อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล : คนเดียวกับการนั่งรถไฟไปกางเต็นท์บนดอย รีวิวโดย เที่ยวเหมือนเหงา

🚂 นั่งรถไฟเที่ยวดอยขุนตาล 2 วัน 1 คืน (อีก 2 คืนบนรถไฟ) 😱#ขุนตาลงบไม่เกิน1,500บาท #คนเดียวที่ไม่คนเดียว 😂  #ใจแม่งได้ 🏕 อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ตั้งอยู่ใน จ.ลำปางและจ.ลำพูน เพียงก้าวเดียว 2 จังหวัด เป็นดอยเดียวที่สามารถนั่งรถไฟก็สามารถเดินขึ้นดอยได้เลยและมีอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไท

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล : คนเดียวกับการนั่งรถไฟไปกางเต็นท์บนดอย

อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล : คนเดียวกับการนั่งรถไฟไปกางเต็นท์บนดอย

 วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 เวลา 14.26 น.

 วันที่เดินทาง 4 ก.ค. 2563

🚂 นั่งรถไฟเที่ยวดอยขุนตาล 2 วัน 1 คืน (อีก 2 คืนบนรถไฟ) 😱
#ขุนตาลงบไม่เกิน1,500บาท #คนเดียวที่ไม่คนเดียว 😂  #ใจแม่งได้

🏕 อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล ตั้งอยู่ใน จ.ลำปางและจ.ลำพูน เพียงก้าวเดียว 2 จังหวัด เป็นดอยเดียวที่สามารถนั่งรถไฟก็สามารถเดินขึ้นดอยได้เลยและมีอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย โดยบนดอยจะมี 4 จุด ยุทธศาสตร์ ขอใช้แทนจุดแต่ละจุดว่า ย.1, ย.2, ย.3 และ ย.4 โดยเส้นทางการเดินไม่ได้ยากอะไรมากแต่ส่วนตรงน้ำตกค่อนข้างยากและโหดเลยแหละ เส้นทางค่อนข้างชัดเจน มีป้ายบอกทางและอากาศเย็นสบาย มีลมพัดบางช่วง มีต้นไม้ปกคลุมตลอดเส้นทางการเดิน  🙃😇

📝 ประวัติ (จากอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล)📝

⛰ อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาลเป็นอุทยานแห่งที่ 10 ของประเทศไทย มีพื้นที่ครอบคลุมรวม 2 จังหวัด มีเนื้อที่ 159,556.25 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติขุนตาลในท้องที่ ต.ทาปลาดุก อ.แม่ทา จ.ลำพูนและตำบลบ้านเอื้อม อ.เมืองลำปาง ต.เวียงตาล ต.วอแก้ว อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง

🛤 อุโมงค์ขุนตาน เป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คือยาว 1,052.10 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2450 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเสร็จสิ้นเมื่อ พ.ศ.2461 (รวม 11 ปี)

🏞 น้ำตกตาดเหมย เป็นน้ำตกขนาดเล็ก สูงประมาณ 10 เมตร ระหว่างทางจากจาก ย.2 ไปยัง ย.0 มีทางแยกด้านซ้ายมือไปยังตัวน้ำตกประมาณ 1,500 เมตร ต้องเดินไปยังหุบเขาแม่ยอนหวายราว 300 เมตร

⛺ สถานที่กางเต็นท์ : จุด ย.2 เนื่องจากย.3 ยังไม่สามารถขึ้นไปกางเต็นท์ได้นะ ณ ตอนนี้ ^^

***ก่อนมาต้องทำการจอง QUEQ ก่อน เพื่อเป็นการลงทะเบียนเข้าอุทยาน โดยเราเลือกเวลา 08:00 น. - 09:00 น. โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแจ้งว่าจำกัดจุดกางเต็นท์ลานสน 50 คนต่อวัน

