การวางแผนขับรถเที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง รีวิวโดย Yuva Kanta

สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาแบ่งปันประสบการณ์ในการเที่ยวยุโรปโดยการขับรถเที่ยวด้วยตัวเอง  ยุโรป มีหลาย ๆ เมืองที่น่าเที่ยว แต่ละเมืองในแต่ละฤดูกาลก็จะสวยงามแตกต่างกันไป เราเริ่มต้นด้วยการวางแผนก่อนว่าเราต้องการที่จะไปดูอะไรเป็นหลัก สำหรับเราทริปนี้เราต้องการไปชมทุ่งลาเวนเดอร์ แถบโพรวองซ์ ในฝรั่งเศาต

การวางแผนขับรถเที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง

การวางแผนขับรถเที่ยวยุโรปด้วยตัวเอง

 วันพฤหัสที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2563 เวลา 17.59 น.

 วันที่เดินทาง 2 เม.ย. 2563

สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาแบ่งปันประสบการณ์ในการเที่ยวยุโรปโดยการขับรถเที่ยวด้วยตัวเอง 

ยุโรป มีหลาย ๆ เมืองที่น่าเที่ยว แต่ละเมืองในแต่ละฤดูกาลก็จะสวยงามแตกต่างกันไป

เราเริ่มต้นด้วยการวางแผนก่อนว่าเราต้องการที่จะไปดูอะไรเป็นหลัก สำหรับเราทริปนี้เราต้องการไปชมทุ่งลาเวนเดอร์ แถบโพรวองซ์ ในฝรั่งเศาตอนใต้ค่ะ ดังนั้นเราก็ต้องดูปีที่ผ่าน ๆ มา ว่ามีเดือนไหนบ้างที่ลาเวนเดอร์บาน เมืองไหนบ้างที่จะได้เห็นทุ่งลาเวนเดอร์แบบเต็ม ๆ เผื่อเวลาว่ามันอาจจะบานช้าบานเร็ว ตามสภาพอากาศแต่ละปี 

เราเลือกที่จะไปช่วงต้นเดือนกรกฏาคม ซึ่งคิดว่าน่าจะดีที่สุดแล้ว เพราะปกติลาเวนเดอร์ จะบานช่วงกลางเดือน มิถุนายน ถึงต้นเดือน สิงหาคม  แต่ละเมืองแต่ละพันธุ์ก็จะบานไล่ ๆ กันไปค่ะ 

เมื่อได้ช่วงเวลาที่จะเดินทางแล้ว เราก็มาตกลงกันว่าเราต้องการจะเที่ยวทั้งหมดกี่วัน โดยไม่นับรวมวันเดินทาง ซึ่งทริปนี้เราไปกันสามคน และลงตัวว่าไม่ควรจะต่ำกว่าสิบสี่วันเป็นดีที่สุด มากไปก็ลางานไม่ผ่าน น้อยไปก็ไม่คุ้มค่าตั๋วเครื่องบินค่ะ

เมื่อได้เมืองหลัก ๆ ที่เราจะไปแล้ว ก็มาดูกันว่าเราอยากไปเมืองไหนอีก ทำรายการออกมาตามลำดับ ความชอบมาก ชอบมากกว่า มากที่สุด แล้วเราค่อยมาดูกันว่าเราควรเริ่มต้นจากสนามบินไหนดี และสนามบินไหนตั๋วเครื่องบินราคาถูกสุด มีรถเช่าให้เลือกหลายบริษัท และได้ราคาดีที่สุด 
เราเปรียบเทียบราคาตั๋วเครื่องบินค่ะ จากสนามบินที่อยู่ในเส้นทางของเรามี สามแห่ง มิวนิค ซูริค และมิลาน เราก็ได้สนามบินที่เราคิดว่าลงตัวสุด คือ มิวนิค  ส่วนวีซ่า เราก็ต้องไปขอจากสถานทูตที่เราเดินทางเป็นหลัก หรือพักอยู่นานที่สุด ซึ่งในทริปนี้ก็คือฝรั่งเศส ที่เราอยู่นานสุดค่ะ

