3 วัน 2 คืน โคราช เขาใหญ่ รีวิวโดย TipOnTheRoad

"หลังจากกลับจากกาญจนบุรีได้แค่วันเดียว พี่วัต ก็หาเรื่องชวนพวกเราขึ้นไปเที่ยวโคราชช่วงวันธรรมดา ปัญหาคือแก๊งเดิมไม่ว่าง เราสองคนจึงต้องหาแก๊งใหม่สำหรับทริปนี้" ทริปนี้ 3 วัน 2 คืน นอนสองโรงแรมเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ สมาชิกทั้งหมด 5 คน (ชาย 4 หญิง 1) ออกเดินทางจาก กทม กันตั้งแต่ 7 โมงเช้า วันแรก การออกเ

3 วัน 2 คืน โคราช เขาใหญ่

3 วัน 2 คืน โคราช เขาใหญ่

 วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2563 เวลา 12.04 น.

 วันที่เดินทาง 24 มิ.ย. 2563
"หลังจากกลับจากกาญจนบุรีได้แค่วันเดียว พี่วัต ก็หาเรื่องชวนพวกเราขึ้นไปเที่ยวโคราชช่วงวันธรรมดา ปัญหาคือแก๊งเดิมไม่ว่าง เราสองคนจึงต้องหาแก๊งใหม่สำหรับทริปนี้"

ทริปนี้ 3 วัน 2 คืน นอนสองโรงแรมเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ สมาชิกทั้งหมด 5 คน (ชาย 4 หญิง 1) ออกเดินทางจาก กทม กันตั้งแต่ 7 โมงเช้า

วันแรก

การออกเดินทางแต่เช้าก็มีข้อดีคือ เรามีโอกาสแวะกินอาหารเช้าระหว่างทาง ทำให้มีโอกาสกินอาหารที่แตกต่างจากชีวิตประจำวัน วันนี้หลังจากออกเดินทางจาก กทม ก่อนเข้าตัวเมืองสระบุรี เราแวะกินอาหารเช้ากันที่ สวนอาหาร บ้านสวน ต้องยอมรับว่าเป็นเวลาที่เหมาะ เรามาถึงประมาณ 8 โมงเช้า ที่นี่มีอาหารหลากหลายมาก ผู้ชายทำคนสั่งต้มเลือดหมูข้าวเปล่า เมนูพื้นฐานของมื้อเช้า ส่วนเราขอขนมปัง 1 ชิ้น+กาแฟโบราณเย็น 1 แก้วก็พอ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับสวนอาหารแห่งนี้ที่ทำให้ผู้คนแวะเวียนมาใช้บริการก็คือห้องน้ำก็สะอาดมาก

กินอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วเราก็ออกเดินทางต่อ จุดหมายแรกสำหรับวันนี้คือ อุทยานวิหารเซียน มูลนิธิสว่างดาวดึงค์ธรรม


ตำหนักเซียน มูลนิธิสว่างดาวดึงค์ธรรม เป็นสถานที่ที่อยากแนะนำมากๆ โดยเฉพาะคนที่สนใจบูชา และศรัทธาในเทพเจ้า 


เพราะที่นี่มีองค์เทพเจ้าให้กราบไหว้มากที่สุดในประเทศไทยเท่าทีได้เคยไปมาเลยทีเดียว ที่ประทับใจที่สุดคือ เทพเจ้าประจำปีเกิด ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นเฉพาะ ปีชวด ฉลู ขาน แต่ที่นี่ ชัดเจนขึ้นไปอีก เช่น ปีฉลูธาตุน้ำ ปีฉลูธาตุดิน เป็นต้น



และที่สำคัญ ได้ยินว่าที่นี่มีเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์หลายองค์ ที่ทำให้ใครหลายๆคนต่างมาขอพร เช่น คนอยากมีลูก


คนอยากเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน คนอยากได้โชคลาภ เป็นต้น (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล) เราก็แอบขอพรมาบ้างเหมือนกัน 


พวกเราใช้เวลาอยู่ที่ตำหนักเซียนแห่งนี้ค่อนข้างนานเพราะมีเรื่องราวและจุดเยี่ยมชมสักการะหลายแห่งด้วยกัน 