▶️ 4 ก.ค.63
เริ่มการเดินทางโดยการนั่งรถไฟ (รถไฟขบวนพิเศษอุตราวิถี หมายเลขขบวน 9) กรุงเทพ 18:10 - ขุนตาน 06:01 เป็นรถไฟตู้นอนชั้น 2 เตียงบน แบบ lady car ราคา 918 บาท (ใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง) ความสะดวกสบายมีมากที่สุด มีที่ชาร์จแบตโทรศัพท์ ห้องน้ำสะอาด มีบริการน้ำดื่มให้คนละ 1 ขวด และประเด็นคือแอร์เย็นดีมาก แต่ดีที่เค้ามีผ้าห่มให้ด้วยทำให้คืนนั้นค่อนข้างหลับสบายเลยแหละ ก่อนนอนก็ได้ตั้งกล้องถ่ายรูปตัวเองหน่อย บรรยากาศที่นอนก็จะประมาณนี้

▶️ 5 ก.ค.63
หลังจากรถไฟได้แล่นมาจนถึงจุดลงสถานีขุนตาน เราได้พบกับหญิงสาวที่มาเที่ยวคนเดียวเหมือนกันทำให้เกิดการพูดคุยขึ้นและได้รู้จักชื่อว่าน้องกวาง เราทำความรู้จัก จนกระทั่งจุดลงรถไฟ ต่างคนต่างเตรียมตัว เก็บสัมภาระ จัดการตัวเอง และเดินถ่ายรูปเล่นรอเวลาในการขึ้นอุทยาน (รูปด้านล่างเป็นรูปที่น้องกวางถ่ายขึ้นมา แอบติดเราด้วย อิ้อิ้)

ระหว่างรอเวลา ร้านค้าที่สถานีรถไฟเริ่มเปิด เราไม่รอช้าจัดโกโก้ก่อนเลยหนึ่งแก้ว แล้วไม่นานก็ชวนกันขึ้นอุทยาน โดยมีระยะทางจากสถานีรถไฟไปอุทยาน 1,300 เมตร ซึ่งเราจะต้องเดินข้ามทางรถไฟเพื่อไปทางเดินเท้าขึ้นอุทยาน

เดินมาเรื่อยเรื่อยคุยกับนกคุยกับไม้ รวมถึงคุยกับน้องกวางระหว่างทางเดิน ได้ความว่าน้องกวางจะพักที่ลานชมดาวเราจึงชวนน้องไปที่ลานสนด้วยกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วน้องก็ร่วมเดินทางไปกางเต็นท์ที่ลานสนด้วยกัน (ป้ายยา อิ้อิ้) ซึ่งระหว่างทางเดินจากสถานีรถไฟไปอุทยานส่วนใหญ่จะเป็นทางบันไดและทางถนนทางค่อนข้างชัดเจนมีป้ายบอกตลอดเส้นทาง มีต้นไม้ให้ร่มเงา อากาศไม่ได้ร้อนอะไรมากมาย วิวก็สวยดี 

ใช้เวลาเดินไม่นานเราก็มาถึงจุดอุทยาน ซึ่งทันใดที่เราถึงนั้นเราได้เจอรถมอเตอร์ไซค์ที่กำลังวิ่งขึ้นมาบนอุทยาน ได้แต่คิดในใจว่าถ้าเราใช้บริการให้เค้ามาส่งก็คงจะไวดีไม่น้อย แต่ก็นะ มันไม่ได้อารมณ์มันต้องเดินดิ่วะ (โดยค่าบริการจะอยู่ที่ 50 บาท/คน/รอบ)

เมื่อเราถึงอุทยานเราก็มาจุดคอยเพื่อรอลงทะเบียน ฟังเจ้าหน้าที่อธิบายเส้นทางการเดิน ชำระค่าบริการ รวมไปถึงอาบน้ำอาบท่า เดินชมอุทยาน แวะถ่ายรูปกับจุดที่ถ้ามาถึงก็ต้องถ่ายอ่ะและรับประทานอาหาร ณ จุดนี้ 

ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นจุดลานกางเต็นท์อีกจุดชื่อว่าลานชมดาว ถ้าใครที่อยากกินลมชมวิว พักแรมที่จุดนี้ก็สะดวกสบาย ง่ายและไม่ต้องเดินเยอะ วิวดีอยู่เหมือนกันนะ 

