เขาหลวง สุโขทัย 2020 ฉบับ 2 วัน 1 คืน รีวิวโดย อยากเที่ยวก็เที่ยว

เรื่องมันมีอยู่ว่าอยากไปเขาหลวง สุโขทัย แต่ไม่ได้ออกกำลังกายมาแรมปี คนอื่นยังไปได้ เราก็ต้องไปได้สิ คำพูดปลอบใจตัวเอง 555+ อย่างที่รู้กัน เขาหลวงขึ้นชื่นเรื่องของความโหด ระยะทางแค่ 3.7 กม. แต่ทางขึ้นชัน45-90องศาตลอดทาง บอกก่อนเลย เราไม่ใช่สายขึ้นเขา  เคยไปมาที่เดียวคือภูกระดึงปีที่แล

เขาหลวง สุโขทัย 2020 ฉบับ 2 วัน 1 คืน

เขาหลวง สุโขทัย 2020 ฉบับ 2 วัน 1 คืน

 วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563 เวลา 15.58 น.

 วันที่เดินทาง 4 ต.ค. 2563

เรื่องมันมีอยู่ว่าอยากไปเขาหลวง สุโขทัย แต่ไม่ได้ออกกำลังกายมาแรมปี คนอื่นยังไปได้ เราก็ต้องไปได้สิ คำพูดปลอบใจตัวเอง 555+ อย่างที่รู้กัน เขาหลวงขึ้นชื่นเรื่องของความโหด ระยะทางแค่ 3.7 กม. แต่ทางขึ้นชัน45-90องศาตลอดทาง บอกก่อนเลย เราไม่ใช่สายขึ้นเขา  เคยไปมาที่เดียวคือภูกระดึงปีที่แล้ว ร่างกายไม่ต้องพูดถึงไม่ได้เตรียมพร้อม แต่อยากไปใจๆไว้ก่อน 555
เชื่อว่าหลายคนอยากไปพิชิตเขาหลวงสักครั้ง แต่กลัวขึ้นไม่ถึง แต่จากประสบการณ์ที่เราไปมา เขาหลวงเหนื่อยจริง เจ็บจริง แต่ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นหรอก เราขึ้นแบบเรื่อยๆไม่รีบ เหนื่อยก็พัก ฟังเสียงร่างกายตัวเอง คนไม่ออกกำลังกายมานานแบบเราใช้เวลาขึ้น 4 ชั่วโมง ขาลง 3.5 ชั่วโมง ไม่รู้ทำไมรู้สึกว่าขาลงทรมานกว่า พร้อมอุทานไปว่า นี่ตูขึ้นมาได้ยังไง !!!ชันขนาดนี้ 5555 วิวด้านบนไม่ต้องพูดถึง สุดบรรยาย สมกับที่แบกร่างกาย เดินขาลากไปจนถึงยอดเขา

เขาหลวงตั้งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติรามคำแหง อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย
สูงจากระดับน้ำทะเล 1200 เมตร

อุทยานเปิด 05.30 น. เริ่มเดินขึ้นเขา 07.00น.- 14.00น.
จุดเช็คอินบนเขาหลวง (ระยะทางจากจุดกางเต็นท์)
- เขาพระเจดีย์ 750 เมตร
- เขาภูกา 2200 เมตร
- เขาพระแม่ย่า 980 เมตร <ชมพระอาทิตย์ตก>
- ผานารายณ์ 400 เมตร <ชมพระอาทิตย์ขึ้น>
- ผาชมปรง 400 เมตร
ทั้งหมดนี้ สามารถเดินเป็นวงกลมได้และเที่ยวครบทุกจุดภายใน 2 วัน 1 คืน

