ได้เวลาชมดอกหงอนนาค ที่ "ภูสอยดาว" หน้าฝน กันแล้วสิ! รีวิวโดย ChompooAroundTheWorld

ทริปเดินป่าขึ้น "ภูสอยดาว" ในครั้งนี้ เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เนื่องจากพี่ที่รู้จักกันชวนไปเดินป่าขึ้นภูสอยดาวกับกลุ่มพวกนักวิ่งพิษณุโลก เราก็ตัดสินใจไปสิค่ะ รออะไร ^*^ ในใจลึกๆ เราอยากไปภูสอยดาวในช่วงเดือนสิงหาคมมานานแล้ว เพราะอยากไปชมความงามของ "ทุ่งดอกหงอนนาค" บนลานสน ซึ่งจะบานเต็มที่ในช่ว

ได้เวลาชมดอกหงอนนาค ที่ "ภูสอยดาว" หน้าฝน กันแล้วสิ!

ได้เวลาชมดอกหงอนนาค ที่ "ภูสอยดาว" หน้าฝน กันแล้วสิ!

 วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2563 เวลา 15.17 น.

 วันที่เดินทาง 22 ส.ค. 2563


ทริปเดินป่าขึ้น "ภูสอยดาว" ในครั้งนี้ เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เนื่องจากพี่ที่รู้จักกันชวนไปเดินป่าขึ้นภูสอยดาวกับกลุ่มพวกนักวิ่งพิษณุโลก เราก็ตัดสินใจไปสิค่ะ รออะไร ^*^

ในใจลึกๆ เราอยากไปภูสอยดาวในช่วงเดือนสิงหาคมมานานแล้ว เพราะอยากไปชมความงามของ "ทุ่งดอกหงอนนาค" บนลานสน ซึ่งจะบานเต็มที่ในช่วงเดือน ส.ค. - ก.ย. ของทุกปี

พวกเราเริ่มเดินทางออกจาก จ.พิษณุโลก มุ่งหน้าไปทาง อ.วัดโบสถ์ ผ่าน อ.ชาติตระการ เข้า อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการ "อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว"

ส่วนถ้าใครไม่ได้เดินทางมาด้วยรถส่วนตัว ก็สามารถนั่งรถทัวร์ / รถไฟ มาลงที่ จ.พิษณุโลก แล้วต่อรถมายังที่ทำการอุทยานฯ ได้เลย ซึ่งเดี๋ยวนี้มีหลายเจ้าที่เป็นรถกระบะ วิ่งรับส่ง พิษณุโลก - อช.ภูสอยดาว ในราคาคนละ 350 - 400 บ. 

สามารถติดต่อได้ที่เพจ >>> อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว เขาหลวงรถรับส่งราคาถูก ได้ที่ลิ้งค์นี้เลย https://www.facebook.com/group...

เนื่องจากช่วงที่เราไปยังอยู่ในมาตรการคุมเข้มป้องกัน Covid-19 อยู่ เพื่อนเราเลยได้ติดต่อจองทุกอย่างผ่านแอป QueQ ซึ่งวันที่ 22 ส.ค. ที่พวกเราไปมีคนลงทะเบียนกว่า 490 คน ตอนแรกเราก็ตกใจว่าคนเยอะมาก >>> แต่พอไปถึง ต้องยอมรับในการบริหารจัดการที่ดีเยี่ยมของเจ้าหน้าที่ อช. ทุกท่านมากๆ เลยค่ะ ทุกอย่างดำเนินการไปอย่างสะดวก รวดเร็ว และสุดแสนประทับใจ

ส่วนถ้าใครอยากไปพิชิตยอดภูสอยดาว ณ ระดับความสูง 2,102 ม. ก็ต้องไปช่วง พ.ย. - ม.ค. เสียค่าใช้จ่ายคนละ 500 บ. ใช้เวลาเดินพิชิตกันทั้งวันเลย ต้องใส่หมวก Safety และไต่เชือกขึ้นไป
*ถ้าใครจะไปพิชิตยอดภูสอยดาว ต้องไปนอนบนลานสน 3 วัน 2 คืน เน้อ*
(ส่วนทริปนี้ พวกเราไปกันแค่ 2 วัน 1 คืน จร้า)