และหลังจากทำธุรส่วนตัวเสร็จก็ได้เวลาที่จะต้องเดินทางต่อ เริ่มเดินทางเท้าจากอุทยานไปย.1 โดยมีระยะทาง 2,300 เมตร ซึ่งระหว่างทางเดินจะเป็นทางเทรลเล็กน้อยตรงที่ทางเดินเท้าและเป็นทางถนนที่ตัดสลับให้เดิน ทางเดินไม่ได้เดินยากและไม่ได้ชันเท่าไหร่ ใช้เวลาไม่นาน โดยระหว่างทางเดินไป ย.1 จะมีบ้านพักของอุทยาน มีต้นไม้ ดอกไม้ ใบหญ้า มีความร่มรื่น และน่าอยู่มาก เก็บภาพของน้องมาให้ชม

แต่เส้นทางบางช่วงก็เป็นทางที่ขาดหายไป ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินหน่อยนะ อ่ะเก็บภาพมาให้ดู ต้องตะปีนกันหน่อย (แอบถ่าย)

แต่ก่อนจะถึงจุดย.1 นั้นเราจะถึงจุดมัดจำขยะก่อน ซึ่งเราต้องทำการมัดจำ 100 บาท โดยใช้บัตรประชาชนจะได้ถุงดำมาเพื่อใส่ขยะและแยกขยะ แล้วนำมาทิ้งจุดนี้ เพื่อนำเงินมัดจำและบัตรประชาชนคืน

อีก 200 เมตรเดินขึ้นบันไดมาเราก็จะถึงจุด ย.1 (จำได้คร่าวๆว่า 200 เมตร)

ย.1 สูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร ในปี พ.ศ.2460 การรถไฟแห่งประเทศไทยสร้างบ้านพัก ย.1 เพื่อเป็นพลับพลาที่ประทับของกรมพระกำแพงอัครโยธิน เมื่อครั้งเสด็จมาเป็นแม่งานในการก่อสร้างอุโมงค์ขุนตาน ในปัจจุบันการรถไฟได้เปิดบริการแก่นักท่องเที่ยว

โดยเราทำการเดินไปเรื่อยเรื่อย  โดยจากย.1 ไป ย.2 ระยะทาง 1,000 เมตร เส้นทางการเดินเริ่มมีทางเทรลเยอะขึ้น แต่ก็ไม่ได้ชันมากมายอะไร เดินกินลมชมวิวได้สบายเลย

เมื่อมาถึงจุดที่ใกล้ถึงย.2นั้น เราจะพบกับบันไดที่มากมายหลายขั้นมากมาก ตอนนั้นทำให้ลมแมบจับ หึหึ แต่ถ้าเราพ้นไปได้เราจะพบกับจุดชมวิวที่สวยงามเลยแหละ

พ้นบันไดไปจุดนี้คือเราถึงจุด ย.2 แล้ว

ย.2 สูงจากระดับน้ำทะเล 1,034 เมตร พื้นที่บริเวณ ย.2 เป็นที่พักของบริษัทตัดไม้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พื้นที่นี้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนต์ จึงได้ซื้อพื้นที่ดังกล่าวเพื่อสร้างบ้านพักและทำสวน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เคยเสด็จประพาส เมื่อปี พ.ศ.2512 และ พ.ศ.2516 ปัจจุบัน บริเวณ ย.2 มีบ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว

หลังจากที่เราชมวิวเราก็ทำการเดิน เพื่อไปจุดกางเต็นท์ โดยระยะทางจากย.2 ไปจุดกางเต็นท์ลานสน 50 เมตร ซึ่ง 50 เมตรนี้เป็นทางชัน ทำเอาเหนื่อยล้ามาก ถึงมากที่สุด

เมื่อขึ้นถึงยอดเราจะพบกับต้นไม้ใหญ่ (ซึ่งไม่รู้ชื่อต้นอะไร) และพบกับต้นสนหลายสิบต้นที่เรียงกันสวยงามมาก วิวต้นสนปะทะแสงแดดกับท้องฟ้าที่สว่าง เป็นอะไรที่เกินบรรยายได้จริงจริง

ดอกต้นสน เก็บภาพหน่อย น่ารักดี

เมื่อเรามาถึงเราก็ทำการวางเป้ กางเต็นท์ พักผ่อน slow life ชีวิต ไปสักระยะหนึ่ง

และนี่ก็คือวิวของลานกางเต็นท์ย.2 เฮ้ยมันสวยมากมากเลยนะเว้ยยย โอ้ยดีอ่ะชอบ

และเราก็แอบถ่ายมุมพักผ่อนของน้องกวาง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดี สดชื่นดี ดูเรียบง่าย น่ารักไปหมด

