นั่งรถไฟไปเที่ยวปีนัง&ตามหาคาเฟ่ harry 2020 (ตอนที่ 4) รีวิวโดย Try to try ก็แค่ออกไปลอง

นั่งรถไฟไปเที่ยวปีนัง&ตามหาคาเฟ่ harry 2020 (ตอนที่ 4) highlights: ความเยอะของบันไดที่เราพบเจอหลงห้างเพราะเขานับชั้นไม่เหมือนบ้านเราธรรมเนียมการกินข้าวที่ปีนัง --------------------------------------------------------------------------------- หลังจากที่เราออกมาจากร้านคาเฟ่ Harry ในตอนที่แล้ว [นั่งรถไ

นั่งรถไฟไปเที่ยวปีนัง&ตามหาคาเฟ่ harry 2020 (ตอนที่ 4)

นั่งรถไฟไปเที่ยวปีนัง&ตามหาคาเฟ่ harry 2020 (ตอนที่ 4)

 วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เวลา 19.43 น.

 วันที่เดินทาง 4 ม.ค. 2563

นั่งรถไฟไปเที่ยวปีนัง&ตามหาคาเฟ่ harry 2020 (ตอนที่ 4)

highlights:

  • ความเยอะของบันไดที่เราพบเจอ
  • หลงห้างเพราะเขานับชั้นไม่เหมือนบ้านเรา
  • ธรรมเนียมการกินข้าวที่ปีนัง

---------------------------------------------------------------------------------

หลังจากที่เราออกมาจากร้านคาเฟ่ Harry ในตอนที่แล้ว [นั่งรถไฟไปเที่ยวปีนัง&ตามหาคาเฟ่ harry 2020 (ตอนที่ 3)] จุดหมายปลายทางต่อไปของเราก็คือห้าง The top komtar เพราะเราจะไปตามหาคุณโดเรม่อนกันนน 

ซึ่งจากคาเฟ่ Harry ไปถึงห้าง The top komtar เราสามารถเดินข้ามถนนไปได้เลย แต่อย่าลืมว่าเราข้ามถนน 4 เลนไม่ได้ไง ดังนั้นเราก็ต้องหาทางข้ามไปอีกฝั่งให้ได้ ซึ่งตรงนั้นมันจะมีสะพานลอยอันใหญ่มากอยู่อันนึง แต่ประเด็นก็คือสะพานลอยที่เราจะไปบันไดมันสูงม๊ากกกก 5555 คือไม่ว่าจะไปทางไหนค่าก็เท่ากันหมดเลย ลำบากใจเหมือนกัน ระหว่างทางที่เราเดินไป เราก็แอบเห็นว่าบ้านเมืองเขาเป็นระเบียบมากๆ แล้วก็สะอาดสะอ้านมากๆ ด้วยเช่นกัน ทั้งๆ ที่เป็นซอยเล็กๆ เหมือนสิงคโปร์เลย

ในที่สุดเราก็ลากสังขารขึ้นมาบนสะพานลอยได้แล้ว เย้ วิวตอนพระอาทิตย์ใกล้จะตกสวยมากกกก แต่สิ่งที่เจ็บปวดหัวใจที่สุดคือ สะพานลอยนี้เขามีลิฟท์จ้าาา TT^TT เดินขึ้นมาจนสุดแล้วเพิ่งเห็น 555 เราก็ตัดกำลังอาเราให้ค่อยๆ ปีนขึ้นมา คือสะพานลอยนี้เป็นสะพานลอยใหญ่ติดกับห้าง The top komtar เลย มีหลายๆ ทางขึ้นลง แล้วทุกทางขึ้นลงจะมีลิฟท์เพื่อรองรับคนพิการด้วย ^^

พอเราลงมาจากสะพานลอยปุ๊บเราก็จะเจอห้าง The top komtar เลย แต่สิ่งที่เซอร์ไพรส์เราคือ "บันได" อีกแล้วหรอ เราก็พยายามมองหาบันไดเลื่อนหรือว่าลิฟท์ก็ไม่เจอจ้าาาา เราก็เลยตัดกำลังอาเราอีกรอบให้ปีนขึ้นไป 55555 

คือหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเราแคร์เรื่องลิฟท์กับบันไดจังเลย แค่เดินๆ ขึ้นไปก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรไม่ใช่หรอ เราต้องบอกก่อนว่าครั้งนี้เรามีอาไปด้วย แล้วอาเราเคยประสบอุบัติเหตุจะต้องฝังน็อตตัวใหญ่ไว้ในหัวเข่าแล้วพอนานๆ ไป มันเริ่มจะเป็นปัญหาในชีวิต ดังนั้นการเจอบันไดที่เยอะเกินปกติเลยเป็นปัญหาขึ้นมานั่นเอง 