**สิ่งอำนวยความสะดวก**
- มีเต็นท์และเครื่องนอนให้เช่ายกเว้นหมอน
- มีเตาแก๊ส หม้อ จาน ช้อน ให้เช่า
- มีข้าวไข่เจียวขาย
- มีร้านค้าสวัสดิการบนเขาหลวง หลักๆจะมี เครื่องดื่ม น้ำดื่มขวดเล็ก เป๊บซี่ มาม่า ไข่ ขนม
เปิด 07.30 น.-20.30 น.
- ไฟปั่นเป็นเวลา ช่วงเย็นถึง 4 ทุ่ม
- มีห้องน้ำแยกชายหญิง มีหลายห้อง (น้ำมีพอใช้)
- มีน้ำร้อนฟรี บริการช่วงเช้ากับเย็น

ข้อแนะนำ/สิ่งที่ควรเตรียมไป
1.ต้องจองผ่านแอพ Q ล่วงหน้าได้ 15 วัน(จำกัดวันละ200)
2.เตรียมน้ำไปให้พอ ระหว่างทางไม่มีน้ำให้เติม ไม่มีของขาย
3.ระหว่างทางเดินขึ้นยุงเยอะ เตรียมยาทาหรือสเปรย์ไปด้วย
4.ลูกอม หมากฝรั่ง หรือช็อกโกแลต เยลลี่ กินระหว่างเดินขึ้นช่วยได้ /แล้วก็ห่อข้าวไปกินมื้อกลางวัน
5.มือใหม่ ไม่ควรแบกของขึ้นเอง แนะนำจ้างลูกหาบ(ควรไปแต่เช้าลูกหาบมีน้อย)
6.ถ้าจะให้ดีฟิตร่างกายไปสักหน่อย จะได้ไม่เจ็บ
7.ใครติดโทรศัพท์พก Power Bank ไปสะดวกกว่า
8.ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ สเปรย์หรือยากินก็ได้
9.ไฟฉาย/เสื้อกันฝน/ ผ้าเช็ดตัว
10.สัญญาณโทรศัพท์ทุกค่าย ขาดๆหายๆ
11.เต็นท์และเครื่องนอนไม่ต้องจองออนไลน์ มาจองที่อุทยานได้เลย
13.รองเท้าควรเป็นรองเท้าดอกลึก ถ้าฝนตกจะลื่น

ค่าบริการ
- ค่าเข้าอุทยาน คนละ 40
- ค่าพื้นที่กางเต็นท์คนละ 30/คน/คืน
- ค่ามัดจำขยะ 200 บาท คืนตอนลง
- ค่าจ้างลูกหาบ กก.ละ 25
- เต็นท์ 2 คน 150/ เต็นท์ 3 คน 225/ เต็นท์ 6 คน 600 /ถุงนอน30/ผ้าห่ม 30 /แผ่นรองนอน20/เสื่อ 20/
เตาแก็สปิ๊กนิก 150/ น้ำดื่มขวดเล็ก โค้ก น้ำอัดลม มาม่า 35/ ไข่ 10

ทริปนี้เราเดินทางไปวันที่ 12 - 13 กันยายน 2563

สำหรับการเดินทาง

1.คนที่มีรถส่วนตัว สามารถขับรถไปจอดที่อุทยานแห่งชาติรามคำแหงได้เลยครับ ด้านในมีที่จอดรถ หรือใครอยากจะไปนอนก่อนขึ้นสัก 1 คืน ที่อุทยานก็มีบ้านพักไว้รับลอง จองได้ที่เว็บไซด์อุทยานแห่งชาติ หรือใครสะดวกนอนเต็นท์ ก็ไปกางเต็นท์นอนรอก็ได้ มีห้องน้ำ มีร้านค้าไว้บริการ

2. คนที่ไม่มีรถส่วนตัว จากที่หาข้อมูลมา ให้นั่งรถทัวร์จากหมอชิต รอบประมาณ 22.00 น. ให้ลงที่เซเว่นคีรีมาศ แล้วนั่งมอเตอร์ไซค์วินไปที่อุทยาน เที่ยวละ ประมาณ 160 บาท อย่าลืมขอเบอร์ไว้ด้วยนะเผื่อขากลับโทรให้วินมารับ หรือถ้าใครไปเป็นกลุ่มให้ไปลงที่บขส.แล้วเหมารถไปจะคุ้มกว่า

