โมโกจูที่รักคึกคักคุกคิก รีวิวโดย ตัวอักษร จรลี

เรื่องไม่สั้น ฉบับ #โมโกจูที่รักคึกคักคุกคิก ไม่ได้มารีวิวอย่างใครเขา แต่จะมาเล่าให้ตัวเองเก็บเอาไว้อ่านเป็นความทรงจำดีดีในวันหลัง ว่าครั้งนึง "ชั้น คือ ผู้พิชิตโมโกจูโว้ยยยยย55555" แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าใครอยากพบพานความบันเทิงก็เลือกเสพได้ตามใจชอบจ้าา เป็นอีกทริปในใจที่ไม่รู้ลืม ใครจะไปลืมได้

โมโกจูที่รักคึกคักคุกคิก

โมโกจูที่รักคึกคักคุกคิก

 วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เวลา 16.44 น.

 วันที่เดินทาง 6 ธ.ค. 2562

เรื่องไม่สั้น ฉบับ #โมโกจูที่รักคึกคักคุกคิก

ไม่ได้มารีวิวอย่างใครเขา แต่จะมาเล่าให้ตัวเองเก็บเอาไว้อ่านเป็นความทรงจำดีดีในวันหลัง ว่าครั้งนึง
"ชั้น คือ ผู้พิชิตโมโกจูโว้ยยยยย55555"

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าใครอยากพบพานความบันเทิงก็เลือกเสพได้ตามใจชอบจ้าา

เป็นอีกทริปในใจที่ไม่รู้ลืม ใครจะไปลืมได้ลง เพราะอูมามิสุดๆ อรรถรสสุด
ฟินสุดมากกก ก.ไก่ล้านตัวเบาๆ 5555

พล่ามมาเยอะแล้ว มาเข้าเรื่องกันเลยแล้วกัน ปะเดี๋ยวจะพาไปพิชิต "โมโกจู" ผ่านตัวหนังสือมันนี่แหละ 
(ถ้ายังอ่านกันไหววว)...........


*ก่อนเดินทาง*

โมโกจู ทริปในใจที่หมายมาดเอาไว้ว่าวันนึงจะต้องไปให้ได้ และอยากจะรู้ว่าไอ้ที่ใครๆ เค้าก็ล่ำลือกันถึงกิตติศัพท์ความยากนักยากหนาว่า "ไปไม่ยากเท่าจอง" "จองมาหลายปีแล้วยังไม่ได้ไปสักที" "ทางมันโหดชันสุดๆ ไปเลย" มันเป็นยังไงกัน ไหนๆ มาลองสักครั้งสิ ว่ามันจะสมคำที่คนเค้าพูดกันมั้ย หรือแค่เล่นใหญ่รัชดาลัยไปกันเอง

และแล้วทันใดนั้น ฤกษ์งามยามดีก็มาถึง เมื่อ อช.แม่วงก์ ประกาศรับสมัครนักท่องเที่ยวเดินป่าระยะไกล
พิชิตยอดเขาโมโกจู โดยในปีนี้พิเศษกว่าเดิม ตรงที่ว่า ไม่ต้องลำไยรอเพื่อนฝูงรวมตัวรวมสมาชิกทีมให้ครบ 12 คน ก็สามารถสมัครได้ จะมาเดี่ยวแบบเพื่อนไม่คบ ไม่คบเพื่อน หรือ มาพร้อมผู้ หรือ มาสวยๆ กับ
เพื่อนสาวก็สมัครได้เลยจ๊ะ ซึ่งทางเรา และ Uk-Ik Ka 2 สาว หาได้รอช้าไม่ ตกลงปลงใจไปกันโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง5555555 เอาว่ะบอกกับตัวเองว่าปีนี้จะต้องไป "โมโกจู" ให้จงได้ เค้าไปกันได้ เราก็ต้องไปได้
ซึ่งเราก็ไปติดตามข่าวสารจาก Facebook ของ อช.แม่วงก์ เค้ามีกฎกติกาและรายละเอียดในการสมัครชัดเจน และใครที่สนใจก็เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ FB ของ อช.แม่วงก์ นะจ๊ะ ขี้เกียจเล่า....

กลับมาต่อในส่วนของทางเรา 2 สาว แค่เริ่มต้นสมัครก็บันเทิงแล้ว เทอเอ๋ยยย ไม่มีอะไรมากกกกก กติกาเค้าให้ส่งเมล์สมัคร โดย อช.แม่วงก์จะเริ่มนับจากเวลาที่ได้รับเมล์ *ย้ำนะคะเวลาที่เค้าได้รับเมล์* ณ 12.00 น. เป็นต้นไป ถ้าคุณโชคดีแต้มบุญสูงพอ คุณก็จะได้เป็นผู้ถูกเลือก ในขณะที่ทางเรานั้น นอกจากพึงพาบุญวาสนาแล้ว ก็ต้องหมั่นฝึกปรือซักซ้อมการส่งเมล์ (เทอออ ชั้นน่ะดูขนาดว่าระยะเวลาการเดินทางของเมล์กี่นาทีเลยนะ จริงจังแค่ไหนถามใจเทอดูววว5555) และตั้งข้อความส่งล่วงหน้าร่วม 100 ฉบับ ใครจะไปคิดว่าการไปโมโกจูสักครั้งในชีวีต จะต้องบ้าบอทำอะไรขนาดนี้5555555 แต่ก็ทำ เพราะความอยากไประงับด้วยการต้องได้ไป สู้ค่ะ!!!