สายการบิน เราเปรียบเทียบราคาและเวลาในการบิน เวลาต่อเครื่อง เวลาไปถึงและเวลากลับ ได้เป็น Etihad ที่ตอบโจทย์เรา ไฟลท์จะถึงตอนเจ็ดโมงเช้า และกลับสี่ทุ่มครึ่ง ซึ่งทำให้เรามีเวลาเที่ยวเต็มวันทั้งวันไปถึงและเต็มวันในวันกลับ
ทริปนี้ จุดหลัก ๆ ที่เราจะไปก็มี Valensole, Ticino, Zermatt, Lake Bled, Dolomites  เราเลือกที่จะเดินทางไปและกลับจากสนามบินเดียวกัน เพราะจะได้ราคาดีกว่าในการเช่ารถ หลังจากนั้นแล้วเราก็เพิ่มเมืองระหว่างเส้นทางไปกลับมิวนิค โดยเมืองระหว่างเส้นทางหลักเราเน้นเที่ยวเมืองเล็ก ๆ ที่เรายังไม่เคยไปมาก่อน 

การวางแผนการเดินทาง จุดหมายปลายทาง ที่ที่เราอยากไป เราต้องการไปไหนเป็นจุดหมายหลัก เราวางแผนคร่าว ๆ โดยใช้ google map เพื่อวางแผนโดยรวม เพื่อดูว่าจากจุดที่หนึ่งไปจุดต่อไป จนกลับมาจุดเริ่มต้นใหม่ ใช้เวลากี่ชั่วโมง ควรไปเมืองไหนก่อน และหลัง เมืองไหนควรถูกตัดออกไป ควรเพิ่มเมืองไหนเข้ามาเพื่อเป็นจุดพัก เราพยายามที่จะไม่ขับรถเกินสามร้อยกิโลเมตร ต่อวัน หรือเดินทางเกินสี่ชั่วโมง ต่อวัน

หลังจากนั้นแล้ว เราก็ทำการเลือกโรงแรม ที่จะพักในแต่ละวัน เราจองโรงแรมทั้ง Booking.com Expedia.co.th AirBnb ซึ่งละเว็ปมีข้อดีและข้อเสีย Booking.com ราคาค่อนข้างดี สามารถเลือกโรงแรมที่ยกเลิกได้โดยไม่เสียค่ายกเลิก

Expedia.co.th มีโปรโมชั่นดี ๆ มีส่วนลดจากคะแนสะสม สามารถจ่ายเป็นเงินบาท หากใช้บัตรเครดิต จ่ายในตอนที่จอง ทำให้ไม่ถูกชาร์ตเพิ่มจากบัตรเครดิต เหมือน Booking.com ส่วน AirBnb ได้ที่พักใกล้ตัวเมือง หรือในเมือง ที่ไม่แพงมากเหมือนโรงแรม แต่ก็ต้องเลือกดี ๆ เพราะส่วนมากจะมีค่าทำความสะอาด ค่าบริการอื่น ๆ บางครั้งรวม ๆ กันแล้วอาจแพงกว่าพักโรงแรมเสียอีก

เราเน้นโรงแรมที่ไม่แพง เพราะเราไม่ได้ใช้เวลาในโรงแรมมากนัก มีที่จอดรถในโรงแรม ที่พักหลากหลายแบบ เช่น ปราสาทเก่าในออสเตรีย ที่สร้างตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 1500 นำมาทำเป็นโรงแรม บ้านหินอายุสามร้อยปีในฝรั่งเศส B&B ชานเมืองในอิตาลี ถ้าเป็นในเมืองใหญ่ ก็ต้องใกล้ป้ายรถประจำทาง หรือ สถานีรถไฟใต้ดิน  เพราะบางครั้งเราต้องจอดรถไว้ที่ที่พัก แล้วใช้รถสาธารณะไปเที่ยวในตัวเมือง เพราะเมืองเก่า ๆ ในยุโรปหลาย ๆ เมืองจะจำกัดไม่ให้รถยนต์เข้าไปในเขตเมืองเก่า 