ขนาดพี่วัตผู้ซึ่งเดินทางไปทั่วทั้งในและต่างประเทศยังยอมรับว่าตำหนักเซียนแห่งได้มีการรวบรวมรูปปั้นเทพเจ้าต่างๆของจีนไว้มากมายกว่าหลายๆที่ที่ได้ไปเยี่ยมชมมา

เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่เปิด และอากาศวันนี้สดใสเป็นพิเศษทำให้พวกเราเผาผลาญพลังงานกันไปเยอะทีเดียว เพราะฉะนั้นจุดหมายต่อไปคือ อาหารกลางวัน พี่วัตแนะนำร้านอาหารชื่อ บ้านไม้ชายน้ำ


ร้านอาหารบ้านไม้ชายน้ำ เป็นร้านอาหารที่มีพิพิธภัณฑ์ของเล่น ของสะสมของเจ้าของหลายร้อยชิ้นจัดแสดงเพื่อความเพลิดเพลิน 

บริเวณร้านอาหารกว้างมาก แบ่งเป็นหลายมุมให้เลือกได้ดั่งใจ 


ด้านในสุดจะได้วิวบึงน้ำ และต้นไม้เขียวๆ สดชื่นดี พนักงานบริการดี และอาหารรสชาติโดยรวมก็ใช้ได้ ราคาสมเหตุสมผล แต่แนะนำให้โทรมาจองโต๊ะล่วงหน้า เพราะลูกค้าเยอะ ที่จอดรถกว้างขวาง 


แต่ถ้าหากมาเป็นกลุ่มใหญ่ต้องจอดรถด้านนอกแล้วทางร้านจะส่งรถไปรับ ถ้าเป็น รถเก๋งหรือรถตู้เข้าจอดด้านใด้เลย ลงรถแล้ว เดินนิดเดียวก็ถึงร้าน

เมนูอาหารหลากหลายดี

ทั้งของกินเล่น


และจานหลัก


ของหวาน


เราชอบจานนี้มากที่สุด


หลังจากอาหารกลางวันพวกเราออกเดินทางต่อไปยัง วัดธรรมจักรเสมาราม ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์หินทรายที่ใหญ่ที่สุด และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยซึ่งมีอายุกว่า 1,300 ปี วัดแห่งนี้เป็นวัดเล็กๆ มีการก่อสร้างโครงหลังคาเพื่อป้องการแดดฝนให้กับกับองค์พระ 


เมื่อเราไปถึงก็มีผู้คนมากราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคลจำนวนหนึ่งแล้ว 


พี่วัตถูกใจวัดนี้เป็นอย่างมากเพราะแกชื่นชอบพุทธประวัติ และเรื่องราวไม่ว่าจะเป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาคุยกันได้ยาว

องค์พระที่เราเห็นมีขนาดใหญ่จริงๆ เจ้าหน้าที่มีการจัดเตรียมผ้าสำหรับห่มองค์พระ เพื่อให้ผู้ที่มาเยือนได้ร่วมทำบุญ หรือถ้าใครไม่สะดวก็สามารถมากราบไว้ พร้อมดอกไม้ธูปเทียนก็ได้

หลังจากไหว้พระกันเสร็จเรียบร้อยแล้วดิว หนึ่งในสมาชิกรู้สึกไม่ค่อยสบายพวกเราเลยเปลี่ยนแผนโดยเดินทางต่อไปยังโรงแรมไอซาน่า ที่เราจองไว้แล้วเพื่อให้ดิวได้พักผ่อน ก่อนที่เราจะออกไปหาร้านอาหารสำหรับมื้อเย็น

โรงแรมไอซาน่าเป็นโรงแรมขนาดกลาง มีห้องอาหารทั้งในห้องแอร์และในสวน ล๊อบบี้กว้างขวางทำให้ไม่แออัดเวลาเช็คอิน เมื่อเราเดินทางมาถึงและทำการเช็คอินเรียบร้อยแยกย้ายกันขึ้นห้อง

ภายในห้องพักน่าอยู่มาก ห้องกว่า (พอประมาณ) แต่เราชอบห้องที่มีเพดานสูงแบบนี้ เพราะทำให้รู้สึกโปร่งสบาย

