เที่ยวกาญจนบุรี แบบจุใจ 3 วัน 2 คืน ด้วยงบ 2,500 บ. | Bliss Out There รีวิวโดย Bliss Out There

เที่ยวกาญจนบุรี แบบจุใจ 3 วัน 2 คืน ขับรถแป๊ปๆ ก็ได้ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติแล้ว ไป 2 คืน เราจะรีวิวที่พักเดียวได้ยังไงกัน ทริปนี้ขอ 2 แนวไปเล้ย ทั้งนอนใกล้ชิด ติดริมแม่น้ำแควอย่าง กอดอุ่น ริเวอร์แคว รีสอร์ท และนอนบ้านกลางป่าสุด private ที่ เฌอโคว at หม่องกะลา แต่ละที่มีอะไรพิเศษยังไงบ้าง ไปอ่านกันเต

เที่ยวกาญจนบุรี แบบจุใจ 3 วัน 2 คืน ด้วยงบ 2,500 บ. | Bliss Out There

เที่ยวกาญจนบุรี แบบจุใจ 3 วัน 2 คืน ด้วยงบ 2,500 บ. | Bliss Out There

 วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563 เวลา 13.59 น.

 วันที่เดินทาง 25 ก.ค. 2563

เที่ยวกาญจนบุรี แบบจุใจ 3 วัน 2 คืน

ขับรถแป๊ปๆ ก็ได้ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติแล้ว

ไป 2 คืน เราจะรีวิวที่พักเดียวได้ยังไงกัน

ทริปนี้ขอ 2 แนวไปเล้ย ทั้งนอนใกล้ชิด

ติดริมแม่น้ำแควอย่าง กอดอุ่น ริเวอร์แคว รีสอร์ท

และนอนบ้านกลางป่าสุด private ที่ เฌอโคว at หม่องกะลา

แต่ละที่มีอะไรพิเศษยังไงบ้าง ไปอ่านกันเต็มๆได้ในรีวิวนี้เลยนะ

กระซิบเลยว่า 10 คะแนนเต็มไม่หัก

ที่สำคัญราคาที่พักเริ่มต้นคืนละไม่ถึง 1,000 บ. / คน

รวมๆแล้ว ค่าใช้จ่ายทริป 3 วันนี้อยู่ที่ประมาณ 2,500 บ. / คน

(ใครอยาก save cost ก็เลือกเมนู,ห้องพักที่ถูกกว่าเราได้จ้า)

ชาว café hopper ก็ไม่ต้องน้อยใจ

เพราะเรารวมมาให้ถึง 3 ร้าน 3 สไตล์ด้วยกัน

ไม่ว่าจะแนวมินิมอล สายธรรมชาติ หรือจะวินเทจก็มี

ถ้าเพื่อนๆอ่านรีวิวนี้จบ รับรองว่าจะอยากลุกไปแพ็คกระเป๋าซะตอนนี้เลย

ชาร์จแบตกล้องให้พร้อมนะคะ

แล้วไปตามรอยถ่ายรูปเช็คอินในครบทุกพิกัดในรีวิวนี้เลยนะ

ใครอยากนอนป่าแบบชิลล์ๆ ไม่ต้องแบกเต้นท์ไปเอง

แพ็คกระเป๋าตามเรามา ทริปนี้จะพาไปนอน

2 ที่พักใกล้ชิดธรรมชาติ

กอดอุ่น ริเวอร์แคว รีสอร์ท และเฌอโคว at หม่องกะลา

ที่เห็นในรูปนี้นั่นเอง มานอนสูดกลิ่นธรรมชาติให้เต็มปอดกันเลย!

ขับรถจากกรุงเทพมาเหนื่อยๆ ก่อนจะเข้าที่พัก

ทางเราขอแวะคาเฟ่จิบน้ำเย็นๆให้ชื่นใจก่อน

คาเฟ่แรกในทริปนี้ของเราก็คืออออ

CHERN Cafe and Eatery – เชิญคาเฟ่แอนด์อีทเทอรี่

คาเฟ่ที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนดื่มกาแฟในป่า

ร้านเปิดให้บริการทุกวันนะคะ

- เวลา : 9.30 – 19.00 น.