ซึ่งเมื่อจากหลังที่เราพักผ่อน กินข้าวกินปลาที่เตรียมกันมาก็ชวนกันไปน้ำตกตาดเหมยโดยถามเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าไปได้เลย มีเส้นทาง ไม่หลงหรอกถ้าหลงก็ไปบรรจบที่อุทยานอยู่ดี อ่ะฟังอย่างนั้นเราก็เริ่มออกเดินทาง และทันใดนั้นก็พบกับชายหนุ่มที่มาเที่ยวคนเดียวเหมือนกันร่วมทางเดินไปน้ำตก ชื่อพี่นัด ซึ่งพี่นัดก็จะไปน้ำตกพอดีแล้วได้ยินเราคุยกับเจ้าหน้าที่เลยร่วมทางมาด้วยกัน

โดยระยะทางจากจุดกางเต็นท์ลานสน ถึงป้ายน้ำตกจะประมาณ 500 เมตร และจากป้ายไปน้ำตกอีก 1,500 เมตร โดยระยะทางทั้งหมดจากลานสนไปน้ำตกตาดเหมยโดยประมาณ 2,000 เมตร รวมระยะทางขึ้นสุดลงสุดของการไปน้ำตกรวมแล้ว 4,000 เมตร  อันนี้ถือว่าโหดให้ที่หนึ่งของการเดินดอยขุนตาลเลย 

เนี่ยพาเราไปถึงวาดฝันว่าน้ำตกจะต้องเป็นอะไรที่สวยงาม น้ำเยอะ ไหลแบบพอได้ลงแช่น้ำอาบน้ำได้ ก็ทำให้มีแรงฮึดสู้ที่จะเดินไปต่อ โดยระหว่างเส้นทางการเดินไปน้ำตกอ่ะ มันลงสุดจริง เส้นทางค่อนข้างยาก แล้วยังไปเจอทางที่ต้นไม้ล้มจนทำให้หลงไปสักชั่วระยะหนึ่ง แล้วกลับขึ้นมาตั้งสติแล้วหาทางกันใหม่ โดยทางที่แท้จริงคือทางที่ต้นไม้ล้มนั่นแหละ เราต้องอ้อมต้มไม้ไปถึงจะเจอทาง แหม่มีเรื่องมีราว สร้าง สตอรี่เก่่งจริง

หลังจากที่เราเดินหลงบ้าง หอบบ้าง ทิ้งดิ่งลงมาบ้าง ในที่สุดเราก็ได้ยินเสียงน้ำไกลไกล และพบว่าเฮ้ยถึงแล้ว และได้ยินเสียงไกลไกลว่า มันใช่หรออ มาถูกหรือป่าว แต่มันคือถูกแล้วแหละ แต่น้ำมันยังไม่ได้เยอะมากแต่มันก็มีน้ำนะ พอถึงเราก็เดินสำรวจที่เพื่อนั่งพักผ่อน ล้างหน้าล้างตา และพี่นัดก็ทำการอาบน้ำสระผม (แอบถ่ายน้ำให้ดูหน่อย ซึ่งต้องใช้สองมือรองน้ำกันเลยทีเดียว อ่ะก็พอชื่อใจอยู่แหละ)

หลังจากพักผ่อน อาบน้ำ แช่น้ำ สักพักก็เริ่มได้เวลาที่เราต้องเดินกลับเนื่องจากระยะทางค่อนข้างชัน ทำให้ใช้เวลาเดินค่อนข้างมาก และก็กลัวจะมืดแถมกลัวฝนด้วย เลยพากันรีบเดินกลับไปลานสน ระหว่างทางคือ มันเดินขึ้นขึ้นขึ้นอย่างเดียวจริงจริง ยอมใจ

เดินมาเรื่อยเรื่อยจนถึงจุดก่อนขึ้นลานสน เราก็ไปหาล้างหน้า กรอกน้ำ เนื่องจากจุดนี้คือน้ำลายเหนียวและ เอาน้ำไปแค่ขวดเดียวไม่คิดว่าทางเดินมันจะโหดขนาดนี้ 

และจุดตรงนี้ก็มีห้องน้ำที่พอมีน้ำไหลเนื่องจากวันที่เราไปด้านบนลานสนน้ำไม่ไหลเลยมาใช้บริการน้ำในจุดนี้  โดยห้องน้ำก็สวย เก๋ดีนะ มีการตกแต่งแบบน่ารักดีด้วย

