ภูกระดึง 3 วัน 2 คืน รีวิวโดย ฐิตา

"ภูกระดึง" ที่หลายๆคนรู้จัก และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มีชื่อเสียงเรียงนามว่าโหด เดินขาลากด้วยระยะทางขึ้นกว่า 9 กิโลเมตร และรูททางเดินบนยอดไกลถึง 24 โล แต่หลายคนที่ได้ไปต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า "เห้ย!! สักครั้งนึง แกต้องลองไปภูกระดึง" เปิด-ปิด: 1 ตุลาคม – 31 พฤษภาคม เริ่มขึ้น 07.00 น. ไม่อนุญา

ภูกระดึง 3 วัน 2 คืน

ภูกระดึง 3 วัน 2 คืน

 วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563 เวลา 12.36 น.

 วันที่เดินทาง 15 ธ.ค. 2560

"ภูกระดึง" ที่หลายๆคนรู้จัก และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า 
มีชื่อเสียงเรียงนามว่าโหด เดินขาลากด้วยระยะทางขึ้นกว่า 9 กิโลเมตร
และรูททางเดินบนยอดไกลถึง 24 โล
แต่หลายคนที่ได้ไปต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า
"เห้ย!! สักครั้งนึง แกต้องลองไปภูกระดึง"

เปิด-ปิด: 1 ตุลาคม – 31 พฤษภาคม
เริ่มขึ้น 07.00 น. ไม่อนุญาติขึ้น/ลงหลัง 14.00 น.
ต.ค.-พ.ย. = น้ำตกเต็มๆ ทะเลหมอก ป่าสีเขียวๆ
ธ.ค.-ม.ค. = อากาศเย็น ควันออกปาก ใบเมเปิ้ล
ก.พ.-พ.ค. = ดาวเต็มฟ้า ล่าช้างเผือก อากาศปกติ


ก่อนเดินทางแนะนำให้เตรียมตัว ถ้าเทียบกับเขาอื่น 
ภูกระดึงไม่ยาก แต่ไม่เหมือนเดินเล่นหลังบ้านแน่ๆ

ข้อแนะนำ:
1.ออกกำลังกาย ช่วยลดอาการบาดเจ็บ
2.ของกินไม่ได้แพงมาก ไม่ต้องขนไปก็ได้ 
3.ไฟฉาย ใช้ตอนเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้น/ตก
4.ผ้าใบคู่เก่ง ถุงเท้าหนาๆ + รองเท้าแตะใส่อาบน้ำ
5.ยาฉีดแมลง บวกยาแก้ปวด/คลายกล้ามเนื้อ
6.มาศุกร์ เสาร์ อาทิตย์จะดี คนไม่เยอะมาก
7.ขาไปฝากกระเป๋าลูกหาบได้ แต่ขากลับถ้าไม่อยากรอนาน แบกลงเองดีกว่า

เมื่อเตรียมพร้อมแล้ว ไปสนุกกัน
เราออกเดินทางด้วยรถส่วนตัว ถึงประมาณ 8.00 น. จอดรถที่หน้าอุทยานเลย แล้วไปจองเต้นท์กัน เราไปช่วงศุกร์-อาทิตย์ กลางเดือนธันวาคม อากาศกลางวันกำลังดี สิบปลายๆ

ถ้ามากัน 2 คน จองเต้นท์ขนาดใหญ่ 2-3 คนไปเลย จะได้ไม่เบียดกัน หลังจากจองเต้นท์เสร็จก็จองลูกหาบ กระเป๋ามีกันแค่คนละใบก็จริง แต่ไม่อยากสู้แรงโน้มถ่วงโลก ฝากไปกับลูกหาบดีกว่า
ที่นี่มีลูกหาบค่อนข้างเยอะ กิโลละ 30 บาท หลังจากนั้นจะได้บัตรสัมภาระไว้แลกกระเป๋า

หลังจากจัดการของแล้ว เริ่มออกเดินตอน 9.00 น. ภูกระดึงเป็นยอดภูหัวตัดสูง 1,316 เมตร ระยะทางขึ้น 9 กิโล เป็นทางชัน 5.5 กิโลถึงหลังแป และทางราบ 3 กิโลกว่า ดูความชันจากรูปนี้
(ก่อนขึ้นจะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจบัตรเข้าอุทยาน แล้วก็ลงชื่อให้เรียบร้อยก่อนขึ้น)

