นั่งรถไฟไปซาปา ฟานซีปัน เวียดนามเหนือเมืองฮิปเตอร์กลางหุบเขา รีวิวโดย Talkative girl

เที่ยวฮานอย ซาปา เวียดนามเหนือ เมืองฮิปเตอร์ที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางหุบเขา  ใครจะไปคิดว่าเวียดนามเหนือ เอเชียเหมือนบ้านเราจะมีหิมะ !!!!!  อ่านไม่ผิดหหรอกค่ะ  ที่นี่ในทุกๆปี ช่วงต้นปีบางปีจะหนาวถึงขนาดมีหิมะตก ช่วงที่เราไปนี้คือช่วง  มกรา - กุมภา เป็นช่วงที่หนาวที่สุด  พอเท้าแต

นั่งรถไฟไปซาปา ฟานซีปัน เวียดนามเหนือเมืองฮิปเตอร์กลางหุบเขา

นั่งรถไฟไปซาปา ฟานซีปัน เวียดนามเหนือเมืองฮิปเตอร์กลางหุบเขา

 วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563 เวลา 20.14 น.

 วันที่เดินทาง 18 ม.ค. 2560

เที่ยวฮานอย ซาปา เวียดนามเหนือ เมืองฮิปเตอร์ที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางหุบเขา  ใครจะไปคิดว่าเวียดนามเหนือ เอเชียเหมือนบ้านเราจะมีหิมะ !!!!!  อ่านไม่ผิดหหรอกค่ะ  ที่นี่ในทุกๆปี ช่วงต้นปีบางปีจะหนาวถึงขนาดมีหิมะตก

ช่วงที่เราไปนี้คือช่วง  มกรา - กุมภา เป็นช่วงที่หนาวที่สุด  พอเท้าแตะสนามบินฮานอยเมืองหลวงของเวียดนามก็เจออากาศเย็นๆ ทันที  ทั้งๆที่ยังไม่ได้ขึ้นเหนือเลยนะเนี่ย  อากาศประมาณ 18-19 องศา

เราใช้เวลาเดินทางจาก กทม - ฮานอย ประมาณ 2 ชั่วโมง

ขึ้นเครื่องช่วง 5-6 โมงนิดๆ ถึงสนามบินฮานอยประมาณ 1 ทุ่ม

ซึ่งเราได้จองเหมารถตู้ไปส่งสถานีรถไฟไปปซาปาตั้งแต่ กทม แล้ว จองผ่านคนเวียดนาม ซึ่่งตรงส่วนนี้สามารถหาคนเวียดนามที่รับทำตรงนี้ได้จากกลุ่มเที่ยวในเฟสบุค ทั่วไปเลยจ้าาาา

ลงเครื่องปุ้ปก็ต้องรีบไปขึ้นรถไฟต่อ นอนยาวๆ ขึ้นซาปากันเลย

อ่ะ ถึงสถานีแล้ว เราไม่ต้องซื้อตั๋วเพราะให้เอเจนซี่เวียดนามที่เราติดต่อตั้งแต่ที่ไทยเป็นคนประสานงานให้  มาถึงก็รีบวิ่งขึ้นให้ทันอย่างเดียว  ถ้ามัวไปซื้อตั๋วเองไม่ทันแน่ๆ  เพราะเขาพูดเวียดนามกัน  กว่าจะแปลเสร็จ 555

ภาพแรกในรถไฟ  ตื่นเต้นมว้ากกกก เพราะรถไฟนอนเตียงสองชั้นสวย และที่นอนนุ่มสุดๆ ไม่เหมือนบ้านเราสักนิดดดเดียววว  ค่าตั๋วรถไฟประมาณ 1000 เศษๆ 

มื้อเย็นมื้อแรกของพวกเรา  มาม่ากระป๋องสไตล์เวียดนาม ราคาประมาณ 30 บาท ไทย  รสชาติไม่ค่อยแซ่บเท่ามาม่าบ้านเราเท่าไหร่  พอประทังชีวิตเท่านั้น 555

             กินเสร็จแล้วก็นอนจ้าาา  เพราะรถไฟใช้เวลาวิ่ง7-8 ชั่วโมง ตื่นมาก็เช้าพอดี ค่อยลุยกันต่อ

   บ้านพักแบบโฮมสเตย์ที่เราเลือกจองผ่าน Airbnb  เป็นบ้านพักที่รายล้อมไปด้วย นาขั้นบันได  หลังนี้พักได้ตั้งแต่ 2 คน ถึง 20 คน  ราคาประมาณ 1-2 พันนิดๆ

               นี่คือบริเวณบ้านรอบๆ สดชื่นด้วยทุ่งนา  อากาศเย็นสบาย  สดชื่น   ชาร์จพลังได้ดีสุดๆ

    ที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวเขา เราสามารถเดินเล่นรอบๆหมู่บ้านได้ อารมณ์ประมาณอยู่บนดอยเชียงใหม่เลยจ้าา ชาวเขาเดินเอาของมาขายตลอดทาง

    นี่คือชั้นล่างของบ้านพัก เป็นพื้นที่ส่วนรวมที่ใช้ร่วมกัน  เรากับเพื่อนๆพักด้านบน ส่วนห้องด้านล่างเป็นแขกคนอื่นๆ ที่ัพักเป็นคู่  กับเจ้าของบ้าน

พื้นที่ด้านบนที่เป็นที่นออนของพวกเรา  ไม่มีแอร์หรือพัดลม อากาศธรรมชาติล้วนๆ  อากาศประมาณ  8-10 องศา  ผ้าห่มหนานุ่มห่มสบาย  หัวถึงหมอนก็หลับเลย