เราเคยไปขึ้นภูสอยดาวครั้งแรกในฤดูหนาว ปี 2551 ซึ่งสมัยนั้น ที่ทำการฯ จะอยู่ตรงน้ำตกภูสอยดาว พอติดต่อทำธุระเสร็จ (จ่ายค่าเข้า + ค่าลูกหาบ) ก็เดินขึ้นภูสอยดาวกันได้เลย

แต่ปัจจุบัน "ที่ทำการ อช. ภูสอยดาว" อยู่ห่างจาก "น้ำตกภูสอยดาว" (จุดที่เริ่มเดินขึ้น) ประมาณ 2 กม. พวกเราต้องไปติดต่อที่นี่ให้เรียบร้อยก่อน

ในส่วนของค่าใช้จ่ายจะมี 5 ส่วน ดังนี้

  1. ค่าเข้า อช. ภูสอยดาว คนละ 40 บ. + รถยนต์ คันละ 30 บ.
  2. ค่านอนเต็นท์ บนลานสนภูสอยดาว (ข้างบน) คนละ 30 บ./ คืน
  3. ค่ามัดจำขยะ ทีมละ 200 บ. คือ ข้างบนห้ามนำขยะไปทิ้งเลย ใครขนอะไรไปข้างบนต้องขนขยะทุกอย่างลงมาข้างล่าง มาเป็นหลักฐานให้กับทางเจ้าหน้าที่ฯ เพื่อขอเงินมัดจำคืน
  4. ค่าลูกหาบ กิโลละ 30 บ. (ต่อเที่ยว) 
  5. ส่วนใครจะเช่าเต๊นท์ ถุงนอน ที่รองนอน ถัง ขัน ฯลฯ ก็ติดต่อทำเรื่องตั้งแต่ข้างล่าง แล้วเจ้าหน้าที่จะให้ใบสีฟ้ามา เพื่อขึ้นไปรับของข้างบนลานกางเต๊นท์อีกที

เมื่อทำทุกอย่างเรียบร้อย ก็ได้เวลานั่งรถกระบะ (สมัยก่อนเป็นรถอีแต๊นท์) ไปยัง "น้ำตกภูสอยดาว" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินป่าครั้งนี้

รวมพลกันสักหน่อยที่บริเวณ "น้ำตกภูสอยดาว"

คุณพี่ลูกหาบ ต้องบอกว่า ทุกคนแข็งแรงและสุดยอดจริงๆ แบกน้ำหนักบนหลังร่วม 40 -50 กก. (ขึ้นอยู่กับอายุ และประสบการณ์)

และแล้วก็ได้เวลาทรมานหน้าขาแล้วสิ ขาไปก็มีบันไดเป็นช่วงๆ เส้นทางสะดวกสบายกว่าสมัย 10 กว่าปีที่แล้วมาก ช่วงแรกจะเดินเลาะน้ำตกภูสอยดาวไปเรื่อยๆ มีข้ามลำธาร และก็เดินไต่ขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทาง

 ก่อนเริ่มเดินเท้า ก็ไหว้ขอพร "ศาลเจ้าปู่ภูสอยดาว" กันสักหน่อย

เดินมาได้ประมาณ 1 - 2 กม. ก็ต้องข้ามลำธารไปฝั่งตรงข้าม

น้องลูกหาบยังยิ้มได้ สุดยอดไปเลยครับ

ระหว่างทางก็ต้องเดินๆ ตามกันไป เพราะคนขึ้นกันเยอะจริงๆ วันนี้ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะมีบันไดธรรมชาติ ให้พวกเราเดินขึ้นไปได้อย่างสะดวกสบาย

พอใกล้เที่ยง เราก็ได้เวลาทานเบอร์เกอร์ลาบแซ่บที่เตรียมมาจาก 7-11 ให้อิ่มท้อง เพื่อจะได้มีแรงลุยต่อ

