที่สุดและเก่าที่สุด มีความสูงถึง 40 เมตร มีหินงอกหินย้อยกว่าสองพันแท่ง มีหินขนาดใหญ่อยู่ชั้น 4 เรียกว่า King’s Throne

Fairy Palace (Tianxian Gong 天仙宫) มี stone waterfalls ที่สูง 40 เมตร ถือเป็นกลุ่มหินที่อยู่ในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในจีน และมีน้ำตก Tianxian ที่เป็นน้ำตกในถ้ำสูงถึง 27 เมตร

Xiangshui River แม่น้ำใต้ดินในถ้ำที่มีความยาวกว่า 2,800 เมตร ลึก 6 เมตร อยู่ที่ชั้น 2 จุดนี้เราจะได้ประสบการณ์นั่งเรือ ล่องแม่น้ำในถ้ำ ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 10 นาที



การเดินทางภายในถ้ำต้องมีการขึ้นบันไดและเดินระยะทางค่อนข้างไกล เดินผ่านตามทางเดินและขึ้นสะพาน นั่งเรือล่องน้ำใต้บาดาลระยะทางประมาณ 800 เมตร ควรเผื่อเวลาในการเที่ยวถ้ำประมาณ 4 ชม.


DAY 5 : Tianmen Mountain National Park


ประตูสวรรค์เทียนเหมินซาน Tianmen Mountain National Park (门山)

ที่นี่คือ 1 ใน 4 ของภูเขาที่สวยที่สุดในจีน สาเหตุที่เรียกว่า ประตูสวรรค์ เป็นเพราะว่า มีโพรงถ้ำสูงใหญ่ที่เกิดเองตามธรรมชาติ สูงถึง 131.5 เมตร กว้าง 57 เมตร ลึก 60 เมตร เมื่อมองจากพื้นราบขึ้นไปจึงเปรียบเหมือนประตูสวรรค์จากฟากฟ้า เชื่อกันว่าที่นี่เป็นจุดบรรจบของ “โลกมนุษย์กับสวรรค์” ถ้าไปยืนรับพลังดี ๆ ก็จะนำโชคดีกลับไป


เราจะต้องซื้อตั๋วเข้าชม ในราคาคนละ 245 CNY (รวมค่ากระเช้า+ค่าบันไดเลื่อน+ค่ารถมินิบัสภายในอุทยาน) ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 3 แบบ

LINE A : ขาขึ้นนั่งกระเช้า / ขาลง ลงบันไดเลื่อน / เดินลงบันได 999 ขั้น / นั่งรถบัสผ่าน 99 โค้ง

LINE B : ขาขึ้นนั่งรถบัสผ่าน 99 โค้ง /ขึ้นบันไดเลื่อน / เดินขึ้นบันได 999 ขั้น ถ้าขึ้นลิฟต์เสีย 32 CNY / ขาลงนั่งกระเช้า

LINE C : ขาขึ้นนั่งรถบัสผ่าน 99 โค้ง / ขึ้นบันไดเลื่อน / เดินขึ้นบันได 999 ขั้น ถ้าขึ้นลิฟต์เสีย 32 CNY / ขาลงนั่งรถบัส

คุณ Rocky เจ้าของโรงแรมแนะนำเราให้เลือกแบบ LINE A เพราะวิวจะสวยกว่าและไม่ต้องเหนื่อยเดินขึ้นบันได พร้อมกับจองตั๋วให้และพาเรามาส่งที่ทางเข้าอุทยาน


วิวมุมสูงจากกระเช้าลอยฟ้าที่ยาวที่สุดในโลก ความยาวถึง 7.5 กิโลเมตร ชมวิวตลอดทางจากกลางเมืองจางเจียเจี้ยสู่ยอดเขาเทียนเหมินซาน ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น



ทริคเล็กๆ ที่อยากจะแนะนำสำหรับคนที่เลือกเดินทางด้วยการขึ้นเคเบิลคาร์ก่อน (LINE A) เพื่อให้ได้เห็นวิวถนน 99 โค้ง ในมุมที่สวยและไม่โดนบังวิว เมื่อเข้ากระเช้าไปแล้ว ให้นั่งติดริมประตูทางเข้า-ออก เราจะได้เห็นวิวสวยๆ อลังการแบบวีไอพีกันเลยทีเดียว แต่สามารถเห็นมุมนี้ได้แค่ประมาณ 7 วินาที เท่านั้น ดังนั้น เตรียมกล้องให้พร้อมนะคะ