ทริปนี้เราขับรถไปเองจากพิจิตร ไปนอนในเมืองก่อน 1 คืน แล้วตอนเช้ามืด ขับรถมาที่อุทยาน เราไปถึงประมาณ 6 โมงเช้าได้ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนประมาณ 05.30 น.
มาถึงที่อุทยานแห่งชาติรามคำแหง เราจะเจอด่านเก็บค่าบริการก่อน จะมีการตรวจวัดไข้ ลงทะเบียนเช็คจากแอฟ QueQ ที่เราจองมา(จำกัดวันละ 200คน จองล่วงหน้าได้ 15 วัน) ซึ่งที่เราจองเจ้าหน้าที่ปริ๊นชื่อไว้แล้ว เราเพียงแค่บอกชื่อ ก็เป็นอันเรียบร้อย จากนั้นก็เดินไปจ่ายค่าเข้าอุทยาน คนละ 40 บาท รถมอเตอร์ไซด์ 20 บาท

ขับรถเข้าไปด้านใน ไปทำการลงทะเบียน จองเต็นท์ จ่ายค่าพื้นที่กางเต็นท์สำหรับคนที่มีเต็นท์มาเอง แล้วก็จ่ายค่ามัดจำขยะ 200 บาท จะได้คืนตอนเรานำขยะกลับลงมา พอลงทะเบียน เลือกอุปกรณ์เครื่องนอนเสร็จจ่ายตัง จะได้ใบจองมา 1 ใบ ใบคิวเล็วๆ 1 ใบ แล้วนำจองใบ ไปยื่นด้านบนเพื่อรับอุปกรณ์เครื่องนอน ส่วนใครมีพาสสปอร์ตอุทยานก็สามารถปั้มตราตรงนี้ได้เลย

ลงทะเบียนเสร็จปุ๊บ ให้มารอตรงศาลาลูกหาบ เค้าจะเรียกตามคิว ใบคิวเล็กๆที่เราได้ตอนลงทะเบียนมายื่น จากนั้นก็ทำการชั่งน้ำหนัก อาจจะมีการถ่ายรูปไว้ก็ได้ว่าคนไหนแบกของเรา จากนั้นเราก็เดินขึ้นได้เลย

วันที่เราไปเราได้คิวที่ 4 ลงทะเบียนเสร็จสับ เราเดินขึ้นประมาณ 7 โมงนิดๆ ของเราประมาณ 13 กิโล ถามว่าแบกขึ้นเองไหม สบายๆครับ

จ้างลูกหาบแบกสิครับ รออะไร 5555


ไปละครับ กระเป๋าเรา หนุ่มน้อยเป็นผู้แบกไป ใช้แรงงานเด็ก 555

ส่วนเราพร้อมครับ ถ่ายรูปกับป้ายก่อนขึ้นซะหน่อย เดี๋ยวดูว่าสภาพก่อนขึ้น กับขึ้นถึงแล้วจะเป็นยังไง 555


ก่อนขึ้น ต้องพึ่งสิ่งศักสิทธิ์ก่อนหน่อย ขอพรพระแม่ย่ากันก่อน ให้เดินขึ้นเขาราบรื่นปลอดภัย

ก่อนจะเริ่มเราไปดูแผนที่ให้หนักใจเอ้ยชื่นใจกันก่อนดีกว่า 555 เผื่อจะได้วางแผน

จุดแรกคือประดู่ใหญ่ > ไปมออีหก> จุดชมวิว > ตะเคียนคู่ > น้ำดิบผามะหาด > ชานเบิกไพร > ไทรงาม > ถ้ำพระนารายณ์ > ถ้ำพระ > ถ้ำค้างคาว > ปล่องนางนาค > พระยาแล่นเรือ > ค่ายพักแรม จากจุดเริ่มต้นระยะทาง 3.7 กม.เองเนาะ