ระหว่างทางก็มีป้ายบอกระยะทางตลอด ไม่ต้องห่วงว่าอีกไกลแค่ไหนกว่าจะถึง >>> เพราะไกลแค่ไหน ลานยอดสนภูสอยดาว ก็อยู่ไม่ไกลเกินกว่า "สองเท้า" ของเราที่จะ "ก้าว" ไป ^*^

ระหว่างทางก็มีจุดพักเป็นช่วงๆ >>> ใครใคร่พัก ก็พัก ส่วนใครใคร่ไปต่อ ก็ลุยโลดเลยจร้า

ระหว่างเดินก็เจอฝนปรอยๆ ตลอด เจอฝนตกหนักช่วงเกือบถึงยอดภูสอยดาว และพบเจอนักวิ่งเทรล มาซ้อมวิ่งขึ้นภูสอยดาว สร้างบรรยากาศให้คึกคักกันน่าดู

    ไฮไลท์ของความเหนื่อย ต้องยกให้นี่เลย เนินสุดท้ายที่เรียกว่า "เนินมรณะ" ถึงแม้ระยะทางจะไม่มาก เพียง 1.5 กม. แต่กว่าจะเดินขึ้นไปถึงนั้น ก็เรียกได้ว่า หืดขึ้นคอกันเลยทีเดียว เดินขึ้นไป ทำไมยังไม่ถึงสักทีหว่า? 555+ ก็ต้องหยุดแวะ พักเหนื่อย หันมาชมความสวยงามของวิวหมอกไปตลอดสองข้างทาง

    แต่วิวข้างบนมันสวยจริงๆ คุ้มค่ากับความเหนื่อยที่แลกมา

    พอถึงข้างบน ก็จะเดินผ่านทางราบ ผ่าน "จุดชมวิว" ก่อนจะมาถึงป้าย "ผู้พิชิตลานสนภูสอยดาว" ณ ระดับความสูง 1,633 ม. จากระดับน้ำทะเล

    ชนะอะไรไม่เท่าชนะใจตัวเอง 

    หน้าฝนมันมีเสนห์ในตัวของมันเอง

    เดินไปสักพักก็ ว้าว! อเมซิ่งไทยแลนด์จร้า เย้ๆ ดีใจสุดๆ ในที่สุดเราก็ได้มาเห็น "ทุ่งดอกหงอนนาค" สีม่วงบานสะพรั่งบนลานสน ด้วยตาของตนเองแล้ว มันดีใจอย่างบอกไม่ถูก มันคุ้มค่ากับความเหนื่อยที่แลกมากับความสวยงามของธรรมชาติ เป็นอะไรที่สุดแสนจะประทับใจ 

    ภูสอยดาว ในแต่ละฤดูมันก็มีเสนห์ในตัวของมันเอง ไม่ว่าคุณจะมาฤดูไหน คุณก็จะได้รับความประทับใจ (แบบทรมานบันเทิงหน้าขา และน่อง ^*^) กลับไปอย่างแน่นอน

    สุดท้ายนี้ อยากบอกว่า มาเห๊อะ! มาเที่ยวป่าเมืองไทยกัน ป่าบ้านเราก็สวยไม่แพ้ที่ไหนในโลกน้าจร้า

    สรุป ระยะทางเดินเท้า 

    • ขาขึ้น ระยะทางประมาณ 7.4 กม. กับความชันสะสม 960 ม. (ไต่ขึ้นเรื่อยๆ ตลอดจริงๆ เรียกได้ว่า เป็นพี่ของเขาหลวง จ.สุโขทัย ดีๆ นี่เอง 555+) เราแบกเป้ร่วม 13 กม. บนหลัง >>> ใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 3.30 ชม.
    • ขาลง ก็เดินลงมาเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ 2.20 ชม.

    *** แล้วคุณจะหลงรักเสน่ห์ของภูสอยดาว ***

    มาเห๊อะ อยากให้มา

    ถึงแม้การเดินทางจะจบลง แต่ "ความทรงจำ" และ "ความรู้สึกดีๆ" จะยังคงตราตรึงอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป

    ความคิดเห็น