จากจุดที่ทำการ ถึงหลังแป มีจุดพักที่มีอาหาร/เครื่องดื่ม ทั้งหมด 5 จุด คือ ซำแฮก ซำกอซางซำกกหว้า ซำกกโดน และซำแคร่ ก่อนจะเดินอีก 1.5 กิโลจะถึงหลังแป ระยะทางห่างกันเกือบ 1 กิโล ฟังดูไม่ไกล ตอนขึ้นก็คิดแบบนั้น แต่พอเดินจริง คือ เมื่อไหร่จะถึงหรอ เมื่อไหร่จะถึงนะ 555555

เอาหล่ะ ถึงซำแฮก ซำแรกที่มีของกินแล้ว เดินแค่กิโลเดียวแต่ทำไมเหงื่อแตก อากาศก็ไม่ร้อน จัดน้ำแดงช่วยชีวิตไป 1 แก้ว ราคา 25 บาท (ราคาจะแพงกว่าข้างล่างนิดหน่อย แต่ยอมรับได้) หลังได้น้ำแดงไป ออกเดินทางต่อกันเลยจ้า

ระหว่างทางแวะทุกซำที่มีของกิน 55555 แตงโมคือกินมันทุกซำ กินเย็นๆคือฟินมาก ตอนเดินก็จะมีพี่ลูกหาบที่เค้าหาบนำเราไปบ้างตอนเราพัก บางคนคือหาบ 80 กิโล แข็งแรงมากๆ นี้เดินตัวปลิว กระเป๋าใบเล็กใบเดียว เหงื่อยังท่วมเลย

ผ่านไป 2 ชั่วโมงกว่า ถึงซำกกโดน อีกนิดจะถึงหลังแปแล้ว ตรงจุดนี้วิวสวยเลยแหละ แต่จุดนั้น แค่แคร่ไม้ก็ขอพักหน่อย เหงื่อหยดเป็นเม็ดๆเลยจ้า 5555 เราพักอยู่ 10 นาทีเลย ลมพัดเย็นมาก แต่ถ้านั่งนานกว่านี้หลับแน่นอน เราเลยออกเดินทางกันต่อ
(สังเกตมีมะยมพริกเกลือ คุณเอ้ย!!! ช่วยได้มาก)

ในที่สุดถึงหลังแปแล้วจ้า!!!!! ใช้เวลาไป 3 ชั่วโมง กับ 5.5 กิโล ความจริงตรงนี้เค้ามีป้าย "ครั้งหนึ่งในชีวิต เราคือผู้พิชิตภูกระดึง" แต่ตอนนั้นคนต่อแถวกันเยอะ บวกกับเป็นพวกไม่ชอบถ่ายรูปกับป้าย เราเลยเดินต่อกัน เป็นทางราบ สบายๆ หล่ะทีนี้

จากหลังแปมาถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ระยะทาง 3 กิโลนิดๆ เป็นทางราบ มีดินทรายบ้างบางช่วง ถือว่าเดินสบาย ตอนนั้นประมาณเที่ยง แต่ไม่มีแดดสักนิด เมฆปกคลุมทั้งหมดเลย อากาศเย็น เดินแป๊ปเดียวก็ถึง รวมใช้เวลาเดินทางไปทั้งหมด 3 ชั่วโมง 42 นาที แบบไม่เร่งรีบ
(หลายคนคิดว่าเร็ว ใช่ค่ะ เราขึ้นกันเร็ว เพราะเราเป็นสายวิ่งเดินป่า วิ่งเทรลกัน ปกติคนทั่วไปใช้เวลาประมาณ 5-7 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับว่าใช้เวลาพักนาน หรือถ่ายรูปนานแค่ไหน)

แล้วเราก็ไปรับเต้นท์และของที่จองไว้จากข้างล่างกัน เราได้เต้นท์เบอร์ 24 อยู่โซนกลางของลาน ส่วนที่รองนอนคือไปเลือกได้เลย เค้าตากแดดไว้ (ซึ่งไม่มีแดด 5555)