พอเราได้ที่พักหมดแล้ว เราก็มาคำนวณระยะทาง และค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยใช้ เว็ป https://www.viamichelin.co.uk

เว็ปนี้จะช่วยคำนวณค่าใช้จ่ายได้ใกล้เคียงมาก โดยจะมีเส้นทางให้เราเลือก เช่นเลี่ยงทางด่วน เลี่ยงเฟอรี่ เป็นต้น เว็ปจะคำนวณ ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าสติ๊กเกอร์ทางด่วน มาให้เรา โดยจะมีสรุปมาให้ว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างในหน้า expenses note

การเช่ารถ เราต้องทำการเปรียบเทียบทั้งราคาและเงื่อนไข ของบริษัทเช่ารถแต่ละแห่งอย่างละเอียด เพราะเงื่อนไขของแต่ละบริษัทแตกต่างกันมาก บางบริษัท ราคาถูกกว่าแต่ว่าไม่สามารถนำรถออกไปนอกประเทศเยอรมันได้ บางบริษัท นำออกไปได้แต่ต้องเสียค่าข้ามแดน บวกค่าประกันเพิ่ม บางบริษัทได้แค่รถบางยี่ห้อ บางรุ่นเท่านั้น บางบริษัท จำกัดจำนวนกิโลเมตรที่สามารถขับได้ในแต่ละวัน บางเจ้ามีโปรโมชั่น ไม่คิดค่าคนขับคนที่สอง เราเลือกเจ้าที่ตอบโจทย์เราได้ทุกข้อ คือ Europcar USA ที่จองผ่านมือถือ หากเป็น Europcar ที่จองผ่านเว็ปธรรมดา หรือ เป็นเว็ป ในไทย หรือเยอรมนี ก็ไม่ได้ราคาและเงื่อนไขนี้ ราคาที่เราได้คือราคาที่ไม่รวมประกันอะไรเลย ไม่จำกัดกิโลเมตรต่อวัน ได้ส่วนลดสิบเปอร์เซ็นต์จากค่าเช่ารถ แล้วเราก็ซื้อประกันที่เป็นตัวพรีเมี่ยม คือไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก ซึ่งเราถึอว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก ๆ เพราะเราขับเฉลี่ยแล้วเกินสามร้อยกิโลเมตรต่อวัน เราจอดไว้ในลานจอดรถยนต์ กลับมาก็เจอรอยถลอกด้านหน้ารถ เห็นเป็นรอยสีของรถคันอื่น แม้ว่าเราจะระวังขนาดไหน บางครั้งอุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้โดยที่เราตั้งใจ เรามาเห็นรอยอีกทีก็น่าจะผ่านไปครึ่งวันแล้ว  

ในการเช่ารถ ค่าเช่ารถจะไม่รวมพวกค่าทางด่วนต่าง ๆ และ สติกเกอร์ ทางด่วนของประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศหลักที่เราเช่า เราต้องศึกษาเองว่าแต่ละประเทศที่เราจะไปมีการเก็บค่าทางด่วยอย่างไร เช่น ถ้าเราเช่าจากประเทศเยอรมนี ตอนนี้ไม่มีการเก็บค่าใช้ทางด่วน หรือ autobahn ประเทศอื่น ๆ เราต้องซื้อสติกเกอร์ ทางด่วน หรือ Vignette ตามจำนวนวันเช่นที่เราจะไป หรือ ซื้อจำนวนวันขั้นต่ำที่มีขาย ประเทศออสเตรีย ขั้นต่ำคือ 10 วัน ราคา 9.40 ยูโร ประเทศสโลเวเนีย 7 วัน ราคา 15 ยูโร  สวิสเซอร์แลนด์ จะขายเฉพาะรายปี ไม่มีเป็นรายวัน ปีละ 40 สวิสฟรังซ์ นอกจากนี้ยังมีบางเส้นทางที่ต้องจ่ายค่าใช้ทางเพื่ม แม้ว่าจะมีสติกเกอร์แล้วก็ตาม บางประเทศเช่นฝรั่งเศสและอิตาลี ต้องจ่ายตามด่านเก็บเงิน แต่ละด่านก็จะไม่เหมือนกันอีก บางครั้งก็จ่ายก่อนใช้ทางด่วน โดยจะมีป้ายบอกอยู่ว่าต้องจ่ายกี่ยูโร สำหรับรถประเภทไหน บางเส้นทางเราต้องกดรับบัตรเมื่อเราเข้าใช้ทาง และไปเสียเงินเมื่อเราจะออกจากทางด่วน

