เที่ยวสิงคโปร์ โอ้โหนี่มันโคตรลำบาก (ตอนที่ 15 จบ) รีวิวโดย Try to try ก็แค่ออกไปลอง

จากตอนที่แล้ว [เที่ยวสิงคโปร์ โอ้โหนี่มันโคตรลำบาก (ตอนที่ 14)] ที่เราบอกไปว่าถ้าเดินเข้า Gate ไปจะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์ไหมมม นี่ไงงงงงงง คุณ Merlion เต็มไปหมดเล๊ยยยยย >////< แถมเจอหลายตัวมากกก แล้วก็ใกล้มากๆ ด้วยยย น่าย๊ากกกกก อันนี้ที่คิดว่าเซอร์ไพรส์ก็เพราะเราไม่ได้ไป Merlion อันใหญ่ ก็คงไม่เจ

เที่ยวสิงคโปร์ โอ้โหนี่มันโคตรลำบาก (ตอนที่ 15 จบ)

เที่ยวสิงคโปร์ โอ้โหนี่มันโคตรลำบาก (ตอนที่ 15 จบ)

 วันพฤหัสที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563 เวลา 19.05 น.

 วันที่เดินทาง 28 ต.ค. 2562

จากตอนที่แล้ว [เที่ยวสิงคโปร์ โอ้โหนี่มันโคตรลำบาก (ตอนที่ 14)] ที่เราบอกไปว่าถ้าเดินเข้า Gate ไปจะมีอะไรมาเซอร์ไพรส์ไหมมม นี่ไงงงงงงง คุณ Merlion เต็มไปหมดเล๊ยยยยย >////< แถมเจอหลายตัวมากกก แล้วก็ใกล้มากๆ ด้วยยย น่าย๊ากกกกก

อันนี้ที่คิดว่าเซอร์ไพรส์ก็เพราะเราไม่ได้ไป Merlion อันใหญ่ ก็คงไม่เจอที่ไหนแล้วล่ะ ทำใจไว้แล้วว่าไม่ได้ถ่ายรูปน้องอ้อนแน่ๆ แต่พอเดินเข้า Gate มา คือน้องอยู่กันเป็นสวนนนนนนนน เยอะม๊ากกกก แล้วก็แต่ละตัวคือลายไม่ซ้ำกันเลย 

แล้วตรงน้องอ้อนแต่ละตัว เขาก็จะติดข้อมูลไว้ด้วยว่าใครเป็นคนออกแบบ Inspiration คืออะไร แถมมีขายที่ไหนด้วยนะ อะโห้ววววว เหมือน Mission complete หมดทุกอย่างแล้วจริงๆ 

ระหว่างทางเดินไป Gate เราก็เพิ่งรู้ว่าข้างนอกฝนตกกระหน่ำเลย ตอนข้ามถนนมาจาก Jewel ยังไม่เห็นตกเลยนะ ดีนะเนี่ยเข้ามาก่อน

16.42 แล้ววว จะไป C22 ทันไหมนะๆ มัวแต่ถ่ายรูปอยู่นั่นแหละ 555555

16.48 มาทันเจอน้อง SCOOT พอดีเล๊ยยย >///< อย่างน้อยก็ไม่ตกเครื่องแล้วแหละ 5555

ไม่ทันถึงสิบนาทีก็มีเสียงเรียกให้ขึ้นเครื่องแล้ว

แต่ฝนข้างนอกยังตกอยู่เลยเราจะไม่เป็นไรใช่ไหมนะ อันนี้คือการขึ้นเครื่องบินตอนฝนตกครั้งแรกของเราเลย ของ SCOOT จะเป็นที่นั่งแบบ 3-3-3 เรานั่งอยู่ตรงแถวกลาง คือระหว่างทางฝนมันก็ตกลงมาเรื่อยๆ แล้วในเครื่องก็ถูกรี่ไฟจนมืดไปหมด ทีนี้มันก็เลยเห็นฟ้าแลบตรงหน้าต่างแบบชัดเจนเลยไงงง๊ หยั่งน่ากลัวอะ ดีแล้วแหละที่เราไม่ได้ที่ติดหน้าต่าง ไม่งั้นภาพฟ้าแลบคงติดตา บรึ๊ยยยย

