ม่อนจอง ต้องลองมา รีวิวโดย t.aroundtogether

"ม่อนจอง" สถานที่ที่คุ้นหูของใครหลายๆคน สถานที่ที่เป็นการทดสอบการเดินป่าระยะใกล้ๆ ที่เหล่าบรรดาคนที่อยากลองเดินป่าได้ทดสอบ พร้อมกับแลกในสิ่งที่คุ้มค่ากับการได้สัมผัสกับธรรมชาติที่นั่น การเดินป่าม่อนจอง ถือได้ว่าเป็นเทศกาลเลยก็ว่าได้ เพราะม่อนจองปีนึงจะเปิดแค่ช่วงเดือนพฤศจิกายน - ประมาณ 15 กุมภาพัน

ม่อนจอง ต้องลองมา

ม่อนจอง ต้องลองมา

 วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2563 เวลา 14.12 น.

 วันที่เดินทาง 14 เม.ย. 2563


"ม่อนจอง"

สถานที่ที่คุ้นหูของใครหลายๆคน

สถานที่ที่เป็นการทดสอบการเดินป่าระยะใกล้ๆ

ที่เหล่าบรรดาคนที่อยากลองเดินป่าได้ทดสอบ

พร้อมกับแลกในสิ่งที่คุ้มค่ากับการได้สัมผัสกับธรรมชาติที่นั่น

การเดินป่าม่อนจอง ถือได้ว่าเป็นเทศกาลเลยก็ว่าได้

เพราะม่อนจองปีนึงจะเปิดแค่ช่วงเดือนพฤศจิกายน - ประมาณ 15 กุมภาพันธ์ ของทุกปี

ซึ่งถ้าไปช่วงแรกๆเราก็จะพบกับความขียวชอุ่ม

บรรยากาศที่เริ่มจะหนาวเย็นในช่วงของใกล้สิ้นปี

ส่วนถ้ารอเวลาหน่อยสักช่วงปลายๆมกราคม ทุ่งหญ้าที่เริ่มเขียว

ก็เปลี่ยนมาเป็นมาเป็นสีทอง

ใครฮึดๆหน่อยก็ไปทั้งสองช่วงเลย เพราะมันสวยต่างกันจริงๆ

คือสวยทั้งสองช่วงเลยแหละ

สำหรับเราแล้วเราตั้งใจจะมาที่นี่หลายทีแล้วก็โดนเทมาประมาณ 2 ปีได้

เห็นรูปคนที่ไปมาแล้วมันถูกใจมากจริงๆกับสถานที่แบบนั้น

ในที่สุดครั้งนี้ก็มาถึง มาเห็นกับตาตัวเองมามันดีจริงๆ

มีเวลาไม่เยอะ ใช้เวลาแค่เสาร์อาทิตย์ ก็สามารถเดินทางไปได้

แม้ว่าการเดินทางจะต้องเดินทางจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ก็ตาม

การเดินทางครั้งนี้จึงได้เริ่มขึ้น...

เราเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่โดยเครื่องบิน

ครั้งนี้เราจะไปตั้งหลักกันที่เชียงใหม่ก่อน

เพราะเราได้จองรถตู้ที่หน้าศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่เพื่อ

ที่จะเดินทางไปหมู่บ้านมูเซอใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวดอยม่อนจอง

 ค่ารถไปกลับอยู่ที่ 500 บาทต่อคน ระหว่างทางรถตู้ก็จะพาเราแวะตลาดสดเช้าเพื่อหาเสบียง

ที่จะเตรียมขึ้นไปบนม่อนจอง พร้อมทั้งอาหารเช้าที่ต้องเติมพลังกันก่อน

รถตู้ถ้าจองและโทรเช็คก่อนจะดีมากเพราะที่วินรถจะจัดการจัดจำนวนคนให้เราพอดี

เผลอๆเราอาจจะได้คนหารค่ารถโฟวิลอีกด้วย

พอประมาณสิบโมงนิดๆ เราก็เดินทางมาถึงที่ศุนย์บริการนักท่องเที่ยวม่อนจองกันแล้ว

มาถึงก็จัดการหาลูกหาบโดยที่ศูนย์ก็จะจัดแจงให้

ส่วนใครที่ไม่ได้นำเต๊นมาด้วยก็ไม่ต้องห่วง ทางศูนย์ฯก็มีบริการให้เช่า

(ค่าเช่าเต๊นหลังละ 100 บาท ค่าบริการลูกหาบ กิโลกรัม 30 บาท ลูกหาบ 1 คนได้ประมาณ 10 - 15 โล แล้วแต่คน ถ้า 10 โลก็ตกวันละ 300 บาท อยู่กับเรา 2 วันก็ 600 บาท ค่า) 