               บริเวณรอบๆหมู่บ้าน  สดชื่นสุดๆ  วิวดีมากๆ  เหมาะกับการถ่ายรูปแนวฮิปเตอร์

นาขั้นบันไดที่โด่งดัง เรามาช่วงที่ข้าวกำลังขึ้น  ภาพเลยไม่เขียวขจีเท่าใดนัก ต้องมาช่วงหน้าร้อนแต่อากาศที่ได้ก็จะไม่เย็นสบายแบบนี้นะจ้ะ

   รอบๆ หมู่บ้านมี ร้านกาแฟชิคๆ สไตล์ชาวบ้าน   ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการนั่่งจิบกาแฟชมวิว

มื้อค่ำนี้ อาหารที่เรากินก็เป็นอาหารพื้นเมืองล้วนๆ   ค่าอาหารรวมกับค่าที่พักเรียบร้อยแล้ว  ฝีมือการทำอาหารของเจ้าของบ้านอร่อยตามสไตล์เวียดนาม  เติมได้เรื่อยๆ เจ้าของบ้านใจดีมว้ากกกก   อากาศหนาวๆกินกับเบียร์  ชิลล์ มากๆ   เบียร์กระป๋องละ 15 บาท ฟาดกันเพลินมากก

เช้าวันถัดมาหลังจากกินอิ่มนอนหลับแแล้ว   เราก็หาเช่ามอ'ไซต์  เพื่อขึ้นไปชมวิวยังยอดเขาฟานซีปัน  ด้านหลังคือปั๊มที่มีอยู่ปั๊มเดียวในหมู่บ้าน  ต้องพากันเต็มให้เต็มถังก่อนเพราะไม่รู้ทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไรบ้าง

ระหว่างการเดินทาง   ขับรถชมวิว 2 ข้างทางชิลล์สุดๆ   พร้อมชมบ้านเรือนสไตล์อังกฤษ เพราะที่นี่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาก่อนนั่นเอง

นี่คือระหว่างทาง  จะมีร้านค้าเรียงรายมากมาย  ขายมันเผา น้ำชา  ที่สำคัญ มีกัญชาเสรีด้วยจ้าาา  อ้อ บนนี้ไม่มีน้ำเปล่านะคะ  ทุกคนต้องดื่มชาร้อนกันหมด   รสชาติดี  ช่วยระบบขับถ่ายได้ดีอีกด้วย


นาขั้นบันได้ ระหว่างทาง  เราขี่มอ'ไซต์วนเขาขึ้นมาเรื่อยๆ   มองลงไปข้างล่างก็มีแอบเสียวเหมือนกันนะเนี่ย


        เมื่อถึงแล้วเราก็ขึ้นไปซื้อตั๋วกระเช้าขึ้นยอดเขาฟานซีฟัน ราคาคนละประมาณ 1200 บาท ไทย


กระเช้าความสูง 3143  เมตร จากระดับน้ำทะเล  สูงที่สุดในอินโดจีน  ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที  แต่ถ้าจะเดินขึ้น ก็ต้องเผื่อเวลาสัก 5 วันนะจ้ะ กว่าจะเดินถึง

ด้านบนจะเป็นวัด และปราสาทต่างๆ อารมณ์เหมือนอยู่บนสวรรค์ เดินไหว้เทพเจ้าต่างๆ

เมื่อมองจากด้านบนลงไปข้างล่างก็จะเห็นว่า มีหมอกปกคลุมเป็นก้อนเมฆ  อากาศบนนี้ไม่ต้องพูดถึง 2-5 องศา ลมพัดแรงมากกก

สะพานไม้สุดฮิต  ที่ต้องต่อแถวถ่ายรูปอยู่นานกว่าจะได้วิวนี้  แต่มาทั้งทีต้องอย่าลืมวิวนี้นะจ้ะ

ถ่ายรูปได้ทุกมุมสีฟ้าขาวโดยไม่ต้องแต่งภาพ   มันดีต่อใจสุดๆ

ลมพัดแรงมาก  อากาสหนาวเหมือนอยู่ต่างประเทศที่ไม่ใช่โซนเอเชียเลยแหละ

ในที่สุดเราก็มาถึงจุดพีคสุดของเทือกเขาแห่งนี้  คนต่อคิวถ่ายรูปเป็นพันจ้าา  แลนมาร์คสำคัญที่บ่งบอกว่านี่คือเทือกเขาฟานซีปัน

หลังจากลงมาจากเทือกเขาฟานซีปันแล้ว  ก็อย่าลืมแวะระหว่างทางเก็บภาพบรรยากาศ 2 ข้างทางด้วยละ  แต่อย่าแวะชมวิวจนเพลินเกินไป เพราะสองข้างทางไม่มีไฟเลยจ้า  ดังนั้นเราต้องรีบกลับให้้ถึงที่พักก่อนฟ้าจะปิดนะจ้ะ

สรุปค่าใช้จ่ายหลักๆใน 1 วันสำหรับเที่ยวเทือกเขาฟานซีปัน

- ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับประมาณ 3000 กว่าบาท

- ค่ารถไฟประมาณ 1200 บาท

- ค่าที่พักประมาณคนละ 200 บาท 

- ค่ากระเช้าขึ้นฟานซีปัน 1200 บาท

- ค่าเช่ามอไซ 300 บาท

รวมประมาณ  6000 กว่าบาท นอกนั้นก็เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวจิปาถะทั่วไป

สำหรับทริป 3 วัน 2 คืน กับประเทศใกล้บ้าน ที่วิวดีเทียบเท่าฝั่งยุโรป   ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคาสุดๆ

ยังไงก็ลองไปตามรอยกันดูนะคะ เพื่อนๆ^^

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่

youtube : https://bit.ly/3i7fTkA

ความคิดเห็น