ในที่สุด...วันตัดสินชีวิตก็มาถึง อช.แม่วงก์ LIVE สดประกาศผลผู้เข้ารอบ แกกกฟีลตอนนั้นมันแบบลุ้นมงไม่มง ยิ่งกว่าฟ้าใส ไปจักรวาล (Miss Universe) ลุ้นกว่าหวยรัฐบาล 2 ตัวบนไปอี๊กกก คือแบบใจเต้นรัวเว่ออ ใช่มันเว่อมากกกกก5555 แต่แล้วเหมือนชะตาฟ้าลิขิต ทางเราใช้แต้มบุญที่สั่งสมมาตั้งแต่ชาติปางก่อนหมดลงเรียบร้อยแล้ว (งานมูเตลูช่วยคุณได้5555) เพราะ เราเป็น 2 สาวผู้มีชื่อติดโผกลุ่ม 6C (เดินวันที่ 7-10 ธ.ค.62) รอบ 36 คนประจำปีนี้เป็นที่เรียบร้อย เย้ๆๆๆๆๆ


*Day 1 (6 ธ.ค.62)*

ตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น มีหลายแว้บคิดในใจเห้ยยย นี่เรากำลังออกเดินทางไปโมโกจูจิงๆ แล้วนะเฟ้ย
โอ้ยยยดีใจมากแม่!!!

เช้านี้ที่ กรมอุตุนิยมวิทยา (ไม่ได้) กล่าวไว้ว่า ประเทศไทยเอ็งเตรียมตัวให้ดีเถอะลมหนาวมาแล้วนะ มาจิงไม่ได้มาหลอกๆ เดี๋ยวจะหาว่าข้าไม่เตือน ไอ้เรานี่ตบเข่าดังฉาด แหมเหมือนธรรมชาติเป็นใจมันช่างเหมาะที่จะเอาพร็อพที่เตรียมไว้ไปรับลมหนาวบนยอดดอยจิงๆ เลย555555 (งาน The North Face ต้องมา เกียมตัวรอแอทเข้า5555)

10.30 น. เราเริ่มออกเดินทางจากดอนเมือง ไปถึง อช.แม่วงก์ ราวๆ 16.30 น. ได้ (ถึงช้าเพราะมัวแต่เสียค่าปรับโดน ตร.จับอยู่5555) จากนั้นเราต้องรีบขับรถจากที่ทำการ อช.แม่วงก์ ขึ้นไปบน "ช่องเย็น" (อีกแหล่งท่องเที่ยวสุดจัดปลัดไม่ได้บอกในย่านนี้) เนื่องจาก จนท. แนะนำว่าเส้นทางเล็ก คดเคี้ยว และอันตราย ดังนั้น หากเราไม่ได้ขึ้นไปค้างบนช่องเย็นให้รีบขึ้นตอนนี้ และลงมาที่นี่ไม่เกิน 18.00 น. ไอ้เราก็ไม่รอช้า ไปจ้าาาาาาา
ไปสัมผัสช่องเย็นกัน ซึ่งก็ขอให้เชื่อตามคำแนะนำ จนท. เถอะ เพราะเส้นทางมันก็เป็นอย่างที่เค้าบอก อันตราย และเมาได้แบบไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์กันทีเดียว ระหว่างที่ขับรถไปนั้นเทอจ๋าวิว ลองมองออกไปสองข้างทางมันสวยเพลินตามาก มีจุดชมวิวตลอดทาง เอาจิงๆ แค่ขับผ่านก็เหมือนได้ชมวิวสวยๆ แล้วอ่ะ ขับรถไปเรื่อยๆ ชม. กว่าๆ ก็ถึงสถานีปลายทางไฮไลของที่นี่ นั่นก็คือ "ช่องเย็นๆๆๆๆ" แหมมม เย้นนนเย็น เย็มสมชื่อเลยจ๊ะแม่จ๋า 18 ํ เบาๆ เปิดประตูรถมานี่ผงะไปเลยจ้าา เหมือนเอาความเย็นมาฟาดเข้าที่หน้าเลยทีเดียว