เตียงก็หนานุ่ม ผ้าหุ่มก็นุ่ม น่าจะนอนสบาย มีโต๊ะทำงานและโทรทัศน์ เรียกได้ว่าการตกแต่ง และอุปกรณ์ต่างๆครบครัน เราเปลี่ยนอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมพร้อมสำหรับมื้อเย็น

ผ่านไป 2 ชม. พี่วัตก็เรียกรวมพล พร้อมกับดิวก็อาการดีขึ้น อาจจะเป็นเพราะวันนี้อากาศค่อนข้างร้อนและดิวพักผ่อนน้อยติดต่อกันมาหลายคืนแล้วเพราะมีงานด่วนจึงทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย แต่ตอนนี้ทุกคนฟื้นตัวและพร้อมสำหรับอาหารเย็น ดิวเองเป็นคนค้นหาและเลือกร้านอาหารชื่อร้าน เจ๊น้อยกระโทก อาหารขึ้นชื่อคือผัดหมี่ ปลาดุกฟู ปีกไก่ทอด และเห่าดง สำหรับเห่าดงพวกเราขอเว้นไว้เป็นอันเข้าใจว่าคงไม่ใช่วันนี้

พวกเราสั่งอาหาร 6 อย่าง

ปีกไก่ทอด

ลาบหมู

ผัดหมี่โคราช

ผัดเห็ดรวม

และเมนูสุดท้ายตามคำแนะนำของเจ๊เจ้าของร้าน ผัดหวานผัดวุ้นเส้นใส่ไข่ ปรากฏว่าจานนี้หมดก่อนใคร ทุกคนลงความเห็นว่า อร่อยมาก

พวกเราอิ่มอร่อยกับอาหารเย็นเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อน เพราะนี่เป็นเพียงการเริ่มต้นของทริปนี้

วันที่ 2

8 โมงเช้าทุกคนพร้อมกันที่ล๊อบบี้ พร้อมเช็คเอาท์ วันนี้เราจะเริ่มต้นด้วยวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งของจังหวัดโคราช นั่นก็คือ วัดศาลาลอย พี่วัตเล่าให้ฟังว่าเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าวัดแห่งนี้มีการเก็บบรรจุอัฐิของคุณย่าโมผู้ซึ่งเป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงของคนโคราชและคนทั่วไปจากวีรกรรมของท่านในการต่อสู้กับศัตรูระหว่างสงครามในอดีต


เมื่อเราเดินทางมาถึง สิ่งที่สุดตาเรามากที่สุดคือโบสถ์ ซึ่งเรารู้สึกว่าสถาปัตยกรรมของโบสถ์ที่เราเคยเห็นมานั้น จะมีหลายๆสิ่งที่มีความคล้ายคลึงกัน แต่ว่าโบสถ์แห่งนี้มีความแตกต่าง

ทั้งรูปทรง การตกแต่งภายนอก

รวมถึงการตกแต่งภายใน

พี่วัตเล่าว่าผู้ออกแบบโบสถ์แห่งนี้ได้รับรางวัลเกี่ยวกับการออกแบบโบสถ์แห่งนี้ด้วย (ไม่แปลกใจเลย) หลังจากชื่นชมความสวยงามของโบสถน์จากภายนอกแล้ว

พวกเราก็ตามพี่วัตเข้าไปกราบสักการะพระพุทธรูปประทานในโบสถ์

พระประทานที่วัดแห่งนี้เป็นพระในปางค์ยืน ซึ่งแตกต่างจากวัดอื่นๆที่พวกเราเคยไปมา ส่วนใหญ่พระประธานจะอยู่ในอริยาบถนั่ง

หลังจากกราบสักการะพระพุทธรูปในโบสถน์เรียบร้อยแล้ว พี่วัตพาพวกเราเดินต่อไปยังโบสถ์หลังเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลนัก แล้วเล่าว่าโบสถ์แห่งนี้เป็นโบถส์แรกของวัดนี้แต่เนื่องจากมีการปรับปรุงสร้างใหม่แต่มีลักษณะคล้ายของเดิม