พอขึ้นบันไดมาเสร็จปุ๊บเราจะเจอคุณโดเรม่อนตัวเท่าเราเต็มไปหมดเลย >//< เหมือนตรงนี้จะเป็นบู๊ทชั่วคราวมีถึงวันที่ 9 กุมภานี้ ใครจะไปยังทันอยู่นะ แล้วข้างบนก็จะมีร้านขายของเกี่ยวกับโดเรม่อนอีก แต่เราไม่ได้เดินขึ้นไป

หลังจากที่เราถ่ายรูปกับคุณโดเรม่อนเสร็จเราก็เดินๆ ดูในห้าง ปรากฏว่าห้างนี้เงียบมากกกกกกกก ไม่มีคนเลย แล้วร้านก็ทยอยปิดกันเยอะแล้ว ทั้งๆ ที่ตอนนั้นแค่ทุ่มเดียวเอง คือเราไม่รู้ว่าคนที่นั่นเขาไม่ค่อยเดินห้างกัน หรือว่าทุ่มนึงของเขามันค่ำเกินไป เราก็เลยไปนั่งพักเหนื่อยกันที่มินิมาร์ทแถวๆ นั้น เลยได้มีโอกาสลองชิมโค้ก รสวนิลา คืออร่อยมากกก รสชาติเหมือนกับ Butter beer ที่เราไปกินมาเลย 5555  500 ml 3.2 RM ก็แอบแพงกว่าโค้กไทยอยู่น้าา 

อ้อที่นี่เขาก็เหมือนจะไม่แจกถุงพลาสติกด้วยนะ แต่ตอนที่เราไปจ่ายเงินเราถามเขาว่ามีถุงพลาสติกไหม ถ้าไม่มีเราจะได้เอาถุงผ้าเราใส่ของ แต่เขาก็พยักหน้าให้เรา (มินิมาร์ทที่เราไปเป็นของคนอินเดีย มินิมาร์ทจะเจออยู่ทุกตรอกซอกซอยเหมือน 7-11 บ้านเรา ธรรมชาติของคนอินเดียที่เราไปประสบพบเจอมาทั้งสิงคโปร์ หรือที่มาเลเองหลายๆ คน ส่วนใหญ่เขาจะไม่พูดกับเรา จะใช้สายตา ท่าทาง สื่อสารกับเรามากกว่า) เราเลยไม่มั่นใจว่าเขาแจกหรือไม่แจก แนะนำให้พกถุงผ้าไปเองจะชัวร์กว่า

แล้วเราก็กระโดดมาอีกห้างนึงใกล้ๆ กัน ชื่อว่า 1st avenue เพื่อมาตามหารองเท้า ASICS ที่ในเว็บนางว่าลดราคา แต่เราก็ไม่ได้รองเท้าที่ถูกใจในครั้งนี้

แต่ความพีคของห้างนี้ที่เราจะไม่พูดถึงไม่ได้คือ การลำดับชั้นของห้างค่าาาา ห้างบ้านเราถ้าชั้นใต้ดินคือชั้น G ใช่ไหม โดยทั่วๆ ไปก็มีชั้นใต้ดินแค่ชั้นเดียว แต่ห้างนี้ไม่ใช่ค่าาาา นางมีทั้งชั้น UG, LG, GF, 1F, 2F, 3F, 4F โอ้แมรรรร่ นางมีชั้นใต้ดิน 2 ชั้น ไม่มีป้ายบอกทางออก มีแต่ทางหนีไฟที่เป็นบันได ลิฟท์ก็ขึ้นๆ ลงๆ งงๆ เราหลงสนิทอยู่ในห้างนั่นแหละค่ะ หาทางออกไม่เจอ TT^TT