ไปครับ ดูเวลา 07.09 น. เริ่มเดิน
ทางเดินช่วงแรก ชิวๆไปครับ เป็นทางราบเรียบ ไม่เห็นชันอย่างที่เค้าบอกกันเลย โถ่วววว

ทางแบบนี้ สวนหลังบ้านชัดๆ ใครว่าชัน


สักพัก โอโห การเดินทางของจริงได้เริ่มขึ้นแล้ว 555 แรกๆชั้นนิดๆ สักพัก 45 องศาไปเลยจ้า


เดินมาได้ 15 นาที ขอพักก่อน 5555

มาถึงจุดแรก จุดพักสมพง เดินมาเกือบชั่วโมง ระยะสะสมอยู่ที่ 825 เมตร 5555 โอ้โห นึกว่าเดินมาเป็นกิโล2กิโล


ที่เห็นในรูปคือต้นสมพงครับ ต้นใหญ่มาก ข้างๆเป็นต้นมะค่าโมง


ไปครับ เดินขึ้นกันต่อ น้ำดิบที่ให้เติมระหว่างทางช่วงนี้ไม่มีนะครับ เตรียมน้ำขึ้นไปกันให้พอน้า

แหงนหน้ามองขึ้นไป โอ้โห ชันไรขนาดนั้นนนน บ่นไปงั้น เดินก้มหน้าแล้วไปต่อ


ในที่สุดก็เดินขึ้นมาถึง.... ประดู่ใหญ่ 1 กม. เดินมาตั้งไกล สภาพก็เป็นอย่างที่เห็น อยากจะนอนหลับไหลอยู่ตรงนี้ TT

ในที่สุดก็เดินขึ้นมาถึง.... ประดู่ใหญ่ 1 กม. เดินมาตั้งไกล สภาพก็เป็นอย่างที่เห็น อยากจะนอนหลับไหลอยู่ตรงนี้ TT


โชคดีหน่อยวันที่เราไป อากาศไม่ร้อน มีหมอกฟุ้งกระจายตลอด เลยทำให้การเดินขึ้นไม่ท้อเท่าไหร่


สภาพคนอยากมาครับ พักทุกจุด ตรงไหนนั่งได้ พักได้ พักก่อน 5555

มออีหก ระยะ 1400 เมตร พึ่งผ่านมาแค่ 2 จุด ระยะทางอีกยาวไกลเอ้าไปต่อครับ

ไม่เห็นทางเดินข้างหน้าแล้ว แต่ที่เห็นถึงความชัดเจนที่สุดนั่นก็คือ ความชันของระยะทาง 555 จะบอกว่า น้องทาก ไม่มีนะ
วันที่เราไปไม่เจอสักตัว ขนาดบรรยากาศชื้นมากๆ

จากมออีหก 300 เมตร เราก็มาถึงจุดพักชมวิว ระยะสะสมที่ 1600 เมตร ยังไม่ถึงครึ่งทางนะจ๊ะ 5555
จุดชมวิวแต่ไหนละวิว มองไม่เห็นอะไรเลย หมอกขาวไปหมด


ดอกอะไรไม่รู้ สวยดีนะ

ไปต่อครับ จากจุดชมวิว 300 เมตร เราก็จะมาถึง ตะเคียนคู่ ระยะสะสมที่ 1900 เมตร ตรงนี้แหละฮะ ครึ่งทาง บริเวณนี้ก็จะมีแคร่ให้นั่งพักผ่อน

 น้องมากับแม่ น้องเดินเก่งมาก แล้วน้องก็แซงเราไป 555


ไปครับ เราก็ไปต่อ

แล้วเราก็มาถึง น้ำดิบผามะหาด จุดเติมน้ำ ที่ไม่มีน้ำให้เติม แต่ว่ามีแคร่ให้นั่งพัก ระยะสะสมอยู่ที่ 2300 เมตร เวลาประมาณ 10 โมงเช้า เดินมาประมาณ 3 ชั่วโมง ได้ประมาณ 2.3 กม. 5555

ชานเบิกไพร ระยะสะสมที่ 2700 เมตร อีกแค่ 1 กม. เท่านั้น ทา

มาถึงไทรงาม ระยะสะสมที่ 3 กม. ใกล้แล้วโว้ย อีก700เมตร จะบอกว่าต้นไทรต้นนี้ งามสมชื่อจริงๆ ต้นใหญ่อลังการมากครับ

ไปต่อครับ ช่วงนี้ชันเอาเรื่องเลย

ปล่องนางนาค ระยะสะสมที่ 3.3 กม.