- พิกัดร้าน : ตำบลบ้านใหม่ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

- เบอร์ติดต่อ : 080-249-9655, 062-514-6596

- พิกัด Google map : https://bit.ly/2X0xgh1

พื้นที่ส่วนใหญ่ของร้านจะเป็น outdoor

เพื่อให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำธรรมชาติได้อย่างเต็มปอด

เห็นความเขียวล้วนนั่นมั้ยทุกคน ดีต่อใจเนอะ ><

อย่างในรูปที่เป็นเบาะใต้ต้นไม้

โซนนั้นเป็นมุมยอดฮิตของร้านเลย

นี่รีบถ่ายตอนที่เค้าเพิ่งเก็บโต๊ะเสร็จ แป๊ปเดียวมีคนมานั่งต่อแล้ว

ที่นี่มีต้นไม้แทบจะทุกสายพันธุ์เลยมั้งที่ร้านนี้

แม้แต่แคคตัสจิ๋วก็มีเป็นแถบ

เมนูที่เราได้ลองชิมก็คือ

ผัดไทยเกี๊ยวกรอบกุ้ง 75 บ.

กุ้งเน้นๆ เกี๊ยวกรอบๆ

ข้าวกะเพราหมูกรอบยั่วๆ 75 บ.

ทานคู่กับ Blue paradise soda 50 บ.

มันสดจื้นนนนนน

ไม่ได้มีแต่ของคาวเท่านั้นที่จัดจ้าน

ของหวานก็มีให้เลือกอีกหลายเมนู

รสชาติดีแถมราคาไม่แรงเลย

อยากกินชิ้นไหน จิ้ม!

ใครมาเที่ยวเมืองกาญฯ ตามรอย

เพจ Bliss Out There ก็ต้องแวะนะ

อิ่มท้องกันแล้ว เดินทางต่อได้!

ขับรถต่อมาอีกประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงที่พัก

ในคืนแรกของเรากันแล้วค่า นั่นก็คือออ

กอดอุ่น ริเวอร์แคว รีสอร์ท

ดูจากชื่อก็รู้แล้วเนาะว่ารีสอร์ทอยู่ติดกับล่องแม่น้ำแควเลยย

ที่นี่มีห้องพักทั้งแบบวิลล่าสไตล์ลอฟท์

ราคาเริ่มต้นห้องละ 1,490 บ. 

และแบบแพนอนบนน้ำ ราคาเริ่มต้น 1,690 บ. 

 แพนี่ก็มีให้เลือกอีกหลายแบบเลย จะมาเป็นคู่

เป็นกลุ่มเล็ก หรือกลุ่มใหญ่ อยากเห็นวิวแม่น้ำ

หรือวิวภูเขา ที่กอดอุ่นมีหมด

เช็คห้องพักและราคาห้องแต่ละแบบได้ที่

- inbox เพจ กอดอุ่น ริเวอร์แคว รีสอร์ท 

- เบอร์ 082-755-2222

ช่วงสายๆ น้ำไหลไม่ค่อยแรงมาก

ถ้าใครอยู่แพก็คือโดดตู้มลงน้ำได้แบบนี้เลย

ส่วนคนที่พักห้องวิลล่า ก็จะมีทางลงอีกทางนึงค่ะ

ทางรีสอร์ทมีเสื้อชูชีพให้เพื่อความปลอดภัยนะคะ

ไม่ต้องห่วงเรื่องว่ายน้ำไม่เป็นเด้อ

แล้วในช่วงเย็นถ้าน้ำไม่แรงมาก

ทางที่พักมีกิจกรรมลอยคอเลาะแม่น้ำไปเรื่อยๆ

ความยาวประมาณ 1 กิโลเมตรค่ะ

จะมีทีมงานคอยไปดูแลด้วยเป็นกลุ่มๆ

รวมกับนักท่องเที่ยวคนอื่น

กิจกรรมนี้ฟรีน้า ใครอยากแช่น้ำเย็นๆ ก็ใส่ชูชีพโลดด

ที่เรียงๆกันอยู่นี่คือห้องวิลล่าทั้งหมดเลย

บริเวณหน้าห้องจะเป็นโต๊ะไว้ทานมื้อเย็น

ทุกห้องจะเป็นวิวแม่น้ำเหมือนกันหมดค่ะ

ต่างกันแค่ขนาดห้องและจำนวนคนเข้าพัก

มาถึงห้องนอนของเราในคืนนี้กันบ้างง

เป็นห้องวิลล่าสไตล์ลอฟท์ค่ะ

( 1,490 บ. ต่อคืนรวมอาหารเช้า)