และเราก็ขึ้นลานสนเพื่อหาอะไรกินเนื่องจากหิวมาก ใช้พลังงานไปเยอะ ซึ่งมองจากด้านบนเห็นวิวที่เหมือนจะมีเมฆฝนที่สวยงามเลยชวนกัน ไปดูวิวพร้อมกรอกน้ำด้วยเลย โดยเดินย้อนไปดูวิวที่จุดชมวิว ย.2 ห่างจากจุดกรอกกน้ำไม่มาก

และนี่คือวิวที่ได้แอบเห็นแสงพระอาทิตย์กำลังตกและเหมือนเป็นฝนโปรยๆลงมาด้วย

จากนั้นเราก็ขึ้นไปอาบน้ำอาบท่า พูดคุยเม้ามอย กันสักพักหนึ่งนัดแนะเวลาเรื่องจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ย.4 โดยสรุปใจความได้ว่าถ้าไปต้องเช้าหน่อยเพื่อจะได้ทันพอดี ตอนนั้นก็นัดกัน ตี 3 (น่าจะนะ) แล้วแยกย้ายกันเข้าเต็นท์นอน ระหว่างช่วงที่นอน คือได้ยินเสียงต้นสนพัดตลอดคืน นึกว่าเป็นเสียงฝน แต่ไม่ใช่จ้า

แล้วเราก็หลับไป ตื่นอีกทีก็น่าจะตี สามหรือตีสี่นี่แหละ เปิดดูโทรศัพท์มีการเปลี่ยนแปลงเวลานัดกันใหม่ คือเริ่มเดินทางไปย.4 ตีห้า ไม่เน้นดูพระอาทิตย์กันแล้วเนื่องจากคงจะเพลียด้วยกันทั้งหมด

▶️ 6 ก.ค.63

เมื่อได้เวลาก็พากันเตรียมตัวออกมาภายนอกเต็นท์พบกับพระจันทร์ ที่เต็มดวงแสงสว่างมาก ขนาดตีห้าแล้วเรายังเห็นได้อย่างชัดเจน  เพราะว่าที่เราไปตรงกับวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษาพอดี ทำให้เห็นพระจันทร์ได้เต็มดวง 

แล้วเราก็เริ่มเดินทางกันต่อโดยระทางจาก ลานสนไป ย.3  ระยะทาง 3,000 เมตร ระหว่างทางเดินไปย.3 ค่อยข้างมืดยังมองไม่เห็นสองข้างทางต้องใช้ไฟฉายส่องไปด้วย แต่เมื่อเราเดินไปเรื่อยเรื่อยไฟจากแสงอาทิตย์ก็เริ่มสาดส่องผ่านต้นไม้เข้ามา 

เราเดินทางกันไปเรื่อยเรื่อยแต่ไม่ได้เร่งรีบมากเท่าไหร่ โดยระหว่างทางการเดินไปนั้นพบกับดอกไม้ ใบไม้ ระหว่างทางสวยงาม มีความเขียวชอุ่ม สีสวยสดใหม่ สวยงาม สบายตาสบายใจดีจริงจริง แต่ด้วยความมืดทำให้เรายังจับภาพไม่ได้มาก มีแต่ภาพเพียงเล็กน้อยที่ยังพอถ่ายได้

เมื่อเราเดินมาเรื่อยเรื่อยก็มาถึงจัดพักบริเวณ ย.3 เรานั่งพักกันจุดนี้ก่อนสักพักหนึ่ง แล้วถึงเดินทางกันต่อเพื่อไป พิชิตจุดยอดดอยขุนตาล ย.4 นั่นเอง

ย.3 สูงจากระดับน้ำทะเล 1,225 เมตร หลังจากการสน้างทางรถไฟเสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะมิชชันนารีอเมริกันคริสจักร ได้มาทำการสร้างบ้านในบริเวณนี้ ละจะมาพักผ่อนในเดือนเมษายนของทุกปี ปัจจุบันบ้านพักดังกล่าวอยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยพายัพและเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