สำหรับประเทศที่ต้องมีสติกเกอร์ ทางด่วน ก่อนที่เราจะเข้าเขตประเทศนั้น จะมีป้ายเตือน ให้เราซื้อสติกเกอร์ โดยส่วนใหญ่จะมีขายในซุเปอร์มาร์เก็ตที่ตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมัน บนทางด่วนก่อนถึงชายแดน หน้าปั๊มน้ำมันจะมีป้ายบอกเราว่า มีสติ๊กเกอร์ทางด่วนขาย เราก็สามารถซื้อมาติดได้เลย หรือที่ด่านชายแดน ก่อนเข้าประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ก็จะมีสติ๊กเกอร์ ขายด้วย

สำหรับประเทศฝรั่งเศส และอิตาลี เราต้องจ่ายค่าทางด่านเป็นครั้ง ๆ ไป ต้องมองหาช่องสำหรับรถยนต์ และช่องที่จ่ายเงินสด เวลาขับเข้าด่านเก็บเงิน ให้พยายามขับชิดซ้ายไว้ เพราะว่าเราต้องเอื้อมมือออกไปหยิบบัตร หรือเอื้อมมือออกไปจ่ายเงินค่าทางด่วน บางด่านก็จะมีพนักงานเก็บเงิน บางด่านก็จะเป็นตู้ให้เราหยอดเงินเอง บางตู้จ่ายได้เป็นเงินสดและบัตรเครดิต บางตู้รับแต่เหรียญเท่านั้น ซึ่งหากเราต้องการใบเสร็จเราก็สามารถกดปุ่มขอใบเสร็จรับเงินได้

การเติมน้ำมัน ปั๊มน้ำมันส่วนใหญ่เราจะต้องเติมน้ำมันเอง จะมีแบบที่เราต้องใส่เงินในตู้ก่อน แล้วเติม โดยจ่ายได้ทั้งเงินสดและบัตรเครดิต หรือว่าเติมเสร็จแล้วไปบอกแคชเชียร์ในซุปเปอร์มาร์เก็ตว่า เราเติมที่หัวจ่ายเบอร์อะไรแล้วจ่ายเงิน บางปั๊มเล็ก ๆ ที่อยู่นอกเมืองก็มีคนช่วยเติมให้ ตอนรับรถ พนักงานจะแจ้งให้เราทราบว่าเราสามารถเติมน้ำมันอะไรบ้าง เลือกเติมให้ถูกประเภท

การจอดรถ เราต้องศึกษาป้ายจราจรให้ดี ๆ ว่าจุดไหนสามารถจอดรถได้ หรือไม่ได้ จุดไหนจอดได้ฟรีกี่ชั่วโมงโดยใช้ Parking Disc จุดไหนต้องไปจ่ายค่าจอดรถก่อน โดยไปจ่ายเงินที่ตู้ แล้วนำใบเสร็จ หรือบัตรจอดมาวางไว้หน้ารถ ซึ่งบนบัตรจะบอกเราว่าสามารถจอดได้ถึงเวลาไหน ในเมืองใหญ่ ๆ เราสามารถไปจอดรถได้ที่อาคารจอดรถ ซึ่งเมื่อเข้ามาในเมืองแล้วเราก็มองหาสัญลักษณ์ ที่จอดรถยนต์ แล้วขับตามป้ายไปได้เลย เมื่อขับเข้าอาคารจอดรถ เราก็ต้องกดรับบัตรจอดก่อน และนำติดตัวไปด้วย เพื่อชำระเงินหลังจากที่เรากลับมาถึงที่จอดรถแล้ว โดยชำระเงินได้ที่ตู้ชำระเงินอัตโนมัติ ซึ่งส่วนมากจะมีติดตั้งไว้หน้าลิฟท์ ทางขึ้นที่จอดรถ หรือถ้าเป็นอาคารใหญ่ ๆ อาจมีในทุกชั้น เมื่อเราจ่ายเงินค่าจอดรถเรียบร้อยแล้ว เราก็เอาบัตรจอดเสียบที่ตู้หน้าไม้กั้นตรงทางออก