ภายในของโบสถ์แสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่ มีพระประธานองค์ย่อมๆ ให้ผู้คนได้กราบไหว้บูชาเช่นกัน


จากนั้นพวกเราก็ได้มาสักการะรูปปั้นคุณย่าโม เพื่อความเป็นสิริมงคล และกราบขอพร


ก่อนจะเดินตามพี่วัด ที่ทำหน้าที่ไกด์จำเป็นในวันนี้ไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ บังเอิญเราหันไปเห็นร้านกาแฟโบราณ แต่ที่สะดุดตาคือภาชนะที่ใส่ดูแปลกตา เราก็เลยได้กาแฟโบราณเย็นในมาดับกระหาย คลายร้อน


หลังจากกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จนครบแล้วพวกเรากลับมาขึ้นรถออกเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งแนะนำโดยเพื่อนของพี่วัต

เป็นอาหารแนวไทย จีน และชื่อร้านอาหาร BAY MARINA กว่าจะเข้ามาถึงร้านพวกเราก็หลงทางกันอยู่ซักพัก จนต้องโทรหาเพื่อนพี่วัตเพื่อบอกเส้นทาง ร้านอาหารแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ของโรงแรมชุนหลี เป็นโรงแรมขนาดกลางในบรรกาศที่ไม่พลุกพล่าน

เมื่อเดินทางมาถึง และสั่งอาหารตามที่ทางร้านแนะนำ พวกเราก็รู้สึกว่าคุ้มค่ากับการดั้นด้นเดินทางมายังร้านนี้

อาหารที่เราสั่งมีทั้งปลา

จ๊อปู

ขาหมูทอดกรอบ (ดิว สั่งเมนูนี้)

กุ้งแม่น้ำผัดผงกะหรี่

หมี่หมูหยอง (เราสั่งเพราะว่าชอบกินก๋วยเตี๋ยวมาก)

และเมนูนี้แนะนำโดยเชฟ (อร่อยมาก)

อาหารหมดเกลี้ยง อิ่มมาก ต้องหาวิธีย่อย และดิวได้เตรียมไว้แล้ว เราจะไปเยี่ยมชม ปราสาทพนมวัน 


ปราสาทพนมวันถูกสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 เพื่อเป็นเทวสถาน และปราสาทมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของประเทศไทย พวกเราบางคนเคยไปปราสาทเมืองสิงห์ที่กาญจนบุรีมาแล้ว แต่ที่นี่ดูเหมือนจะสมบูรณ์มากกว่า

เป็นโชคดีของเราที่วันนี้มีการแสดงของน้องนักเรียนเพื่อต้อนรับกลุ่มเยื่ยมชมจากหน่วยงานแห่งหนึ่ง และเมื่อพวกเราเดินทางไปถึงนั้นการแสดงกำลังเริ่มขึ้นพอดี

เราก็เลยได้ภาพสวยๆ กับนางรำมาในชุดขอมโบราณ

เราว่าชุมชนแห่งนี้เข้าใจดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวโบราณสถาน การใช้นางรำในชุดโบราณ ซึ่งมีความสวยงามทั้งเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ และท่าทางในการร่ายรำ เป็นความคิดที่ดีมาก

จะเห็นได้ว่ามีเพียงเราอยู่บริเวณนี้เพราะ 4 หนุ่มนั้นเดินสำรวจล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

ภายในส่วนกลางของปราสาทมีพระพุทธรูปอยู่ 3 องค์เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้กราบไหว้บูชา

เราชอบโบราณสถาน และประวัติศาสตร์ของขอมมาก รู้สึกว่าดูลึกลับ มหัศจรรย์

เราเก็บภาพได้เยอะกว่าคนอื่น โดยเฉพาะเติ้ล เพราะเติ้ลใช้เวลาในการเดินชมน้อยที่สุด

แต่อย่างน้อยเติ้ลก็ทำให้เราได้รูปสวยๆรูปนี้

4 หนุ่มเดินชมเสร็จก่อนจึงออกมายืนรอด้านนอก ขณะที่เรายังคงเพลิดเพลินกับมุมต่างๆของปราสาท และแวะเก็บอีกหลายภาพ