ใช้เวลาอยู่บนเครื่องประมาณ 2 ชั่วโมง และในที่สุดฉันก็รอดชีวิตมาถึงสุวรรณภูมิแล้ววว และการมาสุวรรณภูมิครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 2 ในชีวิต จำได้ว่าตอนมาครั้งแรกมาแบบเด๊กเด็กเลย สิบกว่าขวบ จำไม่ได้หรอกว่าอะไรอยู่ตรงไหนอะ มันก็เลยเกิดอีเว้นท์หลงสุวรรณภูมิเกิดขึ้นจ้าาา หล่อนเคยไปไหนไม่หลงบ้างไหม 55555

ระหว่างทางไปผ่านตม. เพื่อนบอกว่าเหมือนเห็นพี่แฮมแฟนพันธุ์แพ้รถไฟไทยด้วย เราก็แบบหรออออออออ *0* โชคดีเหมือนกันนะเราเนี่ย 5555

ทีนี้พอหลุดผ่านตม. กันออกมาได้ เราก็ต้องโทรหาคิวรถที่เราจะกลับบางแสน เขาบอกเราว่าจะต้องออกไปประตูอะไรสักอย่างเพื่อขึ้นรถเวียน สาย A ไปลงที่ Bus terminal เราก็เดินๆ ตามทีเขาบอกไป แต่ความงงก็คือตรงป้ายที่รอรถเวียนมันไม่ได้ใช้ว่าว่า Bus terminal อย่างที่เขาบอกไง มันใช้คำว่า "Public transportation center" ส่วนภาษาไทยก็คือ "ศูนย์การขนส่งสาธารณะ" เอ้า แล้วสรุปว่ามันใช่ Bus terminal เนี่ยยย 55555

หันไปถามคนแถวนั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน เลยได้แต่นั่งรอรถเมล์สาย A คันแล้วคันเล่าไม่เห็นจะมาสักที จะสองทุ่มอยู่แล้วจะตกรถไหมเนี่ย ฝนก็จะตกด้วยย ถ้าจะกลับเข้าไปขึ้น airport rail link เข้าเมืองก็ไม่น่าจะทัน ก็เลยตัดสินใจขึ้นรถเวียนสักสายนี่แหละ เพราะป้ายมันขึ้นว่าไป Public transportation center ทุกคันเลย

พอขึ้นไปก็บอกคนขับว่าไป Bus terminal ก็เพิ่งรู้ตอนนั้นแหละว่ามันคืออันเดียวกัน แล้วเราก็ถึงบางแสนอย่างสวัสดิภาพพพ 555555

จบไปแล้วกับทริปลำบากลำบนของเรา สิ่งที่ได้จากการไปสิงคโปร์มีเยอะมากกกกกก ที่เห็นชัดแน่ๆ เลยก็คือ ทำให้เรากล้าขึ้นรถเมล์ในกรุงเทพมากขึ้นกลัวหลงน้อยลง แล้วก็จะไม่วางแพลนโลกสวยไม่เผื่อไฟลท์ดีเลย์อีกแล้ว 55555 แล้วที่สำคัญคือฉันใช้ Google Map เก่งขึ้นเยอะมากกกกกกก ควรดีใจใช่ไหม 55555

สิ่งที่ได้เห็นจากทริปนี้

-เป็นเมืองที่ใช้บัตรเครดิตง่ายมาก ในร้านค้า 7-11 ได้หมดเลยไม่มีขั้นต่ำ เงินสดแทบไม่ต้องพกไปเยอะ เราแลกไป 500 บาทไทยยังพอเลย
-เป็นเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่บน MRT&Bus เยอะกว่าสถานที่ท่องเที่ยว
-คนเยอะไม่ต่างจากกรุงเทพ ถ้าชอบกรุงเทพถือว่าตอบโจทย์
-Grab แพงมากกกกกกกกกกกกกกก ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 150 บาทไทย แล้วบวกเพิ่มไปเรื่อยๆ
-คนจีนที่สูงอายุหน่อย บางคนเค้าจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ฉะนั้นควรไปถามทางจากคนที่เป็นวัยรุ่นดีกว่า
-เป็นเมืองที่แพลนแบบให้เดินน้อยที่สุด ก็ยังคงเดินเยอะมากกว่าปกติอยู่ดี ดังนั้นหารองเท้าที่ัซัพพอร์ตเท้าเราเยอะๆ จะดีมาก
-อย่าเชื่อ Google Map มากกก นางชอบพาเดินวนไปวนมา เปลืองพลังงานเปล่าๆ
-ถึงจะมี Universal adapter ที่มี USB port ก็ควรจะพกปลั๊กพ่วงไปด้วย