ณ ช่องเย็น ซึ่งช่วงนั้นตรงกับวันหยุดยาว บรรดานักแค้มปิ้งต่างจับจองพื้นที่กางเต้นนอนท้าทายความหนาวกันเต็มไปหมด เราเลยไปเดินต๊อกแต๊กถ่ายรูปกะป้ายพอเป็นพิธีนิดหน่อยว่ามาถึงละนะ แล้วก็ต้องรีบกลับลงมา เพราะว่าเดี๋ยวจะลงมาไม่ทันเวลา แต่ระหว่างทางขากลับนั้น มีอีกจุดที่ไม่ควรพลาด นั่นคือ "โมโกจูน้อย" ที่ความสวยไม่น้อยเลยจ้าา เราทอดสายตามองท้องฟ้าสีอึมครึม เทาๆ ที่ไล่สีเข้มไปเรื่อยๆ อยู่แนบกับเทือกเขาที่ทอดยาวสลับซับซ้อน มองเห็นวิวโดยรอบประมาณ 180 ํ และภาพที่อยู่ตรงหน้านั้น "เหมือนฝนจะตก" ตามความหมายของ "โมโกจู" ที่แปลตามภาษาชนเผ่ามันเป็นอย่างงี้นี่เอง งานดีขนาดนี้ก็ต้องลั่นชัตเตอร์กันไปรัวๆๆ


จากนั้น เราขับรถผ่านความเลี้ยวลดคดเคี้ยวลงมาถึงที่ทำการ อช.แม่วงก์ 18.00 น. เป๊ะๆ มืดพอดีเลย คืนนี้เราไม่ได้พักที่นี่กัน แต่เราจะไปนอนกันที่ อช.คลองลานแทน เนื่องจากสะดวกกว่าในการชำระล้างร่างกายก่อนที่จะไม่ได้อาบอีกหลายวัน (เข้าป่า ใครเข้าอาบน้ำกัน55555) ซึ่ง อช.คลองลาน ก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เดินทางประมาณ 30 นาทีเท่านั้น แถมปากทางสี่แยกไฟแดงก่อนทางเข้า อช.คลองลาน มีร้านอาหารอร่อยๆ ชื่อ "ร้านสามพี่น้อง" ที่ จนท. แนะนำว่าให้เราไปฝากท้องได้ ซึ่งเอออเด็ดจิง โดยเฉพาะเมนูแกงป่าเนื้อโคขุนนุ่มๆ เด้งๆ นั้น มันดีต่อใจ 5555555 กินอิ่มแล้ว ก็ขอนอนหลับก่อนนะ เพราะพรุ่งนี้งานใหญ่รออยู่ ZzZzzz

แม่งงเอ้ยตื่นเต้นว่ะ นอนไม่หลับ อีกอย่างคืนนี้ลมแรงจัง ตรงบ้านพักเรา "บ้านน้ำดัง" ตั้งอยู่เผชิญหน้ากับน้ำตกคลองลานพอดี และมีต้นไม้ใหญ่โอบล้อมเต็มไปหมด เวลาลมพัดที เสียงใบไม้โกรกกรากๆ เหมือนมีอะไรมาลุมเร้าตลอดเวลา แต่ยังไงก็ต้องนอน เอ้านอนสิ รออะไร....


*Day 2 (7 ธ.ค.62)*

08.00 น. วันนี้ อช.แม่วงก์ นัดให้ทุกคนมาก่อนเวลา เพื่อรวมตัวกับชาวคณะที่ไม่รู้จักกันมาก่อน รวมทั้งเคลียของให้ลูกหาบแบก ซึ่งแต่ละกลุ่มจะได้โควต้าลูกค้าแค่ 3 คน ดังนั้น ของใช้ส่วนตัวต้องแบกกันเองนะจ๊ะ จะแบกบ้าน แบกพร็อพเอาให้เต็มที่ตามสะดวก55555 ส่วนกระเป๋าเราไม่น่าจะต่ำกว่า 10 กิโลแน่นวลล (กุแบกอะไรไป T-T)

เราได้พบหน้าพบตาสมาชิกในกลุ่ม 6C ผู้ร่วมชะตาชีวิตครบทั้ง 12 คนทำความรู้จักทักทายเป็นที่เรียบร้อย (ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยคุยกัน เพื่อวางแผนการเดินทางแต่ทางไลน์เท่านั้น) เมื่อรวมตัวกลุ่มเราและกลุ่มอื่นอีก 2 กลุ่ม (6A และ 6B) เป็นที่เรียบร้อย จนท.ให้ทุกคนเตรียมทยอยเข้าห้องประชุม เพื่อฟังบรรยายจาก อช.แม่วงก์ รับชมสาระและสิ่งที่มีประโยชน์สักครู่ ก่อนการเดินป่าระยะไกลที่จะมาถึงในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้

ปีนี้เป็นปีที่ใช้ระยะเวลาเดินทางทั้งทริปแค่ 4 วัน 3 คืนเท่านั้น น้อยกว่าปีที่ผ่านมา คือ ไม่ต้องเดินเท้าไปจาก อช.แม่วงก์ไปแคมป์แม่กระสา ที่ระยะทางเบ็ดเสร็จแค่ 16 กิโลเท่านั้นเอง หุหุ เนื่องจาก ปีนี้ความแล้งมาเยือน ดังนั้น ราชรถคันไถจะเป็นยานพาหนะนำเราๆ ทั้งหลายไปส่ง ณ แคมป์แม่กระสา และเราต้องเริ่มเดินเท้าจากจุดๆ นั้นยาววววววๆ ไป