สัญญานโทรศัพท์มีทุกเครือข่าย ชาร์จได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ครั้งละ 20 บาท Power Bank 40 บาท ร้านค้าชาร์จฟรี (ชาร์จตอนกินข้าวก็ได้)

ข้อเสียของการถึงเร็วคือ "ลูกหาบเรายังไม่มา"ระหว่างรอเราเลยไปหาร้านข้าวกิน ข้างบนมีร้านอาหารเยอะเลือกได้เลย ราคาไม่ทิ้งกัน ราดข้าวก็ 60-80 บาท กับข้าว 100-150 บาท 
ส่วนน้ำ ขวดใหญ่ 60 บาท ขวดเล็ก 30 บาท รสชาติอร่อย ใช้ได้ ส้มตำปู ปลาร้าคือชูกำลังมากก ^^

กินข้าวเสร็จก็มารอลูกหาบ ก็ยังไม่มาสักที เราเลยไปงีบในเต้นท์กันก่อน เชื่อมั้ยว่าอากาศมันดีมากจนนอนตอนบ่ายในเต้นท์ได้โดยไม่ร้อน แถมยังต้องห่มผ้าอีก งีบไปชั่วโมง ตื่นมาก็มาดูกระเป๋า ตอนนั้นประมาณ 4 โมงเย็น ลูกหาบก็มาพอดี 
หลังจากได้กระเป๋าก็เอามาเก็บที่เต้นท์และเตรียมตัวที่จะออกไปดูพระอาทิตย์ตกที่ "ผาหมากดูก" ระยะทาง 2 กิโล

ระหว่างทางเดินไป ฟ้าค่อนข้างครึ้ม เมฆเต็มไปหมด เราก็หวังว่าตอนพระอาทิตย์ใกล้ตก เมฆจะหายไป แต่ไม่ค่ะ มันยังอยู่ คือมองไม่เห็นอะไรเลย T^T

แล้วเราก็เลยรีบเดินกลับ เพราะไม่อยากให้มืดไปซะก่อน กลับมาถึงแล้วรีบไปอาบน้ำ เพราะหลังพระอาทิตย์ตก น้ำเย็นมาก!!!!!!!!!! เหมือนอาบช้ำแช่น้ำแข็งเลย แล้วเราก็ปลอบใจตัวเองที่ไม่เห็นพระอาทิตย์ตกกันด้วยหมูกระทะ ชุดละ 500 บาท แถมข้าวผัด

กินข้าวเสร็จกลับไปนอน อากาศแค่ 9 องศา แนะนำให้กินยาคลายกล้ามเนื้อ ตื่นมาจะไม่ระบมมากนัก พรุ่งนี้เราต้องตื่น 05.00 น. เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ "ผานกแอ่น" ระยะทาง 2 กิโล ต้องไปพร้อมเจ้าหน้าที่เท่านั้น เพราะเราไม่เห็นพระอาทิตย์ตก เราเลยไม่คาดหวังกับตอนเช้าเท่าไหร่ 555


เช้าวันเสาร์ เราเดินมาถึงผานกแอ่นตอนประมาณ 05.30 น. ตอนนั้นฟ้าปิด เริ่มทำใจแล้ว แต่พอผ่านไปสักพัก พระอาทิตย์และแสงสีส้มก็ออกมาทักทายพวกเรา

บรรยากาศดีมากเลย มีโอวัลตินขายให้นั่งจิบร้อนๆดูวิวสวยๆด้วย หลังจากนั่งฟินกับวิวสักพัก เราก็เดินกลับมากินข้าว แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อเตรียมตัวลุยเส้นทางบนภูหัวตัดนี้

โดยรูทที่เราเดินวันนี้เป็นรูทเต็ม ระยะทางรวม 24 กิโล (จับจากนาฬิกา)
โดยเริ่มจากจุดบริการนักท่องเที่ยว > น้ำตกเพ็ญพบใหม่ > น้ำตกเพ็ญพบ > น้ำตกถ้ำใหญ่ > น้ำตกธารสวรรค์ > สระแก้ว > สระอโนดาต > น้ำตกถ้ำสอเหนือ > แวะกินข้าวกลางวันผาหล่มสัก
และขากลับอีก 9 กิโล เป็นทางเลียบผาทั้งหมด