กระจกใสไปแล้วเกินครึ่งห้อง แสงธรรมชาติเข้าเต็มๆเลย

ถึงวิวจะไม่ได้ธรรมชาติ 100% แบบนอนบนแพ

แต่ก็ไม่แย่น้า เดินออกไปหน้าห้องก็เป็นแม่น้ำแล้วค่ะ

ส่วนภายในห้องนอนตกแต่งแบบวินเทจนิดๆ

แต่เตียงคือนุ่ม แล้วแอร์ก็เย็นฉ่ำเลยนะขอบอก

จากหน้าห้องวิลล่า เป็นทางเดินริมน้ำ

เชื่อมไปจนถึงแพเลยค่ะ

ทางเราก็คือ เดินถ่ายรูปสู้แดดกันไปจนหมดวันเลย

ช่วง 4-5 โมงเย็นคือแดดลงอ่อนๆ พอดี

ถ่ายย้อนแสงกำลังสวยเลย

เดินไปเดินมาเจอเจ้าที่!

รู้สึกว่าต้องเซ่นไหว้ด้วยปลาทูนะคะเนี่ย

น้องคือขี้อ้อนมากเดินมาส่งเราจนถึงห้องพักเลยค่ะ

ใครพักที่นี่ ไม่ต้องห่วงเรื่องจะหาของกินยากเลย

เพราะตอนค่ำทางรีสอร์ทมี หมูกระทะ!

นั่งกินกันตรงหน้าห้องนั่นแหละค่ะ

ชุดละ 400 บ. เนื้อหมูเน้นๆ ผักอีกถาดใหญ่

กินกัน 2 คนคืออิ่มมากก

(ช่วงค่ำหน้าฝนแบบนี้แมลงและยุงจะเยอะนะคะ

ใครมาพักก็ใส่ขายาว พกยากันยุงมาเผื่อด้วยน้า)