เราใช้เวลา 2 ชม. (ใช่ค่ะคุณกิตติ ระยะทาง 16 กิโล เราใช้เวลาไป 2 ชม.) กับการนั่งคุดคู้อยู่บนรถราชรถคันงามสีส้มเครื่องแรงไม่มีใครแซง ยี่ห้อ คูโบต้า เหน็บชาถามหาบ้างตามอายุอานามวัยขบเผาะ วิวสองข้างทางมักเป็นดอกหญ้า ดอกหญ้า และดอกหญ้า ที่ไม่ต้องชะเง้อหน้าเชยชมแต่ฝาดเข้าหน้าตลอดทาง55555 แต่โดยรวมก็เพลินดี ไม่มีอะไรมาก จะเห็นรอยน้องช้างมาเดินเล่นชิลๆ หรือนอนกลิ้งเกลือกอยู่บ้างเป็นระยะ

แคมป์แม่กระสา เราถึงกันประมาณเที่ยงๆ ได้มั้ง กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เรากินข้าวเที่ยง ณ จุดๆ นี้กัน ให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเริ่มเดินต่อไปยังแคมป์แม่เรวา ระยะทาง 4 กิโล เพื่อเช็คอินเข้าที่พักสุดหรูวิวริมแม่น้ำในค่ำคืนนี้ เอ้าาาเดินเว้ยย ลุย!!!

วันแรกของการเดิน โอ้ยง่ายๆ สบายยยย เดินเท้าเบาๆ ราบบ้าง ชันบ้าง แค่ 4 กิโลเอ้งง สับตีนแตก ยังสาวเท้าตามชาวบ้านชาวช่องเค้าทัน เดินไม่มีเหนื่อยแป๊บๆ ก็ถึงที่พัก ถึงเวลาที่เรา 2 สาวต้องโชว์สกิลเมพด้านการกางเต็นท์กันล้าววว หลังจากที่ซ้อมกางกันมาตั้งแต่ตอนซื้อ5555 แต่ทันใดนั้น เพื่อนร่วมกลุ่ม 6C คงทนดูววไม่ไหว และเอ็นดูเรา (หรืออาจจะอนาจในใจ) รีบเข้ามาให้ความช่วยเหลือโดยไวกันเลยทีเดียว55555 ต้องขอกราบขอบพระคุณผู้สนับสนุนทุกรายไว้ ณ ที่นี้ กราบบบบ

ในวันนี้เรามีอีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรพลาด นั่นก็คือ "น้ำตกแม่เรวา" ซึ่งเราต้องเดินจากที่พักไปกี่กิโลจำไม่ได้ แต่ก็ฟีลแบบ อีกไกลแค่ไหนจนกว่าชั้นจะไกลเทอบอกที งานพี่ Getsunova ก็มา เดินไปเหมือนคนหลงทาง เพราะทางที่ดูเหมือนไม่ใช่ คือ ทางที่ใช่ เอ้าพูดมาก เดินตามๆ เค้าไปเหอะ เดินไปๆๆๆ เสียงน้ำซู่ซ่าก็ใกล้เข้ามา ดังขึ้นเรื่อยๆๆๆๆๆ โหวววววววววววแกกก น้ำตก!!! (เออ ก็น้ำตกไง ตกใจรัย) ตอนแรกแอบคิดว่าน้ำจะน้อย คงไม่อลังการ เพราะมันแล้ง ที่ไหนได้ ใหญ่มากกกก สวยมากกกก คุ้มมากกแม่ บอกเลออต้องมากันนะจ๊ะ พี่ๆ จนท. บอกว่า น้ำตกแม่เรวา นั้นมีน้ำตลอดปี แค่จะมากหรือจะน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพ (รักษ์โลกให้มากก เพราะมันใกล้ตัวกว่าที่เราคิดนะจ๊ะ ฟีลนางงามก็มา555) ชิล ชม แชะ ได้ไม่นานก็ค่อยๆ ทยอยเดินกันกลับมา เพื่อเตรียมดินเนอร์กลางแสงดาว (ซึ่งเราไม่ใช่คนเตรียมหรอก 555 สายช่วยกินและล้างต่างหาก) นี่เป็นการกินอาหารที่ต้องเตรียมครัวกันมาเองในป่าครั้งแรก ไม่คิดเลยเทออ ว่าอาหารการกินจะดีขนาดนี้ อร่อยและดีงามสุดๆ ต้ม ผัด แกง ทอด หอมอร่อยในพริบตา คู่ครัวรสดี เห้ยมันดีจิง เอาเป็นว่ากินดีกว่าอยู่บ้านอีก55555 ณ จุดๆ นี้ ก็ต้องกราบขอบพระคุณเชฟมิชลินสตาร์ที่รังสรรค์เมนูให้เราทานกันทุกท่านด้วย กราบบบบบบ