ช่วงเดือนธันวาคมที่มาจะเป็นช่วงใบเมเปิ้ล ซึ่งมันจะเปลี่ยนสีและผลัดใบจริงๆสักแค่อาทิตย์นึง เรามาคือไม่ทัน ร่วงหมดแล้วจ้า 5555 แต่ก็ได้ฟิลสวยไปอีกแบบ

ข้อแนะนำคือ รูทขาไปเส้นน้ำตกนี้ ควรพกขนมไปกินระหว่างทางด้วย เพราะไม่มีร้านค้า ทางเดินมีทั้งเนิน ทางทราย ดินโคลนบ้างนิดหน่อย แต่ส่วนใหญ่เดินอยู่ในร่ม เป็นป่าน้ำตก อากาศเย็นสบาย

แล้วเราก็มาถึงจุดนั่งพักของเรา คือ สระอโนดาต ตอนนั้นเกือบ 11.00 น. แต่อากาศดีมาก มีหลายคนพักกินข้าวกลางวันกันที่นี่
เส้นทางเดินบนนี้เราสามารถวางแผนการเดินได้ ว่าจะไปทางไหน โดยไม่ต้องเดินครบทุกจุด แต่สำหรับพวกเรา มาทั้งครั้งแรกจะเก็บหมด 555 ขาลากให้เต็มที่!!!! ความจริงมีให้เช่าจักรยานด้วยแต่จะไปได้ทางเลียบผาเท่านั้น และเส้นทางเป็นทรายเยอะ การเดินน่าจะดีกว่า

ถัดจากสระอโนดาต จะเป็นทางเรียบแล้ว ผ่านทุ่งหญ้า ต้นไม้สูงที่เราไม่รู้จัก ตอนนี้เริ่มมีฝนปรายบ้างเล็กน้อย แต่ก็หยุดๆตกๆ ไม่ได้เปียกอะไร

สุดท้ายเราก็มาถึงผาหล่มสักแล้ว!!!!! จุดไฮท์ไลท์ของภูกระดึงคือ หินยื่น มุมนี้ ถ้ามาภูกระดึงแล้วไม่ถึงผาหล่มสัก ถือว่ามาไม่ถึงนะ ต้องไปถ่ายตรงหินนี้ด้วย สวยมาก กลัวมากด้วย 555

พอมาถึงโซนหน้าผา เราก็รอดตายแล้ว ที่นี่มีร้านค้า จัดข้าวเที่ยงได้เลย ได้ปลาร้าลงเส้นเลือดแล้วมีแรง ขาเริ่มตึงแล้วจุดนี้ นึกถึงระยะที่ต้องเดินกลับแล้วกุมขมับ 5555 แต่ต้องสู้!!!

ทางเดินขากลับของเราจะทางเลียบผา ระยะทาง 9 กิโล ไกลแต่เดินไม่ยาก ไม่มีเนินอะไรมาก เริ่มตั้งแต่ ผาหล่มสัก > ผาแดง > ผาเหยียบเมฆ > ผานาน้อย > ผาหมากดูด (ที่ดูพระอาทิตย์ตก) > จุดจุดบริการนักท่องเที่ยว (ลานกางเต้นท์)

ระหว่างทางแวะถ่ายรูปบ้างประปราย ผาที่ชอบที่สุดคือ ผาเหยียบเมฆ ในทุกทุกจุดของผาจะมีร้านอาหาร และน้องหมาเยอะมาก และของดองชูกำลังดีเหลือเกิน 555555

ขากลับที่ผ่านผาหมากดูก เราเห็นเมฆยังเยอะอยู่เลยไม่อยู่รอดูพระอาทิตย์ตก อยากกลับไปอาบน้ำแล้วหาอะไรอร่อยๆกินมากกว่า (ถ้าอยากอาบน้ำอุ่น ร้านค้ามีให้อาบนะ มีค่าบริการอยู่เหมือนกัน ซึ่งเราไม่ได้ใช้บริการ ชอบแบบเย็นๆดิบๆ 555)

หลังจากอาบน้ำเสร็จเราก็ไปกินข้าวกัน เลือกเมนูง่ายๆ ข้าวราดกะเพราหมู ข้าวราดไข่เจียวหมูสับ ต้มจืดเต้าหู้หมูสับร้อนๆ แล้วเราก็ไปเดินเล่น และส่งโปสการ์ดชวนเพื่อมาเที่ยวภูกระดึง อยากให้เพื่อนได้สนุกแบบเราบ้าง 5555