ในส่วนของอาหารเช้าก็เช่นกันน

ทางรีสอร์ทมีบริการมื้เช้าเป็นแบบบุฟเฟ่ต์

รวมอยู่ในราคาค่าห้องเรียบร้อยค่ะ

ขนมปังปิ้ง โอวัลตินร้อนก็มีจ้า

ถือว่าประหยัดงบไปได้อีกมื้อเลย

เช้าวันที่ 2 มาถึงแล้วว

ระหว่างทางไปที่พักนั้น

เราก็ได้บังเอิญเจอกับ บ้านอนานัส ไทรโยค

ป้ายใหญ่แบบเด่นสะดุดตาเว่อร์

ร้านนี้อยู่ระหว่างทางไปน้ำตกไทรโยคค่ะ

นอกจากจะเป็นคาเฟ่เล็กๆแล้ว

เข้าไปข้างในยังเป็นโฮมสเตย์ด้วยนะ

มองจากไกลๆว่าดีแล้ว

ลงรถปุ๊ปก็เห็นแบบในรูปเลยค่า

บรรยากาศของร้านดูอบอุ่น ให้ฟีลครอบครัว

ทั้งโซนเคาน์เตอร์หน้าร้านและโต๊ะอาหารด้านในเล้ย

อย่างที่บอกตอนแรกนะคะว่าร้านนี้เราบังเอิญผ่านมา

บวกกับยังอิ่มกันอยู่

เลยได้ชิมแค่ชาไทยไปอย่างเดียวเอง

เห็นร้านตกแต่งดีแบบนี้

แต่ราคาไม่แรงนะคะ ประมาณ 40 บ. เท่านั้น

ด้านนอกร้านอีกฝั่งนึงมีโซน outdoor ชั้น 2 ซะด้วยย

ตกแต่งได้น่ารักกรุบมาก

แต่เที่ยงวันแบบนี้ถ้าให้นั่งก็คงจะสู้แดดไม่ไหวค่ะ

น้ำคงละลายก่อนน ฮ่าๆๆ

อ้อ! แต่ถึงไม่ได้นั่งกินบนนี้แต่ถ้าไม่มีลูกค้า

ก็ขึ้นมาถ่ายรูปได้ตามสบายเลยนะคะ

เค้ามีพร็อพให้ถือเล่นด้วยย

ทางเราเองก็จัดไป 1 โพสต์ก่อนออกเดินทางกันต่อ อิอิ

ออกจากบ้านอนานัสกันแล้วขับรถต่อมาอีกเกือบ 1 ชั่วโมง

ก็ถึงที่พักสุด private สำหรับค่ำคืนนี้กันแล้ว

เฌอโคว at หม่องกะลา นั่นเองจ้า

พอเข้าไปแล้วที่เห็นตรงหน้าเลยก็คือ บ้านหิ่งห้อย

บ้านเล็กๆกลางป่าที่เราจะนอนกันคืนนี้จ้า

ในบ้านหิ่งห้อยมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบมากเว่อร์

ทั้งแอร์ wifi เครื่องทำน้ำอุ่น และเตียงนู่มมมๆ

เหมาะสำหรับสายรักสบายที่อยากได้ฟีลนอนป่าแบบเรามาก

ขอแวะเล่าสู่กันฟังซักหน่อย

คำว่า เฌอโคว อาจจะดูไม่คุ้นปากเท่าไหร่

เป็นคำมาจากภาษากะเหรี่ยง แปลว่า ขอบคุณ

เพราะคนพื้นที่แถวนี้มีเชื้อสายกะเหรี่ยงซะส่วนใหญ่

แค่ความหมายก็อบอุ่นแล้วอะ

ที่ เฌอโคว นี้มีบ้านทั้งหมด 4 หลังเท่านั้น!