เมื่อนั่งเคเบิลคาร์มาแล้วให้ลงที่ Upper Station ตรงจุดนี้จะเจอทางแยก เราเลือก West line เพราะเป็นเส้นทางที่จะเดินไปวัดเทียนเหมินซานใช้เวลาเดินประมาณ 2 ชม. เดินมาสักพักจะเจอสะพานแขวน แล้วเดินต่อไปก็จะเจอวัด ด้านในจะมีพระมากมาย (จุดก่อนเดินไปถึงวัดจะเจอจุดนั่งกระเช้าห้อยขาชมวิว ราคาคนละ 25 CNY แต่เราไม่ได้นั่ง เพราะลมแรงและมองไม่เห็นอะไรเลย)

Note : ออกจากสถานีเคเบิลคาร์ไปตามป้ายบอกทาง เลี้ยวขวาจะเป็น East line เลี้ยวซ้ายจะเป็น West line


เราเดินไปเรื่อยๆ ชมวิวข้างทางที่มีแต่หมอก สักพักจะเป็นจุดไฮไลท์ทางเดินกระจก หรือระเบียงแก้วกระจก มีทั้งหมด 3 แห่ง ระยะทางประมาณ 60 เมตร ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,433 เมตร ล้อมรอบผาสูงชัน จุดนี้จะต้องเสียค่าถุงเท้าคนละ 5 CNY แต่เราไม่ได้เดินเพราะฟ้าปิด มองไม่เห็นอะไรเลย


เราเดินไปจนถึงสุดด้านบนที่วัดเทียนเหมินซาน แต่ฟ้าก็ปิดตลอดทาง หมอกเยอะมาก และฝนเริ่มตกลงมา เราเลยตัดสินใจ เดินทางกลับ เราเดินย้อนกลับไปที่จุดเดิม แล้วไปลงบันไดเลื่อนยาวๆ เพื่อลงไปที่ประตูสวรรค์ แล้วนั่งรถบัสผ่าน 99 โค้ง กลับไปที่ทางออก




เราจองตั๋วรถบัสไปเมืองเฟิ่งหวงต่อตอนบ่ายสองโมงครึ่ง จากZhangjiajie Central Bus Station (张家界中心汽车站) ไปลงที่ Fenghuang Bus Station (凤凰汽车客运站) ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงกว่า มาถึงเมืองเฟิ่งหวงตอนหัวค่ำพอดี บรรยากาศตอนกลางคืนที่นี่เต็มไปด้วย แสง สี เสียง ร้านค้า ร้านอาหาร ผับ บาร์ เรียงรายอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำ


เราเช็คอินเข้าที่พัก Fenghuang Encounter Inn ในราคาคืนละ 89 CNY (ประมาณ 380 บาท) จากนั้นก็เดินออกมาหาอะไรกิน มื้อเย็นที่เมืองเฟิ่งหวงตอนสามทุ่ม เราเลือกอาหารที่ง่ายๆ กินแก้หนาว คลายหิว อย่างซาลาเปาไส้หมูสับ และข้าวผัดหมู สองอย่างนี้ราคา 25 CNY (ประมาณ 100 บาท)




คนแปลกหน้าชาวจีนอัธยาศัยดี ถึงแม้เราจะสื่อสารกันด้วยภาษามือ แต่ไม่น่าเชื่อว่าเลยว่า เราจะคุยกันรู้เรื่อง เราจบการเดินทางวันที่ 5 ที่ร้านอาหารร้านนี้ ก่อนเดินกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อน


