ก็แค่ออกไปลอง ณ วัดซิกข์ กรุงเทพ รีวิวโดย Try to try ก็แค่ออกไปลอง

หลังจากที่เราได้ออกไปลองในสถานที่แปลกอย่าง "อำเภอเกาะจันทร์" เราก็ได้มาเจออีกหนึ่งสถานที่แปลกเช่นกัน ก็คือ "วัดซิกข์" นั่นเอง เป็นวัดที่ไม่ใช่วัดเลขหกแต่อย่างใด 5555 แต่คือวัดของศาสนาซิกข์ต่างหากล่ะ ตั้งแต่เด็กจนโตเราคิดผิดมาตลอดเลยว่าประเทศไทยเรามีแค่ 3 ศาสนา คือ พุทธ คริสต์ แล้วก็อิสลามแ

ก็แค่ออกไปลอง ณ วัดซิกข์ กรุงเทพ

ก็แค่ออกไปลอง ณ วัดซิกข์ กรุงเทพ

 วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เวลา 02.23 น.

 วันที่เดินทาง 18 ก.ย. 2562

หลังจากที่เราได้ออกไปลองในสถานที่แปลกอย่าง "อำเภอเกาะจันทร์" เราก็ได้มาเจออีกหนึ่งสถานที่แปลกเช่นกัน ก็คือ "วัดซิกข์" นั่นเอง เป็นวัดที่ไม่ใช่วัดเลขหกแต่อย่างใด 5555 แต่คือวัดของศาสนาซิกข์ต่างหากล่ะ 

ตั้งแต่เด็กจนโตเราคิดผิดมาตลอดเลยว่าประเทศไทยเรามีแค่ 3 ศาสนา คือ พุทธ คริสต์ แล้วก็อิสลามแค่นั้นเลย ไม่คิดไม่ฝันว่าวันนึงจะมาค้นพบกับศาสนาแปลกใหม่อย่างศาสนาซิกข์ในประเทศไทย และยิ่งไปกว่านั้นคือมีวัดซิกข์ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานครด้วย แถวๆ ย่านพาหุรัด เป็นอะไรที่ทำให้เราช็อคมากจริงๆ 5555 

เราก็เลยอยากรู้อยากเห็นว่าศาสนานี้เขาจะเหมือนหรือต่างจากศาสนาอื่นๆ ยังไง ในเมื่ออยากรู้ก็แค่ออกไปลองไงจะได้รู้ 555 ซึ่งวิธีการไปก็ง่ายแสนง่ายก็คือไปตั้งต้นที่ MRT สามยอด เปิด Google maps แล้วเดินตามไปเรื่อยๆ ประมาณห้าร้อยเมตรก็ถึงเลย

แต่สิ่งที่ยากก็คือการตัดสินใจเดินเข้าไปนี่แหละ เดินมาจนถึงหน้าประตูทางเข้าปุ๊ปปอดแหกปั๊ป ตอนนั้นคิดในใจว่า "ฉันมาทำอะไรที่นี่" 55555555 แต่มาถึงที่แล้วจะไม่เข้าก็ไม่ได้ไง เพื่อนก็ล่อลวงมาด้วยแล้ว แถมค่าเข้าก็ไม่เสีย มีแต่ต้องเดินเข้าไปเท่านั้นแหละ ฮึบบบบ

พอตัดสินใจเดินเข้าไป ในใจก็คิดอยู่ตลอดเวลาว่า "ฉันมาทำอะไรที่นี่

เราก็เดินตามทางกันเข้าไปเรื่อยๆ โดยไม่มีใครเดินตามหลัง แล้วก็ไม่มีใครเดินสวนออกมาด้วยเช่นกัน เคว้งคว้างมากแมรรร่ เปิดให้เข้าได้จริงรึเปล่าเนี่ย

เดินกันมาจนสุดทาง เราก็ยังไม่เจอมนุษย์สักคน แถมทางข้างหน้าก็ดูลึกลับซับซ้อนเหลือเกินเธอเอ๋ยยยย อารมณ์แบบถ้าฉันเดินเข้าไปฉันจะหลุดเข้าไปอยู่ในเมืองลับแลไหมนะ 55555