จบไปสำหรับวันที่ 2 ของพวกเรา ก่อนนอนกินยาคลายกล้ามเนื้อ (ซึ่งช่วยได้นิดเดียวจริงๆ)
สรุปวันนี้เราเดินไป 6 ชั่วโมง 57 นาที หัวถึงหมอนปั๊ป หลับเลย 555


เช้าวันที่ 3 ตื่นเช้า แปรงฟัน เก็บของ หลังจากกินขนมปังเสร็จแล้ว เราก็ออกเดินทางตอน 9.00 น. จะลงไปกินข้าวข้างล่างเลยรีบทำเวลากันหน่อย วิ่งกันลงมาเลยในจุดที่สามารถวิ่งได้ อารามณ์เหมือนวิ่งเทรลแต่มีกระเป๋าคนละใบที่หลังลงมาด้วย
(เราไม่ใช้บริการลูกหาบ เพราะเราต้องการลงถึงข้างล่างแล้วกลับเลย)

ระหว่างทางอากาศดีมาก แวะถ่ายรูปบ้างเป็นบางจุด กินแตงโมสีเหลืองที่ไม่รู้ทำไมมันอร่อยเป็นพิเศษตอนกินบนเขา มีพี่ลูกหาบทะยอยขนของลงมากันบ้างแล้ว

ใช้เวลาลง 2 ชั่วโมง 34 นาที ซิ่งมาก 55555 พอลงมาถึงเราก็เอาขยะไปแลก ที่นี่มีโครงการเก็บขยะลงมาจำนวน 1 กิโลกรัมเพื่อแลกกับใบประกาศเกียรติคุณ แล้วก็ไปปั๊มตราในหนังสือเดินทางท่องเที่ยวอุทยาน (ถ้าใครไม่มี ซื้อที่นี่ได้ เล่มละ 150 บาท) 

สำหรับเราทริปนี้สนุกมากกก โหด มันส์ ฮา หนาวจนควันออกปาก เดินกันจนขาล้า อากาศดี วิวสมราคา คำที่เค้าพูดกันว่า "ถ้าอยากพิสูจน์ความสัมพันธ์กับใคร ให้ไปภูกระดึง" เราว่าก็จริง เพราะมันเหนื่อย และระยะทางมันไกล มันก็พอจะเห็นได้บ้างเมือนกัน แนะนำให้มาเที่ยวกันเยอะๆ


ค่าใช้จ่าย :
ค่าเข้าอุทยาน 30 บาท/คน
ค่าเข้ารถ 30 บาท/คัน
ค่าเช่าพื้นที่กางเต้นท์ 30 บาท/คน/คืน
ค่าเช่าเต้นท์ใหญ่ 2-3 คน 225 บาท/คืน
ค่าหมอน ใบละ 10 บาท/คืน
แผ่นรองนอน 20 บาท/คืน
ถุงนอน 30 บาท/คืน
ผ้าห่มใหญ่ 50 บาท/คืน เล็ก30บาท/คืน
ค่าประกัน 10 บาท/คน
ค่าลูกหาบ 30 บาท/กิโลกรัม
ค่าเล่ม Passport ท่องเที่ยวอุทยาน 150 บาท/เล่ม
ค่ากินตั้งแต่ขึ้น-ลงภู ประมาณ 1,000 บาท/คน

การเดินทาง:
1.รถส่วนตัว/รถตู้ ที่ทำการมีที่จอดรถ 
2.รถทัวร์ แนะนำรอบดึกสุดจะถึงเช้ามืดพอดี ลงที่ผานกเค้า มีหลายบริษัทบริการ บขส.999 ซันบัส ภูกระดึงทัวร์ แอร์เมืองเลย พอถึงผานกเค้าแล้ว ต่อรถแดงเข้าอุทยานได้เลย

ไว้ครั้งหน้าจะพาไปเที่ยวไหนกันอีก
ฝากติดตามที่ Readme #AnywhereIGobyThita #ฐิตา
Twitter: @AnywhereIGo2

ความคิดเห็น