DAY 6 : Fenghuang


วันสุดท้ายของทริปจีนในครั้งนี้ เรายังคงอยู่กันที่เมืองโบราณเฟิ่งหวง บรรยากาศยามเช้าของเมืองโบราณที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดของจีน ช่างแตกต่างจากตอนกลางคืนโดยสิ้นเชิง ความเงียบสงบถูกเข้ามาแทนที่แสง สี เสียงจากร้านค้าริมน้ำ ทำให้เรารู้สึกกลับชอบบรรยากาศตอนนี้มากกว่าเมื่อคืนเสียอีก



ถึงแม้จะเป็นเช้าที่ฝนตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย แต่ก็ไม่อาจทำให้เสน่ห์ของเมืองโบราณแห่งนี้ลดน้อยลง




เราได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำถัวเจียง พายเรือ ขายของ ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ได้ชมบรรยากาศความสวยงามของบ้านเรือนเก่าแก่ ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นภูเขาสูงใหญ่ นี่แหละ คือเอกลักษณ์ของเมืองโบราณเฟิ่งหวง ที่ใครๆ ก็ต่างอยากมาสัมผัสและเห็นด้วยตาตัวเอง



การขายผลไม้แบบหาบเร่ ผลไม้หน้าตารูปร่างแปลกๆ มีให้เห็นได้ทั่วไปในเมืองโบราณเฟิ่งหวง



เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองท่องเที่ยว ทำให้บ้านเรือนเก่าแก่ของเฟิ่งหวง ถูกใช้เป็นสถานที่หรือบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว มีทั้งบาร์เบียร์ และร้านค้าที่มีเอกลักษณ์ต่างๆ มีการตกแต่งที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ เหมาะแก่การไปนั่งอ่านหนังสือ จิบชา จิบเบียร์ พักผ่อนชิวๆ และใช้ชีวิตช้าๆ



ตรงจุดนี้ ตามตรอกซอกซอย ช่วงกลางคืนคนจะเยอะมาก นักท่องเที่ยว ร้านค้า พ่อค้าแม่ค้า คึกคักมากและมีของกินให้เราได้เลือกเต็มสองข้างทาง



น้องหมาตาชั้นเดียว ตี๋น้อย



ถึงแม้จะเป็นการเดินทางวันสุดท้ายแล้วก็ตาม แต่สัญญาณเน็ตของ Pocket wifi Yogofi ยังคงแรงดี ไม่มีตก ทำให้เราไม่พลาดทุกการติดต่อสื่อสาร



การเดินทางกลับ : จากเมืองเฟิ่งหวง เรานั่งแท็กซี่ไปลงที่ Fenghuang Bus Station (凤凰汽车客运站) ในราคา 15 CNY จากนั้นซื้อตั๋วรถบัสรอบบ่ายสองโมง ในราคาคนละ 140 CNY ไปลงที่ Changsha West Bus Station และนั่งรถไฟใต้ดิน Line 2 ไปลงสถานี South Railway Station ในราคา 5 CNY เพื่อไปต่อรถไฟเร็ว Maglev ไปสนามบิน ในราคา 20 CNY ถึงสนามบิน เดินไปTerminal 2 ถึงเคาน์เตอร์เช็คอินแอร์เอเชีย ตอน 4 ทุ่ม เที่ยวบิน FD 541 ขึ้นเครื่องกลับไทยโดยสวัสดิภาพ



โบกมือบ้าย บายทริปเที่ยวคูลๆ ครั้งแรกที่จีน ด้วยรอยยิ้มและมิตรภาพจากคนแปลกหน้าชาวจีน ที่ให้การต้อนรับและช่วยเหลือเราเป็นอย่างดีจนวินาทีสุดท้ายที่อยู่ที่นี่ ...เที่ยวจีนเที่ยวง่ายและไม่แพงอย่างที่คิด สักครั้งในชีวิต...เปิดใจออกไปเที่ยวจีน แล้วคุณจะรู้ว่า “เที่ยวจีนครั้งเดียวไม่เคยพอ”

#AirAsiaTravels #ไปฉางซาไปกับแอร์เอเชีย
#รู้จีนรู้ใจไปกับแอร์เอเชี #ใบไม้เปลี่ยนสีที่จีน #AirMosphere
#yogofithailand #yogofiTH #jptravelstore
#สวัสดีคนแปลกหน้า #HelloStranger



ความคิดเห็น