กินอิ่มแล้วก็นอนนะจะคนดี เพราะพรุ่งนี้อ่ะ ของจริง....ราตรีสวัสดิ์ บัยยย

ช่วงสาระ (ใช่เหรอ?): แคมป์แม่เรวา เป็นป่าไผ่ มีสภาพเป็นที่ราบริมลำธารขนาดย่อม มีพื้นที่ลานกางเต็นท์จำกัด ดังนั้น การพักแรมสามารถใช้ทางเลือกอื่นๆ นอกจากเต็นท์ได้ เช่น ผูกแปล หรือ นอนปลาทู เป็นต้น โดยที่นี่มีห้องน้ำให้บริการเพื่อขับถ่ายเท่านั้น จำนวน 3 ห้อง โดยเป็นระบบ Self Service ทุกท่านสามารถเติมน้ำมาใช้ได้ไม่จำกัดจากลำธาร อีกทั้ง พึ่งพาแสงสว่างจากธรรมชาติ 100% ด้วยดาวนับล้านบนท้องฟ้า


*Day 3 (8 ธ.ค.62)*

การนอนที่เหมือนไม่ได้นอน หนาวชิบ ถึงแม้ว่า เต็นท์จะช่วยกันลมได้ประมาณนึงแล้ว ถุงนอนแล้ว เสื้อดาวน์แล้ว หมวกแล้ว ถุงมือแล้ว แต่ก็ยังหนาวววววอยู่ดี หนาวจนนอนไม่หลับอ่ะ เราเลยตื่นมาด้วยความอึนสุดๆ แถมอาการท้องอืดเริ่มมาเยือนจนได้ กินไม่ขี้ ตดไม่ออก อ้วกไม่อ้วก เย้ๆๆๆ เลิศสุดๆ ไปเล้ยยยยยย

วันนี้เป็นวันที่โหดเอาเรื่อง เพราะเราต้องเดินจากแคมป์แม่เรวาไปนอนที่แคมป์ตีนดอย 1 คืน พร้อมแบกสัมภาระใบโต ไปกับระยะทางราวๆ 8 กิโล ในระดับความชันที่ไม่เคยพบพาน แค่ประมาณ 45 ํ ตลอดทางเท่านั้นเอง55555 แรกๆ ของการออกตัวยังพอได้ยินเสียงคนอื่นๆ เค้าคุยกันบ้าง ไปๆ มาๆ เหลือแค่เรา 2 คน กะพี่พงษ์ จนท.อช.แม่วงก์ เพราะอะไรนะเหรอออ เค้าเดินแซงเราไปหมดแล้วค่าา5555 เราเลยเป็นภาระที่พี่พงษ์ต้องดูแล คือเหมือนพี่แกได้ลูกสาวเพิ่มอีก 2 คน ซึ่งแกน่ารักมาก ชวนพูดคุยหัวเราะร่วน บ้าบอไปกับเรา 2 คนไปตลอดทาง พี่พงษ์คอยบอกและย้ำเราเสมอว่า ไม่ต้องรีบเดี๋ยวเจ็บ ค่อยๆ กระดึ๊บๆไป แค่เราก้าวเดินได้ ยังไงมันก็ถึง ไอ้เรานี่ก็ง่ออวววว คำคมสุดๆ เด็ดว่ะ แต่มันก็จริงอย่างที่พี่แกว่า เพราะถ้าเราเจ็บขึ้นมาเดินไม่ไหว ที่นี่งานพี่พงษ์จะงอกเอา ลำบากต้องแบกต้องหามกันอี๊กก555555

2 เท้าของเราก้าวเดินไปเรื่อยๆ มีอ่อนแรง ก็สลับหยุดพักบ้าง เอาความจิงคือ เดินไป 4-5 ก้าวก็หอบแฮ่กๆ แล้ว แม่งเอ้ยย ขึ้นสุดชันสุดของจริง ชันขนาดที่บางช่วงต้องมีเชือกเป็นตัวช่วย นี่นึกว่าเข้าค่ายเนตรนารี บันเทิงดีจังเลยย แต่โชคดีนะที่ระหว่างเดินถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่มีเหงื่อสักแหมะ อากาศดีเว่ออ เย็นจนขนแขนตั้ง ทำให้ทุเลาความอ่อนล้าของร่างกายไปได้บ้าง แต่ทว่า ยังไงสะเราก็ไปจนถึงแคมป์ที่พักของเราในคืนนี้จนได้ จบไปด้วยเวลาสวยๆ 16.30 น. รวมทั้งสิ้นเกือบๆ 8 ชม.เท่านั้นเองงง ไม่นานนนนเลยคะ แต่เดี๋ยวไม่ใช่แค่นั้น ยังมีต่อค่ะ ในขณะที่เราพึ่งถึงเพราะมัวแต่เดินสวยๆ อยู่นั้น ทางกลุ่ม 6C ม้าเร็วของเราที่มาถึงก่อนล่วงหน้านานแล้ว กะลังเกียมตัวจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่ยอดโมโกจูกันแล้วววว หืมมมม เอ้าาาไปก็ไป กิโลกว่าๆ เอง เต็นท์เติ้นเดี๋ยวค่อยกลับมากางก็ได้ฟ่ะ แต่เทอเอ้ยยยเชื่อมั้ย แค่ก้าวขาไปได้ 20 เมตร แค่ 20 เมตรเท่านั้น ไม่ไหวบอกไม่ไหวค่ะ เซย์กู๊ดบัยกับชาวคณะ พระอาทิตย์จะตกที่ยอดเขาโมโกจูก็ต้องปล่อยไป โอ๊ยยยขอเก็บแรงมากางเต็นท์นอนก่อนดีฝ่า