เพราะเราเดินทางไปจากกรุงเทพฯก็ไม่ได้เอาอะไรเยอะมาก

ที่สำคัญตอนไปให้เช็คสภาพอากาศดีๆ ตอนที่เราไปก็เข้าช่วงอากาศเย็นๆ

แต่จะบอกว่าตอนนั้นลมดีและแรงมากพร้อมทั้งอากาศเย็นมากค่อยไปทางหนาวเลย

อากาศอยู่ที่อุณหภูมิเลขตัวเดียว บวกกับลมอีก เรียกว่าหนาวสุดๆขดเป็นลูกหมาอยู่ในเต๊นเลย

อุปกรณ์การนอนและเสื้อผ้าก็สำคัญ ส่วนน้ำไม่ได้อาบอยู่แล้วเพราะไม่มีห้องน้ำเน้อ

แต่อาจจะมีน้ำน้ำหลุมที่เจ้าหน้าที่ได้ทำไว้ให้บริการก็ถือว่าช่วยได้ส่วนนึง

แต่ก็เกิดจากคนใช้บริการเยอะ ถ้าทุกคนช่วยกันรักษาความสะอาด มันก็โอเค 

พอถ่ายหนักเบาได้ โดยที่ไม่ต้องระแวงหน้าหลัง 

อ่ะ.. หลังจากจัดแจงลูกหาบเรียบร้อยก็เตรียมตัวขึ้นรถเพื่อไปยังจุดเดินเท้า

จากศูนย์ไปก็ประมาน 40 นาที  - 1 ชั่วโมง ระหว่างนั้นก็จะผ่านด่านอุทยาน

ชำระผ่านค่าเข้าอุทยานคนละ 30 บาท ค่ากางเต็นท์หลังละ 50 บาท

เมื่อถึงจุดเริ่มเดินเท้าแล้วก็เริ่มกันเลย

เดินไปสักพักสลับกันไปมากับลูกหาบสุดท้ายลูกหาบเราเดินชิวมาก


มาถึงหนึ่งจุดไฮไลท์ที่นี่ หลายๆคนอาจจะพักเหนื่อยแวะทานข้าวเที่ยงที่จุดนี้กัน

ถ้าถึงจุดนี้แล้วก็เกือบจะถึงครึ่งทางแล้ว คือ จุดภูหินช่อ

แต่เราไม่ใช่จุดแรกที่พัก เพราะพักมาตลอดทางจ้า 5555

เมื่อเราต่อต่อมาอีกสักพักเราก็มาถึงเนินตรงหน้าที่ใครๆก็พูดถึง ที่เราต้องผ่านมันไปให้ได้

เพราะพ้นเนินนี้ไปแล้วเราก็จัดใกล้ถึงจุดกางเต๊นท์เราแล้ว คือ เนินฮิบฮอบ หรือ เนินหมาหอบ นั่นเอง

ถ้าดูแบบนี้มันจะดูไม่ชันมาก แต่ทุกคนมันตั้งฉากประมาณ 45 องศาได้ และลมแรงด้วย

หอบแฮกๆของจริง แตาลมดีเดินเย็นสบาย

ขาขึ้นไม่เท่าขาลง ใครที่กลัวความสูงคงมาขาสั่นกันบ้าง

หลังจากที่ขึ้นเนินมาอีกนิดเดียวก็ถึงจุดกางเต๊นท์แล้ว

เมื่อเราเดินขึ้นมาเราก็จะเจอกับ สนามกอลฟ์ช้าง ทุ่งสีทองที่แบบเห็นแล้วต้องร้องว้าว

และเมื่อเรามองเห็นไกลๆนั้น เราก็จะเจอผาสิงห์ ที่มีหน้าตาคล้ายสิงโต

แต่เรายังไม่ไปตอนนี้เราจะมาช่วงเย็นๆ เพื่อมารอดูพระอาทิตย์ตกด้วย

ตอนนี้ต้องไปหาที่กางเต๊นท์ และเตรียมเสบียงกันก่อน

จัดแจงกางเต๊นท์ เตรียมเสบียงสำหรับเย็นนี้เสร็จก็ยังพอมีเวลาให้ได้งีบสักนิดก่อนที่จะเดินไปผาสิงห์

พอสัก 3-4 โมงเราก็จะเดินไป แต่ด้วยความเดินไปเก็บบรรยากาศไปเลยยังไม่ไปถึงไหนสักที

เลยขอนั่งดูพระอาทิตย์ตกที่สนามกอล์ฟช้างตรงนี้ละกัน

ถ้าใครจะเดินไปที่ผาหัวสิงห์แนะนำให้ดูเวลาดีๆเพราะค่อนข้างมืด บางคนไปดูพระอาทิตย์ขึ้น

บางคนไปดูพระอาทิตย์ตก ให้เผื่อเวลาช่วงพระอาทิตย์ตกด้วยเพราะจะได้เดินกลับมาสะดวกๆ

เรานั่งไปแปปเดียวมันเป็นช่วงที่ทั้งสวยทั้งเย็น เพราะลมค่อนข้างแรง

แต่ก็รู้สึกดีมากเพราะความตั้งใจที่เราจะได้มาม่อนจองสักครั้ง


เรามาอยู่ในจุดนี้แล้ว มันสวยจริงๆ สวยอย่างที่ใครหลายๆคนได้เล่ากล่าว

สวยเหมือนดั่งใครหลายๆคนได้รีวิวเอาไว้


เรานั่งดูพระอาทิตย์ตกดินจนลับตาไป พร้อมกับทิ้งทวนแสงอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้าไป