พระยาแล่นเรือ มาถึงจุดนี้ สบายใจได้เลย ใกล้ถึงแล้ว ระยะสะสมที่ 3.5 กม. อีกแค่ 200 เมตรเท่านั้นปล่องนางนาค ระยะสะสมที่ 3.3 กม.

นึกว่าจะเดินขึ้นแบบสบายๆ หรอ เปล่าเลย ชันสุดเลยจุดนี้ แต่อีกแค่เอื้อมมือเท่านั้น รวบรวมพลังที่มี ฮึ๊บบบบ

สุดท้ายเราก็ทำสำเร็จพาร่างกายขึ้นมาถึงจนได้ เย้ เราคือผู้พิชิต เขาหลวง ใช้เวลาไปทั้งสิ้น 4 ชั่วโมง
ไม่เร็วแต่ก็ไม่ช้าจนเกินไป(มั้ง) 555 ขึ้น 07.09 น. ถึง ประมาณ 11 โมง ได้น

มาถึงก็นำใบจองไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ แล้วทำการเลือกเต็นท์ หยิบอุปกรณ์ เครื่องนอน หมอน ผ้าห่ม ถุงนอน เข้าเต็นท์ได้เลย  คนที่นำเต็นท์มาเองก็เลือกพื้นที่ได้ตามสะดวกเลยครับ
วันที่เราขึ้นไปนี่หมอกฟุ้งตลอด บรรยากาศดีมาก

ระหว่างรอกระเป๋า รอแล้วรอเล่ากระเป๋าก็ไม่มาสักที คนอื่นคิวหลังๆ มาถึงก่อน กระเป๋าของเรามาถึงบ่าย2ครึ่งได้ มีเหตุฉุกเฉินนิดหน่อย น้องคนที่แบกกระเป๋าเราเป็นมือใหม่ ปรากฏว่าแบกขึ้นมาไม่ไหว 555 ก็เลยมีพี่ลูกหาบไปช่วยแบกขึ้นมา รู้สึกผิดยังไงไม่รู้ ใช้แรงงานเด็ก 555

บ่าย3โมง ได้เวลาเดินไปยังยอดเขาต่างๆกัน ก็เลยไปสอบถามเจ้าหน้าที่ ว่าจะไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่เขาพระแม่ย่า แล้วอยากไปครบทุกที่ พี่เค้าแนะนำมาว่าถ้าจะเดินไปให้ครบ แนะนำให้เดินเป็นวงกลม

โดยเริ่มจากทางเข้าตรงห้องน้ำ
จุดกางเต็นท์ ---> ยอดเขาเจดีย์ ---> ยอดเขาภูกา ---> ยอดเขาพระแม่ย่า ---> ลานจอดฮอ ---> จุดกางเต็นท์ ระยะทางรวมประมาณ 4 กม.
แนะนำว่าคนที่จะเดินแบบนี้ควรออกจากจุดกางเต็นท์ไม่เกิน 15.30 น. จะได้เดินแบบชิวๆถ่ายรูปไปด้วยไม่ต้องรีบ

ทางเดินบนเขานึกว่าจะเดินชิลๆหรอ ไม่ครับ ยังต้องขึ้นอีก 555 ไหนก็มาแล้วยังไงก็ต้องลุยฮะ

ใกล้แล้วครับ จุดแรกยอดเขาเจดีย์

เย้ ถึงแล้ว ระยะทางจากจุดกางเต็นท์ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ระยะทางประมาณ 750 เมตร