แล้วพอไปดูแผนที่ทางออก ทานโทษเถอะค่ะ มีแต่ภาษามาเล แล้วสัญลักษณ์บนแผนที่เป็นอะไรที่ปวดตับมาก ดูไม่รู้เรื่องสุดๆ TT^TT เราก็เลยต้องไปถามทางคน ดันไปเจอแก๊งที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และห้างที่นี่ก็ไม่มี Free wifi ด้วย สุดท้ายเราก็เลยต้องไปถามยามที่บังเอิญเจอ จนเจอทางออกที่ดูไม่น่าจะเป็นทางออก แล้วก็ไม่มีป้ายบอกด้วยนะว่ามันเป็นทางออกอะ ได้ใช้ภาษาอังกฤษไปเลยจ้ะแมรร่ เดินๆ มาทั้งเมืองไม่หลงมาหลงแต่ห้างนี้แหละ 5555 ข้างในก็ดันเป็นวงกลม แถมข้างนอกยังมีมุมทุกมุมหน้าตาเหมือนกันหมด บ้าไปล้าววววว อะไรคือการที่เขาคิดว่าการออกแบบทุกมุมของห้างให้มันเหมือนกันหมดแล้วมันจะดีอะ 5555

ในที่สุดเราก็ออกมาจากห้างจนได้ แต่ความหลงทางของเราก็ยังไม่หมดไป เพราะเราไม่รู้ว่าเราออกมาอยู่ส่วนไหนของห้าง ก็ข้างนอกมุมทุกมุมมันเหมือนกันหมดไง เราก็เลยเดินวนๆ อยู่ข้างนอกประมาณนึง แล้วเจอตู้ไปรษรีย์แปลกๆ เราก็แบบเอ๊ะเมื่อเช้าเราไม่เจอตู้ไปรษณีย์นี้หนิหลงทางแน่นอน หลงเป็นวงกลมนี่แหละ 5555555 

คือเราพยายามเดินตามขอบๆ ของห้างอะ ตรงนั้นมีจะมีจุดที่เราจำได้คือห้าง Gama นั่นแปลว่าเราอยู่ตรงข้ามกับที่พักเราเลย ทีนี้ก็เลยเดินให้ครบรอบห้างนั่นแหละจะได้เจอทางที่เรากลับที่พักได้สักที เอาจริงๆ การไม่มีเน็ตมันก็สนุกไปอีกแบบแหละ ชีวิตจะได้ดูไม่สบายเกินไป

หลังจากที่เราเดินวนรอบห้างกันไปพักใหญ่ เราก็ไปนั่งพักขากันที่หน้า Hostel พอประมาณสามทุ่ม เราก็เลยชวนอาเราไปหาข้าวกินกัน เพราะเราไม่รู้ว่าร้านอาหารที่อยู่ใกล้ hostel เราจะปิดกี่โมง

แล้วเราก็ไปเจอกับ "LOK LOK" เป็นร้านลวกจิ้มขึ้นชื่อของปีนัง คือแบบตื่นเต้นมากกกก ไม่คิดว่าแถวที่พักเราจะมี แต่คนเยอะเกินไปแล้วก็เป็นร้านยืนกิน อาเรายืนกินไม่ไหวแน่นอน ก็เลยข้ามร้านนี้ไปก่อน

เดินต่อมาอีกหน่อยนึง ด้วยความหิวโหยของเราก็สั่งกันมาจัดเต็มเลยจ้าาา เรียกอะไรไม่รู้รู้แต่ว่า 9 RM หน้าตามันดูน่ากินใช่ไหม คือมันมีดีแค่หน้าตาแหละ 5555 อาหารคนจีนก็คืออาหารคนจีน ไม่ว่าจะที่สิงคโปร์หรือว่าที่นี่ รสชาติเหมือนกันเป๊ะ คือ จืดสนิท!!!!! น้ำตาจะไหล แล้วตามธรรมเนียมที่นี่ถ้าเราไปกินข้าวที่ไหนแล้วนั่งโต๊ะปุ๊บ เราจะต้องสั่งน้ำด้วยปั๊ป ถ้าเราไม่สั่งเราจะโดนปรับ เพราะว่าโต๊ะจะเป็นของร้านน้ำ ร้านข้าวก็จะแค่ขายข้าวเฉยๆ ก็ไม่รู้จะเลือกน้ำอะไร เอาน้ำเปล่ามาแล้วกัน 2 RM 

แล้วก็จบวันแรกอย่างเหนื่อยๆ ขาอาเราก็เป็นตะคริวไปเรียบร้อยโรงเรียนปีนัง 5555 

ติดตาม Day 2 ในปีนัง ได้ที่ [นั่งรถไฟไปเที่ยวปีนัง&ตามหาคาเฟ่ harry 2020 (ตอนที่ 5)] หรือติดตามการเดินทางอื่นๆ ของเราได้ที่ เพจ "Try to Try ก็แค่ออกไปลอง" แล้วจะรู้ว่าการก้าวออกจาก Comfort zone ของตัวเองมันสนุกแค่ไหน


ความคิดเห็น