หลังจากเดินชมจนทั่วแล้วพวกเราก็ออกเดินทาง เติ้ลอยากแวะไปเยี่ยมชม หมู่บ้านเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน และอยากหาซื้อเครื่องปั้นดินเผากลับบ้านอีกด้วย

เมื่อพูดถึงเครื่องปั้นดินเผา ด่านเกวียนคือชื่อที่เราคุ้นเคย ครั้งนี้ได้มีโอกาสเยี่ยมชมข่างปั้นนกฮูกฝีมือฉกาจท่านหนึ่ง ท่านกำลังปั้นนกฮูกตัวใหญ่อยู่พอดี

ฝีมือท่านดีมาก งานปั้นสวยงามจริงๆ

นกฮูกตัวใหญ่ขนาดนี้ ตัวละ 2500 บาท ใช้เวลาปั้นประมาณ 1 สัปดาห์

เติ้ลสนุกกับการถามตอบเกี่ยวกับเรื่องเครื่องปั้นดินเผา แล้วในที่สุดพวกเราก็แวะตลาดเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านช่างปั้น

และเติ้ลก็ได้สิ่งที่ต้องการ เป็นแจกัน (แต่ขนาดใหญ่มาก) ขนาดใหญ่ใบหนึ่ง เราชอบการลงสี สวยคลาสสิคดี แต่ปลากฏว่ามีขนาดใหญ่เกินไปไม่สามารถนำขึ้นรถตู้ของเราได้ โชคดีที่ร้านมีบริการส่งพัสดุ ไม่เช่นนั้นเติ้ลต้องเสียดายมากแน่ๆ

ออกจากร้านเครื่องปั้นดิ้นเผาตอนบ่ายแก่ๆ จุดหมายสุดท้ายของเราวันนี้คือไปชมพระอาทิตย์ตกดินบนเขายายเที่ยง

เพื่อนเราเคยมาที่นี่ แต่มาตอนเช้าและได้ชมพระอาทิตย์ขึ้น สวยงามมาก วันนี้เราเลยมาดูพระอาทิตย์ตกเพื่อให้ได้อีกบรรยากาศ

วันนี้พระอาทิตย์ตกประมาณ 1 ทุ่ม ทำให้เราได้มีโอกาสเก็บภาพในช่วงเวลาที่ต่างกัน

ภาพที่เราเห็นต่ำลงไปคือทางด่วนสายยาวซึ่งเป็นทางด่วนลอยฟ้าที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเส้นทางที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย ผืนน้ำกว้างใหญ่อยู่ถัดออกไปและด้านหลังเป็นทิวเขายาวสุดสายตา

ภาพแบบนี้ช่วยเยียวยาความรู้สึกได้ดี ช่วยผ่อนคลายสายตา และยังมีลมพัดทำให้รู้สึกเย็นสบายอีกด้วย

พวกเราต่างก็เก็บภาพมากมายบริเวณสันของอ่างเก็บน้ำ และทุ่งกังหันลมเขายายเที่ยง ที่อ่างเก็บน้ำตอนบนโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จุดชมวิวแห่งนี้เหมาะสำหรับทุกคน แต่แนะนำให้ขึ้นมาช่วงเช้าหรือช่วงเย็นเพราะแดดจะไม่จัดมาก จะได้ดื่มด่ำกับวิวสวยๆได้อย่างเต็มที่

ระหว่างทางลงจากจุดชมวิว จะมีบ้านพัก ร้านอาหารหลายแห่ง ถ้าใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศมานอนบนเขาก็สามารถจับจองได้ แต่สำหรับพวกเราได้จองห้องพักไว้เรียบร้อยแล้วคงต้องไว้คราวหน้า

เมื่อฟ้าเริ่มมืดลง ก็เริ่มมีแสงไฟจากทางด่วน และอาคารบ้านเรือนด้านล่าง สวยงามไปอีกแบบ

พวกเราออกเดินทางลงจากสันอ่างเก็บน้ำเพื่อไปยัง ร้านจันท์ผา เพราะเราจองโต๊ะสำหรับมื้อเย็นไว้เรียบร้อยแล้ว