วิวทางฝั่งซ้ายก็จะไม่เห็นอะไรมาก

แต่วิวทางฝั่งขวานี่ แจ่มมาก ต้องเก็บภาพกันซะหน่อยแล้ว จริงๆการเดินบนเขาหลวงนี่ ไม่ต้องกลัวหลงทางเลยนะ ทางเดินชัดเจน มีป้ายบอก อีกอย่างคือเพื่อนเดินเยอะเลยครับ

วิวสวยมาก คนจะถ่ายรูปตรงหินด้านนี้กัน  

มองไปด้านโน้น จะเห็นยอดภูกา กับยอดเขาพระแม่ย่า

ไปครับ เดินกันต่อไปยังจุดหมายต่อไป

ตอนแรกก็ตัดสินใจว่าจะไปภูกาดีไหม เพราะทางขึ้นจากจุดกางเต็นท์มายอดเจดีย์ก็ค่อนข้างชัน ทำให้แอบท้อ หวั่นใจนิดหน่อย มาถึงตรงทางแยกมีกลุ่มพี่ๆที่เดินนำหน้ามา ถามว่าจะไปภูกาไหม ป้ายเขียนไว้ว่าอีก 1 กม. แต่ไหนๆก็มาละ ไปก็ไป เลยเดินเกาะกลุ่มไปกับพวกพี่ๆไป ลุยครับ 1000 เมตร

ทางเดินไปภูกา ไม่ชันครับ เดินสบายๆ เลาะเขาไปเรื่อย ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีได้

อีกนิดเดียว ดอยดอยภูกาอยู่ข้างหน้า

ชอบตรงจุดนี้มากครับ เป็นลานกว้างๆ มีทุ่งหญ้า พริ้วไสวตามสายลม สวยเลยครับ

เดินมาเรื่อยๆ ใกล้ถึงจุดหมาย หมอกก็เริ่มหนาขึ้นเรื่อยๆ

พอขึ้นมาถึงก็มองแทบไม่เห็นอะไร

จริงๆ เป็นยอดภูเขาที่มุมภ่ายรูปเยอะมากครับ เสียดายที่หมอกหนาทำให้มองไม่เห็นวิวอะไรเลย

ถ่ายรูปป้ายไว้ซะหน่อย ว่าเราก็เดินมาถึงยอดภูกา

เดินไปอีกฝั่งนึง มีเจดีย์ตั้งอยู่ด้วยครับ

ฝั่งนี้ มุมสวยเลย ถ้าหมอกไม่บัง วิวด้านล่างต้องสวยมากแน่ๆเลย

ไหนๆก็มาละ ถ่ายรูปไว้ซะหน่อย ถึงแม้จะไม่เห็นวิวอะไรก็ตาม 5555

นั่งรอฟ้าเปิดอยู่พักใหญ่ ก็ไม่มีทีท่าว่าหมอกจะหายไป เลยตัดสินใจไปยอดเขาพระแม่ย่ากันต่อ

จากยอดภูกาไปยอดเขาพระแม่ย่า ต้องเดินกลับทางเดิม แล้วก็ไปเลี้ยวซ้ายตรงทางแยก ถ้าไปทางขวาจะไปยอดเขาเจดีย์ที่เราผ่านมา

ระหว่างทางเดินกลับก็ไปสังเกตุเห็นลูกอะไรสักอย่าง รูปร่างหน้าตาคล้ายๆเงาะ ล่วงหล่นอยู่เต็มพื้น

จุดหมายปลายทาง อยู่ตรงหน้า ยอดเขาพระแม่ย่า เหมือนใกล้ แต่เดินไกลจัง 555

ระหว่าทางเจอตรงไหนสวยๆก็แวะเก็บภาพไปเรื่อย 55

มุมถ่ายรูปสวยๆเยอะมากครับ แบกขาตั้งกล้องไปเองไม่ต้องรบกวนให้ใครถ่าย สบายใจไม่ต้องอายด้วย 555