ฟ้ามืดแล้ว ความเย็นคืบคลานเข้ามาเต็มสูบ ต่างคนเมื่อกินอิ่มเคลียของส่วนรวมแล้ว ก็แยกย้ายกันทำธุระส่วนตัวตามอัธยาศัย ที่นี่เลือกพิกัด สร้างอาณาเขตกันได้ตามใจชอบ เพราะไม่มีห้องน้ำนาจา หลังจากนี้ก็ไม่มีอะไรมาก นอน นอน แล้วก็นอนจ้าาา ข่มตาหลับสู้ความหนาวต่อไปเฮ้! (ลืมบอกไปคืนนี้หนาวกว่าเมื่อวานเยอะ ยิ่งสูงยิ่งหนาวโคตรๆ เลยจ๊ะแม่จ๋า)


*Day 4 (9 ธ.ค.62)*

04.30 น. เช้าตรู่วันนี้ พี่ๆ จนท. เรียกปลุกเราๆ ทั้งหลายให้ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อเตรียมตัวไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดโมโกจูกัน เรา 2 สาวไม่พลาดแน่ๆ (จะพลาดได้ยังไงหล่ะ เมื่อวานก็ไม่ได้ขึ้น ถ้าไม่ขึ้นตอนนี้จะมาเพื่อ555555) รีบขานเรียกพี่ๆ จนท. อย่างไว ว่าขอหนูไปด้วย และออกเดินทางกันเดี๋ยวนั้นเลย  เราสาวเท้าเดินไปในความมืด ชันเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าอีกนิดเดียวหน้าก็ถึงพื้นแล้ว5555 มีช่วงนึงคิดในใจแบบจะตายมั้ยฟ่ะ กลัวหัวใจจะวาย เพราะเต้นแบบรัวมาก เอาว่ะมาขนาดนี้แล้วก้มหน้าก้มตาเดินไปสะ เดี๋ยวก็ถึง เราเดินไปไม่นาน ชม.กว่าๆ จากป่าทึบก็โผล่พ้นยอดไม้เริ่มเป็นสันเขาแล้ว ฟ้ายังคงมืดมีแสงดาวรำไรพอให้เห็นเป็นเงาๆ อยู่บ้าง เรามองกวาดสายตาพร้อมเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง นั่นไง กรี๊ดดดด "หินเรือใบ" ในตำนานอยู่นี่เอง หินเจ้าคงรอมาไม่รู้กี่ฝนกี่หนาวแล้ว กว่าเราจะได้มีโอกาสมาทักทายกันสักครั้งสินะ


ฟ้าสาง...พระอาทิตย์ผู้มอบแสงแรกแห่งวันมาแล้ววว แสงทองทาทับขอบฟ้า ภูผา รวมทั้งต้นหญ้าเหลืองอร่ามไปทั่วบริเวณ ถึงแม้ว่า จะเริ่มมีแสงอ่อนๆ แต่ก็ยังไม่สามารถทดทานอากาศหนาวๆ ให้คลายลงได้ เรานั่งเฝ้ารอการมาของพระอาทิตย์อย่างใจจดใจจ่อ ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าด้วยตาเปล่าในขณะนี้ มันสวยเกินจะบรรยายจิงๆ นะ คือไม่รู้จะพูดยังไง คือมันดี แล้วเราอินบวกฟินมากกก นอกจาก "หินเรือใบ" ที่ตั้งตระหง่าน สวยเด่น เชิดหน้าชูตาแล้ว วิวโดยรอบ 180 ํ ทั้งผืนป่าแม่วงก์และฝั่งจังหวัดตาก ก็เป็นองค์ประกอบภาพที่ทำให้ทุกๆ อย่างลงตัวไปหมดเลย โอ๊ยยย สวยจัง "โมโกจูที่ฉันได้มาถึง"

หึหึ สว่างแล้วนิ พอเห็นทางลง ซึ่งมันก็คือทางเดียวกันกับที่เดินขึ้นมานั่นแหละ กุขึ้นมาได้ไงว่ะ ขานี่สั่นไปหมด ก้าวสิโว้ย ก้าว อยากจะก้าวก็ก้าวไม่ออก ฮือออ เอาว่ะ นั่งถัดมันลงไปก็ได้5555 ด้วยความที่พื้นดินมันร่วนสุยมาก เราจึงไม่สามารถนั่งถัดไปได้ตลอดทาง เพราะจะทำให้คนที่เดินต่อจากเรานั้นเดินลำบาก และลื่นไถลสไลด์ลงข้างทางได้ เราจึงรวบรวมความกล้าเข้าข่ม ยอมเดินตัวตรงลงมาแต่โดยดี มีสไลด์ไปกับพื้นบ้างขำๆ กันไป ไม่นานนักเราก็ถึงแคมป์ตีนดอย ซึ่งทางเราก็ต้องรีบกินข้าว แล้วเก็บข้าวของลงจากดอยมุ่งหน้าไปนอนแคมป์แม่เรวาคืนสุดท้ายอีก 1 คืน