ร้านจันผาแห่งนี้มีอาหารขึ้นชื่อคือ ปลาช่อนจิ่มแจ่ว

แต่พวกเราก็สั่งอาหารอื่นๆอีกหลายเมนู

เติ้ลเลือก ไก่ทอดราดซอสมะขาม

น้ำพริกอ่อง

ส้มตำทอด

ผัดผักรวม

แกงคั่วหอยขม

และเราขอเพิ่มกะหล่ำผัดน้ำปลา เพราะว่าเราชอบมาก

และแกงเลียงที่ทางร้านแนะนำ และพวกเราก็ถูกใจเพราะรสชาติดีมากๆ

อาหารทุกอย่างอร่อย ยกเว้นแกงคั่วหอยขม โดยส่วนตัวเราคิดว่าน้ำแกงใสไปนิดนึง แต่คนอื่นอาจจะชอบก็ได้

หลังจากอิ่มแปล้กับอาหารเย็นแล้วพวกเราก็เดินทางเข้าเช็คอินที่โรงแรม ลา เรนา มารอค

โรงแรมนี้เลือกและจองโดยดิว เหตุผลคือภาพวาดบนฝาผนังที่ดิวเห็นจากอินเตอ์เนท ซึ่งพวกเราก็เห็นด้วย

เราเดินทางมาถึงโรงแรมค่อนข้างค่ำแล้ว ทำให้ภาพวาดบนผนังไม่น่าสนใจเท่ากับเตียงนอนนุ่มๆ

พวกเราจึงแยกย้ายเข้าห้องพักของตัวเอง

ห้องพักตกแต่งสไตล์โมรอคคัน มีภาพวาดบนกำแพง เครื่องประดับทีมีกระจกหลากสี โคมไฟ หรือแม่แต่ผ้าปูเตียง

ห้องน้ำก็สะอาดดี ด้านหลังของโรงแรมมีสระว่ายน้ำขนาดเล็กเผื่อบางคนอยากแช่น้ำ

โรงแรมมีน้ำดื่มให้ 2 ขวด และชา กาแฟสำเร็จรูป ฟรี

ห้องเราเป็นห้องมุม แต่พอมืดก็มองไม่เห็นอะไรอยู่ดี นอนดีกว่า

วันที่ 3

วันนี้พวกเราไม่รีบร้อนเพราะลงความเห็นกันว่า มาเขาใหญ่ทั้งทีอยากนอนสูดอากาศบริสุทธิ์เก็บไปให้เต็มปอดหน่อย แต่เสียงส่วนใหญ่กลับเสนอให้เราออกไปหาอาหารเช้ากินกันก่อนแล้วค่อยกลับมานอนต่อเพราะห้องพักที่เราจองนั้นเป็นห้องแบบไม่รวมอาหารเช้า เหตุผลก็คือ เอก รู้จักร้านข้าวหมูแดงชื่อดังและอยากพาพวกเราไปชิม

ความเห็นตรงกันพวกเราก็เลยออกจากโรงแรมกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า เพื่อข้าวหมูแดงร้านดัง ข้าวหมูแดงสุพรรณ แต่เป็นสาขาสองเพราะพนักงานโรงแรมบอกเราว่าสาขาแรกนั้นหาที่จอดรถค่อนข้างยาก แต่รสชาติของสองสาขาไม่ต่างกัน

รายการอาหารมีเพียง ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ ต้มเลือดหมู พวกเราทุกคนสั่งเหมือนกัน คือ ข้าวหมูแดง+หมูกรอบ และต้มเลือดหมูคนละถ้วย

ปกติเราไม่ค่อยกินข้าวหมูแดงเพราะน้ำที่ราดมามันหวาน แต่ในเมื่อเป็นร้านดัง ก็ต้องลองซักหน่อย

ยอมรับว่าอร่อย ทั้งข้าวหมูแดงและหมูกรอบ รวมทั้งต้มเลือดหมู

อร่อย และ ถูกด้วย อิ่มแล้วก็ต้องกลับไปโรงแรมเพื่อเก็บข้าวของและเช็คเอาท์

สำหรับจุดหมายต่อไปเป็นจุดหมายที่เราเลือกเพราะเคยไปนานแล้ว และอยากพาหนุ่มๆไปเยี่ยมชม Toscana Valley เป็นโรงแรม และร้านอาหาร (กรณีที่ไม่ได้เข้าพักก็สามารถมารับประทานอาหารที่ร้านอาหาร ซึ่งมีอยู่หลายร้านได้โดยจะไม่รบกวนแขกที่เข้าพักแต่อย่างใด เพราะอยู่คนละส่วนกัน) แต่ดูเหมือนว่าเรามาถึงเร็วเกินไป ร้านต่างๆยังไม่เปิดให้บริการ บางร้านปิดอยู๋เนื่องจากสถานการณ์โควิด