หลังจากที่พักกันเรียบร้อยก็เริ่มเดินทางไป ย.4 โดย ย.3 ไป ย.4 ระยะทาง 1,000 เมตร 

เดินทางได้สักพัก ไม่นานเราก็จะพบกับศาลาให้นั่งพักและมองไปรอบรอบก็จะเจอต้นไม้ที่กำลังโดนแสงแดดส่องเข้ามา เป็นภาพที่สวยงามมาก บรรยากาศดี 

จุดนี้เราแอบเห็นหมอกด้วยนะ ทำให้เรารีบพากันเดินขึ้นด้านบนเพื่อหวังจะไปดูทะเลหมอกด้านบน และจุดตรงนี้แหละเป็นจุดเริ่มต้นความชันอีกครั้ง  และเดินขึ้นมาสักพัก เราจะเจอกับเนินวัดใจ ซึ่งเนินนี้เป็ฯเนินที่พบกับบันไดหลายขั้น อีกแล้ววว ใครเข่าไม่ดีนี่ทรุดได้อ่ะ (เดินตามพี่นัด ไม่ทัน พี่นัดเดินไวมาก)

ผ่านจุดบันไดหลายขั้นที่มันนอกจากจะวัดใจเราแล้วยังวัดเข่าเราด้วย ไปได้เราก็ได้พบกับ ป้ายผู้พิชิตดอยขุนตาลกันแล้วแหละ แถมยังเจอบรรยากาศดีดี อากาศที่ไม่ได้หนาวมากเกินไป มองไปทางไหนก็เขียวชอุ่มไปหมด

จุดป้ายผู้พิชิต ย.4 เป็นจุดสูงสุดของยอดดอยขุนตาลสูงจากระดับน้ำทะเล 1,373 เมตร ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้บริเวณนี้เป็นที่ส่องกล้อง ซึ่งเรียกว่า "ม่อนส่องกล้อง" สามารถมองเห็นพื้นที่จังหวัดลำพูนและลำปางได้อย่างชัดเจน

และนี่คือน้องหมา เจ้าถิ่นที่มาถึงจุดนี้ต้องถ่ายรูปด้วยสักหน่อยย น้องนิ่ง น่ารักนะ

หลังจากกินลมชมวิว ชมธรรมชาติ ชมสายหมอกที่ปลิวปลิว ถึงแม้เราขึ้นมาจะไม่เห็น ทะเลหมอกแต่มันก็ดีไม่ได้น้อยไปกว่าสิ่งที่เราพบเจอเลยแหละ 

ระหว่างทางกลับไปลานสน เราก็เจอต้นไม้ใบหญ้าปะทะแสงแดด ตอนนี้เราเริ่มเห็ฯทุกอย่างได้ชัดขึ้นแล้ว มันเป็นอะไรที่สวยจริงจริง  (เก็บภาพมาฝาก)

หลังจากเราเดินกลับมาได้สักพักเราก็มาถึงลานสน แล้วมาทำอาหารการกิน โดยต้มมาม่ากับโอวัลตินที่เตรียมไปด้วย ซึ่งท้องฟ้าและบรรยากาศตอนนี้กำลังดีเลย ไม่ร้อน แดดกำลังอ่อนๆ 

(ต้นนี้คือต้นอะไร มีดอกหรือใบไม่รู้สีชมพู สวยมาก โอ้ยยย ดี ต้นนี้อยู่ทางขึ้นด้านขวาของลานกางเต็นท์)

และน้องดำได้ครอบครองเต็นท์ไปที่เรียบร้อย (เต็นท์ของคนอื่นไม่ใช่ของเรานะ)

หลังจากกินเสร็จอะไรเสร็จเก็บข้าวเก็บของเดินทางกลับ โดยเรานัดกันสามคนว่าจะเริ่มเดินทาง 10.00 น. 