บอกเลยวันนี้ขาลงไม่ธรรมดา ท็อปฟอร์มสุดๆ แกกก!!! เค้าบอกกันว่า ขาลงอ่ะ สบายยย เร็วกว่าขาขึ้นแน่นวลล ลงตอนนี้ ประมาณเกือบ 10.00 น. เดี๋ยว 16.00 น. ก็ถึงแล้ว หุหุ ประมาทเรา 2 คน เกินไปล้าววว ยอมได้ที่ไหน5555555 เอ้าาา Let's go ค่ะ สาวๆ และพี่พงษ์คะขอกราบเรียนเชิญร่วมคณะค่ะ เรารีบจ้วงไม้ Trekking Pole กันไปรัวๆๆๆๆๆ และแล้ว 2 ชม.ผ่านไป 3 ชม.ผ่านไป 4 ชม.ผ่านไป โอ๊ยยยยตีนแตกกก!!! ไม่ใช่สับตีนแตกนะจ๊ะ แต่นิ้วตีนนี่แหละจะแตกแล้ว คิดในใจกลับบ้านไปต้องถอดเล็บชัวร์ คือยังจำกันได้ใช่มั้ยคะ ว่าขาขึ้นมามันชันขนาดไหน นั่นแหละค่ะตอนลงก็ไม่ต่างทางเดียวกัน 45 ํ ชันเบาๆ พร้อมสัมภาระที่น้ำหนักไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยยยยยย ฮือออ จะหยุดก็ไม่ได้ เดินต่อไปก็ไม่ถึงสักที พี่พงษ์ หรือ พ่อพงษ์ ที่เคารพรักได้แต่ปลอบใจว่าไม่ต้องรีบค่อยๆ ไป เดี๋ยวเจ็บหนักขึ้นมาจะลำบากกันหมด555555 เอ้าเดินก็เดินว่ะ แล้วชั้นเลือกอะไรได้มั้ย งาน ZAZA ก็มา 5555 ระหว่างทางเดิน เรามีเพื่อนใหม่ร่วมเดินทางไปกับเราด้วยในช่วงครึ่งทางหลัง โดยเป็นคู่หนุ่มสาว ที่ผู้ชายมีอาการเจ็บเข่าพอสมควร เลยทำให้เดินได้ช้า ซึ่งคุยกันไปคุยกันมา อ้าววทำงานวงการเดียวกันนี่เอง อยู่ที่วิทยุการบิน บ่อฝ้าย

กี่ชม.แล้วไม่รู้ เดินไปเจ็บไปจนฟ้าเริ่มมืด ระยะทางที่เหลือไม่ถึงกิโล พี่พงษ์คงเห็นอาการเรา 2 คนไม่ค่อยดี (คนนึงปวดท้องประจำเดือน คนนึงท้องอืด แต่เจ็บเท้าทั้งคู่) แกน่ารักมากพยายามช่วยเหลือตลอดเวลา จะช่วยแบกของเรา 2 คน ซึ่งเราเกรงใจมากกก ไม่ยอมขอแบกต่อเอง ปากบอกยังไหวๆ ทั้งที่ในใจบอกไม่ไหว เริ่มปวดไหล่เพราะแบกนานหลาย ชม. ซึ่ง ณ ตอนนั้นในป่าเหลือแค่ เรา 2 คนกะพี่พงษ์ และคู่หนุ่มสาว วิทยุการบิน กับ จนท.ประจำกลุ่มเค้า รวม 6 คนสุดท้าย

ฟ้ามืดแล้วยิ่งต้องรีบเดิน รวมทั้ง มี จนท.วิทยุมาถามกันอย่างต่อเนื่อง เพราะกลัวว่าพวกเราจะบาดเจ็บ และจะเกิดอันตราย จนกระทั่งประมาณ 200 - 300 เมตรสุดท้าย พี่ จนท.อีกคนประจำกลุ่มเรา (ขอโทษจิงๆ ค่ะ จำชื่อไม่ได้ แง) และลูกหาบ ย้อนขึ้นมารับพวกเราลงจากเขาอย่างปลอดภัย ฮืออออออ ซึ้งน้ำใจสุดๆ เลยอ่าา กราบขอบพระคุณมากด้วยใจจิง

โดยการเดินลงมาในครั้งนี้ เราใช้เวลาสิริรวม 9 ชม. เลขมงคลสุดๆ (น่าจะถึงตอนราวๆ 19.00 น. กว่าๆ ) พร้อมการต้อนรับกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยเสียงปรบมือกึกก้องป่า เขิลลจุง55555 แต่เทอจ๋าน้ำตาแทบไหล ทุกคนในกลุ่ม 6C คือ น่ารักมากก กางเต็นท์ พร้อมเตรียมเสบียงอาหารไว้ให้เรา ดูแลเราเป็นอย่างดี โอ๊ยยยรักกก!!!