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณผู้อ่านทุกๆ คนที่เข้ามาอ่านบันทึกของเรา เราหวังว่าบันทึกของเราจะช่วยให้การไปเที่ยวสิงคโปร์ของทุกๆ คนราบรื่นมากขึ้นและไม่ผิดพลาดเหมือนเรา 555555 และสามารถติดตามการเดินทางอื่นๆ ของเราได้ที่ เพจ "Try to Try ก็แค่ออกไปลอง" แล้วจะรู้ว่าการก้าวออกจาก Comfort zone ของตัวเองมันสนุกแค่ไหน

ขอบคุณที่ติดตามค่าาาา ❤
Try to Try ก็แค่ออกไปลอง

------------------------------------------------------------------

-=แถมท้าย=-
สรุปค่าใช้จ่าย 3 วัน 3 คืน (ค่าเงิน 1$ = 22.13)

-ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ = 2,735.73฿
-ค่าที่พัก 3 คืน = 1,089.12฿
-ค่าประกันการเดินทาง = 181฿
-ปลั๊กครอบจักรวาล = 159฿
-ปลั๊กพ่วง = 399฿
-สเปย์กันรองเท้าเปียก = 225฿
-ค่าซิมที่จองจาก Klook = 88.75฿ (หารแล้ว)
-ค่าซื้อซิมใหม่ที่สนามบิน 6$(หารแล้ว) = 132.78฿
-ค่าบัตร Singapore tourist pass 3 วัน 20$ = 442.6฿
-ค่าธรรมเนียมกดเงินจากบัตร PLANET SCB 5$ = 110.65฿
-ค่า Sentosa express ซื้อใน Klook = 50฿
-ค่าเข้า gardens by the bay+OCBC Skyway 24$ = 531.12฿
-ค่าเข้า Art science museum = 290฿
-ค่าปรับที่ Check out ช้า 5$ = 110.65฿
-ค่ารถเข้าไป gardens by the bay 3$ = 66.39฿
รวม 6,611.79 บาท

💰-=ค่ากิน=-

-ร้าน song fa bak kut teh 41.43$/2 = 458.42฿
-Tian Tian Hainanese Chicken Rice 13.6$/2 = 150.48฿
-กาแฟ 1.2$ = 26.56฿
-โค้ก กระป๋อง 1.2$ = 26.56฿
-ขนมหนังปลาใน 7-11 7.3$ = 161.55฿
-บะหมี่หมูแดง 8.5$ = 188.11฿
-เกี๊ยว 6.5$ = 143.85฿
-ก๋วยเตี๊ยวปลา 4$ = 88.52฿
-กินที่สนามบิน 26.13$/2 = 289.13฿
รวม 1,533.18 บาท

💸-=ของฝาก=-

13.25$ = 293.22฿

รวมค่าใช้จ่ายทั้งทริป 8,438.19 บาท

แปลว่ากำเงิน 8,500 ก็ไปเที่ยวสิงคโปร์ได้ล้าววว

เอาจริงๆ คือวางแผนเที่ยวเองไม่ซื้อทัวร์ มันก็ไม่ยากอย่างที่คิดหรอก สนุกมากด้วยยย หลุดแพลนบ้าง ลำบากบ้าง มันคือประสบการณ์ชีวิต 55555 แล้วเราสามารถคุมงบประมาณได้จากแพลนของเรานี่แหน่ะยิ่งละเอียดมากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งเห็นชัดมากเท่านั้น

ความคิดเห็น