ตัวช่วยในการนำทาง เราเตรียมไปทั้ง Garmin, Google Map Offline และ Google Map online โดยใช้ Sim2Fly ของ AIS เราโหลดแผนที่ออฟไลน์ ในทุก ๆ เมืองที่เราจะไปไว้ก่อนล่วงหน้า ปักหมุดไว้ในทุกจุดที่จะไป และลองให้นำทางดู โดยออฟไลน์ เพื่อดูว่าแผนที่ที่เราโหลดไว้ มันคลอบคลุมหรือต้องโหลดเพิ่ม บอกเลยว่า Google ช่วยได้มากจริง ๆ โดยเฉพาะถ้าออนไลน์อยู่มันจะบอกได้เลยว่าเส้นไหนรถติด หรือหาเส้นทางใหม่ที่ย่นระยะเวลามาให้เราเลือก ส่วนการ์มิน ก็ช่วยได้ถ้าเรามีที่อยู่แน่นอน เพราะบางครั้งพิกัดที่เราได้มามันกว้างเกินไป พาเราเข้าป่าขึ้นเขาบ้าง เราก็เลยใช้ google map เป็นหลัก ถ้าตัวใดตัวหนึ่งพลาด เราก็ใช้อีกตัวมาช่วย

สำหรับเราแล้วขับรถเที่ยวเองดีกว่าเยอะ ทั้งสะดวกและประหยัด เราไปกันสามคน และเราเช่ารถพวก compact โดยเลือกไปเป็น VW Golf แต่ได้มาเป็น Skoda Rapid ซึ่งเป็นรถห้าประตู ด้านหลังใส่กระเป๋าขนาด 28-30 นิ้วได้ 2 ใบ 20 นิ้ว 1 ใบ และต้องตั้งกระเป๋า 28 นิ้ว ไว้เบาะหลังอีก 1 ใบ การเช่ารถและคืนรถกับบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีเคาเตอร์ในสนามบินก็เป็นอะไรที่สะดวกไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาไม่เกินสิบนาทีในการรับและคืนรถ


อาหารการกิน พวกเราเป็นคนกินอะไรง่าย ๆ เราจะจองห้องที่รวมอาหารเช้าแล้ว แต่ถ้าไม่มีก็จะหาอะไรง่าย ๆ ทานในร้านเบเกอรี่ หรือจากซุปเปอร์มาร์เก็ต อาหารเที่ยงก็จะเน้นพวกอาหารท้องถิ่น ได้ลองอาหารพื้นเมือง ในแต่ละเมืองที่เราไป อาหารเย็น เป็นอะไรที่เบา ๆ พวกซุป สลัด ปลาหรือไก่


ในทริปนี้ เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านเพื่อนชาวสวิส ในเมืองเล็ก ๆ ไม่ไกลจาก Basel เราได้ลองเก็บเชอร์รี่ จากสวนที่เขาปลูกไว้ขาย ชมแปลงผักสวนครัว ที่ปลูกไว้หลังบ้าน 

เมืองอื่น ๆ ที่เราได้ไปในทริปนี้

และ ลาเวนเดอร์ เป้าหมายหลักที่เราอยากไปในทริปนี้ค่ะ


ทริปนี้เราไปกันสามคนค่ะ สองคนผลัดกันขับและเป็นนาวี่ อีกคนจะเป็นผู้จดบันทึกค่าใช้จ่ายและให้ความบันเทิงแก้ง่วงค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ

ความคิดเห็น