พอได้เวลาก็เดินทางกลับเส้นทางเดิมจนมาถึงจุดที่มัดจำขยะ นำขยะถุงดำมาให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วรับบัตรประชาชนและเงินมัดจำคืนจากนั้นก็นำขยะไปทิ้ง 

ระหว่างที่นำขยะไปทิ้งก็เจอจุดชมวิวแวะถ่ายรูปวิวหน่อย จุดนี้ก็วิวสวยดี บรรยากาศดีทุกมุมจริงจริง

ทุกอย่างเสร็จสิ้นจุดนี้เหมือนจะเป็นจุดที่แยกย้ายกัน เนื่องจากน้องกวางเจ็บเข่าใช้บริการรถให้ไปส่งที่อุทยาน(ราคา 50บาท/คน/เที่ยว แต่ถ้าให้ไปส่งที่รถไฟเลยก็ได้ค่าบริการ 100 บาท/คน/เที่ยว) เราเลยเดินเท้าไปกับพี่นัดสองคน แล้วไปเจอกันที่อุทยาน ก่อนแยกย้ายให้เจ้าหน้าที่ช่วยถ่ายรูปสามคนไว้เป็นที่ระทึกให้หน่อย

จากนั้นเรากับพี่นัดก็เดินมาเรื่อยเรื่อย กินลมชมวิวเดินไปถ่ายรูปไป โดยเส้นทางบนถนนก็ยังสวยอ่ะ มันเขียวสดชื่นไปหมด ดอกไม้ใบหญ้า สดใสมาก

เดินมาจนถึงจุดนี้คือไม่ถ่ายก็ไม่ได้อีกอ่ะ แวะถ่ายรูปโดยมีตากล้องคือพี่นัด ถ่ายรูปสวยดีจัง 

พอลงจากดอยขุนตาลมาถึงอุทยานก็อาบน้ำอาบท่า หาอะไรกิน กับพี่นัด น้องกวาง หลังจากนั้นพี่นัดก็กลับไปก่อนเพื่อไปเชียงใหม่ต่อ ส่วนเรากับน้องกวางก็นั่งๆนอนๆที่อุทยานเพื่อรอเวลารถไฟมา (เจ้าหน้าที่อุทยานน่ารักมากกกกกก เป็นกันเองสุด บริการดี ให้คำแนะนำดี)
พอถึงเวลาที่ต้องไปสถานีรถไฟก็ไปสอบถามเจ้าหน้าที่เพื่อใช้บริการรถไปส่ง (ราคา 50 บาท/คน/เที่ยว) ก้เดินไปทางเข้าด้านหน้าอุทยาน
โดยไม่นานก็ได้รถและมาถึงรถไฟ ซึ่งตรงนี้มีน้องกวางมาด้วย ทีแรกน้องกวางจะกลับรอบเย็นแต่เปลี่ยนใจไปเที่ยวลำปางก่อนเนื่องจากรถไฟน้องมามืดหน่อย

และนี่คือหน้าตั๋วรถไฟซึ่งต้องนี้จะมีแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพที่เราต้องเขียนแล้วส่งที่สถานีปลายทางที่เราลงด้วยนะ

ก่อนขึ้นรถไฟแวะหาไรกินที่สถานีรถไฟหน่อยแนะนำเลย ก๋วยเตี๋ยวที่สถานีอร่อยดี ราคาย่อมเยาว์มากด้วย

พอรถไฟมาก็ขนสัมภาระขึ้นรถไฟแล้วเดินไปที่นั่งของตัวเอง น่าจะเกือบขบวนสุดท้ายกันเลยทีเดียว

โดยรถไฟที่นั่งกลับเป็นรถไฟด่วนชั้น 3 แบบนั่ง หมายเลขขบวน 52  ขุนตาน 16:50 - กรุงเทพ 05:25 ราคา 261 (ถึงหัวลำโพงประมาณ 6 โมงกว่า รวมใช้เวลาประมาณ 13 ชั่วโมง)

และเราก็นั่งชมวิวบนรถไฟ และไม่นานก็หลับไป ได้อารมณ์ดีมาก อากาศบรถไฟจะร้อนหน่อยนะ เพราะเป็นแบบพัดลม และมันไม่ได้สะดวกสบายเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นแบบนั่ง แต่มันก็สนุกดีไม่น้อย ไม่ได้แย่อะไรเลย

พอรถไฟถึงหัวลำโพงก็เดินทางกลับห้องและเตรียมตัวไปทำงานที่เรารักกันต่อไป :)

- กลับโดยสวัสดิภาพ -

🚂 วิธีการจองรถไฟ 🚂
🚩จองผ่านเว็บ https://www.thairailwayticket.com/eTSRT/ (ง่ายเหมือนกันนะ สามารถจ่ายผ่านบัตรและเลือกที่นั่งเองได้ ข้อมูลจะส่งเข้าเมลล์เรา)
🚩หรือ โทร 1690 (เราใช้บริการโทร สะดวกดี เพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟ นำหมายเลขไปรับตั๋วได้เลย)