ราคาแต่ละหลังตามนี้เลยฮะ

- บ้านหิ่งห้อยแบบที่เรานอน ราคาวันธรรมดา อยู่ที่ 2,000 บ. ต่อคืน

ศุกร์ , เสาร์ , วันหยุดนักขัตฤกษ์ ราคา 2,300 บ. ต่อคืน

- บ้านปลายน้ำ (พัดลม) ราคาวันธรรมดา 1,500 บ. ต่อคืน

ศุกร์ , เสาร์ , วันหยุดนักขัตฤกษ์ ราคา 1,800 บ. ต่อคืน

- กระท่อม มี 2 หลัง (พัดลม,ห้องน้ำรวม) ราคาวันธรรมดา 800 บ. ต่อคืน

ศุกร์ , เสาร์ , วันหยุดนักขัตฤกษ์ ราคา 1,000 บ. ต่อคืน

ราคานี้รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 คนแล้วทุกหลังนะค้า

ใครต้องการความสงบแบบที่สุด

รีบจองที่พักด่วนๆ ลิงก์นี้เล้ย > เฌอโคว at หม่องกะลา

ได้เวลาเข้าบ้านกันแล้ว

เปิดเข้ามาเจอมุมเล็กๆสำหรับนั่งชิลล์ก่อนเลย

สำหรับน้ำดื่มทางที่พักเตรียมใส่ขวดแก้วไว้ให้แล้ว

ไม่มีขวดพลาสติกเลยนะจ๊ะ รักษ์โลก รักธรรมชาติสุดๆ

เตียงนอนที่นี่ กว้าง ใหญ่ นุ่ม สบายยยย

เฟอร์นิเจอร์ของบ้านหิ่งห้อยมีความคุมโทน ขาว-น้ำตาลนะ

การตกแต่งก็มินิมอลน่ารักไปซะทุกอย่าง

บันไดในห้อง มันคือไฮไลท์ของบ้านหิ่งห้อยนี้เลย

และนี่คือสิ่งที่เราเลิ้ฟมากกก

ขอเรียกว่าห้องใต้หลังคาแบบมินิแล้วกันนะ

บอกเลยว่าสานฝันการมีห้องใต้หลังคาในวัยเด็กแบบสุดๆ

แถมข้างบนมีฟูกเสริมอีก 1 ที่นะ เผื่อใครมากับแก๊งเพื่อน

เพราะบ้านหิ่งห้อยนี้นอนได้ 2-3 คนเลยย

แกรร ห้องน้ำก็คือกว้างเกือบเท่าห้องนอนอะ

แล้วสิ่งอำนวยความสะดวกก็ครบจริงๆ

ที่สำคัญ บ้านแต่ละหลังของที่นี่จะถูกเชื่อมถึงกันด้วยสะพานไม้เล็กๆ

ตัดสลับกับลำธารใสๆ มีปลาโดดน้ำมาให้ดูเป็นระยะๆ

เป็นบรรยากาศแสนสงบที่หาไม่ได้ในเมืองเลยค่ะ

มื้อเย็นนี้จัดเต็มสำรับมากแม่!

ก่อนเข้าพัก 1 วัน จะมีพนักงานทักมาสอบถาม

ว่าต้องการอาหารเย็นด้วยมั้ย

พร้อมกับส่งเมนูมาให้เลือกพรึ่บ

จิ้มไปเลย 2-3 อย่าง อร่อยทุกอย่าง

ปล.ในส่วนของอาหารเย็นไม่ได้รวมอยู่ในค่าห้องนะคะ

ต้องจ่ายแยกจ้า (เมนูในรูปของเรารวมแล้วทั้งหมดประมาณ 400 บ. ค่ะ)

ในส่วนของอาหารเช้า

เฌอโคว ก็ยังคงจัดเต็มเหมือนเดิม

เป็นเมนูข้าวต้มสูตรโบราณของที่ เฌอโคว

เสิร์ฟพร้อมกับโรลและโอวัลตินร้อนๆ

มาทั้งคาวทั้งหวาน อิ่มพุงกางแต่เช้าเลยค่ะ

ปล.อาหารเช้าสำหรับ 2 คน รวมอยู่ในราคาห้องพักเรียบร้อยจ้า

ทานมื้อเช้าอิ่มแล้ว ก็แพ็คของกลับกันเนอะ

ก่อนไปขออีก 1 แชะ สำหรับเฌอโคว

เป็นคืนสุดท้ายในกาญจนบุรี ที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากๆ

นอนฟังเสียงแม่น้ำไหล เสียงแมลงตอนกลางคืน เสียงลมพัดใบไม้

ไว้จะกลับมาอีกแน่นอนน สัญญากับตัวเองแล้ว ( :

ได้เวลากลับเข้าเมืองกรุงกันแล้วนะ

ระหว่างทางกลับขอแวะอีกคาเฟ่อีกซักร้านแล้วกันน้า

เพื่อนๆจะเที่ยวในเมืองกาญให้ทั่วก่อนแล้วค่อยแวะร้านนี้ก็ยังได้

เพราะร้านนี้อยู่ระหว่างทางกลับกรุงเทพเลยจ้า

The Attic l ดิ แอตติค นั่นเองง

ร้านเปิดบริการทุกวัน

- เวลา : 9.00 – 18.00 น.

- พิกัด : https://goo.gl/maps/kCr3LPdXvjUKmKHE8

ขอยั่วแฟนเพจก่อนเลยด้วยรูปนี้

บรรยากาศด้านในของร้านตกแต่ง

ด้วยกระจกใสยาวตั้งแต่พื้นสูงไปถึงเพดาน

จนเห็นท้องฟ้า มองออกไปก็เห็นวิวภูเขาไกลๆอีก

ทำให้ภายในร้านดูโล่ง โปร่งสบายตามากๆ

โชคดีมากวันที่เราไปท้องฟ้าสวยจัด

เลยได้รูปอย่างที่เห็นค่า

การตกแต่งร้านมีความขาวคลีนๆ มากเว่อร์

แต่ก็ยังมีต้นไม้วางอยู่ทั่ว เพิ่มความเขียวให้กับร้าน

ทำให้ร้านยังดูมีชีวิตชีวาอยู่

ด้านหน้าของร้านจะเป็นแบบปิดทึบ

มีช่องให้มองเห็นถนนแค่ 20% ของร้าน

ที่ออกแบบมาแบบนี้ก็เพื่อต้องการให้ลูกค้า

มองวิว มองความสวยงามของธรรมชาติ

และปิดความวุ่นวายจากภายนอกออกนั่นเองค่ะ

ซึ่งก็จะเชื่อมกับโซน out door ของทางร้าน

ที่ยังคงคุมโทนขาวเหมือนกับบริเวณ indoor

ทำเป็นบาร์สำหรับคนอยากมองออกไปนอกร้านด้วย

มาเสิร์ฟความหวานกันบ้างดีกว่า

กับเมนูแรก burnt caramel pudding (79 บ.)