พอเดินมาถึงตรงเขาพระแม่ย่า มองกลับไปจะเห็นยอดเขาเจดีย์


ไปกันต่อครับ ยอดเขาพระแม่ย่าอยู่ตรงหน้า

ด้านบน มองเห็นวิวรอบทิศเลยครับ

รูปนี้เป็นหนึ่งในมุมที่เราชอบมากครับ

ผู้คนก็มาจับจองพื้นที่เตรียมดูพระอาทิตย์ตก บ้างก็เดินถ่ายรูปเล่น จะบอกว่าเขาพระแม่ย่านี่สวยจริง มุมถ่ายรูปแจ่มมาก

ถ่ายรูปคู่กับป้ายกันซะหน่อย ว่าเราสองคนก็สามารถเดินขึ้นมาถึงยอดเขาหลวงได้เหมือนกันนะเนี่ย โคตรเก่งไปเลย ชมตัวเอง5555 นี่ถือเป็นภูเขาที่2ที่มาด้วยกัน หลังจากเขาแรกคือภูกระดึง ตั้งใจไว้ว่าในทุกๆปี เราจะไปพิชิตยอดเขาด้วยกันปีละ 1 ลูก ทริปหน้าจะไปไหนดี ภูสอยดาวหรือดอยมะม่วงสามหมื่นดีน้า อิอิ

มุมทางฝั่งพระอาทิตย์ตก แต่คาดว่าวันนี้ไม่น่าจะเห็น เพราะเมฆค่อนข้างเยอะ

มุมไฮท์ของเขาพระแม่ย่า

ชอบมุมนี้มาก สวยสุดบรรยาย คนก็มักจะมาถ่ายรูปกันตรงจุดนี้ แล้วก็หาที่นั่งดูพระอาทิตย์ตกดินกัน

วิวอีกฝั่งนึงของยอดเขาพระแม่ย่า มองไปจะเห็นยอดเขานารายณ์

ถ่ายรูปจนพอใจ เราก็เดินกลับไปยังจุดกางเต็นท์ โดยไม่ได้รอพระอาทิตย์ตกดินเพราะคิดว่าไม่น่าจะเห็นแน่ๆ อีกอย่างกลัวว่าจะมืดด้วย ถ้าใครไปแล้วจะอยู่ถึงพระอาทิตย์ตกดินให้เตรียมไฟฉายไปด้วยนะ

ระหว่างทางเดินกลับ จะผ่านลานจอดเฮลีคอปเตอร์ด้วยนะ

กลับมาถึงเต็นท์ ก็จัดการเตรียมเตาแก๊สปิ๊กนิก ที่เช่ามาจากร้านค้าสวัสดิการ หมู ผักซื้อและน้ำจิ้มซื้อมาจากตลาด จัดการทำชาบูแบบง่ายๆ กินบนเขาหลวง

ไปเขาหลวงทั้งทีมันจะธรรมดาไม่ได้ 555 เรียกได้ว่าเป็น1ในชาบูมื้อนึงที่อร่อยสุดเลยก็ว่าได้

ยามเช้าตื่นตี5ครึ่งเพื่อไปดู ทะเลหมอกที่ผานารายณ์ ระยะทาง จากจุดกางเต็นท์ 400 เมตร มาถึงหมอกฟุ้งอีกแล้ว แล้วสีท้องฟ้าก็สีออกม่วงๆจริงๆนะ

จัดการจับจอง หาที่นั่งพักชมวิว เจอพี่เจ้าหน้าที่ เค้าบอกว่าให้นั่งรอสักพักนึงแล้วหมอกจะมา มาจริงๆครับ ไม่ถึง 2 นาที 5555 ต้องรีบถ่าย

ถ่ายไปไม่ถึง 5 ภาพ หมอกหายไปแล้ว นั่งรอต่อไป

มาอีกแล้วรอบที่ 2 พร้อมกับดวงอาทิตย์โผล่มานิดหน่อย

รอบนี้มานานหน่อย เลยเดินเก็บภาพยาวๆ

ถ่ายรูปกับทะเลหมอกซะหน่อย ถึงแม้จะไม่ฟูอย่างที่เค้าเจอกันก็ตาม 555

ยอดเขานารายณ์ ถ้าไม่นับจุดไฮไลท์ มุมถ่ายรูปสวยๆก็เยอะเลย

ตรงจุดหินยื่นก็จะมีคนไปนั่งรอดูพระอาทิตย์ขึ้นกันเยอะมาก ก็จะถ่ายรูปแบบไม่ติดคนยากหน่อย