ตารางรถไฟจากกทม.(สถานีหัวลำโพง) ไปขุนตาล (สถานีขุนตาน) สามารถเช็คดูได้จากเว็บไซค์ของการรถไฟเนื่องจากสถานการณ์โควิดที่ผ่านมาทำให้เที่ยววิ่งรถไฟหยุดวิ่งไปแต่ตอนนี้น่าจะเริ่มกลับมาวิ่งเหมือนเดิมแล้ว (คาดเดาเอา)

และนี่ก็เป็นตารางการเดินรถไฟจาก จากขุนตาล (สถานีขุนตาน กลับ กทม.(สถานีหัวลำโพง) โดยราคาแต่ละขบวนจะแตกต่างกันไปนะ

💸 ค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1,490 บาท 💸
• ค่ารถไฟไป 918
• ค่ารถไฟกลับ 216
• ค่าเข้าอุทยาน 20
• ค่าพื้นที่กางเต็นท์ 30
• ค่ารถจากอุทยานไปส่งที่รถไฟ 50
• ค่าอาหารการกิน 256 (คนกินน้อยก็จะถูกมากและเราเอามาม่าและขนมปังจากกทม.มากินด้วยเลยค่อนข้างประหยัดแล้วนะ)

⚠️ หมายเหตุสำหรับคนที่ไม่ต้องการเดินเยอะ ⚠️
- รถสามารถเดินทางเข้าไปถึงที่จุดมัดจำขยะก่อน ย.1 โดยค่าบริการจากอุทยานไปตรงนั้น 50 บาท/คน (โดยแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าต้องการบริการรถไปส่ง)
- จุดรถไฟมาอุทยานและกลับจากอุทยานไปรถไฟมีบริการรถส่ง โดยคิดค่าบริการรอบละ 50 บาท/คน (จากรถไฟแจ้งที่ร้านค้าและจากอุทานแจ้งกับเจ้าหน้าที่เพื่อหารถ)
- ขากลับมีบริการรถมาส่งถึงสถานีรถไฟ ค่าบริการ 100 บาท/คน (ติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ว่าเราต้องการบริการรถ)

⛔สรุประยะทางเดินทั้งหมด⛔

▪︎เริ่มการเดินเท้าจากสถานีรถไฟขุนตานไปอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล 1,300 เมตร
▪︎จากอุทยานไปย.1 ระยะทาง 2,300 เมตร
▪︎จากย.1 ไป ย.2 ระยะทาง 1,000 เมตร
▪︎จากย.2 ไปจุดกางเต็นท์ลานสน 50 เมตร
▪︎จากย.2 ไปน้ำตกตาดเหมย 2,000 เมตร ไปกลับรวม 4,000 เมตร ซึ่ง เส้นทางคือลงสุดขึ้นสุด อันนี้ถือว่าโหดให้ที่หนึ่งของการเดินดอยขุนตาลเลย
▪︎จากย.2 ไป ย.3 ระยะทาง 3,000 เมตร
▪︎จากย.3 ไป ย.4 ระยะทาง 1,000 เมตร จุดนี้เป็นทางชันซึ่งจะพบกับจุดเนินวัดใจ
⛔ รวมทั้งหมดระยะทางจากสถานีรถไฟไปย.4 ประมาณ 7,300 เมตร
⛔ ไปกลับประมาณ 14,600 เมตร และรวมเส้นทางไปน้ำตกไปกลับอีก 4,000 เมตร รวมๆแล้วเดิน 18,600 เมตรหรือ 18.6 กม.นั่นเองที่เราต้องเดินสำหรับดอยขุนตาลนี้ (ระยะทางเจ้าหน้าที่บอกมานะและเป็นการประมาณจากเราเองถ้าใครใช้รถส่งก็จะไม่ถึงนี้จ้าา)

#ขอบคุณดอยขุนตาล

#ขอบคุณผู้ร่วมเดินทาง

*ถ้าเขียนผิด พิมพ์ตกหรือสะกดผิดตรงไหนต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยจ้า ครั้งแรกของการเขียน จะเบลอเบลอหน่อย แถมตาพร่ามัวไปบ้าง*

พลอย. 

ความคิดเห็น