แต่พอเดินผ่านเข้ามา โอ้โหวววววว สวยม๊ากกกกกก ใหญ่มากกกกก

เดินตามทางเข้ามาเราก็จะเจอกับห้องโถงที่มีคนอยู่กันประปราย น้ำตาจะไหลอย่างน้อยก็เจอผู้คนบ้างแล้ว เรายืนงงตรงนี้กันสักพักเพราะไม่รู้จะไปไหนกันต่อ 

แต่จากที่เห็นคือถ้าจะขึ้นไปชมข้างบนจะต้องฝากรองเท้าแล้วก็คลุมผ้าโพกศีรษะสีเหลืองที่ทางวัดเขาจัดเตรียมไว้ให้ ดังนั้นถ้าจะมาก็คือเตรียมแค่ใจมาอย่างเดียวก็พอจ้า 5555

ตรงนี้จะเป็นจุดฝากรองเท้าที่จะมีเจ้าหน้าที่คอยบริการอยู่ตลอด หน้าที่เราก็คือยื่นรองเท้าผ่านช่องไปให้เขาแล้วเขาก็จะให้เหรียญมีเลขที่ฝากรองเท้าให้กับเรา 

ซึ่งดูเผินๆ ก็น่าจะปกติไม่มีอะไรก็แค่ฝากรองเท้า แต่สำหรับชาวซิกข์คือหน้าที่ดูแลรองเท้าเป็นหน้าที่ที่มีเกียรติ เพราะเขามีความเชื่อว่าการทำหน้าที่นี้คือช่วยขจัดความอหังการในตนเองออกไป

ฝากรองเท้าเสร็จตรงทางขึ้นบันไดก็จะมีเจ้าหน้าที่นั่งอยู่ ด้วยความที่เขาเป็นคนไทยเชื้อสายอินเดียหน้าตาจะแอบดุนิดนึง เขาก็จะถามเราว่าจะขึ้นข้างบนใช่ไหม ขึ้นไปได้เลย แต่ห้ามถ่ายรูป แล้วก็ไปได้สูงสุดแค่ชั้นสี่นะ 

ดังนั้นภาพที่ได้มาก็มีเท่านี้แหละจ้ะ 555555 ตอนแรกกะว่าจะมากินข้าวฟรีที่ชั้น 3 สักหน่อย แต่พอเราไปถึงประมาณช่วง 11 โมง เขากำลังเก็บจานล้างกันอยู่เลย ทำไมดูในรีวิวเขาได้กินข้าวกันด้วยอะ TT^TT

หลังจากที่เราเดินดูกันจนทั่วแล้ว เราใช้เวลากับที่นี่ไม่น่าเกินครึ่งชั่วโมง เพราะเราขึ้นไปได้แค่ชั้น 4 ที่เขามีพิธีกรรมกัน เลยลงมาคืนผ้าแล้วก็รับรองเท้า แล้วพากันมาออกที่ประตูอีกฝั่งกับตอนขามา

เรารู้สึกว่าทางนี้น่าจะมีคนเดินเข้าออกเยอะกว่าทางที่เรามาอีก 

อาจจะเพราะว่าฝั่งนี้มันอยู่ในตลาดเลยล่ะมั้ง คนเลยเดินผ่านเข้าออกเยอะมากกว่าอีกฝั่งที่ติดถนน

เอาจริงๆ คือตัววัดซิกข์ก็เหมือนศาสนสถานของศาสนาอื่นๆ นั่นแหละ ที่อาจจะต่างกันในเรื่องหลักคำสอน วิธีคิด วิธีปฏิบัติ โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นการเปิดโลกเราเลยทีเดียว และสามารถติดตามการเดินทางอื่นๆ ของเราได้ที่ เพจ "Try to Try ก็แค่ออกไปลอง" แล้วจะรู้ว่าการก้าวออกจาก Comfort zone ของตัวเองมันสนุกแค่ไหน

ขอบคุณที่ติดตามค่าาาา ❤
Try to Try ก็แค่ออกไปลอง

ความคิดเห็น