หลังจากที่เรา 2 คน เคลียตัวเอง กินข้าว กินปลาเรียบร้อยเสร็จ ก็มาสู่ช่วงสัมภาษณ์รอบกองไฟ พร้อมเสิร์ฟด้วย ค็อกเทลเห็ดหลินจือ ฟื้นฟูกำลังวังชา 555555 ก่อนพูดคุยประมาณว่าเราไปพลาดกันตอนไหน555 คือ คนอื่นเค้าเดินลงมาถึงแคมป์แม่กระสากันตั้งแต่ 16.00 น. มีเวลาชิลๆ เล่นน้ำ อาบท่า แล้วเราหายไปไหนกันมา55555 เอาจิงไม่รู้จะอธิบายยังไงดี เราก็ว่า เราก็เดินเหมือนคนอื่นเค้านะ ไม่มีอะไรมากกกจิงๆ 55555555555555

ค่ำคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกันในป่า เริ่มทำความรู้จัก ทักทายกันมากขึ้น มีการพูดคุยถึงโอกาสร่วมเดินทางในวันข้างหน้า เปิดมาขนาดนี้ไม่มีพลาด เรา 2 คน รีบออกตัวขอติดสอยห้อยตามไปเป็นภาระด้วยนะ อย่าลืมฉันนน 55555 คุยกันไปเรื่อย เรื่องนั้นที เรื่องโน้นที แป๊บๆ ก็ 4-5 ทุ่มแล้ว ถึงเวลาต้องเข้านอน เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินเท้าต่ออีก 4 กิโลไปแคมป์แม่กระสา และบอกลาโมโกจูเสียที


*Day 5 (10 ธ.ค.62)*

หลังจากที่เมื่อวาน เรา 2 สาว สร้างชื่อลือชาสกิลเมพเดินเร็วตั้งแต่เช้ายันค่ำไปแล้วนั้น วันนี้ทุกคนในกลุ่มรีบออกตัวให้เรารีบออกเดินล่วงหน้า พร้อมพี่พงษ์ไปก่อนเลย ไม่ต้องห่วงทางนี้ 5555555 ได้จ้าาาาาา ได้เลยจ้าาาาาาา

แต่ทว่าวันนี้ไร้อาการบาดเจ็บ กำลังวังชาดี ดีดสุดๆ เดินสับตีนแตกกันไปแบบ Non stop ค็อกเทลเห็ดหลินจือนี่มันดีจิงๆ อะไรที่เค้าว่าดี บุ๋มก็ว่าดีค่ะ คอนเฟิร์ม5555 เราเดินตามพี่พงษ์อย่างไม่ลดละ และเดินจบด้วยเวลา 1 ชม. เศษๆ ถึงเส้นชัยเกือบคนแรกๆ เย้!! นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มานั่งรอคนอื่นเค้า นอกนั้นให้เค้ารอหมด5555

เราเดินมาถึงพร้อมๆ กับราชรถคันงามมาจอดเทียบรับเราๆ ทุกคนกลับบ้านพอดี เราหันไปมองท้ายทางเดินจากในป่าด้านหลังที่เราเดินกันออกมา เพื่อบอกว่า ต้องกลับแล้วน้าาาโมโกจูที่รัก แล้วก้าวขึ้นรถนั่งกันไปอีก 2 ชม.

พ้นจากป่าเข้าสู่ที่ทำการ อช.แม่วงก์ เฮ้อออ ยังไม่ทันกลับก็คิดถึงแล้ววว ทุกๆ คนเคลียสัมภาระกับลูกหาบ และถ่ายรูปร่วมกันก่อนแยกย้ายจากไป บางคนต้องเดินทางกลับบ้านวันนี้เลย ส่วนเราอยู่ต่อไปค้างที่ อช.คลองลาน อีก 1 คืน เพื่อไม่ให้เหนื่อยจนเกินไป และแล้วเราก็ต้องโบกมือลา บ๊ายบายน้าาาทู้กคนน แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้าน้าาาา

"โมโกจูที่รักคึกคักคุกคิก" ❤️

ปล.เราว่า เรา 2 คน แต้มบุญสูงมากๆ กับการได้มีบุคคลที่น่ารักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น จนท. หรือ เพื่อนๆ ที่มาร่วมโชคชะตาในครั้งนี้ คอยเอ็นดู ดูแล และเอาใจใส่ ดีจัง อยากจะขอบคุณทุกคนมากๆ จากใจจริง รักก
อ่ออ ขอบคุณภาพสวยๆ จากช่างภาพและสื่อมวลชนทุกสำนักด้วยนะคะ


ตัวอักษร จรลี
By Nana Nui

ความคิดเห็น