พุดดิ้งเนื้อนุ่มๆ รสชาติไม่หวานเลี่ยน

จะมีความขมนิดๆที่ปลายลิ้น

โปะด้วยวิปปิ้งครีมและบิสกิตช็อกโกแลต

แล้วจบด้วยซอสคาราเมลเบิร์นราดท่วมๆ

หื้มมม คำแรกก็ฟินแล้วค่า

หลังจากนั้นก็คือมาเป็นเซ็ต!

จานแรกคือ fudge brownie 60 บ. บราวนี่เนื้อหนึบ

รสช็อกโกแลตเข้มสะใจมากก

จานข้างๆกันขอเอาใจ matcha lover บ้าง

กับเมนู matcha banoffee 80 บ. เป็นเมนูใหม่ของร้านเลย

พนักงานบอกมาว่าชาเขียวนี่อิมพอร์ตมา

จากชิซึโอกะ 100% เลยนะคะ พรีเมี่ยมสุดด

ต่อมาเป็นเมนูน้ำกันบ้าง จากซ้ายไปขวานะคะ เริ่ม!

Salted caramel matcha (ขอเว้นราคาไว้ก่อนเพราะ

ทางร้านเพิ่งเริ่มขายวันที่เราไปเองจ้า

แต่รับรองว่าราคาไม่แรงและคุ้มชัวร์)

แก้วนี้หอมชาเขียวมากกก หวานกลางๆ

และมีรสคาราเมลที่ปลายลิ้น

Dark chocolate 70 บ. แก้วนี้กินคู่กับบราวนี่

แล้วจะหายอยากช็อกโกแลตไปอีกนาน เพราะมันเข้มสุดใจจริงๆค่ะ

Ama lemon sods 45 บ. ตัดเลี่ยนกันด้วยความซ่า

ของมะนาวดองโซดาแก้วนี้เล้ย

ที่ใช้ชื่อ “อาม่า” ก็เพราะว่าแก้วนี้เป็นสูตรของอาม่าเจ้าของร้านค่ะ

สองแก้วสุดท้ายเอาใจคอกาแฟกันบ้าง

กับเมนูซิกเนเจอร์ของร้านนี้

The Attic Latte 75 บ. รสนมนุ่มๆ หวานน้อย

เบลนด์เข้ากับกาแฟได้ดีมว้ากกกกก

ใครไม่ค่อยดื่มกาแฟ ถ้าได้ลองแก้วนี้ต้องมีเปลี่ยนใจแหละ

แก้วสุดท้ายคือ Yuzu Americano 95 บ.

มันคือความเข้ากันที่ลงตัวมากของกาแฟคั่วกลางกับส้มยูสุ

คอกาแฟต้องมาลองแล้วอะ พูดจริงงง

ทริปนี้น่าจะจุใจนะคะ สำหรับผู้ที่โหยหาการท่องเที่ยวเหมือนเรา

เพราะจังหวัดกาญฯอยู่ไม่ไกลกรุงเทพ

มาเที่ยวในช่วง weekend ยังได้เลย

ก่อนไปเที่ยวกันทริปหน้า

ฝากเพื่อนๆมากดไลค์เพจ Bliss Out There แบบติดดาวกันก่อน

แถมไอจีให้ด้วย IG : blissoutthere 

แต่ถ้าใครยังไม่มีเวลาออกทริปเที่ยว

อ่านรีวิวทั้งหมดของเราไปพลางๆก่อนได้นะ

ที่ www.blissoutthere.com

อยากให้ทุกคนได้มีความสุขไปกับทุกทริปของเรานะ

รักก แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้าค่ะ <3

ความคิดเห็น