พวกเราจึงทำได้แค่เก็บภาพสวยๆ

ถึงเวลาของนายแบบ

และนายแบบ

และนางแบบ

ท้องฟ้าวันนี้เป็นใจกับการถ่ายรูปสวยๆมาก

หลังจากเก็บภาพประทับใจแล้วพวกเราก็ออกเดินทาง จุดหมายต่อไป อาหารกลางวันเบาๆ

ร้านนี้เราเลือก ครัวกำปั่น เพราะเราเคยมาหลายครั้งแล้ว และถูกใจอาหารหลายๆเมนู

ปลาดุกฟูผัดพริกขิง คืนที่สุดของเมนูสำหรับเรา

กุ้งแม่น้ำราดซอสมะขาม

ไก่ทอด

ต้มย้ำทะเลร้อนๆ

ยำรวมมิตรเห็ดรสแซบ

ผัดต้นอ่อนทานตะวันใส่เต้าหู้ไข่

อิ่มมากๆ (หรือป่าว) แต่เหมือนยังขาดอะไรอยู่

พี่วัตผู้ซึ่งเรียกร้องของหวานทุกครั้งหลังอาหาร และพี่เค้าก็ได้เตรียมร้านนี้ไว้แล้ว ร้านหมากม่วงเขาใหญ่


ร้านนี้อยู่ในสวนมะม่วงน้ำดอกไม้

ตกแต่งแบบบ้านไม้ผสมปูนเก๋ๆ เจ้าของร้านและเพื่อนๆพี่น้อง ช่วยกันออกแบบและตกแต่งกันเอง แต่ทำออกมาได้น่ารักมาก

มีระเบียงชมวิวสวนมะม่วงและภูเขา ซึ่งมีต้นไม้เขียวขจีในหน้าฝน

มีชั้นดาดฟ้าที่สามารถมองเห็นวิว 360 องศา

มีห้องกระจก และ ระเบียงรับลม

เสิร์ฟ ของหวานล้วนเป็นเมนูมะม่วง

ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียวมะม่วง ไอศครีมมะม่วง มะม่วงปั่น มะพ่วงสุก

รสชาติของมะม่วง บอกเลยว่าอร่อยมาก

เพื่อนเราบอกว่าร้านนี้มีมะม่วงขายตลอดทั้งปี ไม่แปลกใจทำไมมีลูกค้าเข้ามาตลอด

หลังจากอิ่มอร่อยกับของหวาน (สมใจพี่วัต) และเก็บภาพหล่อๆ

ภาพสวยๆ

มุมไหน (ของร้าน) ก็สวย

แล้วพวกเราก็ออกเดินทางมุ่งหน้ากลับ กทม บ้านเรา ถือเป็นการจบทริปโคราชบ้านเอ็งอย่างสวยงาม หลายคนไม่รู้จักโคราช เพราะเมื่อพูดถึงจังหวัดนี้คนจะนึกถึงเขาใหญ่ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียง และขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์ แต่อันที่จริงโคราช มีอะไรมากกว่าเขาใหญ่อีกเยอะ นี่ขนาดพวกเราใช้เวลา 3 วัน 2 คืน ยังรู้สึกว่ายังมีอีกหลายที่ที่เราไม่ได้ไปเพราะเวลาไม่พอ การเดินทางมาโคราชอาจจะใช้เวลาประมาณ 4 ชม.ถ้าหากเรามุ่งหน้าตรงเข้าจังหวัด จึงแนะนำให้แวะเที่ยวระหว่างทางเหมือนพวกเรา เพราะจะช่วยให้รู้สึกว่า 4 ชม.ก็ไม่ได้นานขนาดนั้น…….

ความคิดเห็น