บรรยากาศดีเลยครับ ไม่หนาวมาก อากาศเย็นๆสบายๆ

น่าเสียดายที่หมอกมาไม่เต็มที่  บริเวณโขดหิน สามารถเดินลัดเลาะไปถ่ายรูปได้นะ แต่ก็เดินกันระมัดระวังหน่อย 

สุดท้าย รออยู่พักใหญ่ จนกว่าคนจะเริ่มเบาบาง แล้วก็เผื่อหมอกจะมา แต่หมอกก็ยังฟุ้งกระจายอยู่ ไม่หายไปสักที เลยตัดสินใจไม่รอละ ตั้งกล้องแล้วถ่ายภาพมุมไฮไลท์ไปสักหน่อย แล้วก็เดินกลับเต็นท์ เก็บของลงเขาดีกว่า

เตรียมพร้อม ลงเขา เวลาประมาณ 09.00 น. ดูสิว่าจะถึงกี่โมง ขาลงไม่จ้างลูกหาบด้วย เพราะอยากลองของ คิดว่าลงคงไม่น่ายากเท่าตอนขึ้น เลยตัดสินใจแบกลงเองซะเลย น้ำหนักก็น่าจะประมาณ 15 กก. เพราะใต้กระเป๋า ยัดขยะใส่ไปด้วย ไปครับลงเขากัน

ตอนขึ้นนี่ รู้ว่านะว่าชัน แต่ก็คิดว่าไม่เท่าไหร่ พอตอนลงนี่ถึงรู้ว่าโคตรชัน มองลงไปนี่ นึกถึงตอนขึ้น ขึ้นมาได้ยังไงชันขนาดนี้ 5555 ขาลงคนอื่นใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วนเราจัดไป 3.5 ชั่วโมง มีใครเค้าเป็นแบบนี้บ้าง อย่าหาทำ 555 คิดว่าน่าจะลงผิดท่าด้วย เลยรู้สึกเจ็บๆ พักบ่อยมาก ถึงข้างล่างประมาณเที่ยงครึ่งได้ พอถึงปุ๊บ ฝนตกนักมาก รู้สึกโชคดีที่ลงมาถึงก่อน ไม่งั้นลื่นแน่ๆ

เป็นอันจบทริป เขาหลวง สุโขทัย 2 วัน 1 คืน จากคนไม่ได้ได้ออกกำลังกาย มาแรมปี ก็สามารถพิชิตเขาหลวง สุโขทัยได้ แฮร่ แต่เราไม่แนะนำให้ทุกคนทำตามนะ ควรฟิตร่างกายไปสักหน่อย เพราะเรากลับมา เจ็บขาไป2วัน ทะเลาะกับบันไดแทบแย่ๆ 555  ก็อยากจะฝากรีวิวนี้ไว้ครับ เผื่อใครมีแพลนไปเขาหลวง ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง เตรียมอะไรไปบ้าง ก็ลองดูรีวิวนี้ไว้เป็นแนวทาง วางแพลนเที่ยว

หวังว่าจะมีประโยชน์กับทุกท่านที่เข้ามาอ่าน รูปเยอะหน่อยนะครับ ตั้งใจเก็บมาให้ได้มากที่สุด ถึงรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ไปเจอทะเลหมอกจัดเต็ม พระอาทิตย์ตกสวยๆ แต่ก็เป็นทริปนึงในความทรงจำที่ประทับใจมากครับ ไว้มีโอกาสคงได้กลับไปเขาหลวงอีกแน่นอน ไว้เจอกันทริปหน้าครับ ^^

ความคิดเห็น