ให้ได้เห็นท้องฟ้าสีพาสเทลที่สวยงาม

ก่อนที่ท้องฟ้าจะมืดสนิทลง เพื่อให้เราได้พอกับแสงดาวที่รอสว่างขึ้น



เราได้กลับไปที่เต๊นท์ ทำอาหารที่เตรียมมากินกัน พร้อมทั้งทำอาหารเผื่อลูกหาบด้วย

ทุกคนกินกันง่ายๆสบายๆ ทำให้นึกถึงตอนเข้าค่ายลูกเสือเลย

ก่อกองไฟคลายความหนาว นั่งเล่าเรื่องต่างๆ ได้เจอเพื่อเต๊นท์ข้างๆ

พูดคุยแลกเปลี่ยนกันไปตามประสาคนรักการท่องเที่ยวเหมือนกัน

และสักพักก็พากันแยกย้ายไป เราคุยกับเพื่อนว่าอยากออกไปดูดาว

พร้อมกับอยากดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า

ก็วางแผนไว้ดิบดี แต่ด้วยอากาศที่หนาวและลมแรง ความขี้เกียจครอบงำ

จึงทำให้ต้องมุดเข้าเต๊นท์ไป และบอกกับตัวเองว่าไว้เดี๋ยวรอบหน้านะ อิอิ

ตอนเช้าลูกหาบเราเป็นผู้ช่วยที่ดีมาก ปลุกแต่เช้าพร้อมทั้งบอกว่าพี่ครับ

เช้าแล้ว พระอาทิตย์กำลังจะขึ้นแล้วครับ

ด้วยความที่ความอุ่นในถุงนอนมันทำให้เราไม่อยากย่างกายออกไป เลยขอทำใจสักครู่

ก็ทำให้ชวดกับการชมพระอาทิตย์ขึ้นอีกแล้วจ้าาา

หลังจากนั้นเราก็จัดแจงตื่นมาแปรงฟันเก็บเต๊นท์ และกินอาหารเช้าก่อนที่จะเตรียมตัวเดินทางกลับ

ข้าวเช้าทุกคนกินกันได้สนุกและอร่อยมาก มีอะไรก็ใส่ให้หมด จะได้ไม่ต้องขนกลับ :)


แต่..... ที่สำคัญสิ่งที่เราต้องขนกลับด้วยก็คือพวกขยะที่เกิดจากเรา

นำกลับลงมาทิ้งข้างล่างกันด้วยนะจ๊ะ

ขากลับการเดินของใครหลายๆคนอาจบอกว่ามันเร็วกว่าเดินไป

เราก็คิดว่าอย่างนั้นเหมือนกัน

มาถึงก็จะเจอรถมารอรับกลับไปยังศูนย์กันแล้ว

หลังจากถึงศูนย์เราก็มาเจอรถตู้ที่รอรับกลับเหมือนเดิม

เราได้จองไว้ทั้งไปกลับจากเชียงใหม่ ก็ทำให้ไม่ยากในการที่จะมีรถกลับเข้าเมือง

การเดินทางกลับเชียงใหม่จากศูนย์มาก็ประมาณ 4 ชั่วโมงเหมือนกันขาไป

และเราก็มาถึงเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพ

การรีวิวนี้เหมือนไม่ได้รีวิวเต็มร้อย เรียกว่าเป็นการเล่าสู่กันฟังมากกว่า

แต่ถ้าใครอยากรู้ข้อมูลตรงไหนเพิ่มเติมก็สอบถามมาที่เพจกันได้เลยจ้า


ปล.หลายๆภาพที่เราถ่ายมากพร้อมกับที่เห็นด้วยตาตัวเอง

มันมีหลายจุดมากที่มีเหมือนจุดควันขึ้นมา อาจดูเหมือนไฟป่าที่เกิดจากความแห้งของต้นไม้ใบไม้

ไม่ใช่แค่จากวิวที่เห็น ถ้ายิ่งเวลาอยู่ขึ้นเครื่องมองลงมาก็มีหลายจุดมาก

บางจุดนี่คิดว่าแสงนี่จัดงานวัดได้เลย

บางจุดเราว่ามันไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ

แต่มันเกิดจากฝีมือคนเรานี่แหละ ที่ทำลายธรรมชาติ

มีคนรักษา ก็ยังมีคนทำลาย ที่มันสวยมาก สวยจริงๆ ไม่ใช่แค่ที่นี่

ทุกที่ที่ธรรมชาติสร้างมา มันมีความงามในตัวเองของมันหมด

อยากให้ทุกคนช่วยรักษาตรงนี้ไว้ เพื่อให้ธรรมชาติ ความสวยงามอยู่กับเราตลอดไป


ความคิดเห็น